The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

Livestock Production Magazine - 935
สัตว์เศรษฐกิจ 935 เดือนธันวาคม 68

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by สัตว์เศรษฐกิจ E magazine, 2025-12-15 04:18:07

Livestock Production Magazine 935 - สัตว์เศรษฐกิจ 935

Livestock Production Magazine - 935
สัตว์เศรษฐกิจ 935 เดือนธันวาคม 68

LIVESTOCK PRODUCTION MAGAZINE ข่ า ว ส า ร แ ล ะ ส า ร ะ ส ำา ห รั บ ว ง ก า ร เ ลี้ ย ง สั ต ว์https://livestockemag.com/ สัตว์เศรษฐกิจhttps://livestockemag.com/ ปีที่ 40 ฉบับที่ 935 เดือนธันวาคม 2568ลาออกจากพยาบาลมาเลี้ยงโคและเลี้ยงลูกอีก 2 คนจะรอดมั้ย ?รวมสถานการณ์โรคในวงการปศุสัตว์ประจำาปี 2568หมูหลุมดอนแร่ต้นแบบการพัฒนาให้อยู่รอดอย่างยั่งยืนนมไทย นมนำ�เข้� ต้นทุนและโอก�สอยู่รอดของโคนมไทยจัดการโรคไก่ไข่อย่างไร? ให้ผลผลิตไม่สะดุดหมูหลุมดอนแร่ต้นแบบการพัฒนาให้อยู่รอดอย่างยั่งยืนลาออกจากพยาบาลมาเลี้ยงโคและเลี้ยงลูกอีก 2 คนจะรอดมั้ย ?รวมสถานการณ์โรคในวงการปศุสัตว์ประจำาปี 2568นมไทย นมนำาเข้า ต้นทุนและโอกาสอยู่รอดของโคนมไทยจัดการโรคไก่ไข่อย่างไร? ให้ผลผลิตไม่สะดุด


4 สัตว์เศรษฐกิจข่าวสารและสาระสำาหรับวงการเลี้ยงสัตว์ LIVESTOCK PRODUCTION MAGAZINEราคา “ไข่ไก่ไทย” รัฐบาลไหน “ถูกสุด-แพงสุด” !? ราคาไข่ไก่ ซึ่งเป็น โปรตีนพื้นฐาน และ ดัชนีสำาคัญของต้นทุนการครองชีพ ของประชาชน ได้กลายเป็นประเด็นเปรียบเทียบทางการเมืองอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงการเปลี่ยนผ่านจากรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์จันทร์โอชา สู่รัฐบาล เศรษฐา ทวีสิน และมาจนถึงช่วงการบริหารจัดการอุปทานที่ซับซ้อนภายใต้รัฐบาล อนุทิน ชาญวีรกูล การวิเคราะห์ด้วยข้อมูลที่อัปเดตจะช่วยไขคำาตอบว่า สถิติราคาไข่ไก่ ที่สูงที่สุดในประวัติศาสตร์เกิดขึ้นภายใต้รัฐบาลใด และสาเหตุที่แท้จริงคืออะไร ตลอดระยะเวลากว่าเก้าปีในสมัยรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ราคาไข่ไก่คละหน้าฟาร์มได้แสดงความผันผวนอย่างรุนแรง โดยราคาเคยปรับตัวสูงขึ้นไปแตะระดับประมาณ 3.50 บาทต่อฟอง (ข้อมูลค้นพบย้อนหลังพบว่าเคยปรับขึ้นสูงสุดในบางช่วงถึงประมาณ 3.60 บาทต่อฟอง ในช่วงปลายปี2565-กลางปี2566) ปัจจัยหลักที่ทำาให้ราคาพุ่งสูงขึ้นไม่ใช่เรื่องของนโยบายรัฐโดยตรง หากแต่เป็นผลพวงจาก วิกฤตการณ์ภายนอกประเทศ ที่ส่งผลกระทบต่อ ต้นทุนการผลิต อย่างรุนแรง โดยเฉพาะในช่วงการระบาดใหญ่ของโควิด-19 และสงครามรัสเซีย-ยูเครน ซึ่งทำาให้ ราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์ โดยเฉพาะข้าวโพดและกากถั่วเหลืองซึ่งเป็นต้นทุนสำาคัญกว่า 60-70% ของการเลี้ยงไก่ไข่ พุ่งขึ้นสู่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์อย่างต่อเนื่อง ทำาให้ผู้บริโภคต้องแบกรับภาระ “ไข่แพง” อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทว่า สถานการณ์ราคาไข่ไก่ได้สร้าง สถิติใหม่ ขึ้นอีกครั้งในช่วงต้นของ รัฐบาลเศรษฐา ทวีสิน (เริ่ม ก.ย.2566) โดยมีรายงานราคาไข่ไก่คละหน้าฟาร์มเคยพุ่งทะยานไปสูงถึง 4.10 บาทต่อฟอง (แม้ข้อมูลค้นพบจะยังไม่ยืนยันตัวเลข 4.10 อย่างเป็นทางการสำาหรับราคาคละหน้าฟาร์ม แต่มีรายงานราคาสูงสุดที่ 4.00 บาทต่อฟอง ในช่วงก่อนหน้านั้น ซึ่งสูงกว่ายุคก่อนหน้ามาก และเป็นการแตะเพดานที่ถือว่าสูงเป็นประวัติการณ์) ซึ่งราคาสถิติสูงสุดนี้เกิดขึ้นต่อเนื่องจากโครงสร้างต้นทุนที่ยังคงสูงของยุคก่อนหน้าผนวกกับ ปัจจัยด้านสภาพอากาศร้อนจัด ในช่วงต้นปีซึ่งส่งผลให้แม่ไก่เกิดความเครียด ออกไข่น้อยลง และไข่มีขนาดเล็กลงอย่างมีนัยสำาคัญ ความไม่สมดุลระหว่างอุปทานที่ลดลงและต้นทุนที่สูงต่อเนื่อง จึงเป็นตัวฉุดให้ราคาขายปลีกและขายส่งยังคงอยู่ในระดับที่สูงกว่าช่วงปีก่อนหน้ามาก ดังนั้น หากพิจารณาตามข้อมูลสถิติราคาที่สูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ปรากฏในข่าวอย่างชัดเจน (ถึงแม้จะมีราคายืนพื้นอยู่ที่ 3.60-4.00 บาทต่อฟองในหลายช่วง) จึงถือได้ว่าช่วงเปลี่ยนผ่านสู่รัฐบาลเศรษฐา ทวีสิน เป็นช่วงที่ราคาไข่ไก่ทำาลายสถิติ“แพงที่สุด” ในระยะเวลาอันสั้น ในทางกลับกัน ความเคลื่อนไหวของราคาไข่ไก่ได้สร้างปรากฏการณ์ใหม่ในช่วงปลายปี2568 ภายใต้การบริหารงานของรัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล มีรายงานว่า “ไข่ไก่รัฐบาลอนุทิน” ราคาได้ดิ่งลงต่อเนื่องจนเหลือฟองละ 3 บาท ณ วันที่ 3 พฤศจิกายน 2568ซึ่งเป็นราคาที่ ต่ำาที่สุดในรอบ 2 ปีและเป็นการปรับลดราคาลง 20 สตางค์ติดต่อกันเป็นสัปดาห์ที่ 3 การปรับลดราคานี้มาจากความเห็นชอบของสหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่รายใหญ่ แต่แหล่งข่าวในวงการได้ระบุถึงปัญหาหลักที่ทำาให้ราคาดิ่งลงอย่างรวดเร็ว คือ ภาวะการกักตุนและการขายแบบ “ดัมพ์ราคา” ของรายใหญ่ ที่เร่งระบายผลผลิต ขณะที่รายย่อยประสบปัญหาในการหาซื้อลูกไก่มาเลี้ยงทำาให้ต้องยื้ออายุการเลี้ยงไก่ยืนกรง ซึ่งสถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนถึง กลไกตลาดแบบ “ปลาใหญ่กินปลาเล็ก” และความเปราะบางของผู้ประกอบการรายย่อย บ่งชี้ว่าภาวะ “ไข่ถูก” ในระยะสั้นกำาลังแลกมาด้วยความเสี่ยงด้านความยั่งยืนของอุตสาหกรรมในระยะยาว แต่จะสรุปว่ารัฐบาลใดทำาให้ “ราคาไข่ถูก” หรือ “ราคาไข่แพง” โดยพิจารณาเพียงตัวเลขราคา ณ ช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งอาจไม่ยุติธรรมนัก เพราะหัวใจสำาคัญที่ขับเคลื่อนกลไกราคาไข่ไก่คือปัจจัยด้าน ต้นทุนและอุปทาน ไม่ว่าจะเป็นราคาอาหารสัตว์: มีความอ่อนไหวต่อสถานการณ์เศรษฐกิจโลก ราคาน้ำามัน และความแปรปรวนของผลผลิตทางการเกษตรในตลาดโลก ค่าพลังงานและค่าแรง:ต้นทุนในการบริหารจัดการฟาร์มและการผลิตที่ปรับสูงขึ้นตามภาวะเศรษฐกิจในประเทศ อุปทานที่ลดลง: จากภาวะ อากาศแปรปรวน(Heat Stress) หรือโรคระบาด การบริหารจัดการภายใน: ปัญหาการควบคุมการผลิต (การปลดแม่ไก่) การกักตุนสินค้า และการเข้ามาตีตลาดของ “ไข่ไก่มาเลย์” หรือปัญหาการส่งออกที่ชะงักงัน สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่รัฐบาลทำาได้เพียง การควบคุม ดูแล และบรรเทาผลกระทบ ด้วย มาตรการพยุงราคา หรือ การจัดการโควตานำาเข้าพ่อ-แม่พันธุ์ไก่ไข่ เพื่อให้เกิดความสมดุลระหว่างผลประโยชน์ของผู้บริโภคและเสถียรภาพของเกษตรกรรายย่อยเท่านั้น


คอลัมน์พิเศษ12 รวมสถานการณ์โรคในวงการปศุสัตว์ประจำาปี2568 15 แนวทางการจัดการโรค PRRS ในภาคสนาม18 หมูหลุมดอนแร่ต้นแบบการพัฒนาให้อยู่รอดอย่างยั่งยืน 22 ไบโอซีเคียวริตี้...กุญแจสำาคัญของการเลี้ยงสุกร 24 “นวัตกร”ซีพีเอฟ ยกระดับการผลิตอาหารสัตว์ด้วย AI และดิจิทัล 26 “เกาะแต้วฟู๊ด” เปิดตัว“ฟาร์มไข่ไก่ไร้กรง” เจ้าแรกของสงขลา27 จัดการโรคไก่ไข่อย่างไร?ให้ผลผลิตไม่สะดุด 30 MLA ขับเคลื่อนเนื้อแดงออสเตรเลียสู่ทางเลือกที่คุ้มค่าให้ธุรกิจอาหารไทย33 ลาออกจากพยาบาลมาเลี้ยงโคและเลี้ยงลูกอีก 2 คน จะรอดมั้ย ? 36 VICTAM Asia2026 กลับมาอีกครั้ง งานแสดงอุตสาหกรรมอาหารสัตว์สุขภาพสัตว์39 นมไทย นมนำาเข้า ต้นทุนและโอกาสอยู่รอดของโคนมไทย 42 ส่งออก ‘กุ้งไทย’ ฟื้นปี69วอนรัฐช่วยเพิ่มผลผลิต 4แสนตัน 44 สมาคมสัตวบาลแห่งประเทศไทยฯ มอบนักสัตวบาลดีเด่น ปี2567 49 สมาคมสัตวบาลแห่งประเทศไทย ในพระราชูถัมภ์สมเด็จพระเทพฯคอลัมน์ประจำา 50 บอกกล่าว 52 แนวโน้มราคาปศุสัตว์ สัตว์เศรษฐกิจสารบัญ ปีที่ 40 ฉบับที่ 935ธันวาคม 2568 บรรณาธิการ ผู้พิมพ์, ผู้โฆษณา :มุกดา วนิชกุลที่ปรึกษา :รศ.ดร.เยาวมาลย์ ค้าเจริญผศ.นาม ศิริเสถียรรศ.อุทัย คันโธศ.น.สพ.ดร.รุ่งโรจน์ ธนาวงษ์นุเวชผศ.ดร.เสกสม อาตมางกูรอาจารย์ศักดิ์ชัย โตภาณุรักษ์บรรณาธิการบริหาร :ทิพารัตน์ อธิภัทรพงศ์กองบรรณาธิการ : วิษณุ เจริญพงศ์พูลกองจัดการ :เอกบุรุษ อุมากูลออกแบบรูปเล่ม : Chinพิสูจน์อักษร : รัชดา กูใหญ่สำานักงาน : 74/423-424 ซ.รามคำาแหง 180 ถ.รามคำาแหง มีนบุรี กรุงเทพฯ 10510โทร. 0-2916-3786-7แฟกซ์ : 0-2916-8005E-mail : [email protected] โรงพิมพ์ : ก.พลพิมพ์เพลท : กรกนก กราฟฟิกโทร. 082-458-4318จัดจำาหน่าย : นานาสาส์น935


SMARTFEEDMILLระบบควบคมุการผลติอาหารสตัว์แบบครบวงจร โดยทมีวศิวกรไทยมอือาชพีเทคโนโลยลี�ําสมยัจากผเู้ชยี�วชาญทอี�ุตสาหกรรมอาหารสตัวไ์วว้างใจมากวา่ 25 ป�CONTACTรบัวตัถดุบิ - บดละเอียด - ผสมแมน่ยาํ - อัดเมด็คณุภาพ - บรรจุภัณฑ์ควบคมุการผลิตแบบ Real-Time ผา่นแดชบอรด์ที�ใชง้านง่ายตรวจสอบยอ้นหลังไดท้กุกระบวนการ รองรบัมาตรฐาน Traceabilityบรหิารจดัการสตูรอาหารและแผนการผลิตดว้ยระบบอัจฉรยิะทีมวศิวกรมอือาชพีพรอ้มแก้ไขป�ญหาทันทีพรอ้มดแูลคณุตลอด 24 ชวั� โมงwww.tat.co.thWebsite:(+66) 88-779-2936Phone Number:อัพเดทระบบสม�าํเสมอเพ�อืรองรบัเทคโนโลยลี ่าสดุฝก�อบรมพนักงานของคณุให้ใชง้านระบบได้เต็มประสทิธภิาพระบบควบคมุการผลิต ครบทกุขนั�ตอนพลิกโฉมโรงงานของคณุสคู่ วามสาํเรจ็ในยุคดิจทิ ัลSMARTFEEDMILLระบบควบคมุการผลติอาหารสตัว์แบบครบวงจร โดยทมีวศิวกรไทยมอือาชพีเทคโนโลยลี�ําสมยัจากผเู้ชยี�วชาญทอี�ุตสาหกรรมอาหารสตัวไ์วว้างใจมากวา่ 25 ป�CONTACTรบัวตัถดุบิ - บดละเอียด - ผสมแมน่ยาํ - อัดเมด็คณุภาพ - บรรจุภัณฑ์ควบคมุการผลิตแบบ Real-Time ผา่นแดชบอรด์ที�ใชง้านง่ายตรวจสอบยอ้นหลังไดท้กุกระบวนการ รองรบัมาตรฐาน Traceabilityบรหิารจดัการสตูรอาหารและแผนการผลิตดว้ยระบบอัจฉรยิะทีมวศิวกรมอือาชพีพรอ้มแก้ไขป�ญหาทันทีพรอ้มดแูลคณุตลอด 24 ชวั� โมงwww.tat.co.thWebsite:(+66) 88-779-2936Phone Number:อัพเดทระบบสม�าํเสมอเพ�อืรองรบัเทคโนโลยลี ่าสดุฝก�อบรมพนักงานของคณุให้ใชง้านระบบได้เต็มประสทิธภิาพระบบควบคมุการผลิต ครบทกุขนั�ตอนพลิกโฉมโรงงานของคณุสคู่ วามสาํเรจ็ในยุคดิจทิ ัล


ระบบควบคมุการผลิตอาหารสตัวอ์ ัจฉรยิะSmart Feedmillแตกต่างอยา่งไร?ประสบการณ์ที�พสิจูน์แล้วทั�วภมูภิาคเอเชยีด้วยประสบการณ์อันยาวนานกวา่ 25 ป�ในการพฒันาเทคโนโลยกีารผลิตอาหารสตัวใ์หก้ ับผผู้ ลิตชนั�นําทัว�เอเชยีทีมงานของเรามคีวามเขา้ใจอยา่งลึกซ�งึในความท้าทายและความต้องการเฉพาะของอุตสาหกรรมเราไมไ่ด้เป�นเพยีงผจู้ าํหน่ายเทคโนโลยีแต่เป�นพนัธมติรที�เติบโตไปพรอ้มกับลกูค้า พฒันาโซลชูนั�ที�ตอบสนองต่อการเปลี�ยนแปลงของตลาดและมาตรฐานอุตสาหกรรมอยูเ่สมอในยุคที�อุตสาหกรรมอาหารสตัวม์กีารแขง่ขนัสงูความแมน่ยาํและประสทิธภิาพในการผลิตคือกญุแจสาํคัญสู่ความสาํเรจ็ Smart Feedmill คือระบบควบคมุการผลิตอาหารสตัวค์รบวงจรที�พฒันาโดยทีมวศิวกรไทย เพ�อืตอบโจทยค์วามต้องการเฉพาะของผปู้ ระกอบการโดยเฉพาะออกแบบโดยผู้เขา้ใจโรงงานผลิตอาหารสตัว์ระบบของเราพฒันาข�นึจากประสบการณ์ตรงในการทํางานรว่มกับโรงงานผลิตอาหารสตัวห์ลากหลายขนาด ทําใหเ้ขา้ใจขอ้จาํกัดและความต้องการที�แท้จรงิของผใู้ชง้านเทคโนโลยที ี�ทันสมยัแต่ใชง้านง่ายเราเช�อืวา่เทคโนโลยที ี�ดีไมจ่าํเป�นต้องซบัซอ้น ระบบของเราออกแบบใหใ้ชง้านได้อยา่งสะดวก แมก้ ับผู้ที�ไมค่ ้นุเคยกับเทคโนโลยมีาก่อนการสนับสนุนโดยทีมงานไทยด้วยทีมวศิวกรและผเู้ชยี�วชาญคนไทย เราสามารถใหบ้รกิารและแก้ไขป�ญหาได้อยา่งรวดเรว็เขา้ใจบรบิทการทํางานและส�อืสารได้อยา่งมปีระสทิธภิาพเจา้แรกและเจา้เดียวในประเทศไทยที�อุตสาหกรรมอาหารสตัวไ์วว้างใจมากวา่ 25 ป�


การควบคมุแบบ Real-Time ผ่านแดชบอรด์อัจฉรยิะSmart Feedmill นําเสนอหน้าจอควบคมุที�ใชง้านง่ายแสดงสถานะการผลิตแต่ละขนั�ตอนแบบ Real-timeพรอ้มระบบแจง้เตือนอัจฉรยิะเม�อืพบความผดิ ปกติผจู้ ดัการสามารถตรวจสอบการทํางานได้จากทกุที�ผา่นอุปกรณ์มอืถือหรอืคอมพวิเตอร์Smart Feedmill รวมทกุขนั�ตอนสาํคัญของการผลิตอาหารสตัวเ์ขา้ไวใ้นระบบควบคมุเดียว ลดความซ�าํซอ้นเพมิ�ประสทิธภิาพ และลดโอกาสเกิดขอ้ผดิพลาดการรบัและจดัการวตัถดุิบติดตามและบนัทึกขอ้มูลวตัถดุบิอยา่งละเอียดระบบควบคมุคณุภาพและการสมุ่ ตรวจคณุภาพบรหิารสต็อกวตัถดุบิแบบ Real-timeกระบวนการบดละเอียดควบคมุความละเอียดใหไ้ดม้าตรฐานสม�าํเสมอปรบัแต่งค่าพารามเิตอรไ์ดต้ามความต้องการติดตามประสทิธภิาพการทํางานของเคร�อืงบดระบบผสมแมน่ยาํควบคมุการชงั�น�าํหนกัอัตโนมตั ิดว้ยความแมน่ยาํสงูบรหิารสตูรอาหารและการปรบัเปลี�ยนไดอ้ยา่งยดืหยุน่รายงานผลการผสมและความผดิพลาดทันทีการอัดเมด็คณุภาพควบคมุพารามเิตอรส์าํคัญในการอัดเมด็ตรวจสอบคณุภาพเมด็อาหารแบบต่อเน�อืงปรบัแต่งกระบวนการใหเ้หมาะกับสตูรอาหารระบบบรรจุภัณฑ์อัตโนมตั ิควบคมุน�าํหนกับรรจุอยา่งแมน่ยาํบนัทึกขอ้มูลการผลิตและล็อตสนิค้าติดตามสถานะการบรรจุและการจดัสง่ระบบควบคมุทกุขนั�ตอนการผลิตระบบตรวจสอบยอ้นกลับครบวงจร (Traceability)รองรบัมาตรฐานความปลอดภัยอาหารระดับสากล ด้วยระบบติดตามและตรวจสอบยอ้นกลับได้ตัง�แต่วตัถดุิบต้นทางจนถึงผลิตภัณฑ์สาํเรจ็รูป สรา้งความมนั� ใจใหก้ ับลกูค้าและรองรบัขอ้กําหนดการสง่ออกSmartFeedmillครบวงจร


ความสาํเรจ็ของลกูค้าคือเปา�หมายสงูสดุของเรา ด้วยทีมงานคณุภาพ เราพรอ้มใหบ้รกิารอยา่งครบวงจรทีมวศิวกรมอือาชพี - พรอ้มแก้ไขป�ญหาฉกุเฉินตลอด24 ชวั� โมงอัพเดทระบบสม�าํเสมอ - รองรบัเทคโนโลยลี ่าสดุและมาตรฐานใหมข่องอุตสาหกรรมฝ�กอบรมบุคลากร - พฒันาทักษะพนักงานของคณุใหใ้ช้งานระบบได้อยา่งเต็มประสทิธภิาพใหค้ ําปรกึษาต่อเน�ือง - ชว่ยปรบั ปรุงกระบวนการผลิตและแก้ไขป�ญหาเฉพาะทางSmart Feedmill มคีวามยดืหยุน่สงูสามารถปรบัใชไ้ด้กับโรงงานทกุรูปแบบก้าวสอู่ นาคตแห่งการผลิตอาหารสตัวไ์ปกับเราพรอ้มใหค้ ําปรกึษาและสาธติระบบโดยไมม่คี ่าใชจ้า่ย เพ�อื ให้คณุไดเ้หน็ศักยภาพที�แท้จรงิของ Smart Feedmillติดต่อเราวนันี�:โทร: (+66) 88-779-2936อีเมล: [email protected] | เวบ็ ไซต์: www.tat.co.thพลิกโฉมโรงงานของคณุสคู่ วามสาํเรจ็ในยุคดิจทิ ัลเพมิ�ประสทิธภิาพลดต้นทนุสรา้งความยงั�ยนืทํางานได้กับทกุโรงงาน ทกุขนาดผู้ใชง้านจรงิของระบบ Smart Feedmillผใู้ชง้านจรงิยนืยนัวา่ชว่ยเพมิ�ประสทิธภิาพ ควบคมุคณุภาพและลดต้นทนุไดอ้ยา่งมนียัสาํคัญพรอ้มดแูลคณุSmart Feedmillติดตัง� ได้ทัง� โรงงานใหมแ่ละโรงงานเดิม - ไมจ่าํเป�นต้อง ตลอด 24 ชวั� โมงเปลี�ยนเคร�อืงจกัรทัง�หมดเช�อืมต่อกับเคร�อืงจกัรได้ทกุประเภทและทกุยหี�อ้ - รองรบัอุปกรณ์หลากหลายรนุ่และผผู้ ลิตขยายระบบได้ตามการเติบโต - เรมิ�ต้นที�ขนาดเล็กและเพมิ�โมดลูตามความต้องการรายงานอัตโนมตั ิ- เช�อืมต่อกับระบบ MIS และ ERPที�มอียูไ่ด้ทันที


12 สัตว์เศรษฐกิจ ในที่สุดเวลาก็เดินทางมาจนถึงปลายปี2568 กันแล้ว ด้วยความพยายาม และอดทนของเกษตรกรทุกท่านในวงการปศุสัตว์เกือบทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นสุกร รวมถึงโคเนื้อโคนมที่ราคาตกต่ำามาสักพักใหญ่ๆ แล้ว ทำาให้เกษตรกรทุนหายกำาไรหด อาจหนักจนถึงขั้นเลิกเลี้ยง เปลี่ยนอาชีพไปเลยก็มีซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเศร้ามาก ที่วิถีชีวิตเกษตรกรอันเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมอันมีมาช้านานกำาลังจางหายไปเรื่อยๆ ซ้ำาโรคระบาดร้ายแรงในแต่ละชนิดสัตว์ก็ยังคงมีอยู่ เงียบไปบ้างอุบัติใหม่บ้างสลับกันไปในแต่ละช่วง เรื่องใหญ่สุดคงไม่พ้นช่วงเดือนเมษายน ที่พบผู้ป่วยเสียชีวิตใน จ.มุกดาหาร โดยจากการสอบสวนโรคผู้เสียชีวิตมีประวัติการเลี้ยงโค สัมผัส และชำาแหละโคที่ป่วยตาย ร่วมกับกินเนื้อโคดิบในงานบุญประเพณีเมื่อช่วงวันที่ 8-12 เมษายนต่อมาในวันที่ 24 เมษายน ผู้ป่วยมีไข้เริ่มมีตุ่มน้ำา แผลอักเสบบวมแดงที่มือ ผิวหนังเริ่มมีสีดำาคล้ำา ต่อมน้ำาเหลืองใต้รักแร้ขวาโต วันที่ 27 เมษายน เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาล และเสียชีวิตในวันที่ 30 เมษายน โดยได้รับการยืนยันทางห้องปฏิบัติการว่าติดเชื้อโรคแอนแทรกซ์ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงรีบเข้าตรวจสอบ และออกมาตรการควบคุมโรคในทันทีอันเกี่ยวกับการห้ามฆ่าสัตว์โดยเฉพาะโค กระบือ รวมถึงมีมาตรการในการเฝ้าระวังป้องกันควบคุมโรคอีกมากมาย อัพเดตสถานการณ์ต่อมาช่วงวันที่ 6 พฤษภาคม สำานักงานสาธารณสุขจังหวัด รายงานมีผู้ติดเชื้อรวมป่วยสะสมยืนยันแล้วทั้งหมด 4 ราย มีประวัติชำาแหละสัตว์บริเวณเดียวกันกับผู้ป่วยรายแรก มีตุ่มและแผลพุพองที่บริเวณมือ โดยเสียชีวิตไปแล้ว 1 ราย และมีผู้ที่ถูกคัดกรองว่ามีความเสี่ยงต่อโรคนี้จำานวน 638 ราย ซึ่งเป็นผู้ที่ชำาแหละเนื้อสัตว์ที่ป่วยตายในพื้นที่เกิดเหตุช่วงเวลาเดียวกันซึ่งมีความเสี่ยงสูงมาก 36 ราย รวมถึงกลุ่มผู้ได้รับการแจกจ่ายและรับประทานเนื้อดิบในพื้นที่บริเวณดังกล่าวซึ่งมีความเสี่ยงสูงเช่นเดียวกัน 472 ราย และกลุ่มผู้ที่สัมผัสโดยการร่วมบ้านกับผู้ที่ชำาแหละเนื้อนั้น 130ราย ซึ่งได้รับยาปฏิชีวนะเพื่อการป้องกันไปแล้ว และได้เฝ้าระวัง ติดตาม กลุ่มนี้อย่างใกล้ชิดต่อไปอย่างต่อเนื่อง 60 วันโดยต่อมามีผู้ป่วยอีก 2 รายเข้าข่าย ได้รับการรักษาในโรงพยาบาล ต่อมาผลแลปตรวจไม่พบเชื้อ ในส่วนของสัตว์เลี้ยงได้กำาหนดเขตควบคุมโรคในพื้นที่รัศมี 5 กม. มีสัตว์เลี้ยงเป็นโคจำานวน 1,222 ตัว ซึ่งได้มีการตรวจวินิจฉัยพร้อมฉีดยาปฏิชีวนะเพื่อการรักษาไปประมาณ 124 ตัว ที่เหลือได้ทำาการให้วัคซีนเพื่อป้องกันเรียบร้อยแล้ว ห้ามไม่ให้ประชาชนในพื้นที่ ที่มีการฉีดวัคซีนทำาการฆ่าหรือชำาแหละโค กระบือ แกะ แพะ ในเวลา 21 วัน นับตั้งแต่มีการฉีดวัคซีน จำากัดการเคลื่อนย้ายสัตว์โดยสัตว์ในพื้นที่นี้และพื้นที่เสี่ยงจะได้รับการฉีดวัคซีนต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 5 ปีส่วนพื้นดินบริเวณที่สัตว์ตายอาจมีสปอร์ของเชื้อปนเปื้อนจะต้องจัดการอย่างเข้มงวด พ่นน้ำายาฆ่าเชื้อ และเฝ้าระวังต่อเนื่อง 10-20 ปีสำาหรับกระบวนการทางระบาดวิทยานั้นคาดว่าเกิดจากนำาโคประเทศเพื่อนบ้านข้ามมาหรือไม่ ซึ่งจะได้ตรวจสอบแหล่งที่มาก่อนหน้านี้รวมถึงเก็บตัวอย่างดินบริเวณต่างๆ ไปตรวจสอบหาเชื้อและสปอร์ต่อไป แอนแทรกซ์จัดเป็นโรคประจำาถิ่นในบ้านเรา และหลายๆ ประเทศเพื่อนบ้าน หรือพื้นที่โซนแถบนี้ ถือเป็นโรคติดต่อสำาคัญใน พรบ.โรคระบาดสัตว์พ.ศ. 2558 แม้เป็นโรคติดเชื้อแบคทีเรีย มียาปฏิชีวนะรักษาได้แต่ด้วยความที่เป็นโรคติดต่อร้ายแรงมาก ติดได้จากสปอร์ที่คงทนอยู่ในธรรมชาติได้นานหลายสิบปีรอวันติดกลับเข้าสู่คนและสัตว์ซ้ำาร้ายโรคนี้ยังติดต่อจากสัตว์สู่คนได้ไม่ยากนัก จากสุขลักษณะที่ไม่ดีไม่ถูกต้อง แนวทางการป้องกันโรคแอนแทรกซ์แนะนำาให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการสัมผัสโค กระบือ แพะ แกะ ล้างมือหลังสัมผัสสัตว์ เลือกบริโภคเนื้อสัตว์ที่ได้รับการรับรองความปลอดภัย น.สพ. ยุทธ เทียมสุวรรณ ผจู้ดัการฝ่ายวิชาการ บจก. เซน็ทรลัลิสก้าวเข้าสู่ช่วงปลายปี ช่วงนี้สภาพอากาศ และสภาพแวดล้อมก าลังเปลี่ยนแปลง อาจพบฝนประปรายสลับกับลมหนาวทั้งคน และสัตว์ในไทยนั้น อาจคุ้นเคย หรือชินกับการปรับร่างกายให้เข้ากับอุณหภูมิสูง หรืออากาศร้อนที่มีตลอดเกือบทั้งปีได้ดีกว่า ดังนั้นเมื่ออุณหภูมิลดต ่า มีลมหนาว สัตว์ก็อาจจะไม่คุ้นชิน ปรับสรีรวิทยาในร่างกายไม่ทัน เกิดความเครียด ภูมิคุ้มกันลดต ่าลง จึงมีโอกาสติดเชื้อใหม่ หรือเชื้อที่อาจพบแฝงอยู่ในร่างกายโดยปกติไม่ก่อโรค ก็กลับมาก่อโรคระบาดที่รุนแรงขึ้นได้ ดังตัวอย่างเช่น โรคคอบวมในโคกระบือ เป็นต้น ที่มักพบระบาดตั้งแต่ปลายฤดูฝนต่อเนื่องไปยังฤดูหนาวโรคคอบวม หรือ โรคเฮโมรายิก เซฟติซีเมีย (Haemorrhagic septicemia) เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย พาสทูเรลล่า มัลโตซิดา (Pasteurella multocida) แกรมลบ รูปร่างกลม รูปแท่งหัวท้ายมน มี 5 ไทป์(A, B, D, E, F) ที่พบมากในไทยคือ ไทป์ B พบเชื้อได้ในเกือบทุกประเทศ แต่พบมากในเอเชีย แอฟริกา และเขตที่มีการเลี้ยงกระบือมากๆ โรคนี้จะระบาดได้รวดเร็ว ท าให้เกิดการป่วยและตายจ านวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกระบือ ส่วนโคอาจรุนแรงน้อยกว่า ส่วนแพะ แกะ สุกร ม้า อูฐ กวาง กระทิง ลิง ช้าง ก็ติดโรคได้ แต่อาการแทบจะไม่รุนแรง และโรคนี้ไม่ติดต่อสู่คนแบคทีเรียชนิดนี้อยู่ในสิ่งแวดล้อมได้นานพอสมควร เช่น แปลงหญ้า ดินชื้นแฉะ มีรายงานว่าในแปลงหญ้าที่แห้งอาจอยู่ได้แค่ 24 ชม. แต่หากในดินหรือทุ่งหญ้าชื้นแฉะ หรือในน ้าอาจอยู่ได้นานหลายวัน จนถึง 2-3 สัปดาห์ หรือมีรายงานนานเป็นเดือนก็ได้ แต่แบคทีเรียนี้ก็ถูกท าลายได้ง่ายด้วยความร้อน แสงแดด รวมถึงยาฆ่าเชื้อทั่วไปก็สามารถฆ่าได้ง่ายเช่นกันแบคทีเรียจะถูกขับออกมาจากสัตว์ที่เป็นตัวเก็บเชื้อ หรือแพร่เชื้อผ่านทางสิ่งคัดหลั่ง หรือสิ่งขับถ่าย เช่น น ้ามูก น ้าลาย น ้านม อุจจาระ ปัสสาวะ และติดต่อไปสู่ตัวอื่นโดยทางการหายใจ หรือการกิน ไม่ว่าจะเป็นการสัมผัสโดยตรงกับสัตว์ป่วย หรือกินเชื้อที่ปนเปื้อนอยู่ในอาหาร น ้า หรือสิ่งปูรองนอน โดยที่โรคนี้ไม่ติดต่อผ่านแมลงในบริเวณที่มีความชุกโรคสูง จะพบเชื้อนี้ในตัวโคกระบือได้ประมาณ 5% ของฝูง อยู่ที่บริเวณโพรงจมูก คอหอย ทอนซิล โดยไม่แสดงอาการป่วย หรือเรียกง่ายๆ ว่าเป็นพาหะ หรือตัวเก็บกักเชื้อ แต่ในช่วงที่เกิดการระบาดขึ้นแล้ว จะพบตัวที่เป็นพาหะนี้เพิ่มมากขึ้นเป็น 20% เลยก็เป็นได้ปัจจัยเสริมที่ท าให้เชื้อก่อความรุนแรงเพิ่มขึ้น หรือแพร่ออกมานั้นได้แก่ ภาวะความเครียดจากการเปลี่ยนฤดูกาล ร้อนจัด หนาวจัด เคลื่อนย้ายสัตว์ ใช้แรงงานหนัก สภาพร่ายกายอ่อนแอ มีโรคอื่น พยาธิ สภาพแวดล้อมเปียกหรือชื้นแฉะ ไม่ค่อยมีแสงแดด ขาดอาหาร อาหารไม่มีคุณภาพ ได้รับวิตามินแร่ธาตุไม่ถูกต้องครบน.สพ. ยุทธ เทียมสุวรรณผู้จัดการฝ่ายวิชาการ บจก. เซ็นทรัลลิสLIVESTOCK PRODUCTION MAGAZINE น.สพ. ยุทธ เทียมสุวรรณ ผ้จูดัการฝ่ายวิชาการ บจก. เซน็ทรลัในที่สุดเวลาก็เดินทางมาจนถึงปลายปี2568 กันแล้ว ด้วยความพยายาม และอดทนของเกษตรกรทุกท่านในวงการปศุสัตว์เกือบทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นสุกร รวมถึงโคเนื้อโคนมที่ราคาตกต ่ามาสักพักใหญ่ๆ แล้ว ท าให้เกษตรกรทุนหายก าไรหด อาจหนักจนถึงขั้นเลิกเลี้ยง เปลี่ยนอาชีพไปเลยก็มี ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเศร้ามาก ที่วิถีชีวิตเกษตรกรอันเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมอันมีมาช้านานก าลังจางหายไปเรื่อยๆ ซ ้าโรคระบาดร้ายแรงในแต่ละชนิดสัตว์ก็ยังคงมีอยู่ เงียบไปบ้าง อุบัติใหม่บ้างสลับกันไปในแต่ละช่วงองใหญ่สุดคงไม่พ้นช่วงเดือนเมษายน พบผู้ป่วยเสียชีวิตใน จ.มุกดาหาร โดยจากการสอบสวนโรคผู้เสียชีวิตมีประวัติการเลี้ยงโค สัมผัส และช าแหละโคที่ป่วยตาย ร่วมกับกินเนื้อโคดิบในงานบุญประเพณีเมื่อช่วงวันที่ 8-12 เมษายน ต่อมาในวันที่ 24 เมษายน ผู้ป่วยมีไข้ เริ่มมีตุ่มน ้า แผลอักเสบบวมแดงที่มือ ผิวหนังเริ่มมีสีด าคล ้า ต่อมน ้าเหลืองใต้รักแร้ขวาโต วันที่ 27 เมษายน เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาล และเสียชีวิตในวันที่ 30 เมษายน โดยได้รับการยืนยันทางห้องปฏิบัติการว่าติดเชื้อโรคแอนแทรกซ์ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงรีบเข้าตรวจสอบ และออกมาตรการควบคุมโรคในทันที อันเกี่ยวกับการห้ามฆ่าสัตว์โดยเฉพาะโค กระบือ รวมถึงมีมาตรการในการเฝ้าระวังป้องกันควบคุมโรคอีกมากมาย อัพเดตสถานการณ์ต่อมาช่วงวันที่ 6 พฤษภาคม ส านักงานสาธารณสุขจังหวัด รายงานมีผู้ติดเชื้อรวมป่วยสะสมยืนยันแล้วทั้งหมด 4 ราย มีประวัติช าแหละสัตว์บริเวณเดียวกันกับผู้ป่วยรายแรก มีตุ่มและแผลพุพองที่บริเวณมือ โดยเสียชีวิตไปแล้ว 1 ราย และมีผู้ที่ถูกคัดกรองว่ามีความเสี่ยงต่อโรคนี้จ านวน 638 ราย ซึ่งเป็นผู้ที่ช าแหละเนื้อสัตว์ที่ป่วยตายในพื้นที่เกิดเหตุช่วงเวลาเดียวกันซึ่งมีความเสี่ยงสูงมาก 36 ราย รวมถึงกลุ่มผู้ได้รับการแจกจ่ายและรับประทานเนื้อดิบในพื้นที่บริเวณดังกล่าวซึ่งมีความเสี่ยงสูงเช่นเดียวกัน 472 ราย และกลุ่มผู้ที่สัมผัสโดยการร่วมบ้านกับผู้ที่ช าแหละเนื้อนั้น 130 ราย ซึ่งได้รับยาปฏิชีวนะเพื่อการป้องกันไปแล้ว และได้เฝ้าระวัง ติดตาม กลุ่มนี้อย่างใกล้ชิดต่อไปอย่างต่อเนื่อง 60 วัน โดยต่อมามีผู้ป่วยอีก 2 รายเข้าข่าย ได้รับการรักษาในโรงพยาบาล ต่อมาผลแลปตรวจไม่พบเชื้อ ในส่วนของสัตว์เลี้ยงได้ก าหนดเขตควบคุมโรคในพื้นที่รัศมี 5 กม. มีสัตว์เลี้ยงเป็นโคจ านวน 1,222 ตัว ซึ่งได้มีการตรวจวินิจฉัยพร้อมฉีดยาปฏิชีวนะเพื่อการรักษาไปประมาณ 124 ตัว ที่เหลือได้ท าการให้วัคซีนเพื่อป้องกันเรียบร้อยแล้ว ห้ามไม่ให้ประชาชนในพื้นที่ ที่มีการฉีดวัคซีนท าการฆ่าหรือช าแหละโค กระบือ แกะ แพะ ในเวลา 21 วัน นับตั้งแต่มีการฉีดวัคซีน จ ากัดการเคลื่อนย้ายสัตว์ โดยสัตว์ในพื้นที่นี้และพื้นที่เสี่ยงจะได้รับการฉีดวัคซีนต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 5 ปี ส่วนพื้นดินบริเวณที่สัตว์ตายอาจมีสปอร์ของเชื้อรวมสถานการณ์โรคในวงการ ปศุสัตว์ประจำาปี 2568


สัตว์เศรษฐกิจ 13ข่าวสารและสาระสำาหรับวงการเลี้ยงสัตว์สวมถุงมือเมื่อต้องชำาแหละเนื้อสัตว์และปรุงอาหาร ล้างมือให้สะอาด รับประทานเนื้อสัตว์ที่ปรุงสุก น้ำา และน้ำานมที่ผ่านการฆ่าเชื้อโรคแล้วเท่านั้น ส่วนในสัตว์ที่ไวรับเชื้อให้เน้นระบบความปลอดภัยทางชีวภาพ วิธีการฆ่าหรือทำาลายเชื้อรวมถึงสปอร์การป้องกันไม่ให้เชื้อเข้าสู่ตัวสัตว์และที่สำาคัญในพื้นที่เสี่ยงสูง ก็อาจมีความจำาเป็นต้องทำาวัคซีน ที่ดำาเนินการควบคุมโดยเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์เท่านั้น นอกจากโรคแอนแทรกซ์แล้ว ในโคกระบือปีที่ผ่านมา ก็ยังมีรายงานสัตว์ป่วยด้วยโรคปากและเท้าเปื่อย FMD ในหลายพื้นที่ ล่าสุดช่วงเดือนพฤศจิกายนนี้เอง ที่มีรายงานโคกระบือล้มตายไปกว่า 300 ตัวจากโรคนี้ซึ่งโดยปกติโรค FMDมักไม่ทำาให้โคกระบือถึงตาย เว้นแต่โคกระบืออ่อนแอเป็นพิเศษ หรือติดเชื้ออื่นร่วมด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งพยาธิเม็ดเลือดในโคที่พบได้มากถึง 4 ชนิดคือ ไข้เห็บโค อนาพลาสโมซิส เซอร่า ไทเลริโอซิส อันนำาโดยแมลงที่จะมากขึ้นในช่วงปลายฝนต้นหนาว ส่วนโรคอื่นๆ ไม่ว่าจะเกิดจากแบคทีเรีย เช่น คอบวม หรือเกิดไวรัส เช่น ไข้สามวัน ลัมปีสกิน ก็ถือว่ายังเป็นโรคระบาดที่สามารถพบได้ในโคกระบือเมืองไทย มากบ้างน้อยบ้าง ต่างกันไปขึ้นกับพื้นที่ และฤดูกาล ในส่วนของสุกรนั้น โรคระบาดสำาคัญที่ไม่พูดถึงคงไม่ได้นั่นก็คือ อหิวาต์แอฟริกาในสุกร หรือ ASF ที่มีรายงานเป็นทางการครั้งแรกในไทยตั้งแต่ 11 มกราคม 2565 นับจากวันนั้นจนถึงวันนี้ก็เกือบ 4 ปีเต็มแล้ว ที่เราต้องอยู่กับโรคนี้แม้ไม่มีรายงานการระบาดอย่างรุนแรงเป็นทางการมานานพักใหญ่ๆ แล้ว แต่ประเทศไทยก็คงยังไม่ปลอดจากโรคนี้เพราะประเทศเพื่อนบ้านที่อยู่รายล้อมรอบเรา ล้วนแต่มีรายงานการระบาดใหม่ตั้งแต่เล็กน้อย จนถึงใหญ่โต จนกลายเป็นเรื้อรัง เกิดสลับกันไปไม่รู้จบ ไทยเองด้วยนโยบายการกำาจัดโรคให้หมดไปแบบคัดทิ้ง ใช้ระบบความปลอดภัยทางชีวภาพเป็นหลัก ไม่ใช้วัคซีน ซึ่งดูแล้วค่อนข้างมาถูกทางจากความเสียหายในช่วงปีหลังๆ ลดน้อยลงเป็นอย่างมาก แต่อย่างไรก็ตามปัจจัยจากเชื้อโรคที่มีความทนทานสูงมาก และอาจพัฒนาปรับตัวให้อยู่ได้ เข้ากับตัวสัตว์ ลดความรุนแรง สัตว์จึงไม่ตาย แต่อาจป่วยเรื้อรัง ก็อาจเป็นสาเหตุให้อุบัติการณ์ของโรคดูน้อยลง แต่คงมีอยู่ รอวันอุบัติใหม่ ในส่วนของวัคซีนป้องกันโรค ASF นั้น ยังไม่สามารถผลิตวัคซีนที่มีประสิทธิภาพได้ตรงตามความต้องการ จนออกมาวางจำาหน่ายในท้องตลาดได้ ยังพบข้อเสียที่ยากเกินกว่าจะรับได้ แต่อย่างไรก็ตามวัคซีนก็ยังคงเป็นความหวังในอนาคตว่าจะเป็นเครื่องมือที่ทรงประสิทธิภาพในการควบคุมป้องกันโรคได้ นอกจากนี้โรคที่ยังพบได้บ่อยๆ ทั้งอาจประกาศเป็นเขตโรคระบาด หรือพบเห็นเป็นประจำาได้ในภาคสนาม นั่นก็คือพีอาร์อาร์เอส PRRS ในแม่พันธุ์ยังก่อให้เกิดการแท้งระยะท้าย ไม่สมบูรณ์พันธุ์ในรูปแบบต่างๆ เช่น ผสมไม่ติด ดูดซึมกลับ กลับสัด แท้ง มัมมี่ ตายแรกคลอด ลูกเกิดมาอ่อนแอ ในส่วนลูกสุกรดูดนม อนุบาล เล็ก รุ่น ขุน ก็พบการติดเชื้อPRRS ได้บ่อยเช่นกัน แต่มักพบในรูปแบบของกลุ่มอาการโรคทางเดินหายใจซับซ้อน (Porcine respiratory diseasecomplex, PRDC) โดยอาจติด PRRS เป็นตัวแรกและโน้มนำาให้ติดเชื้ออื่นตามมาง่ายขึ้น หรืออาจติดตามมาหลังจากเชื้ออื่นก็เป็นได้นอกจากนี้ในแม่พันธุ์ก็ยังพบการให้ลูกลักษณะที่เป็นมัมมี่จำานวนมาก ซึ่งมีความเป็นไปได้สูงว่าเกิดจากการติดเชื้อโรคพาร์โวไวรัส พบเห็นในภาคสนามอยู่ได้บ่อยๆ และกรณีแม่สุกรตายเฉียบพลันก็ยังพบได้ในทุกฟาร์ม แต่การวินิจฉัยสาเหตุที่แท้จริงอาจยังค่อนข้างยากในภาคสนาม ในส่วนของลูกสุกรดูดนมของฟาร์มเกือบทุกแห่ง มักพบปัญหาระบบทางเดินอาหารเป็นหลัก นั่นก็คือ ท้องเสีย ซึ่งคาดว่าเกิดจากการติดเชื้อ E.coli และบางฟาร์มก็พบอาการท้องเสียจากสาเหตุอื่นที่รุนแรงกว่า อันคาดว่าเกิดจากการติดเชื้อไวรัส PED ซึ่งก่อความเสียหายมากมายมหาศาล หากติดครั้งแรก ลูกสุกรดูดนมอายุน้อยกว่า 14 วัน มักตายทั้งหมดในส่วนของสุกรอนุบาลนอกจากปัญหา PRDC ที่อาจพบเชื้อมัยโคพลาสมา และ PRRS เป็นหลักแล้ว ยังพบปัญหาระบบประสาท มีอาการชัก ตะกายขา เป็นอัมพาต ตาย จากการติดเชื้อสเตรปโตคอกคัส และโรคบวมน้ำาจากเชื้อ E.coli ปัญหาท้องเสียก็พบได้บ้างจากทั้ง E.coli โดยที่บางเคสก็เริ่มติดเชื้อลำาไส้อักเสบติดต่อ และแสดงอาการแบบอ่อนๆ ได้แล้วปนเปื้อนจะต้องจัดการอย่างเข้มงวด พ่นน ้ายาฆ่าเชื้อ และเฝ้าระวังต่อเนื่อง 10-20 ปี ส าหรับกระบวนการทางระบาดวิทยานั้นคาดว่าเกิดจากน าโคประเทศเพื่อนบ้านข้ามมาหรือไม่ ซึ่งจะได้ตรวจสอบแหล่งที่มาก่อนหน้านี้ รวมถึงเก็บตัวอย่างดินบริเวณต่างๆ ไปตรวจสอบหาเชื้อและสปอร์ต่อไปแอนแทรกซ์จัดเป็นโรคประจ าถิ่นในบ้านเรา และหลายๆ ประเทศเพื่อนบ้าน หรือพื้นที่โซนแถบนี้ ถือเป็นโรคติดต่อส าคัญใน พรบ.โรคระบาดสัตว์ พ.ศ. 2558 แม้เป็นโรคติดเชื้อแบคทีเรีย มียาปฏิชีวนะรักษาได้ แต่ด้วยความที่เป็นโรคติดต่อร้ายแรงมาก ติดได้จากสปอร์ที่คงทนอยู่ในธรรมชาติได้นานหลายสิบปี รอวันติดกลับเข้าสู่คนและสัตว์ ซ ้าร้ายโรคนี้ยังติดต่อจากสัตว์สู่คนได้ไม่ยากนัก จากสุขลักษณะที่ไม่ดี ไม่ถูกต้อง แนวทางการป้องกันโรคแอนแทรกซ์ แนะน าให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการสัมผัสโค กระบือ แพะ แกะ ล้างมือหลังสัมผัสสัตว์ เลือกบริโภคเนื้อสัตว์ที่ได้รับการรับรองความปลอดภัย สวมถุงมือเมื่อต้องช าแหละเนื้อสัตว์และปรุงอาหาร ล้างมือให้สะอาด รับประทานเนื้อสัตว์ที่ปรุงสุก น ้า และน ้านมที่ผ่านการฆ่าเชื้อโรคแล้วเท่านั้น ส่วนในสัตว์ที่ไวรับเชื้อให้เน้นระบบความปลอดภัยทางชีวภาพ วิธีการฆ่าหรือท าลายเชื้อรวมถึงสปอร์ การป้องกันไม่ให้เชื้อเข้าสู่ตัวสัตว์ และที่ส าคัญในพื้นที่เสี่ยงสูง ก็อาจมีความจ าเป็นต้องท าวัคซีน ที่ด าเนินการควบคุมโดยเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์เท่านั้นนอกจากโรคแอนแทรกซ์แล้ว ในโคกระบือปีที่ผ่านมา ก็ยังมีรายงานสัตว์ป่วยด้วยโรคปากและเท้าเปื่อย FMD หลายพื้นที่ ล่าสุดช่วงเดือนพฤศจิกายนนี้เอง ที่มีรายงานโคกระบือล้มตายไปกว่า 300 ตัวจากโรคนี้ซึ่งโดยปกติโรค FMD ไม่ท าให้โคกระบือถึงตาย เว้นแต่โคกระบืออ่อนแอเป็นพิเศษ หรือติดเชื้ออื่นร่วมด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งพยาธิเม็ดเลือดในโคพบได้มากถึง 4 ชนิดคือ ไข้เห็บโค อนาพลาสโมซิส เซอร่า ไทเลริโอซิส อันน าโดยแมลงที่จะมากขึ้นในช่วงปลายฝนต้นหนาว ส่วนโรคอื่นๆ ไม่ว่าจะเกิดจากแบคทีเรีย เช่น คอบวม หรือเกิดไวรัส เช่น ไข้สามวัน ลัมปีสกิน ก็ถือว่ายังเป็นโรคระบาดที่สามารถพบได้ในโคกระบือเมืองไทย มากบ้างน้อยบ้าง ต่างกันไปขึ้นกับพื้นที่ และฤดูกาลในส่วนของสุกรนั้น โรคระบาดส าคัญที่ไม่พูดถึงคงไม่ได้ นั่นก็คือ อหิวาต์แอฟริกาในสุกร หรือ ASF ที่มีรายงานเป็นทางการครั้งแรกในไทยตั้งแต่ 11 มกราคม 2565 นับจากวันนั้นจนถึงวันนี้ ก็เกือบ 4 ปี เต็มแล้ว ที่เราต้องอยู่กับโรคนี้ แม้ไม่มีรายงานการระบาดอย่างรุนแรงเป็นทางการมานานพักใหญ่ๆ แล้ว แต่ประเทศไทยก็คงยังไม่ปลอดจากโรคนี้ เพราะประเทศเพื่อนบ้านที่อยู่รายล้อมรอบเรา ล้วนแต่มีรายงานการระบาดใหม่ตั้งแต่เล็กน้อย จนถึงใหญ่โต จนกลายเป็นเรื้อรัง เกิดสลับกันไปไม่รู้จบ ไทยเองด้วยนโยบายการก าจัดโรคให้หมดไปแบบคัดทิ้ง ใช้ระบบความปลอดภัยทางชีวภาพเป็นหลัก ไม่ใช้วัคซีน ซึ่งดูแล้วค่อนข้างมาถูกทางจากความเสียหายในช่วงปีหลังๆ ลดน้อยลงเป็นอย่างมาก แต่อย่างไรก็ตามปัจจัยจากเชื้อโรคที่ความทนทานสูงมาก และอาจพัฒนาปรับตัวให้อยู่ได้ เข้ากับตัวสัตว์ ลดความรุนแรง สัตว์จึงไม่ตาย แต่อาจป่วยเรื้อรัง ก็อาจเป็นสาเหตุให้อุบัติการณ์ของโรคดูน้อยลง แต่คงมีอยู่ รอวันอุบัติใหม่ ในส่วนของวัคซีนป้องกันโรค ASF นั้น ยังไม่สามารถผลิตวัคซีนที่มีประสิทธิภาพได้ตรงตามความต้องการ จนออกมาวางจ าหน่ายในท้องตลาดได้ยังพบข้อเสียที่ยากเกินกว่าจะรับได้ แต่อย่างไรก็ตามวัคซีนก็ยังคงเป็นความหวังในอนาคตว่าจะเป็นเครื่องมือที่ทรงประสิทธิภาพในการควบคุมป้องกันโรคได้นอกจากนี้โรคที่ยังพบได้บ่อยๆ ทั้งอาจประกาศเป็นเขตโรคระบาด หรือพบเห็นเป็นประจ าได้ในภาคสนาม นั่นก็คือ พีอาร์อาร์เอส PRRS ในแม่พันธุ์ยังก่อให้เกิดการแท้งระยะท้าย ไม่สมบูรณ์พันธุ์ในรูปแบบต่างๆ เช่น ผสมไม่ติด ดูดซึมกลับ กลับสัด แท้ง มัมมี่ ตายแรกคลอด ลูกเกิดมาอ่อนแอ ในส่วนลูกสุกรดูดนม อนุบาล เล็ก รุ่น ขุน ก็พบการติดเชื้อ PRRS ได้บ่อยเช่นกัน แต่มักพบในรูปแบบของกลุ่มอาการโรคทางเดินหายใจซับซ้อน (Porcine respiratory disease complex, PRDC) โดยอาจติด PRRS เป็นตัวแรกและโน้มน าให้ติดเชื้ออื่นตามมาง่ายขึ้น หรืออาจติดตามมาหลังจากเชื้ออื่นก็เป็นได้นอกจากนี้


14 สัตว์เศรษฐกิจLIVESTOCK PRODUCTION MAGAZINEเอกสารอ้างอิงและที่มารูปภาพ https://www.cfsph.iastate.edu/FastFacts/pdfs/anthrax_F.pdf https://www.facebook.com/photo/?fbid=1688278454548472&set=pcb.1688278904548427&locale=th_TH https://www.cfsph.iastate.edu/thelivestockproject/foot-and-mouth-disease-fmd/ https://www.ekjps.org/archive/view_article?pid=kjps-48-4-297ในแม่พันธุ์ก็ยังพบการให้ลูกลักษณะที่เป็นมัมมี่จ านวนมาก ซึ่งมีความเป็นไปได้สูงว่าเกิดจากการติดเชื้อโรคพาร์โวไวรัส พบเห็นในภาคสนามอยู่ได้บ่อยๆ และกรณีแม่สุกรตายเฉียบพลันก็ยังพบได้ในทุกฟาร์ม แต่การวินิจฉัยสาเหตุที่แท้จริงอาจยังค่อนข้างยากในภาคสนามในส่วนของลูกสุกรดูดนมของฟาร์มเกือบทุกแห่ง มักพบปัญหาระบบทางเดินอาหารเป็นหลัก นั่นก็คือ ท้องเสีย ซึ่งคาดว่าเกิดจากการติดเชื้อ E.coli และบางฟาร์มก็พบอาการท้องเสียจากสาเหตุอื่นที่รุนแรงกว่า อันคาดว่าเกิดจากการติดเชื้อไวรัส PED ซึ่งก่อความเสียหายมากมายมหาศาล หากติดครั้งแรก ลูกสุกรดูดนมอายุน้อยกว่า 14 วัน มักตายทั้งหมด ในส่วนของสุกรอนุบาลนอกจากปัญหา PRDC ที่อาจพบเชื้อมัยโคพลาสมา และ PRRS เป็นหลักแล้ว ยังพบปัญหาระบบประสาท มีอาการชัก ตะกายขา เป็นอัมพาต ตาย จากการติดเชื้อสเตรปโตคอกคัส และโรคบวมน ้าจากเชื้อ E.coli ปัญหาท้องเสียก็พบได้บ้างจากทั้ง E.coli โดยที่บางเคสก็เริ่มติดเชื้อล าไส้อักเสบติดต่อ และแสดงอาการแบบอ่อนๆ ได้แล้วเช่นกัน แต่ปัญหาที่กล่าวมาอาจยังไม่มากเท่าปัญหาต่อไป นั่นก็คือ ซูบซีดแคระแกร็นหลังหย่านม PMWA ซึ่งพบได้เกือบทุกฟาร์ม มากบ้าง น้อยบ้าง แตกต่างกันไป คาดว่าเกิดจากการติดเชื้อเซอร์โคไวรัส อันแสดงออกซึ่งกลุ่มอาการ PCVAD ในส่วนของสุกรเล็กรุ่นขุนยังคงพบกลุ่มอาการ PCVAD ที่ด าเนินมาอย่างต่อเนื่อง ซูบผอม โตช้า แคระแกร็น แตกไซส์ติดเชื้อแทรกซ้อนง่าย เพิ่มเติมด้วยลักษณะผิวหนังอักเสบเป็นตุ่มแดง จากกลุ่มอาการ PDNS ที่อาจพบได้ในช่วงขุนนี้ด้วย อีกทั้งปัญหา PRDC ก็พบมากในช่วงนี้ไม่แพ้กัน อาจเป็นการติดเชื้อใหม่ หรือเป็นต่อเนื่องยาวนานมาตั้งแต่ช่วงอนุบาลแล้วก็ได้ โดยช่วงหมูขุนใหญ่มักมีโรคส าคัญที่ก่อให้เกิดความสูญเสียสูง ตายเฉียบพลันทันที นั่นก็คือ เอพีพีAPPในส่วนของสัตว์ปีก (ไก่) นั้น อาการระบบทางเดินหายใจที่พบเห็นผิดปกติภายนอกจากการท างานในภาคสนาม ได้แก่ กลุ่มอาการหัวบวม รวมถึงหน้าบวม ซึ่งต้องวินิจฉัยต่อว่าเกิดได้จากเชื้อใดบ้าง ไม่ว่าจะเป็นหวัดหน้าบวม เมตานิวโมไวรัสในสัตว์ปีก โคไลบาซิลโลซิส อหิวาต์สัตว์ปีก มัยโคพลาสมา รวมถึงบางโรคที่อาจไม่ใช่อาการเด่นแต่ก็อาจก่ออาการหัวบวมหน้าบวมได้เช่นกัน นิวคาสเซิล หลอดลมอักเสบติดต่อ กล่องเสียงอักเสบติดต่อ ไข้หวัดนก อาการระบบทางเดินอาหารที่พบมากได้แก่ บิด อันเกิดจากโปรโตซัวในกลุ่ม Eimeria และตายเฉียบพลันโดยไม่แสดงอาการใดๆ ล่วงหน้า ซึ่งสัมพันธ์กับช่วงที่อุณหภูมิสูงมาก อากาศร้อนจัด โรคหลอดลมอักเสบติดต่อก็เป็นอีกโรคที่ยังพบได้ ก่ออาการระบบทางเดินหายใจ ท าให้ไข่ลด และตายได้ไม่น้อยเช่นกัน ส่วนโรคส าคัญที่ไม่พบรายงานการระบาดในไทยมานาน ทั้งไม่พบเชื้อในสัตว์ปีกที่เลี้ยง และไม่พบคนป่วยติดเชื้อนี้เลยจนเกือบจะ 20 ปีแล้ว นั่นก็คือ ไข้หวัดนก ด้วยความร่วมมือกันทั้งภาครัฐ และเอกชน เกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ ผู้บริโภค และทุกภาคส่วน ท าให้ไทยประสบความส าเร็จในการก าจัด ควบคุม ป้องกันจนปลอดจากโรคนี้ได้ในที่สุดแต่อย่างไรก็ตามทุกมาตรการยังคงต้องเข้มงวด เนื่องจากหลายปีที่ผ่านมานี้ หลายประเทศเพื่อนบ้านเรายังคงมีรายงานการระบาดของไข้หวัดนกกันอยู่เป็นประจ า โดยเฉพาะอย่างยิ่งกัมพูชา ที่ปีนี้มีผู้ป่วยติดเชื้อ และเสียชีวิตจ านวนมาก และแม้กระทั่งบางประเทศในทวีปอเมริกาเอง ก็มีรายงานว่าเชื้อไข้หวัดนกได้ระบาดแพร่เข้าสู่โคนมเกือบทั้งประเทศ ที่น่ากังวลคือเชื้อผ่านน ้านมได้ด้วย จึงอาจติดต่อมายังคนได้ จากบรรดาโรคระบาดของปศุสัตว์ในภาพรวมระดับโลกนั้น ดูแล้วไข้หวัดนก น่าจะเป็นโรคที่มีอุบัติการณ์สูง อุบัติมาแล้วยาวนาน แพร่กระจายมากไปเกือบทั่วโลกเมื่อเทียบกับโรคระบาดอื่น ยังคงมีความรุนแรง ก่อความเสียหายมากมายมหาศาล และยังไม่มีท่าทีว่าจะควบคุมให้ลดลง หรือก าจัดให้ปลอดไปจากโลกนี้ได้เลยทั้งหมดที่กล่าวมาเป็นภาพรวมจากการศึกษาบทความวิชาการ ข่าวสาร รวมถึงจากประสบการณ์การท างานในภาคสนามของผู้เขียนเอง ที่ได้พบเห็น สัมผัส หรือรับการบอกเล่ามา เป็นเพียงส่วนของข้อมูลอันน้อยนิดที่มีโอกาสได้เข้าไปท างาน ดังนั้นจึงมิได้เป็นตัวแทนของทั้งประเทศ แต่อย่างไรก็ตาม มีความคิดเห็นว่าสิ่งเหล่านี้อาจเป็นประโยชน์ไม่มากก็น้อยเช่นกัน แต่ปัญหาที่กล่าวมาอาจยังไม่มากเท่าปัญหาต่อไป นั่นก็คือ ซูบซีดแคระแกร็นหลังหย่านม PMWA ซึ่งพบได้เกือบทุกฟาร์ม มากบ้าง น้อยบ้าง แตกต่างกันไป คาดว่าเกิดจากการติดเชื้อเซอร์โคไวรัส อันแสดงออกซึ่งกลุ่มอาการPCVAD ในส่วนของสุกรเล็กรุ่นขุนยังคงพบกลุ่มอาการ PCVAD ที่ดำาเนินมาอย่างต่อเนื่อง ซูบผอม โตช้า แคระแกร็นแตกไซส์ติดเชื้อแทรกซ้อนง่าย เพิ่มเติมด้วยลักษณะผิวหนังอักเสบเป็นตุ่มแดง จากกลุ่มอาการ PDNS ที่อาจพบได้ในช่วงขุนนี้ด้วย อีกทั้งปัญหา PRDC ก็พบมากในช่วงนี้ไม่แพ้กัน อาจเป็นการติดเชื้อใหม่ หรือเป็นต่อเนื่องยาวนานมาตั้งแต่ช่วงอนุบาลแล้วก็ได้ โดยช่วงหมูขุนใหญ่มักมีโรคสำาคัญที่ก่อให้เกิดความสูญเสียสูง ตายเฉียบพลันทันทีนั่นก็คือ เอพีพีAPP ในส่วนของสัตว์ปีก (ไก่) นั้น อาการระบบทางเดินหายใจที่พบเห็นผิดปกติภายนอกจากการทำางานในภาคสนามได้แก่ กลุ่มอาการหัวบวม รวมถึงหน้าบวม ซึ่งต้องวินิจฉัยต่อว่าเกิดได้จากเชื้อใดบ้าง ไม่ว่าจะเป็นหวัดหน้าบวมเมตานิวโมไวรัสในสัตว์ปีก โคไลบาซิลโลซิส อหิวาต์สัตว์ปีก มัยโคพลาสมา รวมถึงบางโรคที่อาจไม่ใช่อาการเด่นแต่ก็อาจก่ออาการหัวบวมหน้าบวมได้เช่นกัน นิวคาสเซิล หลอดลมอักเสบติดต่อ กล่องเสียงอักเสบติดต่อ ไข้หวัดนก อาการระบบทางเดินอาหารที่พบมากได้แก่ บิด อันเกิดจากโปรโตซัวในกลุ่ม Eimeria และตายเฉียบพลันโดยไม่แสดงอาการใดๆ ล่วงหน้า ซึ่งสัมพันธ์กับช่วงที่อุณหภูมิสูงมาก อากาศร้อนจัด โรคหลอดลมอักเสบติดต่อก็เป็นอีกโรคที่ยังพบได้ก่ออาการระบบทางเดินหายใจ ทำาให้ไข่ลด และตายได้ไม่น้อยเช่นกัน ส่วนโรคสำาคัญที่ไม่พบรายงานการระบาดในไทยมานาน ทั้งไม่พบเชื้อในสัตว์ปีกที่เลี้ยง และไม่พบคนป่วยติดเชื้อนี้เลยจนเกือบจะ 20 ปีแล้ว นั่นก็คือ ไข้หวัดนก ด้วยความร่วมมือกันทั้งภาครัฐ และเอกชน เกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ผู้บริโภค และทุกภาคส่วน ทำาให้ไทยประสบความสำาเร็จในการกำาจัด ควบคุม ป้องกันจนปลอดจากโรคนี้ได้ในที่สุด แต่อย่างไรก็ตามทุกมาตรการยังคงต้องเข้มงวด เนื่องจากหลายปีที่ผ่านมานี้ หลายประเทศเพื่อนบ้านเรายังคงมีรายงานการระบาดของไข้หวัดนกกันอยู่เป็นประจำา โดยเฉพาะอย่างยิ่งกัมพูชา ที่ปีนี้มีผู้ป่วยติดเชื้อ และเสียชีวิตจำานวนมาก และแม้กระทั่งบางประเทศในทวีปอเมริกาเอง ก็มีรายงานว่าเชื้อไข้หวัดนกได้ระบาดแพร่เข้าสู่โคนมเกือบทั้งประเทศ ที่น่ากังวลคือเชื้อผ่านน้ำานมได้ด้วย จึงอาจติดต่อมายังคนได้จากบรรดาโรคระบาดของปศุสัตว์ในภาพรวมระดับโลกนั้น ดูแล้วไข้หวัดนก น่าจะเป็นโรคที่มีอุบัติการณ์สูง อุบัติมาแล้วยาวนาน แพร่กระจายมากไปเกือบทั่วโลกเมื่อเทียบกับโรคระบาดอื่น ยังคงมีความรุนแรง ก่อความเสียหายมากมายมหาศาล และยังไม่มีท่าทีว่าจะควบคุมให้ลดลง หรือกำาจัดให้ปลอดไปจากโลกนี้ได้เลย ทั้งหมดที่กล่าวมาเป็นภาพรวมจากการศึกษาบทความวิชาการ ข่าวสาร รวมถึงจากประสบการณ์การทำางานในภาคสนามของผู้เขียนเอง ที่ได้พบเห็น สัมผัส หรือรับการบอกเล่ามา เป็นเพียงส่วนของข้อมูลอันน้อยนิดที่มีโอกาสได้เข้าไปทำางาน ดังนั้นจึงมิได้เป็นตัวแทนของทั้งประเทศ แต่อย่างไรก็ตาม มีความคิดเห็นว่าสิ่งเหล่านี้อาจเป็นประโยชน์ไม่มากก็น้อย จึงขอนำาประสบการณ์บางส่วนมาแชร์นี้ให้ทราบกันว่า ปี 2568 ที่กำาลังจะผ่านไปนี้ มีสถานการณ์โรคระบาด หรือแนวโน้มโรคต่างๆ ในวงการปศุสัตว์อะไรที่โดดเด่นหรือได้พบเห็นมาบ้าง หากผิดพลาดหรือไม่ถูกต้องแต่อย่างใด ต้องขออภัยไว้ณ ที่นี้ด้วย และบทความนี้มิได้รวมถึงสถานการณ์ในวงการปศุสัตว์อันเกี่ยวเนื่องกับเศรษฐกิจการเมือง ที่หากกล่าวถึงจริงๆ แล้ว คงนับได้ว่าเป็นมหากาพย์กันเลยทีเดียว ไม่ว่าจะเรื่องสารเร่งเนื้อแดง อันเกี่ยวกับภาษีของสหรัฐอเมริกา เรื่องเนื้อสัตว์และผลิตภัณฑ์ที่ลักลอบนำาเข้า ภาษีเกี่ยวกับการนำาเข้านมและผลิตภัณฑ์จากต่างประเทศ และอื่นๆ อีกมากมาย อย่างไรก็ตามขอให้ปี2569 นี้เป็นปีดีราคาดีมีกำาไร คล่องแคล่วว่องไว ให้สมกับเป็นปีม้าทอง สวัสดีปีใหม่ 2569 ครับ.......


สัตว์เศรษฐกิจ 15 โรค PRRS (Porcine Reproductive and RespiratorySyndrome) หรือที่เรียกกันติดปากว่า “เพิร์ส” ได้สร้างความเสียหายอย่างมหาศาลต่ออุตสาหกรรมการเลี้ยงสุกรของประเทศไทยมานานกว่า 20 ปีนับตั้งแต่การรายงานการตรวจพบครั้งแรกหลังจากการนำาเข้าสุกรพันธุ์จากต่างประเทศ โรคนี้ไม่ได้ส่งผลกระทบแค่เพียงระบบสืบพันธุ์ในแม่สุกร แต่ยังรวมถึงระบบทางเดินหายใจและการกดภูมิคุ้มกันในลูกสุกร การจัดการโรค PRRS ในภาคสนามของไทยนั้นมีหลักการที่ไม่แตกต่างจากนานาชาติ โดยเน้นย้ำาที่ “การสร้างภูมิคุ้มกัน” เป็นหัวใจสำาคัญในการควบคุมรูปแบบความเสียหายของ PRRS ในแม่สุกรและลูกสุกร1. ผลกระทบในแม่สุกร (Sow Herd) ความเสียหายจากไวรัส PRRS ในแม่สุกรจะแตกต่างกันอย่างมากตามระยะของการอุ้มท้อง: แม่สุกรอุ้มท้อง > 90 วัน (ท้องแก่):เป็นช่วงที่ไวรัสสามารถทำาลายได้อย่างรุนแรงที่สุด โดยเกิดการ ติดเชื้อผ่านรก (Transplacental Infection) นำาไปสู่ปัญหาใหญ่ของระบบสืบพันธุ์ได้แก่: การตายก่อนกำาหนด (Early mortality) การคลอดก่อนกำาหนด (Premature farrowing) ลูกสุกรอ่อนแอ (Weak-bornpiglets) มัมมี่ (Mummies) และตายคลอด (Stillbirths) ในฝูงที่ไม่เคยมีภูมิคุ้มกัน อาจพบวิการรุนแรงถึงขั้นถุงหุ้มมีสีน้ำาตาลแดง แต่ปัจจุบันความรุนแรงระดับนี้ลดลงมากเนื่องจากมีการทำาวัคซีน แม่สุกรอุ้มท้อง < 90 วัน (ท้องอ่อน): โดยทั่วไปไม่พบความเสียหายรุนแรงโดยตรงต่อระบบสืบพันธุ์จากการติดเชื้อไวรัสที่ผ่านรกแนวทางการจัดการโรค PRRS ในภาคสนามโดยตรง (เพราะไวรัสจะผ่านรกได้ดีในช่วง 80-90 วันขึ้นไป) แต่ปัญหาหลักคือ การถูกกดภูมิคุ้มกัน ซึ่งนำาไปสู่การติดเชื้อแทรกซ้อน(Secondary Bacterial Infections) เช่น Pasteurella หรือStreptococcus ทำาให้แม่สุกรอาจมีอาการไข้และแท้งลูกได้จากภาวะไข้หรือภาวะติดเชื้อแทรกซ้อนที่รุนแรง แม่สุกรในช่วงคลอด (Peripartum Period): หากแม่ติดเชื้อคาบเกี่ยวกับการคลอด อาจนำาไปสู่ภาวะ PDS (PostpartumDysgalactia Syndrome) ทำาให้แม่ไม่มีน้ำานมเหลือง (Colostrum)ที่เพียงพอ ลูกสุกรที่รอดชีวิตจึงได้รับภูมิคุ้มกันต่ำา ติดเชื้อ PRRSและเชื้อแทรกซ้อนที่รับมาจากแม่ได้ง่าย2. ผลกระทบในลูกสุกรและหมูอนุบาล/ขุน ความเสียหายในลูกสุกรตั้งแต่แรกคลอดถึงอนุบาลเกิดจากการถูกกดภูมิคุ้มกัน อย่างรุนแรงโดยเชื้อ PRRS ซึ่งไวรัสทำาให้ร่างกายอ่อนแอต่อเชื้อแบคทีเรียและไวรัสอื่น ๆ ส่งผลให้เกิดปัญหาที่ระบบทางเดินหายใจและกลายเป็น PRDC (Porcine RespiratoryDisease Complex) PRRS + แบคทีเรียแทรกซ้อน: สร้างความเสียหายระดับหนึ่ง PRRS + เซอร์โคไวรัส (PCV2) แทรกซ้อน: กลายเป็นปัญหาPCVD (Porcine Circovirus Disease) ที่รุนแรงและสร้างความเสียหายสูงมาก เนื่องจากเซอร์โคไวรัสทำาลายเนื้อเยื่อน้ำาเหลืองโดยตรงทำาให้ภูมิคุ้มกันเสียหายรุนแรงกว่าการติดเชื้อไวรัสอื่น ๆ กรณีศึกษา (Case Study): ฟาร์ม 5,000 แม่ ที่มีความเสียหายในหมูเล็กถึง 20-30% เป็นเวลา 2 ปีจากอาการตัวซีดเหลือง


16 สัตว์เศรษฐกิจLIVESTOCK PRODUCTION MAGAZINEแนวคิดการอยู่ร่วมกับ PRRS (Living with PRRS) ปัจจุบันแนวทางการจัดการ PRRS แบ่งออกเป็น 2 แนวทางหลัก: สำาหรับฟาร์มเชิงพาณิชย์เน้นการจัดการให้เป็น “ฝูงนิ่งต่อโรคเพิร์ส(PRRS Stable Herd)” ลักษณะของ “ฝูงนิ่งต่อโรคเพิร์ส” เป้าหมายหลัก: ผลิตลูกสุกรหย่านมที่ ไม่ติดเชื้อ PRRS ออกจากเล้าคลอด ตัวชี้วัดความนิ่ง: ลูกสุกรหย่านมที่เก็บตัวอย่างตรวจด้วย PCR ต้องเป็น ลบ (Negative) อัตราการนำาเข้าสุกรทดแทน (Replacement Gilts) ไม่ควรเกิน 40%แม่สุกรที่นิ่งต่อโรค (ผ่านการทำาวัคซีนหรือเคยติดเชื้อและสร้างภูมิแล้ว) จะสร้างภูมิคุ้มกันที่สูงพอในน้ำานมเหลือง ซึ่งสามารถ ปกป้องลูกสุกรจากการติดเชื้อได้ 5-6 สัปดาห์ ทำาให้ลูกสุกรไม่ติดเชื้อก่อนหย่านม กลุ่มเสี่ยงที่ต้องเฝ้าระวัง: แม่สาว (Gilts) และแม่ท้อง 1-2 เป็นกลุ่มที่มักมีการแพร่เชื้อในระบบกลยุทธ์และขั้นตอนการจัดการให้ฝูงนิ่ง การทำาให้ฝูงนิ่งต่อ PRRS ต้องดำาเนินการควบคู่กันทั้งการสร้างภูมิคุ้มกันและการจัดการสุขภาพโดยรวม: 1. การสร้างภูมิคุ้มกันด้วยวัคซีน (Vaccination Protocol) สุกรทดแทน (Replacement Gilts): เป็นหัวใจสำาคัญของการทำาให้ฝูงนิ่งต้องทำาวัคซีนเชื้อเป็น 2-3 ครั้ง ก่อนการผสม (ห่างกัน 3-4 สัปดาห์) เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันที่แข็งแรงและใช้เวลานานในการป้องกันโรค การคลุก ต้องนำาสุกรสาวไปคลุกกับแม่ปลดทิ้งหรือในฝูงนิ่ง (ท้อง 5-7 ขึ้นไป) เพื่อให้สัมผัสเชื้อพื้นฐานอื่น ๆ ในฟาร์มและสร้างภูมิคุ้มกันก่อนเข้าฝูงแม่พันธุ์หลัก (แม้ว่าแม่กลุ่มนี้จะไม่มีเชื้อ PRRS แพร่แล้ว แต่เพื่อสัมผัสเชื้อพื้นฐานอื่น)การตรวจสอบความสำาเร็จ: ตรวจด้วย PCR ในซีรัมหลังทำาวัคซีน 2-3 เข็มแล้ว ค่าต้องเป็น ลบ ก่อนนำาขึ้นทดแทน แม่สุกรท้องแก่ (Gestation Sows): เน้นการทำาวัคซีนในแม่ก่อนคลอด (ประมาณ 5-10 วันก่อนคลอด) ด้วยวัคซีนเชื้อตายหรือเชื้อเป็นเพื่อ: ปกป้องความเสียหายรุนแรงในตัวแม่ช่วงคลอด เพิ่มระดับภูมิคุ้มกันในนมน้ำาเหลืองให้สูงขึ้น 3 เท่า เพื่อปกป้องลูกสุกรม้ามโต และปอดไม่ดีซึ่งในตอนแรกถูกวินิจฉัยว่าเป็น PRDC แต่เมื่อตรวจเชิงลึกพบ เซอร์โคไวรัส ในต่อมน้ำาเหลือง การใช้วัคซีนเซอร์โคไวรัส ในลูกสุกรที่ 3 สัปดาห์สามารถลดความเสียหายเหลือเพียง 5% ได้อย่างชัดเจนกลไกที่ทำาให้ PRRS ควบคุมได้ยาก สิ่งที่ทำาให้ PRRS ยังคงเป็นปัญหาในการเลี้ยงสุกรคือกลไกของไวรัสในการ หน่วงการสร้างภูมิคุ้มกัน (Immune Evasion) และการคงอยู่ในร่างกายเป็นระยะเวลานาน: ระยะเวลาคงอยู่ในร่างกาย: เชื้อ PRRS สามารถพบในปอดได้นานถึง 40 วัน และในเนื้อเยื่อน้ำาเหลือง (Lymphoid Tissue) นานถึง150 วัน กว่าร่างกายจะสร้างภูมิคุ้มกันชนิดพึ่งเซลล์ (Cell-Mediated Immunity) ที่สมบูรณ์เพื่อกำาจัดเชื้อออกไปได้ ภูมิคุ้มกันกระแสเลือดไม่เพียงพอ: การตรวจพบภูมิคุ้มกันในกระแสเลือด (Antibody) ไม่ได้หมายความว่าร่างกายจะกำาจัดเชื้อได้แล้วเนื่องจากภูมิคุ้มกันชนิดนี้ไม่ใช่กลไกหลักในการกำาจัดเชื้อ PRRS ออกจากเนื้อเยื่อน้ำาเหลือง สรุป: ภูมิคุ้มกันที่สมบูรณ์และสามารถกำาจัดเชื้อได้คือ ภูมิคุ้มกันแบบพึ่งเซลล์ (Cell-Mediated Immunity) ซึ่งสามารถกระตุ้นได้ดีด้วยการใช้วัคซีนแนวทาง ฟาร์มที่เหมาะสม จุดเน้นการจัดการ ข้อดี/ข้อเสีย1. ฟาร์มปลอดโรค(PRRS-Negative)ฟาร์มพันธุ์แท้/นิวเคลียสที่มีระบบไบโอซีเคียวริตี้เข้มงวดไบโอซีเคียวริตี้ (Biosecurity)สูงสุดข้อดี: ปลอดภัย 100% ข้อเสีย:หากเชื้อหลุดรอดมีความเสียหายรุนแรงสูงมาก เนื่องจากฝูงไม่มีภูมิคุ้มกัน2. ฟาร์มอยู่ร่วมกับโรค(PRRS-Stable/Positive)ฟาร์มเชิงพาณิชย์ที่ผลิตหมูขุนขายทั่วไปการจัดการสุขภาพ(Health Management)และการทำาวัคซีนข้อดี: โอกาสเสียหายรุนแรงต่ำา ผลผลิตดีเทียบเท่าฟาร์มปลอดเชื้อ ข้อเสีย: ยังคงมีเชื้อในระบบ แต่ฝูงนิ่งต่อโรค


สัตว์เศรษฐกิจ 17ข่าวสารและสาระสำาหรับวงการเลี้ยงสัตว์ ลูกสุกร (Piglets): ทำาวัคซีน PRRS ที่อายุ 2-3 สัปดาห์ เพื่อกระตุ้นภูมิคุ้มกันให้พร้อมรับมือกับการติดเชื้อในช่วงอนุบาล ทำาวัคซีนเซอร์โคไวรัสและมัยโคพลาสมาที่ 3 สัปดาห์ 2. การจัดการปัจจัยร่วม การติดเชื้อ PRRS เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของความเสียหาย ความรุนแรงจะเพิ่มขึ้นเมื่อมีปัจจัยร่วมเหล่านี้:คุณภาพน้ำาและอาหาร: น้ำา: ต้องควบคุมไม่ให้ปนเปื้อนแบคทีเรียแกรมลบ (เช่น E. coli, Salmonella) ซึ่งจะนำาไปสู่ความเสียหายรุนแรงหากติด PRRS นอกจากนี้ น้ำาที่ปนเปื้อนยังส่งผลให้แม่มีปัญหา PDMS (แม่แห้งนม) กระทบต่อการให้ภูมิคุ้มกันในนมน้ำาเหลือง อาหาร:ต้องระวัง สารพิษจากเชื้อรา (Mycotoxins) โดยเฉพาะ ฟิวซาเรียมมัยโคทอกซิน (Fusarium Mycotoxin) ซึ่งมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกปีจากสภาวะโลกร้อน สารพิษเหล่านี้จะไปกดภูมิคุ้มกันและกระทบต่อความนิ่งของฝูงอย่างรุนแรง (ในบางเคส การเพิ่มสารจับสารพิษจากเชื้อราสามารถทำาให้ภูมิคุ้มกันแม่กลับมาเป็นลบได้) ความหนาแน่นในการเลี้ยง: จากประสบการณ์หลังการระบาดของ ASF การลดความหนาแน่นในการเลี้ยงลูกสุกรในระยะอนุบาลช่วยลดความเสียหายในอนุบาลเหลือเพียง 2-3% (จากเดิม 5-6% ในการเลี้ยงหนาแน่น) 3. การเฝ้าระวังและการตรวจสอบ (Monitoring) การสุ่มตรวจประจำา: ควรมีการสุ่มตรวจ PRRS ในฝูงแม่พันธุ์เป็นประจำาทุก 3-4เดือน โดยเน้นที่แม่ทดแทน, แม่สาวท้องแรกหลังคลอด, และหมูสาวลำาดับท้อง 2 ขึ้นไป ตัวชี้วัด: ค่า PCR ต้องเป็น ลบ เสมอในหมูที่ผ่านการทำาวัคซีนและเข้าฝูงแล้ว สัญญาณเตือน “ฝูงไม่นิ่ง”: ถ้าทำาวัคซีนตามโปรแกรมแล้วพบว่ามีแต่หมูทดแทนเท่านั้นที่เป็นลบ (ที่เหลือเป็นบวก) แสดงว่าการจัดการผิดพลาด สาเหตุหลักคือ: 1) นำาเข้าหมูสาวเกิน 40% หรือ 2) มีปัญหาสารพิษจากเชื้อราในอาหารในระดับสูงการจัดการปัญหา PRDC และการติดเชื้อแทรกซ้อน ในลูกสุกรและหมูอนุบาล/ขุน หลังหย่านม (ภูมิคุ้มกันจากแม่หมดที่ 5-6 สัปดาห์) การติดเชื้อแทรกซ้อนที่ตามมาหลัง PRRS คือภัยคุกคามหลัก: แนวทางการจัดการ: ทำาวัคซีน: PRRS (2 สัปดาห์), เซอร์โคไวรัส (3 สัปดาห์), มัยโคพลาสมา (3 สัปดาห์) เพื่อลดความรุนแรงของการติดเชื้อ ควบคุมปัจจัยร่วม: ใช้ยาแบบ Metaphylaxis (การให้ยาต้านจุลชีพในช่วงที่มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อสูง) เพื่อควบคุมปัญหาการติดเชื้อแทรกซ้อน และรักษาคุณภาพของอาหารและน้ำาอย่างเคร่งครัด วัคซีน PRRS ทั้งเชื้อเป็น (MLV) และเชื้อตาย (Killed) ทั้งสายพันธุ์ EU และ US ต่างมีส่วนช่วยให้ฟาร์มสามารถทำาให้ฝูงนิ่งได้วัคซีนเชื้อเป็น (MLV): มีจุดเด่นที่ช่วยสร้างภูมิคุ้มกันได้ดีในสุกรที่ ยังไม่เคยติดเชื้อมาก่อน วัคซีนเชื้อตาย (Killed): ได้ผลดีไม่แตกต่างจากเชื้อเป็นในสุกรที่ เคยติดเชื้อมาแล้ว และลดความเสี่ยงในการใช้ในแม่อุ้มท้อง การใช้วัคซีนเป็นโปรแกรมอย่างต่อเนื่องช่วยลดปัญหาได้และยังให้ผลดีในการป้องกันโรค PRRS สายพันธุ์รุนแรง (HP-PRRS) ได้ด้วย การทำาวัคซีนในแม่ก่อนคลอดช่วยลดการติดเชื้อในอนุบาลได้อย่างมีนัยสำาคัญ การอยู่ร่วมกับ PRRS ในฟาร์มเชิงพาณิชย์อย่างมีประสิทธิภาพคือการสร้าง “ฝูงนิ่ง” ด้วยการผสมผสานระหว่างโปรแกรมวัคซีนที่ถูกต้อง, การนำาเข้าสุกรทดแทนที่ไม่เกิน 40%, การควบคุมคุณภาพน้ำาและอาหาร, และการจัดการสุขาภิบาลที่ดี เพื่อให้ลูกสุกรเกิดมาโดยปราศจากเชื้อและสร้างภูมิคุ้มกันได้เต็มที่ก่อนจะเผชิญกับเชื้อในระยะอนุบาลและขุนการติดเชื้อแทรกซ้อนPRDC (รวมมัยโคพลาสมา)PCVD (เซอร์โคไวรัส)ความเสียหายโดยประมาณ15 - 20%20 - 30%การจัดการหลักวัคซีน PRRS, มัยโคพลาสมา และเซอร์โคไวรัสวัคซีนเซอร์โคไวรัส


18 สัตว์เศรษฐกิจLIVESTOCK PRODUCTION MAGAZINEวิถีการเลี้ยงสุกรในระบบอุตสาหกรรมแบบดั้งเดิมมักมาพร้อมกับปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพที่ตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทั้งกลิ่นเหม็น น้ำาเสีย และความเสี่ยงจากการสัมผัสสารเคมีและยาปฏิชีวนะ บทความนี้จะเจาะลึกเรื่องราวของ “หมูหลุม” โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีศึกษาของ คุณสุพจน์ สิงห์โตศรี ประธานวิสาหกิจชุมชนกลุ่มหมูหลุมอินทรีย์ตำาบลดอนแร่ จังหวัดราชบุรี ผู้บุกเบิกและผู้การันตีความสำาเร็จด้วยรางวัลอันทรงเกียรติ คือ เกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ สาขาเลี้ยงสัตว์ พ.ศ. 2558 และ ปราชญ์เกษตรของแผ่นดิน สาขาปราชญ์เกษตรดีเด่น พ.ศ. 2565คุณสุพจน์ อดีตพนักงานสัตวบาลผู้มีประสบการณ์ในฟาร์มขนาดใหญ่ ได้เผชิญกับปัญหาสุขภาพตนเอง (อาการไอเรื้อรังจนไอเป็นเลือด) จากการสัมผัสสภาพแวดล้อมในฟาร์มหมู จึงเกิดความคิดที่จะแสวงหาวิธีการเลี้ยงที่ ไร้กลิ่น ไม่ทำาลายสิ่งแวดล้อม และดีต่อสุขภาพ จนได้มาพบกับแนวคิดการเลี้ยงหมูหลุมของอาจารย์โชคชัย สารากิจ ที่เชียงราย ซึ่งเกษตรกรในพื้นที่ดอนแร่เคยนำามาทดลองแล้วแต่กำาลังจะเลิก เมื่อเล็งเห็นศักยภาพในการเป็น “ทางรอด” ของฟาร์มและเกษตรกรรายย่อย คุณสุพจน์จึงได้นำากลุ่มเกษตรกรไปศึกษาเรียนรู้และปรับใช้ จนเกิดเป็น วิสาหกิจชุมชนกลุ่มหมูหลุมอินทรีย์ตำาบลดอนแร่ ในปี พ.ศ. 2549/2550นวัตกรรมการเลี้ยง: หมูหลุม...เลียนแบบธรรมชาติจุดเด่นที่สำาคัญที่สุด ของหมูหลุมคือ การจัดการของเสียแบบ Zero Waste ที่ทำาให้ ไม่มีกลิ่นเหม็น ไม่มีน้ำาเสีย และไม่มีแมลงวัน ซึ่งแตกต่างจากการเลี้ยงบนพื้นปูนที่ต้องล้างด้วยน้ำา ทำาให้กลิ่นฝังลึกในรูพรุนของปูนและเกิดปัญหาน้ำาเสียกุญแจสำาคัญของความสำาเร็จนี้คือ การเลียนแบบธรรมชาติ โดยการใช้ วัสดุรองพื้น (Bedding Material) แทนพื้นปูนแข็ง วัสดุรองพื้นจะทำาหน้าที่ดูดซับความชื้นและเป็นแหล่งที่อยู่ของจุลินทรีย์วัสดุรองพื้น: ใช้แกลบ, ก้อนเห็ดที่ทิ้งแล้ว, เศษกิ่งไม้ใบไม้, ทะลายปาล์ม, กาบมะพร้าว ฯลฯความหนา: 60 เซนติเมตร (เหมาะสมกับบริบทภาคกลางที่ไม่ได้ขุดหลุมลึก)กลไก: ใช้ จุลินทรีย์ท้องถิ่น (เช่น ราขาว) ช่วยย่อยสลายทั้งมูลหมูและเศษวัสดุรองพื้นอย่างต่อเนื่อง ทำาให้ไม่มีการสะสมของแก๊สแอมโมเนียและกลิ่นเหม็นคุณสุพจน์ สิงห์โตศรีหมูหลุมดอนแร่ ต้นแบบการพัฒนาให้อยู่รอดอย่างยั่งยืน หมูหลุมดอนแร่ ต้นแบบการพัฒนาให้อยู่รอดอย่างยั่งยืน


สัตว์เศรษฐกิจ 19ข่าวสารและสาระสำาหรับวงการเลี้ยงสัตว์การจัดการฟาร์มและสุขภาพสัตว์การเลี้ยงหมูหลุมของกลุ่มดอนแร่เน้นความเป็นธรรมชาติสูงสุด ส่งผลให้หมูมีสุขภาพดีและภูมิคุ้มกันสูง: บทพิสูจน์ด้านโรค: ข้อมูลระบุว่า ในช่วงที่โรคระบาดรุนแรง (เช่น FMD, ASF) หมูหลุมอาจได้รับเชื้อแต่มีอาการป่วยเพียงเล็กน้อยและสามารถหายเองได้ภายใน 1 สัปดาห์ โดยไม่เกิดความเสียหาย แสดงให้เห็นถึงความแข็งแรงของภูมิคุ้มกันที่ได้จากการเลี้ยงเลียนแบบธรรมชาติสูตรอาหารเฉพาะ: ปลอดโปรตีนจากเนื้อสัตว์เพื่อให้ผู้บริโภคได้รับอาหารที่ดี กลุ่มดอนแร่จึง ผสมอาหารเอง โดยมีหลักการสำาคัญคือ: แหล่งโปรตีน: ถอดปลาป่นและวัตถุดิบจากเนื้อสัตว์ทั้งหมดออกจากสูตร เหตุผล: เพื่อป้องกันปัญหาโรคระบบทางเดินอาหารที่เกิดจากเชื้อโรค เช่น ซัลโมเนลลา หรือ อีโคไล (ซึ่งมาจากวัตถุดิบที่ไม่สะอาด) และยังส่งผลให้เนื้อหมูที่ชำาแหละ ไม่มีกลิ่นคาว น่ารับประทานกลยุทธ์การตลาดและการสร้างมูลค่าเพิ่ม ตลาดหมูหลุม: ความต้องการจากผู้บริโภคที่ใส่ใจสุขภาพ หมูหลุมเติบโตมาถึงทุกวันนี้ได้จาก ความต้องการของผู้บริโภคที่รักสุขภาพ ที่เห็นประโยชน์ของการเลี้ยงแบบธรรมชาติ เนื้อหมูหลุมได้รับการยอมรับว่า ไม่มีกลิ่นคาว เนื้อนุ่ม และการซื้อยังเป็นการ ช่วยเหลือเกษตรกรรายเล็ก ให้สามารถอยู่ได้อย่างยั่งยืนช่องทางการตลาด (Market Channels):การจัดการฟาร์มและสุขภาพสัตว์การเลี้ยงหมูหลุมของกลุ่มดอนแร่เน้นความเป็นธรรมชาติสูงสุด ส่งผลให้หมูมีสุขภาพดีและภูมิคุ้มกันสูง:คุณสมบัติ หมูหลุม (ดอนแร่) หมูฟาร์มทั่วไปย า ป ฏิ ชี ว น ะ /วัคซีน ไม่ใช้ตลอดการเลี้ยง ใช้เป็นปกติเพื่อป้องกัน/รักษาโรคสุขภาพหมูแข็งแรง, มีความสุข (ไม่ต้องตัดหาง), ทนทานต่อโรค (เช่น FMD, ASF)เครียดง่าย, เสี่ยงโรคสูง, ต้องตัดหางเพื่อป้องกันการกัดกันระบบหายใจ แทบไม่มีปัญหา (ไม่มีกลิ่นแก๊ส/แอมโมเนีย) มีปัญหาโรคทางเดินหายใจสูงจากแก๊สในคอกการใช้น ้า ใช้น ้าน้อยมาก (3-5 ลิตร/ตัว/วัน) ส าหรับดื่มและพ่นจุลินทรีย์ ใช้น ้ามาก (30-50 ลิตร/ตัว/วัน) ส าหรับล้างคอกและดื่มการใช้ไฟฟ้า ประหยัดไฟฟ้าเกือบ 100% (ไม่ต้องใช้ไฟกกหรือฮีตเตอร์เพราะวัสดุรองพื้นอบอุ่น)ใช้ไฟกก/ฮีตเตอร์ 100-250 วัตต์ ส าหรับลูกหมูแรกเกิดแรงงานน้อย (เน้นการให้อาหารเช้า-เย็น) สามารถปลีกตัวไปท าอย่างอื่นได้ มาก (ต้องท าความสะอาด, ฉีดยา, วัคซีน)บทพิสูจน์ด้านโรค: ข้อมูลระบุว่า ในช่วงที่โรคระบาดรุนแรง (เช่น FMD, ASF) หมูหลุมอาจได้รับเชื้อแต่มีอาการป่ วยเพียงเล็กน้อยและสามารถหายเองได้ภายใน 1 สัปดาห์ โดยไม่เกิดความเสียหาย แสดงให้เห็นถึงความแข็งแรงของภูมิคุ้มกันที่ได้จากการเลี้ยงเลียนแบบธรรมชาติสูตรอาหารเฉพาะ: ปลอดโปรตีนจากเนือ้สัตว์เพื่อให้ผู้บริโภคได้รับอาหารที่ดี กลุ่มดอนแร่จึง ผสมอาหารเอง โดยมีหลักการส าคัญคือ:แหล่งโปรตีน: ถอดปลาป่ นและวัตถุดิบจากเนื้อสัตว์ทั้งหมดออกจากสูตรเหตุผล: เพื่อป้องกันปัญหาโรคระบบทางเดินอาหารที่เกิดจากเชื้อโรค เช่น ซัลโมเนลลา หรือ อีโคไล (ซึ่งมาจากวัตถุดิบที่ไม่สะอาด) และยังส่งผลให้เนื้อหมูที่ช าแหละ ไม่มีกลิ่นคาว น่ารับประทานกลยุทธก์ารตลาดและการสร้างมูลค่าเพิ่มตลาดหมูหลุม: ความต้องการจากผู้บริโภคที่ใส่ใจสุขภาพ หมูหลุมเติบโตมาถึงทุกวันนี้ได้จาก ความต้องการของผู้บริโภคที่รักสุขภาพ ที่เห็นประโยชน์ของการเลี้ยงแบบธรรมชาติ เนื้อหมูหลุมได้รับการยอมรับว่า ไม่มีกลิ่นคาว เนื้อนุ่ม และการซื้อยังเป็นการช่วยเหลือเกษตรกรรายเล็ก ให้สามารถอยู่ได้อย่างยั่งยืนช่องทางการตลาด (Market Channels):ประเภทตลาด รายละเอียด1. ตลาดชุมชน/ท้องถิ่น มีเขียงในชุมชน, ตลาดที่เปิดเอง (ตลาดวิถีธรรมชาติราชบุรี)2. ตลาดอินทรีย์/เฉพาะทาง ตลาดสุขใจ, ตลาดอินทรีย์ที่นครปฐม3. ตลาดค้าปลีกขนาดใหญ่ (Modern Trade)เลมอนฟาร์ม (Lemon Farm) ทุกสาขา (รับซื้อสินค้าทุกชิ้นส่วน)4. ตลาดออนไลน์/อื่นๆ เว็บไซต์ของกลุ่ม, การโทรสั่งซื้อโดยตรงจากลูกค้าที่รักสุขภาพ, ร้านอาหาร/โรงแรมผลิตภัณฑ์หลักและเป้าหมายการแปรรูป ผลิตภัณฑ์หลักในปัจจุบัน: เนื้อหมูหลุมแช่แข็ง (90%) สินค้าแปรรูป:กุนเชียง, หมูแดดเดียว, ไส้อั่วหมูหลุม, ลูกชิ้นหมูหลุม สินค้าที่ก าลังพัฒนา: ไส้กรอก และผลิตภัณฑ์แปรรูปอื่นๆ เนื่องจากตลาดเนื้อสด/เนื้อแช่แข็งเริ่มอิ่มตัว และก าลังการผลิต/ตัดแต่งมีจ ากัด เป้าหมายต่อไปคือการเน้นพัฒนาการแปรรูป เพื่อเพิ่มมูลค่า


20 สัตว์เศรษฐกิจLIVESTOCK PRODUCTION MAGAZINEผลิตภัณฑ์หลักและเป้าหมายการแปรรูป ผลิตภัณฑ์หลักในปัจจุบัน: เนื้อหมูหลุมแช่แข็ง (90%) สินค้าแปรรูป: กุนเชียง, หมูแดดเดียว, ไส้อั่วหมูหลุม, ลูกชิ้นหมูหลุม สินค้าที่กำาลังพัฒนา: ไส้กรอก และผลิตภัณฑ์แปรรูปอื่นๆ เนื่องจากตลาดเนื้อสด/เนื้อแช่แข็งเริ่มอิ่มตัว และกำาลังการผลิต/ตัดแต่งมีจำากัด เป้าหมายต่อไปคือการเน้นพัฒนาการแปรรูป เพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้า และขยายตลาดสู่ผู้บริโภคให้กว้างขวางขึ้นหัวใจสำาคัญ: การสร้างมูลค่าจาก By-Products (ของเหลือ)จุดแข็งของการเลี้ยงหมูหลุมที่แตกต่างจากฟาร์มทั่วไปคือการสร้างรายได้จากของเสีย ซึ่งช่วยลดความกังวลเรื่องราคาเนื้อหมูที่ผันผวน และเป็นกุญแจสำาคัญที่ทำาให้เกษตรกรรายเล็กอยู่รอดได้“มูล” ให้มี “ค่า”: ปุ๋ยหมูหลุมมูลหมูที่ผสมกับวัสดุรองพื้น กลายเป็น ปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพสูง ที่เป็นที่ต้องการของเกษตรกรที่ทำานาและสวนผักอินทรีย์ในพื้นที่ เพื่อลดการใช้ปุ๋ยเคมีที่มีราคาสูงกลยุทธ์การอยู่รอดของเกษตรกรรายเล็กคุณสุพจน์เน้นย้ำาว่า การเลี้ยงหมูหลุมแล้วหวังขายแค่เนื้อหรือหมูเป็นอย่างเดียว อาจไปไม่รอด สำาหรับรายเล็ก/รายกลาง จึงต้องพัฒนา 2 ด้านไปพร้อมกัน: เพิ่มมูลค่าเนื้อหมูหลุม: ตั้งราคามาตรฐานที่ผู้เลี้ยงอยู่ได้ ผู้บริโภคเข้าถึงได้ และไม่ขาดทุน ขาย By-Products (ปุ๋ย): การขายปุ๋ยเป็นจุดเด่นที่ช่วยสร้างรายได้ทดแทนค่าอาหาร เป้าหมายสูงสุดคือการเพิ่มสัดส่วนรายได้จาก By-Products ให้ได้เท่ากับค่าอาหารสัตว์ทั้งหมด ปัจจุบันทำาได้ประมาณ 30% ซึ่งหากทำาได้ 100% จะช่วยเพิ่มศักยภาพการแข่งขันอย่างมหาศาล และทำาให้เกษตรกรไม่ต้องกังวลเรื่องความผันผวนของราคาเนื้อหมูในตลาดอุปสรรคและการสร้างมาตรฐาน อุปสรรคด้านกฎหมายและทุน การเลี้ยงหมูหลุมต้องฝ่าฟันอุปสรรคมาพอสมควร โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่อง กฎหมายและมาตรฐาน เนื่องจากในช่วงแรก มาตรฐานหมูหลุมไม่มีในประเทศไทย1. ตลาดชุมชน/ท้องถิ่น มีเขียงในชุมชน, ตลาดที่เปิดเอง (ตลาดวิถีธรรมชาติราชบุรี)2. ตลาดอินทรีย์/เฉพาะทาง ตลาดสุขใจ, ตลาดอินทรีย์ที่นครปฐม3. ตลาดค้าปลีกขนาดใหญ่ (Modern Trade)เลมอนฟาร์ม (Lemon Farm) ทุกสาขา (รับซื้อสินค้าทุกชิ้นส่วน)4. ตลาดออนไลน์/อื่นๆ เว็บไซต์ของกลุ่ม, การโทรสั่งซื้อโดยตรงจากลูกค้าที่รักสุขภาพ, ร้านอาหาร/โรงแรมผลิตภัณฑ์หลักและเป้าหมายการแปรรูป ผลิตภัณฑ์หลักในปัจจุบัน: เนื้อหมูหลุมแช่แข็ง (90%) สินค้าแปรรูป:กุนเชียง, หมูแดดเดียว, ไส้อั่วหมูหลุม, ลูกชิ้นหมูหลุม สินค้าที่ก าลังพัฒนา: ไส้กรอก และผลิตภัณฑ์แปรรูปอื่นๆ เนื่องจากตลาดเนื้อสด/เนื้อแช่แข็งเริ่มอิ่มตัว และก าลังการผลิต/ตัดแต่งมีจ ากัด เป้าหมายต่อไปคือการเน้นพัฒนาการแปรรูป เพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้า และขยายตลาดสู่ผู้บริโภคให้กว้างขวางขึ้นหัวใจสา คัญ: การสร้างมูลค่าจาก By-Products (ของเหลือ)จุดแข็งของการเลี้ยงหมูหลุมที่แตกต่างจากฟาร์มทั่วไปคือการสร้างรายได้จากของเสีย ซึ่งช่วยลดความกังวลเรื่องราคาเนื้อหมูที่ผันผวน และเป็นกุญแจส าคัญที่ท าให้เกษตรกรรายเล็กอยู่รอดได้\"มูล\" ให้มี\"ค่า\": ปุ๋ยหมูหลุมมูลหมูที่ผสมกับวัสดุรองพื้น กลายเป็น ปุ๋ ยอินทรีย์คุณภาพสูง ที่เป็นที่ต้องการของเกษตรกรที่ท านาและสวนผักอินทรีย์ในพื้นที่ เพื่อลดการใช้ปุ๋ ยเคมีที่มีราคาสูงประเด็น รายละเอียด/ศักยภาพปริมาณปุ๋ ย หมู 1 ตัว ผลิตปุ๋ ยได้ 500-600 กิโลกรัม/ตัว (แม่หมู 1 ตัว ผลิตได้ 6,000 กิโลกรัม)มูลค่าขาย ขายบรรจุกระสอบในราคากิโลกรัมละ 2 บาท, ท าเป็นถุงเล็กขายกับชุมชน/คนเมืองนวัตกรรมการแปรรูปล่าสุดมีการแปรรูปปุ๋ ยเป็น กระถางส าหรับปลูกต้นไม้และพัฒนาต่อเป็น ถ่านกัมมันต์เพื่อเพิ่มมูลค่าและรักษ์สิ่งแวดล้อมกลยุทธก์ารอยู่รอดของเกษตรกรรายเล็กคุณสุพจน์เน้นย ้าว่า การเลี้ยงหมูหลุมแล้วหวังขายแค่เนื้อหรือหมูเป็นอย่างเดียว อาจไปไม่รอด ส าหรับรายเล็ก/รายกลาง จึงต้องพัฒนา 2 ด้านไปพร้อมกัน: เพิ่มมูลค่าเนื้อหมูหลุม: ตั้งราคามาตรฐานที่ผู้เลี้ยงอยู่ได้ ผู้บริโภคเข้าถึงได้ และไม่ขาดทุน ขาย By-Products (ปุ๋ ย): การขายปุ๋ ยเป็นจุดเด่นที่ช่วยสร้างรายได้ทดแทนค่าอาหาร เป้าหมายสูงสุดคือการเพิ่มสัดส่วนรายได้จาก By-Products ให้ได้เท่ากับค่าอาหารสัตว์ทั้งหมด ปัจจุบันท าได้ประมาณ 30% ซึ่งหากท าได้ 100% จะช่วยเพิ่มศักยภาพการแข่งขันอย่างมหาศาล และท าให้เกษตรกรไม่ต้องกังวลเรื่องความผันผวนของราคาเนื้อหมูในตลาด


สัตว์เศรษฐกิจ 21ข่าวสารและสาระสำาหรับวงการเลี้ยงสัตว์อีกส่วนคือปัญหาเรื่อง ทุนของชาวบ้าน แม้การเลี้ยงหมูหลุมไม่ได้ใช้ทุนตั้งต้นมาก แต่ต้องเน้นการขาย By-Products ควบคู่กันไปเพื่อลดต้นทุนค่าอาหาร การผลักดันมาตรฐานฟาร์ม ด้วยความพยายามของคุณสุพจน์และกลุ่ม ในปี พ.ศ. 2560 ได้มีการพัฒนามาตรฐานหมูหลุมร่วมกับ กรมปศุสัตว์ จนนำาไปสู่การออกประกาศในราชกิจจานุเบกษา เรื่อง: ระเบียบกรมปศุสัตว์ “ว่าด้วยการขอรับและออกใบรับรองฟาร์มเลี้ยงหมูหลุม พ.ศ. 2562”ฟาร์มของคุณสุพจน์ได้รับรองเป็น ฟาร์มเลี้ยงหมูหลุมฟาร์มแรกในประเทศไทย เมื่อปี พ.ศ. 2563 และได้รับรองเป็น ฟาร์มเลี้ยงสัตว์ปลอดการใช้ยาปฏิชีวนะในระบบการผลิตสินค้าปศุสัตว์ ในปี พ.ศ. 2564ความสำาคัญของมาตรฐานฟาร์ม: มาตรฐานฟาร์มเป็นกุญแจสำาคัญในการแก้ปัญหาการเคลื่อนย้ายสุกร เพราะจะทำาให้สามารถขอใบอนุญาตเคลื่อนย้ายจากหน่วยงานราชการได้ และเป็นบรรทัดฐานให้ฟาร์มอื่นๆ ดำาเนินการตามแนวทางที่ถูกต้องการเลี้ยงหมูหลุมของกลุ่มดอนแร่ไม่ใช่แค่เพียงวิธีการเลี้ยงสัตว์เท่านั้น แต่คือ นวัตกรรมที่สร้างการเปลี่ยนแปลงในหลายมิติ ทั้งด้านสุขภาพของผู้เลี้ยง, สุขภาพของสัตว์, คุณภาพเนื้อ, ความยั่งยืนทางเศรษฐกิจ และการรักษาสิ่งแวดล้อมเป้าหมายและวิสัยทัศน์การลดความเสี่ยงด้านราคา: พัฒนา By-Products จากปุ๋ยให้สามารถครอบคลุมต้นทุนค่าอาหารให้ได้ 100%การขยายการรับรู้: พัฒนาผลิตภัณฑ์เนื้อหมูหลุมให้เป็นที่รู้จักกับผู้บริโภคมากขึ้น เพราะปัจจุบันยังเป็นที่รู้จักเฉพาะกลุ่มเท่านั้นความซื่อสัตย์: ยึดมั่นในความซื่อสัตย์ต่ออาชีพและลูกค้า พัฒนาสินค้าเพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคคุณสุพจน์ฝากข้อคิดถึงผู้สนใจ: การเลี้ยงหมูหลุมเป็นการเลี้ยงสัตว์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม แต่ต้องมีการศึกษาข้อมูลให้ดี มีระบบการป้องกันโรคที่ดี และ ควรผลิตลูกหมูด้วยตัวเอง เพื่อลดความเสี่ยงเรื่องโรค รวมถึงการทำาให้ครบวงจรตั้งแต่ต้นน้ำาถึงปลายน้ำา(การเพิ่มมูลค่าด้านการชำาแหละ ตัดแต่ง และแปรรูป) ในยุคที่ต้นทุนอาหารสูง การเลี้ยงหมูหลุมคือทางออกที่ช่วยลดปัญหาเรื่องโรค ทำาให้เนื้อหมูเป็นที่ยอมรับ และไปได้ดีในตลาดผู้บริโภคที่ใส่ใจสุขภาพ…สนใจผลิตภัณฑ์หมูหลุมดอนแร่ ได้ที่ 081-857-3593 หรือ www.g-pork.com หรือ FB: หมูหลุมอินทรีย์วิถีชุมชน G-Porkอุปสรรคและการสร้างมาตรฐานอุปสรรคด้านกฎหมายและทุน การเลี้ยงหมูหลุมต้องฝ่ าฟันอุปสรรคมาพอสมควร โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่อง กฎหมายและมาตรฐาน เนื่องจากในช่วงแรก มาตรฐานหมูหลุมไม่มีในประเทศไทยอีกส่วนคือปัญหาเรื่อง ทุนของชาวบ้าน แม้การเลี้ยงหมูหลุมไม่ได้ใช้ทุนตั้งต้นมาก แต่ต้องเน้นการขาย By-Products ควบคู่กันไปเพื่อลดต้นทุนค่าอาหารการผลักดันมาตรฐานฟาร์ม ด้วยความพยายามของคุณสุพจน์และกลุ่ม ในปี พ.ศ. 2560 ได้มีการพัฒนามาตรฐานหมูหลุมร่วมกับ กรมปศุสัตว์จนน าไปสู่การออกประกาศในราชกิจจานุเบกษา เรื่อง: ระเบียบกรมปศุสัตว์ \"ว่าด้วยการขอรับและออกใบรับรองฟาร์มเลี้ยงหมูหลุม พ.ศ. 2562\"ฟาร์มของคุณสุพจน์ได้รับรองเป็น ฟาร์มเลี้ยงหมูหลุมฟาร์มแรกในประเทศไทย เมื่อปี พ.ศ. 2563 และได้รับรองเป็นฟาร์มเลี้ยงสัตว์ปลอดการใช้ยาปฏิชีวนะในระบบการผลิตสินค้าปศุสัตว์ในปี พ.ศ. 2564ความส าคัญของมาตรฐานฟาร์ม: มาตรฐานฟาร์มเป็นกุญแจส าคัญในการแก้ปัญหาการเคลื่อนย้ายสุกร เพราะจะท าให้สามารถขอใบอนุญาตเคลื่อนย้ายจากหน่วยงานราชการได้ และเป็นบรรทัดฐานให้ฟาร์มอื่นๆ ด าเนินการตามแนวทางที่ถูกต้องการเลี้ยงหมูหลุมของกลุ่มดอนแร่ไม่ใช่แค่เพียงวิธีการเลี้ยงสัตว์เท่านั้น แต่คือ นวัตกรรมที่สร้างการเปลี่ยนแปลงในหลายมิติทั้งด้านสุขภาพของผู้เลี้ยง, สุขภาพของสัตว์, คุณภาพเนื้อ, ความยั่งยืนทางเศรษฐกิจ และการรักษาสิ่งแวดล้อมมิติความส าเร็จของหมูหลุม รายละเอียดสิ่งแวดล้อม เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างยิ่ง: Zero Waste, ไม่สร้างมลพิษทางน ้า/อากาศ (ไม่มีกลิ่นเหม็น/น ้าเสีย), ใช้น ้าน้อย, ประหยัดไฟฟ้าสุขภาพสัตว์ แข็งแรง, ภูมิต้านทานสูง, ไม่เครียด, ไม่ใช้ยาปฏิชีวนะและวัคซีนตลอดการเลี้ยงสุขภาพผู้บริโภค ได้รับเนื้อหมูคุณภาพดี ไม่มีสารเคมีตกค้าง เนื้อนุ่ม ไม่มีกลิ่นคาวเศรษฐกิจยั่งยืน สร้างรายได้จาก By-Products (ปุ๋ ย) เพื่อลดต้นทุนค่าอาหาร, ช่วยให้เกษตรกรรายเล็กอยู่รอดได้แม้ราคาเนื้อหมูผันผวนสังคม สามารถอยู่ร่วมกับชุมชนได้โดยไม่ก่อปัญหากลิ่นเหม็นหรือแมลงวันเป้าหมายและวิสัยทัศน์การลดความเสี่ยงด้านราคา: พัฒนา By-Products จากปุ๋ ยให้สามารถครอบคลุมต้นทุนค่าอาหารให้ได้ 100%การขยายการรับรู้: พัฒนาผลิตภัณฑ์เนื้อหมูหลุมให้เป็นที่รู้จักกับผู้บริโภคมากขึ้น เพราะปัจจุบันยังเป็นที่รู้จักเฉพาะกลุ่มเท่านั้นความซื่อสัตย์: ยึดมั่นในความซื่อสัตย์ต่ออาชีพและลูกค้า พัฒนาสินค้าเพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคคุณสุพจน์ฝากข้อคิดถึงผู้สนใจ: การเลี้ยงหมูหลุมเป็นการเลี้ยงสัตว์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม แต่ต้องมีการศึกษาข้อมูลให้ดี มีระบบการป้องกันโรคที่ดี และ ควรผลิตลูกหมูด้วยตัวเอง เพื่อลดความเสี่ยงเรื่องโรค รวมถึงการท าให้ครบวงจร


22 สัตว์เศรษฐกิจLIVESTOCK PRODUCTION MAGAZINEหากเอ่ยถึง “โรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร (African Swine Fever)” หรือ “โรค ASF ในสุกร” สร้างความเสียหายให้กับการเลี้ยงสุกรอย่างรุนแรง ก่อนแพร่ระบาดลุกลามอีกหลายประเทศในเอเชีย มีสุกรตาย และถูกทำาลายเป็นจำานวนมาก เกิดผลกระทบกับธุรกิจที่เกี่ยวข้องคิดเป็นมูลค่ามหาศาล ดังนั้น ประเทศไทย ที่ยังไม่มีการระบาดของโรค ASF ในสุกร จึงต้องเฝ้าระวังป้องกันโรคอย่างเต็มที่ โดยอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐ เกษตรกร ภาคเอกชน และธุรกิจที่เกี่ยวข้อง “โรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร” หรือ โรค ASF ในสุกร เป็นโรคติดเชื้อไวรัสที่มีการติดต่อร้ายแรงในสัตว์ตระกูลสุกรทุกชนิด หมู หมูป่า และหมูป่าแอฟริกา ซึ่งเป็นโรคที่ไม่ติดต่อสู่คน สาเหตุเกิดจากการติดเชื้อไวรัส African Swine Fever ทำาให้เกิดอาการไข้สูง ตัวแดง มีจุดเลือดออกที่ผิวหนัง และอวัยวะต่างๆ พบอัตราการตายสูง โดยลักษณะอาการคล้ายคลึงกับโรคอหิวาต์สุกร (Classical swine fever) และโรคพีอาร์อาร์เอสสายพันธุ์รุนแรง (HP-PRRS) และเนื่องจากยังไม่มีวัคซีนป้องกันโรค และมาตรการควบคุมป้องกันโรคที่ได้ผลร่วมกับพบว่า สุกรที่ติดเชื้อ และแสดงอาการจะตาย 100 เปอร์เซ็นต์ลักษณะทั่วไปของเชื้อ เชื้อไวรัส ASF จัดเป็นไวรัสที่มีขนาดใหญ่ มีโครงสร้างลักษณะเป็นทรงกลมหลายเหลี่ยม (icosahedral) สารพันธุกรรมเป็นชนิด DNA เป็นไวรัสที่มีเปลือกหุ้ม โดยจะประกอบไปด้วยเปลือกหุ้มจำานวนหลายชั้น เชื้อไวรัส ASF จัดอยู่ในสกุล Asfivirus วงศ์ Asfarviridae ซึ่งเชื้อมีความคงทนในสิ่งแวดล้อม ในสิ่งคัดหลั่ง ซากสัตว์ และผลิตภัณฑ์จากสัตว์ที่ผ่านกระบวนการให้ความร้อนที่ไม่สูง แต่เชื้อไบโอซีเคียวริตี้...กุญแจสำ�คัญของก�รเลี้ยงสุกร


สัตว์เศรษฐกิจ 23ข่าวสารและสาระสำาหรับวงการเลี้ยงสัตว์ไวรัส ASF สามารถถูกทำาลายได้โดยความร้อนที่ 56 องศาเซลเซียส นาน 70 นาที หรือที่ 70 องศาเซลเซียส นาน 30 นาที และโดยการใช้น้ำาฆ่าเชื้อ เช่น สารในกลุ่ม กลูตารัลดีไฮด์ หรือ คลอโรฟอร์ม โซเดียมไฮดรอกไซด์ความเข้มข้น 8/1000 เป็นเวลา 30 นาที หรือ ไฮโปคลอไรท์ ที่มีความเข้มข้น 2.3 เปอร์เซ็นต์ คลอไรน์ เป็นเวลา 30 นาที ฟอร์มาลีน ความเข้มข้น 3/1000 เป็นเวลา 30 นาที การติดต่อ และการแพร่กระจายของเชื้อ สุกรติดเชื้อไวรัส ASF ได้หลายช่องทาง 1. การติดเชื้อไวรัสโดยตรง ผ่านทางปาก และจมูก จากการสัมผัสสัตว์ป่วย สิ่งคัดหลั่งจากสัตว์ที่ติดเชื้อ การสัมผัสซากสัตว์ การกินเนื้อสัตว์ที่มีการติดเชื้อ การติดเชื้อทางอ้อม จากการสัมผัสวัสดุอุปกรณ์ที่มีการปนเปื้อนเชื้อไวรัส ไม่ว่าจะเป็นเครื่องมือ อุปกรณ์ ยานพาหนะ วัสดุในโรงเรือน รวมถึงบุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับสัตว์ หรือการติดต่อผ่านสัตว์พาหะ จากการถูกกัดโดยเห็บอ่อนในสกุล Ornithodoros ที่พบในแถมทวีปแอฟริกา อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีรายงานการพบเห็บชนิดนี้ในประเทศไทยภายหลังจากสุกรติดเชื้อ เชื้อไวรัส ASF สามารถแพร่กระจายอยู่ในกระแสเลือด เนื้อเยื่อ สิ่งคัดหลั่ง และสิ่งขับถ่ายจากสัตว์ที่ป่วยและตาย โดยไวรัสสามารถมีชีวิตและก่อให้เกิดการแพร่ระบาดได้นานในผลิตภัณฑ์ที่แตกต่างกัน เนื่องจากโรค ASF ในสุกร ยังไม่มีวัคซีน และวิธีการรักษา รวมถึง เชื้อคงทนอยู่ในสภาพแวดล้อม ผลิตภัณฑ์ มูล และอื่นๆ ได้นาน (ดังที่แสดงในตาราง) ดังนั้น สิ่งสำาคัญในการป้องกันโรค ASF ในสุกร คือ ระบบไบโอซีเคียวริตี้ (Biosecurity) หรือ ระบบการป้องกัน และควบคุมโรคในฟาร์มเลี้ยงสัตว์ที่มีประสิทธิภาพเป็นที่ยอมรับอย่างสากล สามารถป้องกันมิให้เชื้อโรคจากภายนอกฟาร์มที่อาจติดมากับคน สัตว์ สิ่งของ และอุปกรณ์ต่างๆ ตลอดจนยานพาหนะแพร่เข้าสู่ภายในฟาร์ม ระบบ Biosecurity มีหลักการสำาคัญ คือ 1. การแยก (ไม่มีความเสี่ยง) ด้วยการตัดปัจจัยที่ไม่เกี่ยวข้องหรือไม่จำาเป็นไม่ให้มาถึง เช่น จีนเกิดโรคก็ไม่นำาเข้าเนื้อสุกร และผลิตภัณฑ์จากจีนมาที่ไทย หรือไม่นำาเนื้อสุกรที่มีความเสี่ยงจากภายนอกเข้ามาในฟาร์ม อาหารสัตว์ก็มาจากแหล่งที่เชื่อถือได้ ห้ามไม่ให้บุคคลภายนอกเข้าฟาร์มโดยเด็ดขาด เช่นเดียวกับรถจับสุกรให้อยู่บริเวณนอกฟาร์มเท่านั้น และต้องมีกระบวนการล้างทำาความสะอาดเชื้อโรคทุกครั้ง ไม่นำาเสื้อผ้า และอุปกรณ์จากภายนอกเข้ามาใช้ในฟาร์ม 2. การบริหารจุดเชื่อมต่อ (ลดความเสี่ยง) ยานพาหนะจากภายนอกต้องมีการล้าง ฆ่าเชื้อ ก่อนเข้าฟาร์มทุกครั้ง รถขนอาหารต้องพิจารณาว่า มีมาตรการป้องกันโรคจากทางโรงงานหรือไม่ และเมื่อมาถึงฟาร์มต้องฆ่าเชื้ออีกครั้ง เพื่อลดความเสี่ยง ซึ่งหากปฏิบัติตามหลักทั้ง 2 ได้อย่างเข้มงวด ก็จะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรค ASF ในสุกร และโรคอื่นๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพยกตัวอย่าง การเลือกใช้วัตถุดิบอาหารสัตว์ เกษตรกรผู้เลี้ยง หรือผู้ผลิตอาหารสัตว์ ควรเลือกใช้วัตถุดิบอาหารสัตว์จากแหล่งผลิตที่มีระบบ Biosecurity ให้ความสำาคัญกับความปลอดภัยของสัตว์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในช่วงการแพร่ระบาดของโรค ASF ในสุกร ที่ผู้ผลิตวัตถุดิบอาหารสัตว์ได้ลงทุน เพื่อควบคุมทุกกระบวนการผลิตทั้งระบบ เพื่อให้ปลอดเชื้อโรค ASF ในสุกร ระบบ Biosecurity ในโรงงานผลิตวัตถุดิบอาหารสัตว์ เริ่มต้นตั้งแต่รถทุกคันที่เข้าออกในพื้นที่ หากเคยบรรทุกสินค้า ประเภทเนื้อและกระดูกป่น (Meat and Bone) หรือผ่านพื้นที่มีความเสี่ยงจะไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าพื้นที่โรงงานเด็ดขาด รวมถึงรถทุกคันที่จะผ่านเข้าพื้นที่ยังต้องฉีดพ่นน้ำายาฆ่าเชื้อ และล้างล้อด้วยน้ำายาฆ่าเชื้อได้รับการรับรองจากสถาบันชั้นนำาว่า สามารถกำาจัดเชื้อไวรัส ASF ในสุกรได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขณะเดียวกันก็ให้ความสำาคัญบุคลากรในระบบปฏิบัติงาน เนื่องจากคนเป็นปัจจัยนำาโรค ASF ในสุกรได้ ดังนั้น บุคลากรทุกคนที่เข้า-ออกพื้นที่โรงงาน และการผลิต ต้องถูกตรวจสอบว่ามีสิ่งของต้องห้ามประเภทผลิตภัณฑ์จากสุกรเข้าไปในพื้นที่หรือไม่ รวมถึงต้องทำาความสะอาดร่างกายก่อนเข้าพื้นที่ และรับประทานอาหารในพื้นที่จัดเตรียมไว้เท่านั้น นอกจากนี้ ในระบบ Biosecurity ต้องเริ่มตั้งแต่การคัดสรรวัตถุดิบตั้งต้นในทุกผลิตภัณฑ์จากแหล่งวัตถุดิบที่ปลอดเชื้อ ก่อนเข้าสู่กระบวนการผลิตโดยผ่านความร้อน 110 องศาเซลเซียส ซึ่งสามารถทำาลายเชื้อ ASF ในสุกร และเชื้อโรคอื่นๆ ได้ และต้องผ่านการตรวจสอบในห้องปฏิบัติการอย่างสม่ำาเสมอ เพื่อตรวจหาเชื้อ โดยเฉพาะเชื้อโรค ASF ในสุกรก่อนส่งถึงมือลูกค้า และที่สำาคัญการได้รับการรองรับมาตราฐานจากสถานบันต่างๆ อาทิ GMP, GMP+, HACCP, FSSC22000 ที่ช่วยยืนยันและสร้างความมั่นใจให้กับเกษตรกรและผู้ผลิตอาหารสัตว์ได้เป็นอย่างดี อย่างไรก็ดี โรค ASF ในสุกร สร้างความเสียหายต่ออุตสาหกรรมการเลี้ยงสุกร คิดเป็นมูลค่ามหาศาล ด้วยความคงทนของเชื้อในสิ่งแวดล้อม และการเข้ามาของเชื้อ สามารถติดต่อได้หลายทาง ทำาให้ควบคุมป้องกันโรคเป็นไปได้อย่างยากลำาบาก ต้องอาศัยความร่วมมือหลายภาคส่วน ในการเฝ้าระวังป้องกันโรค เพื่อให้ธุรกิจสุกรไทยรอดพ้นจากโรค ASF ในสุกรได้ต่อไป...


24 สัตว์เศรษฐกิจLIVESTOCK PRODUCTION MAGAZINE“นวัตกรรม” คือหนึ่งในหัวใจสำ�คัญของก�รยกระดับศักยภ�พก�รแข่งขัน ช่วยผลักองค์กรให้ทำ�ง�นได้อย่�งมีประสิทธิภ�พและมีคุณภ�พม�กขึ้น ก�รพัฒน� “นวัตกร” จึงสำ�คัญยิ่ง เพร�ะทำ�ให้พนักง�นมีทักษะคิดเป็น แก้ปัญห�เป็น และสร้�งคุณค่�ใหม่ให้ทุกกระบวนก�รทำ�ง�น ส่วนในระดับประเทศ นวัตกรรมคือแรงขับท�งเศรษฐกิจ ที่ช่วยเพิ่มผลิตภ�พ และเสริมเขี้ยวเล็บให้ไทยแข่งขันได้บนเวทีโลก บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำากัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ ให้คว�มสำ�คัญอย่�งยิ่งกับก�รผลิตอ�ห�รปลอดภัย เพื่อสร้�งคว�มมั่นคงท�งอ�ห�ร (Food Security) สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ “ครัวโลก” (Kitchen of the World) พร้อมขับเคลื่อนนวัตกรรมในทุกระดับขององค์กร โดยมุ่งพัฒน�บุคล�กรให้ก้�วสู่ก�รเป็น “นวัตกร” ผู้สร้�งสรรค์นวัตกรรม ที่ส�ม�รถคิด-สร้�งนวัตกรรม ต่อยอดเทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภ�พก�รผลิตและยกระดับม�ตรฐ�นอุตส�หกรรมอ�ห�รสู่ส�กลล่�สุด ธุรกิจอ�ห�รสัตว์บก ซีพีเอฟ จัดง�น “Feed Innovation Week 2025” ภ�ยใต้แนวคิด “Innovate for Better Tomorrow - นวัตกรรมเพื่อพรุ่งนี้ที่ดีกว่�” เพื่อผลักดันพนักง�นสู่ก�รเป็นนวัตกร ยกระดับประสิทธิภ�พก�รผลิตด้วย AI และดิจิทัลเทคโนโลยี ภ�ยในง�นมีก�รจัดแสดงผลง�นนวัตกรรมที่ผ่�นก�รคัดเลือกจำ�นวน 100 ผลง�น ที่ส�ม�รถ “ใช้ง�นได้จริง” เป็นฐ�นพัฒน�สู่ต้นแบบและก�รใช้ง�นจริงในกระบวนก�รผลิต“นวัตกร” ซีพีเอฟ ยกระดับการผลิตอาหารสัตว์ด้วย AI และดิจิทัล


สัตว์เศรษฐกิจ 25ข่าวสารและสาระสำาหรับวงการเลี้ยงสัตว์ นายเรวัติหทัยสัตยพงศ์ ผู้อำานวยการใหญ่สายธุรกิจอาหารสัตว์บก กล่�วว่� บริษัทฯมุ่งมั่นในก�รผสมผส�นเทคโนโลยีดิจิทัลAI-องค์คว�มรู้จ�กอุตส�หกรรม เพื่อต่อยอดกระบวนก�รผลิตให้มีประสิทธิภ�พสูงสุด ตอบโจทย์ลูกค้� และใช้ทรัพย�กรอย่�งคุ้มค่�ผ่�นก�รสร้�งบุคล�กรด้�นนวัตกรรมอย่�งเป็นระบบ“ธุรกิจอ�ห�รสัตว์บก เปิดเวทีให้พนักง�นร่วมสร้�งผลง�นนวัตกรรมต่อเนื่องเป็นปีที่ 17 ปัจจุบัน มีนวัตกรรวม 1,063 คน คิดเป็นม�กกว่� 60% ของพนักง�นทั้งหมด สะท้อนวัฒนธรรมที่สนับสนุนให้ทุกคนมีส่วนร่วมในก�รคิดค้นและปรับปรุงง�นอย่�งต่อเนื่อง มุ่งผลักดันให้ทุกคนกล้�คิด กล้�ทำ� และสร้�งคุณค่�ใหม่ให้ธุรกิจ และเร�ไม่หยุดพัฒน�ได้จริง”ปีนี้ธุรกิจฯ ยังได้รับร�งวัล CP Excellence Award 2025 ระดับ Platinum โดยเฉพ�ะด้�น “ก�รจัดก�รนวัตกรรม” สะท้อนก�รพัฒน�ศักยภ�พด้�นเทคโนโลยีอย่�งเป็นระบบ ทั้งในส่วนของก�รประยุกต์ใช้ AI ก�รวิเคร�ะห์ข้อมูลขน�ดใหญ่ และก�รนำ�ระบบดิจิทัลม�เพิ่มประสิทธิภ�พและลดก�รสูญเสียในกระบวนก�รผลิตก�รจัดง�นครั้งนี้ได้รับคว�มร่วมมือจ�กหน่วยง�นภ�ยในและพันธมิตรภ�ยนอก ทั้งด้�นผลิต วิช�ก�ร ก�รตล�ด บัญชี วิศวกรรม และบริษัทเทคโนโลยี ต่อยอดก�รแลกเปลี่ยนคว�มรู้และก�รสร้�งสรรค์นวัตกรรมที่ส�ม�รถขย�ยผลได้จริง ตอกย้ำ�เป้�หม�ยของซีพีเอฟในก�รส่งต่ออ�ห�รปลอดภัยและสร้�งคว�มมั่นคงท�งอ�ห�รสู่ผู้บริโภค พร้อมยกระดับขีดคว�มส�ม�รถขององค์กรและขับเคลื่อนธุรกิจสู่คว�มยั่งยืนFeed Innovation Week 2025 นับเป็นเวทีที่เปลี่ยน “แนวคิด” ให้เป็น “ต้นแบบ” และเปลี่ยน “ต้นแบบ” ให้กล�ยเป็น “ผลง�นใช้ง�นจริง” ซึ่งจะขับเคลื่อนธุรกิจอ�ห�รสัตว์บกสู่อน�คตที่ยั่งยืน มีประสิทธิภ�พ และแข่งขันได้ในระดับโลก


26 สัตว์เศรษฐกิจLIVESTOCK PRODUCTION MAGAZINEแบบขังกรง ก่อนปรับเปลี่ยนสู่ระบบ “Cage-Free” หรือ “ไข่ไก่อารมณ์ดี” เพื่อตอบรับเทรนด์โลกและความต้องการจากลูกค้าหลักอย่าง บริษัท โซเด็กซ์โซ่ ซึ่งมีนโยบายใช้ไข่ไก่ไร้กรง 100 เปอร์เซ็นต์ ตามมาตรฐานของบริษัทแม่ในยุโรปปัจจุบันเกาะแต้วฟู๊ดได้เริ่มดำาเนินการระบบไร้กรงร่วมกับสถาบันการศึกษา เช่น มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย วิทยาเขตทุ่งใหญ่ และมีแผนขยายความร่วมมือกับ มหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา โดยตั้งเป้าการผลิตในไตรมาสแรกปี 2569 รวมประมาณ 17,000 ฟองต่อวัน (ราชภัฏ 5,000 ฟอง และฟาร์มเกาะแต้ว 12,000 ฟอง) นายพรชัย ศรีสุนทรไท รองผู้อำานวยการบริษัท คะตะลิสต์จำากัด วิสาหกิจเพื่อสังคม กล่าวว่า แนวโน้มระดับโลกโดยเฉพาะในยุโรปได้เริ่มผลักดัน Global Commitment เพื่อสนับสนุนระบบการเลี้ยงไก่แบบไร้กรงทั่วโลก ซึ่งประเทศไทยเองก็อยู่ในสายตาของต่างชาติในการขับเคลื่อนเรื่องนี้ช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา เราเริ่มเห็นการเปลี่ยนผ่านในหลายพื้นที่ ทั้งภาคเหนือ ภาคกลาง และภาคใต้ โดยมุ่งเน้นเมืองท่องเที่ยวเป็นหลัก ซึ่ง “เกาะแต้วฟู๊ด” ถือเป็นฟาร์มแห่งแรกในสงขลาที่กล้าก้าวสู่ระบบไร้กรง ถือเป็นจุดเริ่มต้นสำาคัญของภาคใต้“ปัจจัยสำาคัญที่จะผลักดันให้ระบบนี้เติบโตได้จริง คือ ความเข้าใจของผู้บริโภค และการสร้างเครือข่ายระหว่างฟาร์ม ผู้ผลิต และภาคธุรกิจปลายน้ำา เพื่อขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืนร่วมกัน” นายพรชัยกล่าวทั้งนี้ การเปิดตัว “ไข่ไก่ไร้กรง” ครั้งนี้ ไม่เพียงสะท้อนความมุ่งมั่นของบริษัทเกาะแต้วฟู๊ดในการพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานการผลิตเท่านั้น แต่ยังเป็นหมุดหมายสำาคัญของวงการปศุสัตว์ไทย ในการก้าวสู่การผลิตที่ยั่งยืน เป็นมิตรต่อสัตว์ และตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่ทั่วโลก“เกาะแต้วฟู๊ด” เปิดตัว“ฟาร์มไข่ไก่ไร้กรง” เจ้าแรกของสงขลาบริษัท เกาะแต้วฟู๊ด จำากัดประกาศเปิดตัว “ฟาร์มไข่ไก่ไร้กรง” เจ้าแรกของสงขลา ยกระดับมาตรฐานการผลิตตามหลักสวัสดิภาพสัตว์ และสอดรับกับแนวโน้มการพัฒนาที่ยั่งยืนระดับโลกบริษัท เกาะแต้วฟู๊ด จำากัด ประกาศเปิดตัว “ไข่ไก่เลี้ยงแบบไม่ขังกรง (Cage-Free Eggs)” อย่างเป็นทางการ ที่โรงแรมลากูน่า แกรนด์ โฮเทล แอนด์ สปา จังหวัดสงขลา ถือเป็นรายแรกของจังหวัดสงขลา เดินหน้ายกระดับมาตรฐานการผลิตตามหลักสวัสดิภาพสัตว์ (Animal Welfare) และสอดรับกับแนวโน้มการพัฒนาที่ยั่งยืนระดับโลก (ESG Trend) โดยมี นายสัตวแพทย์อนิรุธ เนื่องแม็ก ปศุสัตว์เขต 9 เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย นายยศพงศ์ ถิระวุฒิ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เกาะแต้วฟู๊ด จำากัด นายพรชัย ศรีสุนทรไท รองผู้อำานวยการบริษัท คะตะลิสต์ จำากัด แขกผู้มีเกียรติจากภาครัฐและเอกชน เข้าร่วม นายสัตวแพทย์ อนิรุธ เนื่องแม็ก ปศุสัตว์เขต 9 กล่าวว่า การเปลี่ยนผ่านจากการเลี้ยงไก่ไข่ในกรงแบบดั้งเดิมสู่ระบบ “เลี้ยงไก่แบบไร้กรง” (Cage-Free) เป็นนโยบายที่กรมปศุสัตว์ผลักดันร่วมกับภาคีเครือข่าย เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตสัตว์และสอดคล้องกับแนวคิดสากลด้านสวัสดิภาพสัตว์ แม้ว่าการเลี้ยงแบบนี้จะทำาให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น แต่กลับเป็นโอกาสในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเกษตรกร เนื่องจากสามารถจำาหน่ายได้ในราคาสูงขึ้นเฉลี่ย 7-9 บาทต่อฟอง จากเดิมเพียง 4-6 บาทตลาดไข่ไก่ Cage-Free กำาลังเติบโตในกลุ่มผู้บริโภคที่ใส่ใจสุขภาพ และภาคธุรกิจโรงแรม-อาหารระดับพรีเมียมที่ต้องการสินค้าผ่านมาตรฐาน Animal Welfare ซึ่งภาครัฐพร้อมสนับสนุนทั้งการฝึกอบรมและการรับรองมาตรฐานร่วมกับเอกชน โดยคาดว่าในช่วง 3-5 ปีข้างหน้า ระบบการผลิตแบบไร้กรงจะขยายตัวอย่างก้าวกระโดด จากแรงขับของเทรนด์สุขภาพและการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุของไทยขณะที่ นายยศพงศ์ ถิระวุฒิ กรรมการผู้จัดการ บริษัทเกาะแต้วฟู๊ด จำากัด เปิดเผยว่า เดิมบริษัทใช้ระบบเลี้ยงไก่ไข่


สัตว์เศรษฐกิจ 27 ไข่ไก่เป็นแหล่งโปรตีนราคาย่อมเยา และเป็นสินค้าที่ตลาดต้องการสูงอย่างต่อเนื่อง การรักษา “เปอร์เซ็นต์การให้ไข่” ให้อยู่เหนือมาตรฐานจึงกลายเป็นโจทย์สำาคัญของเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่ แต่สิ่งที่ท้าทายไม่แพ้สภาพอากาศหรืออาหาร คือ “โรคในไก่ไข่” ซึ่งสามารถลดผลผลิตได้ทันทีหากระบบสุขภาพของไก่ถูกกระทบ ศ.น.สพ.ดร.ทวีศักดิ์ ส่งเสริม คณะสัตวแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ อธิบายชัดเจนว่า หากต้องการให้ฝูงไก่ทำางานเต็มประสิทธิภาพ จำาเป็นต้องเริ่มจาก “การจัดการสุขภาพตั้งแต่ต้นน้ำา” ซึ่งหลายครั้งเป็นจุดที่ผู้เลี้ยงมักมองข้ามไก่สาวคุณภาพดี คือจุดตั้งต้นของฝูงที่แข็งแรง ไก่ไข่เป็นสัตว์ที่ต้องทำาวัคซีนมากที่สุด ตั้งแต่ช่วงเป็นลูกไก่จนถึงก่อนเริ่มไข่ วัคซีนหลักอย่างนิวคาสเซิลและ IB (หลอดลมอักเสบติดต่อ) หากทำาไม่ละเอียด เสียทั้งต้นทุนและทำาให้ไก่สาวเติบโตไม่ดี ผู้ผลิตไก่สาวจึงมีบทบาทสำาคัญอย่างมาก เขาต้องผลิตไก่ที่“สุขภาพดีมีน้ำาหนักตามมาตรฐาน และได้รับวัคซีนสม่ำาเสมอ” เพราะหากเริ่มต้นผิดพลาด แม้ผู้เลี้ยงปลายน้ำาจะทำาดีแค่ไหน ก็แก้ปัญหาไม่ทัน น้ำาหนักเกินในไก่สาว เป็นอีกประเด็นสำาคัญ หากสูตรอาหารคำานวณพลังงานผิด ไก่อาจอ้วนเกินไปและเข้าสู่ระบบไข่ได้ไม่ดีแม้ว่าปัจจุบันสูตรอาหารค่อนข้างแม่นยำาขึ้นแล้วก็ตาม แต่ช่วงไก่เล็กไก่รุ่นยังต้องดูแลอย่างเข้มข้นข่าวสารและสาระสำาหรับวงการเลี้ยงสัตว์โรคบิด: ปัญหาเรื้อรังที่ต้องจัดการตั้งแต่ต้นน้ำา โรคบิดในไก่ไข่รุนแรงกว่าสมัยก่อนมาก ผู้เลี้ยงจึงต้องใช้ยากันบิดจำานวนมาก แต่ดร.ทวีศักดิ์เสนอว่า “ต้นน้ำาต้องช่วยกำาจัดบิดก่อนส่งไก่สาวเข้าฟาร์มปลายน้ำา” เหตุผลคือ ไก่สาวหลายฟาร์มเลี้ยงบนกรง ทำาให้ให้วัคซีนบิดไม่ทั่วถึง ภูมิคุ้มกันไม่ยาวนานไปถึงวันส่งมอบ หากเชื้อบิดติดมาด้วย แมลงปีกแข็งสามารถนำาเชื้อกระจายไปทั้งโรงเรือนได้จึงแนะนำาให้ผู้ผลิตไก่สาว ให้ยากันบิดช่วงอายุ 15สัปดาห์ซึ่งยังไม่เริ่มไข่ และสามารถตัดวงจรเชื้อก่อนส่งมอบได้ ผู้เลี้ยงปลายน้ำาเองต้องเข้าใจว่า การจัดการโรคบิดที่ต้นน้ำามีต้นทุน ดังนั้นต้องตกลงกันให้ชัดเจน เพราะหากปล่อยให้ปัญหามากระทบในช่วงเริ่มไข่ การรักษาอาจต้องใช้ยาหลายชนิด ส่งผลต่อสารตกค้างในไข่ ได้ด้วยระวังการใช้ยา - อย่าให้ยาตีกันจนไก่ช็อก ประเด็นใหญ่ที่พบในฟาร์มจำานวนมาก คือการใช้ยากันบิดควบกับยาต้านมัยโคพลาสมา (ยารักษา MG/CRD) พร้อมกัน ซึ่งอาจเกิด สารกันบิดถูกขัดขวางการขับออก เกิดการสะสมในกล้ามเนื้อโดยเฉพาะหัวใจ ทำาให้ไก่ “ช็อกเฉียบพลัน”ดังนั้น ต้องปรึกษาสัตวแพทย์ ทุกครั้ง ไม่ใช้ยาซ้ำาซาก และหลีกเลี่ยงการใช้พร้อมกันแบบไม่มีการวางแผน เมื่อรับไก่สาวเข้าฟาร์ม ต้องตรวจทันทีไก่สาวที่เข้าฟาร์มอาจมีทั้งตัวสมบูรณ์และตัวอ่อนแอปะปนกัน ผู้เลี้ยงควร:แยกตัวที่อ่อนแอออก เจาะเลือด 20 ตัว swab 100 ตัว เพื่อตรวจหานิวคาสเซิลจัดการโรคไก่ไข่อย่างไร? ให้ผลผลิตไม่สะดุด จัดการโรคไก่ไข่อย่างไร? ให้ผลผลิตไม่สะดุด


28 สัตว์เศรษฐกิจLIVESTOCK PRODUCTION MAGAZINEหรือไข้หวัดนก (H5/H9) หากพบ นิวคาสเซิลจากวัคซีน ถือว่าแก้ไขได้แต่หากพบเชื้อไข้หวัดนก ยืนยันได้ว่าเป็นการติดเชื้อธรรมชาติเพราะวัคซีนที่ใช้เป็นเชื้อตาย ช่วง 16-18 สัปดาห์คือหน้าต่างแห่งโอกาสในการกระตุ้นภูมิก่อนเข้าสู่ระบบไข่ จึงควรจัดการวัคซีนให้เรียบร้อยก่อนไก่เริ่มไข่ ในช่วงอายุ 28-29 สัปดาห์ ไก่ควรให้ไข่อยู่ที่ 90% แต่หลายฟาร์มไม่ได้ตามมาตรฐาน และมักตรวจพบว่า:ไก่ผอม ภูมิคุ้มกันไม่ถึง ผลจากปัญหาโรคบิด หรือโรคระบบหายใจ กรณีนี้ ผู้ผลิตไก่สาวต้องรับผิดชอบร่วมด้วยเพราะหากเริ่มต้นไม่ดีย่อมกระทบปลายน้ำาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โรคกล่องเสียงอักเสบ: โรคที่อยู่ในตัวไก่ตลอดชีวิต โรคนี้สร้างความสับสนมาก เพราะถ้ามาจากวัคซีน มักไม่แสดงอาการรุนแรง แต่ถ้ามาจากเชื้อธรรมชาติ เชื้อจะหลบในปมประสาท และออกฤทธิ์เมื่อไก่อ่อนแอ เช่น จากเชื้อบิด หรือสารพิษเชื้อรา ไก่ที่ป่วยควรคัดออกทันทีเพื่อตัดวงจรโรคโรค IB ที่แสดงผลตอนช่วงไข่ เพราะโรคหลอดลมอักเสบติดต่อ (IB) แม้ติดจากวัยเด็ก แต่แสดงอาการช่วงเริ่มไข่ โดย: ท่อนำาไข่ตีบตัน ไก่ท้องป่อง เดินแบบ “เพนกวิน” ไม่ตาย แต่ ไม่ให้ไข่เลย ต้องคัดออกเช่นกัน น้ำาหนักไก่สาวที่ดีควรอยู่ ประมาณ 1.4 กิโลกรัมไข่ผิดรูป ไข่ขาวเป็นน้ำา ไข่นิ่ม: อย่าสรุปว่าเป็น EDS เสมอ จากข้อมูลตรวจสอบกว่า 15 ปีพบว่าไข่ผิดปกติ65% มาจากนิวคาสเซิล รองลงมาคือไข้หวัดนก H5/H9 ส่วนโรคไข่นิ่ม (EDS) มีเพียงไม่ถึง 5% จึงต้อง:เก็บไข่เปลือกผิดปกติแช่เย็น ส่งตรวจ PCR เพื่อแยกสาเหตุที่แท้จริงในฟาร์มระบบอัตโนมัติสามารถติดตามไข่ผิดปกติจากรางเก็บได้ง่าย ลดความเสี่ยงการนำาเชื้อเข้าฟาร์มไรแดง-ไรขาว: ศัตรูเงียบที่มากับโรงเรือนเก่า หรือมากับไก่สาว หากเตรียมโรงเรือนไม่ดีนกกระจอกหรือพิราบสามารถนำาไรเข้ามาได้การฆ่าเชื้อก่อนรับไก่ชุดใหม่จึงสำาคัญอย่างยิ่ง


สัตว์เศรษฐกิจ 29ข่าวสารและสาระสำาหรับวงการเลี้ยงสัตว์ ความร้อน-ความชื้น: ศัตรูของระบบไข่ สภาพอากาศร้อนจัดกลางวัน-ฝนตกตอนเย็น ทำาให้: อาหารขึ้นราสารพิษเข้าตับ ตับเสียหาย สร้างไข่ไม่ได้ ไก่เครียด ไข่ลด น้ำาหล่อคูลลิ่งแพดที่ร้อนกว่า 30 ำC ทำาให้อุณหภูมิหน้าโรงเรือนลดลงไม่ได้เลย ต้องหาทางลดอุณหภูมิน้ำา เช่น ใช้น้ำาใต้ดิน น้ำาที่เก็บในที่ร่ม เป็นต้น หากไม่แก้ปัญหาน้ำาจะเกิด: ไบโอฟิล์มในท่อ ไก่ท้องเสีย ยาที่ผสมน้ำาไม่ได้ผล ส่วนภาวะ “ตับแตก” มาจากไก่อ้วนสะสมพลังงานมากเกินอากาศร้อนจัดจนเกิดภาวะช็อกต้องควบคุมพลังงานอาหารให้เหมาะสมการทำาวัคซีนแบบฉีด ต้องพิถีพิถันที่สุด จุดที่มักพลาดคือการรีบทำาวัคซีนให้เสร็จในวันเดียว ทั้งที่ความจริง:โรงเรือน 1 หลัง ใช้เวลา 5-7 วันในการฉีดก็ได้ภูมิไม่ต่างกัน ข้อควรระวัง ใช้เข็มเบอร์ 21 เท่านั้น เปลี่ยนเข็มบ่อย ๆ อย่าฉีดเร็วเกินไปจนวัคซีนไหลย้อนออก ตรวจให้แน่ใจว่าไก่ทุกตัวได้วัคซีนจริงระบบถาดไข่ ต้องแยกชุด “ในฟาร์ม-นอกฟาร์ม” ห้ามนำาถาดไข่สองชุดมาปะปนกันเด็ดขาด ถาดที่ใช้ส่งออกต้อง:จุ่มน้ำายาฆ่าเชื้อทั้งชิ้น ล้างน้ำา ตากแดดก่อนนำากลับเข้าฟาร์ม เป็นมาตรการ Biosecurity ขั้นพื้นฐานที่ช่วยลดโรคได้มาก ฟาร์มไข่ไก่อยู่รอดได้ด้วย “ความละเอียด” และ “ความร่วมมือ” การเลี้ยงไก่ไข่ในปัจจุบันไม่ใช่เพียงให้อาหารดีหรือโรงเรือนสวย แต่ต้องเข้าใจทั้งโรค การใช้ยา ความร้อน สารพิษโภชนะ และการจัดการวัคซีนอย่างละเอียดทุกขั้นตอน และสิ่งสำาคัญที่สุด คือ ความร่วมมือระหว่างต้นน้ำา-ปลายน้ำา ผู้ผลิตไก่สาวต้องส่งมอบไก่ที่สุขภาพดีผู้เลี้ยงต้องเตรียมโรงเรือนและจัดการโรคให้ถูกต้อง หากทุกฝ่ายทำางานด้วยความรับผิดชอบร่วมกัน ผลผลิตไข่จะสูงและยั่งยืนฟาร์มก็จะสามารถอยู่รอดท่ามกลางต้นทุนที่สูงและโรคที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลาได้อย่างมั่นคง


30 สัตว์เศรษฐกิจLIVESTOCK PRODUCTION MAGAZINE องค์กรส่งเสริมผลิตภัณฑ์เนื้อแดงและปศุสัตว์ประเทศออสเตรเลีย (Meat & Livestock Australia: MLA) ร่วมกับกระทรวงเกษตร ประมง และป่าไม้ ออสเตรเลีย (AustralianDepartment of Agriculture, Fisheries and Forestry: DAFF)และ ฝ่ายการค้าและการลงทุนแห่งรัฐวิกตอเรีย ออสเตรเลีย (TheVictorian Government Trade and Investment) ขยายบทบาทเชิงยุทธศาสตร์เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมอาหารของไทย ผ่านการถ่ายทอดองค์ความรู้และพัฒนาศักยภาพเชิงอาหารอย่างยั่งยืน ภายใต้ธีม “Aussie Red Meat - The Value Choice for Food Business: Smart Cuts, Smart Profits” มุ่งส่งเสริมศักยภาพผู้ประกอบการอาหารไทยให้สามารถเพิ่มมูลค่าเนื้อแดงออสเตรเลียได้อย่างคุ้มค่า พร้อมยกระดับความยั่งยืนและศักยภาพทางธุรกิจไปพร้อมกัน นางสาวจุฑามาศ แก้วน้อย ผู้จัดการฝ่ายพัฒนาธุรกิจประเทศไทย องค์กรส่งเสริมผลิตภัณฑ์เนื้อแดงและปศุสัตว์ประเทศออสเตรเลีย (MLA) กล่าวว่า MLA ต้องการสร้างแรงบันดาลใจให้แก่เชฟและผู้ประกอบการอุตสาหกรรมและธุรกิจอาหารในไทย ให้เห็นถึงศักยภาพเนื้อแดงของออสเตรเลียที่ไม่ใช่เพียงแค่วัตถุดิบนำาเข้าระดับพรีเมียม แต่เป็นสินค้าที่สะท้อน “คุณค่าที่แท้จริง” ทั้งด้านธุรกิจและสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นหนึ่งเดียว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของการใช้ประโยชน์จากส่วนต่าง ๆ ของเนื้ออย่างชาญฉลาด สามารถช่วยให้เชฟรังสรรค์เมนูที่โดดเด่น บริหารต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สำาคัญยังช่วยรักษาคุณภาพของวัตถุดิบระดับสูงไว้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยแนวคิด ‘Smart Cuts, Smart Profits’ จะถูกนำามาใช้เป็นแนวปฏิบัติหลักที่สามารถประยุกต์ใช้ได้ในทุกระดับของธุรกิจอาหารในประเทศไทยยกระดับอุตสาหกรรมอาหารไทยด้วยองค์ความรู้ระดับโลก ไทยยังคงเป็นหนึ่งในตลาดศักยภาพสูงในเอเชียของออสเตรเลียสำาหรับเนื้อแดงคุณภาพพรีเมียม โดยปัจจุบันไทยติดอันดับ 9 ของโลก ในการนำาเข้าเนื้อวัวและเนื้อแกะจากออสเตรเลีย และยังคงมีMLA ขับเคลื่อนเนื้อแดงออสเตรเลียสู่ทางเลือกที่คุ้มค่าให้ธุรกิจอาหารไทย


สัตว์เศรษฐกิจ 31ข่าวสารและสาระสำาหรับวงการเลี้ยงสัตว์อัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่อง จากแรงขับเคลื่อนของดีมานด์ระดับพรีเมียม การขยายตัวของภาคธุรกิจร้านอาหาร และการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวที่ช่วยหนุนการบริโภคเนื้อคุณภาพสูงในวงกว้างนอกจากนี้ Aussie Meat Academy ยังเปิดโอกาสให้ผู้เชี่ยวชาญและผู้ประกอบการด้านธุรกิจอาหารในประเทศไทย ได้แลกเปลี่ยนองค์ความรู้กับผู้เชี่ยวชาญจากออสเตรเลียเกี่ยวกับเทรนด์ใหม่ของการบริโภคเนื้อแดงทั่วโลก และแนวทาง Value-Based Marketing ซึ่งกำาลังได้รับความนิยมในหมู่ผู้บริโภคยุคใหม่ที่ให้ความสำาคัญกับ “ที่มาของอาหาร ความยั่งยืน และความปลอดภัย” มากกว่าปัจจัยด้านราคาเพียงอย่างเดียว แนวโน้มดังกล่าวสะท้อนบทบาทของไทยในฐานะตลาดสำาคัญที่ยังมีศักยภาพเติบโตสูง และเป็นโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยสามารถพัฒนาสินค้าและบริการให้สอดรับกับมาตรฐานสากลด้านคุณภาพและความยั่งยืนของอุตสาหกรรมเนื้อแดงออสเตรเลียต่อไปออสเตรเลียเดินหน้าสร้างมาตรฐานความยั่งยืนระดับโลกMLA ย้ำาจุดยืนของออสเตรเลียในฐานะผู้นำาด้านการผลิตเนื้อแดงอย่างยั่งยืน พร้อมผนึกพลังร่วมกับกระทรวงเกษตร ประมง และป่าไม้ของออสเตรเลีย (DAFF) เพื่อผลักดันเป้าหมายระดับชาติในการมุ่งสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net-Zero Emissions) ตามกรอบเวลาที่กำาหนดปัจจุบันมีผู้ผลิตเนื้อแดงออสเตรเลียมากกว่า 78% ที่สามารถลดการปล่อยก๊าซลงได้ เมื่อเทียบกับปี 2005 โดยอาศัยแนวทางสำาคัญ อาทิ การเกษตรแบบดร.ร็อบ แอทคินสัน ที่ปรึกษาฝ่ายเกษตร กระทรคุณจุฑามาศ แก้วน้อย


32 สัตว์เศรษฐกิจLIVESTOCK PRODUCTION MAGAZINEฟื้นฟู (Regenerative Farming), การใช้ พลังงานทดแทน, การเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการดินและน้ำา รวมถึงเทคโนโลยีด้านความยั่งยืนรูปแบบใหม่ที่ช่วยลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของอุตสาหกรรม ทั้งนี้ MLA และ DAFF ได้ร่วมกันสนับสนุน Australian Beef Sustainability Framework ซึ่งเป็นกรอบการติดตามความคืบหน้าในด้านการดูแลสิ่งแวดล้อม สวัสดิภาพสัตว์ และความโปร่งใสของซัพพลายเชน โดยข้อมูลทั้งหมดเปิดเผยสู่สาธารณะผ่านเว็บไซต์ www.sustainableaustralianbeef.com.au และ www.goodmeat.com.au เพื่อให้ผู้บริโภคทั่วโลกสามารถเข้าถึงข้อมูลที่ตรวจสอบได้อย่างโปร่งใสและเชื่อถือได้ ความเคลื่อนไหวดังกล่าวสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของอุตสาหกรรมเนื้อแดงออสเตรเลียในการยกระดับมาตรฐานความยั่งยืน พร้อมตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ที่ให้ความสำาคัญต่อความปลอดภัย องค์ความรู้ด้านสิ่งแวดล้อม และที่มาของอาหารอย่างถูกต้องและแม่นยำา ดร.ร็อบ แอทคินสัน ที่ปรึกษาฝ่ายเกษตร กระทรวงเกษตรประมง และป่าไม้ออสเตรเลีย ประจำาประเทศไทย กล่าวย้ำาถึงความมุ่งมั่นในระยะยาวของออสเตรเลียในการขับเคลื่อนความยั่งยืน โดยออสเตรเลียให้ความสำาคัญต่อความยั่งยืนในทุกลำาดับของระบบอาหาร ตั้งแต่ฟาร์มจนถึงจานอาหารผู้บริโภค ความร่วมมือระหว่าง DAFF และ MLA มีบทบาทสำาคัญในการยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรม ตั้งแต่เทคโนโลยีลดการปล่อยคาร์บอน ไปจนถึงระบบผลิตที่รับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมและระบบตรวจสอบย้อนกลับที่แข็งแกร่ง อันเป็นรากฐานของความเชื่อมั่นที่ตลาดโลกรวมทั้งประเทศไทยที่มีต่อเนื้อแดงออสเตรเลีย โดย DAFF ยังได้เดินหน้าความร่วมมือกับรัฐบาลไทยเพื่อธำารงความเชื่อมั่นนี้และผลักดันความร่วมมือเพื่อเป็นประโยชน์สูงสุด ต่ออุตสาหกรรมเนื้อแดงของทั้งสองประเทศทั้งนี้ นอกจากการให้ความสำาคัญอย่างยิ่งต่อประเด็นด้านความยั่งยืนแล้ว MLA ยังเสริมสร้างอัตลักษณ์อาหารออสเตรเลียผ่านเครือข่ายเชฟในไทยที่ประกอบด้วย Lambassadors 4 คน และ AussieBeef Mates 4 คน ซึ่งสะท้อนความหลากหลายของเนื้อแดงออสเตรเลียผ่านมุมมองท้องถิ่นและเมนูสร้างสรรค์ที่หลากหลายMLA เดินหน้าสู่อนาคตของวงการอาหารไทยการต่อยอดจากความสำาเร็จของ Aussie Meat Academy ในกรุงเทพฯ ล่าสุด MLA เตรียมเดินหน้าโครงการ “The Great Steak Escape: Phuket Edition” ในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 เพื่อมอบประสบการณ์แบบลงมือปฏิบัติแก่เชฟและผู้ประกอบการอาหารไทย ตั้งแต่การทำาความรู้จักผลิตภัณฑ์ออสเตรเลีย เทคนิคการตัดแต่งเนื้อ ไปจนถึงการบริหารจัดการครัวอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อสนับสนุนการทำากำาไรอย่างยั่งยืน“MLA เชื่อมั่นว่าการแบ่งปันองค์ความรู้คือกุญแจสำาคัญในการพัฒนาอุตสาหกรรมอาหารของไทย” นางสาวจุฑามาศ กล่าวเสริม “เป้าหมายของ MLA คือการสร้างทรัพยากรที่ช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถส่งมอบคุณภาพและความยั่งยืน ควบคู่กับการตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมมากขึ้น” โดยโครงการนี้สะท้อนความร่วมมืออันแน่นแฟ้นระหว่างออสเตรเลียและไทย ในการผลักดันความเป็นเลิศด้านอาหารและแนวทางการปฏิบัติอย่างยั่งยืน พร้อมตอกย้ำาบทบาทของ MLA ในฐานะพันธมิตรด้านองค์ความรู้ที่เชื่อมโยงคุณภาพ ความยั่งยืน และความคุ้มค่า เพื่อสนับสนุนการเติบโตของธุรกิจอาหารไทยอย่างต่อเนื่อง


สัตว์เศรษฐกิจ 33 ชีวิตของคนเราเต็มไปด้วยทางแยก แต่การตัดสินใจของ คุณสุธิมา ทาบาตะ หรือ“คุณตาล” อดีตพยาบาลสาวจากโรงพยาบาลในกรุงเทพฯ นั้น นับเป็นการเดิมพันครั้งใหญ่ที่เปลี่ยนเส้นทางชีวิตจากห้องปลอดเชื้อสู่ทุ่งหญ้ากว้างใหญ่ในจังหวัดสุพรรณบุรีจากความมั่นคงในวิชาชีพที่ได้ช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ สู่ความท้าทายใหม่ในการเป็นเกษตรกรผู้เลี้ยงโคเนื้อ ควบคู่ไปกับการทำาหน้าที่ “แม่” เลี้ยงดูลูกน้อยถึงสองคน การก้าวข้ามจากพนักงานประจำาสู่เจ้าของธุรกิจเกษตร ไม่ได้มีแค่ความฝัน แต่มีคำาถามตัวโตที่ต้องตอบด้วยการลงมือทำาจริง: “จะรอดมั้ย?” จุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงครั้งสำาคัญนี้มาจากความต้องการส่วนตัวของคุณตาลเอง หลังจากแต่งงานและตั้งครรภ์เธอมีความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะเลี้ยงดูลูกด้วยตนเองอย่างใกล้ชิด ไม่ต้องการฝากให้ใครดูแล เมื่อสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 เข้ามาเป็นตัวเร่ง ทำาให้คุณตาลและสามีได้พูดคุยกันถึงการมองหาธุรกิจที่จะทำาร่วมกัน โดยมีความเห็นตรงกันคือ ธุรกิจเกษตร ซึ่งเป็นรากฐานที่มั่นคงและยั่งยืน เดิมทีตั้งใจจะปลูกผัก แต่เมื่อพิจารณาถึงสภาพอากาศที่บ้านในจังหวัดสุพรรณบุรีที่ค่อนข้างร้อน จึงประเมินว่าการปลูกผักอาจไม่ประสบความสำาเร็จ ทางเลือกที่สอง: เธอจึงหันมาเลือกเลี้ยงโคเนื้อแทน เนื่องจากเป็นสิ่งที่เธอเคยมีประสบการณ์มาบ้างในช่วงวัยเด็ก ทำาให้มีความคุ้นเคยพื้นฐานยกระดับสู่ “ธุรกิจฟาร์ม” (JP Farm) ในตอนแรกคุณตาลตั้งใจจะเลี้ยงโคแบบชาวบ้านเพียง 10 ตัว แต่สามีซึ่งเป็นเจ้าของธุรกิจได้ให้คำาแนะนำาที่สำาคัญว่า “ถ้าจะทำาต้องทำาในเชิงธุรกิจ” การเลี้ยงแค่ 10 ตัวอาจไม่คุ้มทุนและทำากำาไรไม่ได้สามีจึงตั้งเป้าให้ทำาฟาร์มขนาดใหญ่ขึ้น คือ 100 ตัว ซึ่งเป็น คุณสุธิมา ทาบาตะ หรือ “คุณตาล”ลาออกจากพยาบาลมาเลี้ยงวัวและเลี้ยงลูกอีก 2 คน จะรอดมั้ย?ลาออกจากพยาบาลมาเลี้ยงวัวและเลี้ยงลูกอีก 2 คน จะรอดมั้ย?ข่าวสารและสาระสำาหรับวงการเลี้ยงสัตว์


34 สัตว์เศรษฐกิจLIVESTOCK PRODUCTION MAGAZINEที่มาของ JP Farm แห่งนี้ที่ปัจจุบันมีโคอยู่เกือบ 80 ตัว โดยเน้นไปที่แม่พันธุ์และลูกโคเป็นหลัก แต่การเปลี่ยนอาชีพครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะคุณตาลไม่มีความรู้ด้านการเลี้ยงสัตว์เลย แม้จะมีพื้นฐานด้านการแพทย์แต่การดูแลวัวนั้นแตกต่างอย่างสิ้นเชิง ตลอดระยะเวลา 4 ปีของการเลี้ยงโค คุณตาลต้องเผชิญกับปัญหามากมายและต่อเนื่อง โดยเฉพาะปัญหาโคตายไปแล้วถึง 13-15ตัว ซึ่งถือเป็นความสูญเสียทั้งด้านจิตใจและต้นทุน ปัญหาแรกเริ่ม: ความตื่นเต้นและความไม่รู้ในช่วงโคคลอดลูกทำาให้ต้องรีบเรียกสัตวแพทย์มาช่วยจัดการ วิกฤตโรคระบาด: ช่วงที่เสียหายหนักที่สุดคือปัญหาพยาธิเม็ดเลือด ที่ทำาให้โคตายไปหลายตัว กว่าจะรู้สาเหตุชัดเจนก็ต้องสังเกตอาการจากพ่อพันธุ์ที่ป่วย ซึ่งท้ายที่สุดคุณตาลก็ต้องตัดสินใจฉีดยาจัดการพยาธิเม็ดเลือดให้กับโคทุกตัวเพื่อป้องกันความเสียหาย จากพยาบาลที่ต้องพึ่งพาเครื่องมือและระบบ คุณตาลต้องพัฒนาทักษะใหม่ทั้งหมด เริ่มตั้งแต่การจัดการปศุสัตว์: เธอฝึกฉีดยาโคเองได้จัดการการรักษาโคป่วยเบื้องต้น และแม้กระทั่งทำาคลอดโคได้ด้วยตนเอง การจัดการอาหาร: ค่อยๆ พัฒนาจากที่ไม่มีหญ้าเลยจนปัจจุบันมีการทำาแปลงหญ้าที่เริ่มพอกิน การดูแลโค: คุณตาลเปรียบเทียบว่า การเลี้ยงโคเหมือนกับการดูแลคนไข้ที่พูดไม่ได้ ต้องอาศัยการหมั่นสังเกตความเปลี่ยนแปลงหรือความผิดปกติอย่างใกล้ชิด เช่น การสังเกตโคที่นอนซึมหรือขาเจ็บ ทำาให้สามารถจัดการปัญหาได้ทันท่วงทีเช่น การให้วิตามินจัดการปัญหามดลูกทะลัก ซึ่งทำาให้โคแข็งแรงขึ้นและลดปัญหาความเสียหายได้มาก แต่การสูญเสียโคหมายถึงการสูญเสีย “ทุน” ทำาให้เกิดความเครียดสูง คุณตาลต้องพัฒนาจิตใจหลายด้าน เพราะไม่คิดว่าการเลี้ยงโคจะยากถึงขนาดนี้ แต่เมื่อฝ่าฟันมาถึงจุดนี้ได้ เธอก็รู้สึกภูมิใจที่สามารถจัดการปัญหาและลดความเสียหายลงได้การสร้างแบรนด์ “เนื้อโคคุณภาพ” สามีของคุณตาลได้มอบโจทย์ให้เธอทำาธุรกิจเกษตรอย่างมีหลักการ โดยเน้นการบริหารฟาร์มทั้งหมด และวางแนวทางธุรกิจให้เป็นขั้นเป็นตอน คุณตาลตั้งใจจะผลิตเนื้อนุ่มอร่อยในราคาที่เข้าถึงง่าย (ราคาที่คนทั่วไปเข้าถึงได้ ไม่ใช่เนื้อพรีเมียมราคาสูง) ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากสามีชาวญี่ปุ่นที่ตั้งคำาถามถึงเนื้อโคบราห์มันในไทยที่ไม่ค่อยอร่อย การพัฒนาสายพันธุ์: จากเดิมที่เลี้ยงโคบราห์มันล้วน ตอนนี้ได้นำาพ่อพันธุ์วากิวเข้ามาปรับปรุงพันธุ์เพื่อเพิ่มคุณภาพเนื้อให้มีความนุ่มและมีไขมันแทรก โดยคาดการณ์ว่าต้องใช้เวลาพัฒนาอีกหลายปี การขุน: ปัจจุบันใช้อาหารโคขุนร่วมกับฟางข้าวและหญ้าเนเปียร์ โดยมีการทดลองขุนวัว เพื่อกำาหนดทิศทางการพัฒนาเนื้อการตลาดและช่องทางออนไลน์ แม้การเลี้ยงโคจะเริ่มเข้าที่ แต่สิ่งที่ยังเป็นปัญหาคือ “การตลาด”คุณตาลจึงหันมาใช้โซเชียลมีเดียเป็นเครื่องมือหลักโดยจุดประสงค์ของช่อง: สร้างการรับรู้: ให้คนรู้จักฟาร์มและผลิตภัณฑ์ พร้อมถ่ายทอดความจริง: สะท้อนให้เห็นว่าชีวิตเกษตรกรนั้นไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด ซึ่งทำาให้เพื่อนๆ และผู้ติดตามจำานวนมากประหลาดใจ รวมทั้งทำาให้คนรู้จักผลิตภัณฑ์ เช่น เนื้อแดดเดียว ที่ผลิตเพื่อผู้บริโภคที่ต้องการความปลอดภัยและปลอดสารเร่งเนื้อแดง ชื่อช่อง “เมื่อชั้นลาออกจากพยาบาลมาเลี้ยงโคและเลี้ยงลูกอีก2 คน จะรอดมั้ย” ได้กลายเป็นเอกลักษณ์ที่ดึงดูดความสนใจ โดยในตอนแรกคาดหวังเพียง 1,000 วิว แต่ปรากฏว่าคลิปได้รับความนิยมทะลุ 1 ล้านวิว ซึ่งเป็นกำาลังใจสำาคัญในการสร้างคอนเทนต์ต่อไปผลลัพธ์: การทำาช่องทางโซเชียลทำาให้คุณตาลได้รู้จักคนเลี้ยงโคมากขึ้น มีการแลกเปลี่ยนความรู้และสร้างคอนเนคชั่นทางธุรกิจเป้าหมายและความสุขที่เลือกได้ แม้จะลงทุนไปมากและยังห่างจากเป้าหมายที่วางไว้แต่คุณตาลและสามีก็ไม่ได้รีบร้อน โดยเน้นการสร้างรากฐานที่มั่นคงและพัฒนาผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่อง คุณตาลตั้งใจให้ JP Farm กลายเป็นฟาร์มวากิวคุณภาพ มีผลิตภัณฑ์เนื้อที่หลากหลาย (เนื้อสไลด์, เนื้อสำาหรับทุกเมนู) ที่ขาย


สัตว์เศรษฐกิจ 35ข่าวสารและสาระสำาหรับวงการเลี้ยงสัตว์ไม่แพง โดยมีแผนการตลาดหลักคือ ขายออนไลน์และอาจขยายไปสู่การมีร้านขายที่กรุงเทพฯ รวมถึงการทำาฟาร์มให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวเชิงเกษตรที่สามารถปลูกผักและมีเมนูอาหารให้บริการในอนาคต คุณตาลยอมรับว่าการเลี้ยงโคนั้นเหนื่อยกว่าการเป็นพยาบาลมาก ซึ่งงานพยาบาลแม้หนักแต่ก็ได้อยู่ในห้องปรับอากาศเย็นสบายแต่การเลี้ยงโคคือการทำางานที่รู้สึกว่าเหนื่อยจนเกินกำาลัง หากทำาเองทั้งหมดอาจเลิกไปแล้ว แต่การมีระบบช่วยเหลือและการโฟกัสที่การดูแลโคเป็นหลักก็ทำาให้สามารถจัดการได้ สิ่งที่สำาคัญที่สุดคือ แม้จะยุ่งทั้งวัน แต่เธอรู้สึกว่าการได้อยู่กับครอบครัว เลี้ยงลูกเอง และมีอิสระในการทำางานและการดำาเนินชีวิตนั้น มีความสุข เหมือนไม่ได้ทำางานอยู่ ต่างจากตอนเป็นพนักงานประจำาที่รู้สึกกดดันและรอวันหมดวัน การตัดสินใจครั้งนี้ทำาให้เธอได้มีชีวิตที่เลือกได้เอง คุณสุธิมา ทาบาตะ (ตาล) ได้ก้าวข้ามจากความรู้เดิมสู่โลกใบใหม่ที่เต็มไปด้วยความท้าทาย เธอเปลี่ยนความเครียดจากการสูญเสียให้เป็นบทเรียน เปลี่ยนความไม่รู้ให้เป็นความชำานาญจากการสังเกต และเปลี่ยนฟาร์มเล็กๆ ให้เป็นธุรกิจที่มีวิสัยทัศน์ชัดเจนในการผลิตเนื้อโคคุณภาพที่เข้าถึงง่าย การเดินทางของคุณตาลจึงเป็นมากกว่าการ “ลาออกจากพยาบาลมาเลี้ยงโค” แต่เป็นการพิสูจน์ให้เห็นว่า ความมุ่งมั่น ความคิดเชิงธุรกิจ และการปรับตัวอย่างไม่ย่อท้อคือคำาตอบที่ทำาให้เธอ “รอด” ได้อย่างสง่างาม บนเส้นทางเกษตรกรที่เธอเลือกด้วยตัวเอง....


36 สัตว์เศรษฐกิจLIVESTOCK PRODUCTION MAGAZINEงาน VICTAM Asia 2026 ผนึกกำาลัง VIV Health & Nutrition Asia และ GRAPAS Asia 2026 เตรียมกลับมาเปิด งานแสดงสินค้า สำาหรับอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ และ การแปรรูปธัญพืช ระดับภูมิภาค ตั้งแต่ กระบวนการผลิตอาหารสัตว์ เทคโนโลยีการโม่แป้ง และ สีข้าว ไป จนถึงโภชนาการ และ สุขภาพสัตว์ โดยงานจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 10-12 มีนาคม 2569 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา กรุงเทพฯงาน VICTAM Asia 2026 ในปีนี้ มุ่งนำาเสนอนวัตกรรม ในกระบวนการผลิตอาหารสัตว์ ตั้งแต่ สัตว์เศรษฐกิจ สัตว์ปีก สัตว์น้ำาและ สัตว์เลี้ยง นวัตกรรม ในการโม่แป้ง การสีข้าว พร้อมเทคโนโลยี และ โซลูชันล้ำาสมัย ที่ครอบคลุม ตั้งแต่ สารเติมแต่ง และ วัตถุดิบ เครื่องจักรการผลิต ระบบอัตโนมัติ โปรแกรม การผลิตส่วนผสม เพื่อสุขภาพ การวิเคราะห์ ข้อมูล และ การ ควบคุมคุณภาพ เพื่อส่งเสริมการพัฒนานวัตกรรม เพื่อยกระดับประสิทธิภาพ ความยั่งยืน และขีดความสามารถทางการแข่งขันในตลาดเอเชียที่เติบโตอย่างต่อเนื่องทั้งนี้ การจัดงาน ในปี 2569 จะนำาเสนอแนวคิด “Themed Days” เพื่อเพิ่มการมีส่วนร่วมของผู้เข้าชม และสร้าง ประสบการณ์เชิงลึก ที่เน้นหัวข้อ เฉพาะด้าน โดยความร่วมมือ กับสมาคมอุตสาหกรรมอาหารสัตว์จากประเทศไทย และ ประเทศใกล้เคียง ภายในงานจะมีการเชิญผู้ประกอบการ โรงงานอาหารสัตว์ ที่มีความต้องการซื้อจริงให้เข้าร่วมงาน เพื่อให้เกิดการจับคู่ และกระตุ้นให้เกิดการติดต่อทางธุรกิจที่มีคุณค่าระหว่างผู้เข้าชมและผู้แสดงสินค้า โดยในแต่ละวันจะมีการนำาเสนอ เครื่องจักรการสาธิต การทำางานจริง การบรรยายเชิงเทคนิค และการอบรมโดยผู้เชี่ยวชาญในหัวข้อที่แตกต่างกันออกไป ดังนี้ 1. Feed Milling Focus เทคโนโลยีเครื่องบด และอบแห้งอาหารสัตว์ โดยเน้นประสิทธิภาพด้านพลังงาน และความสม่ำาเสมอ ของคุณภาพผลิตภัณฑ์ เหมาะสำาหรับ ผู้ประกอบการ ผู้จัดการ โรงงาน อาหารสัตว์ และ วิศวกร ที่ต้องการยกระดับประสิทธิภาพการผลิตและความยั่งยืน2. Flour Milling Focus เทคโนโลยีเครื่องรีดเมล็ดพืช โรงโม่ และ ระบบจัดเก็บธัญพืช โดยเน้นโซลูชัน เพื่อความปลอดภัย และ ประสิทธิภาพในการจัดการผลผลิตเหมาะ สำาหรับผู้ประกอบการโรงสี ผู้ดูแลคลังเก็บและผู้เชี่ยวชาญด้านโลจิสติกส์3. Pet and Aqua Feed Focus เทคโนโลยีการอัดรีด การบรรจุ การชั่งน้ำาหนัก และ การจ่ายส่วนผสมที่แสดงถึงความแม่นยำาและนวัตกรรมในการพัฒนา และปรับสูตรอาหารสัตว์เหมาะสำาหรับนักโภชนาการ นักพัฒนาสูตรอาหาร และผู้เชี่ยวชาญด้านเครื่องจักรที่ต้องการยกระดับคุณภาพและความถูกต้องในการผลิตVICTAM Asia 2026 กลับมาอีกครั้ง งานแสดงอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ สุขภาพสัตว์


สัตว์เศรษฐกิจ 37ข่าวสารและสาระสำาหรับวงการเลี้ยงสัตว์การเข้าร่วม ในช่วง Themed Days จะเปิดโอกาสให้ผู้เข้าชมได้สัมผัสกับแนวโน้มเทคโนโลยี และโซลูชันที่กำาลังขับเคลื่อนประสิทธิภาพของอุตสาหกรรมการผลิตอาหารสัตว์และการแปรรูปธัญพืชในยุคปัจจุบัน โดย VICTAM Asia 2026 คาดว่า จะมีผู้ร่วมแสดงสินค้า จำานวน 300 ราย และ ผู้เข้าชมงานจากทั่วโลกมากกว่า 9,000 คน พร้อม บริษัทเทคโนโลยีชั้นนำา ที่จะมาร่วมสาธิตเทคโนโลยีและ ระบบอัตโนมัติ ที่ส่งเสริมความยั่งยืนและความแม่นยำา ในกระบวนการผลิต อาทิ: เทคโนโลยีกระบวนการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและยั่งยืน● Geelen Counterflow (เนเธอร์แลนด์) - ระบบอบแห้งและ ทำาความเย็นแบบ Counterflow ประหยัดพลังงานสูงสุดถึง 80% และปลอดการปล่อยมลพิษ● Cimbria Heid GmbH (เดนมาร์ก) - เทคโนโลยี เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตใช้พลังงานต่ำาลดการปล่อยฝุ่น เพิ่มมาตรฐานและรักษาคุณภาพอาหารสัตว์ได้อย่างยั่งยืนระบบอัตโนมัติ ดิจิทัล และความแม่นยำา● KSE Process Technology B.V. (เนเธอร์แลนด์) - ระบบอัตโนมัติ PROMAS ST ที่ รวม การชั่ง การจ่าย และการผสมเข้าด้วยกัน รองรับนวัตกรรมอุตสาหกรรม 4.0● ANDRITZ Feed & Biofuel A/S (เดนมาร์ก) - ผู้ผลิตอุปกรณ์ และ โซลูชัน ครบวงจร สำาหรับการผลิตอาหารสัตว์และชีวมวลคุณภาพสูง ● Hydronix Ltd (สหราชอาณาจักร) - ผู้นำาด้านเซนเซอร์ ตรวจวัดความชื้น ด้วยไมโครเวฟแบบเรียลไทม์● iGrain ApS (เดนมาร์ก) - ระบบ IoT เพื่อตรวจสอบอุณหภูมิ ความชื้น และ คาร์บอนไดออกไซด์ ป้องกันการเน่าเสียและเพิ่มความปลอดภัยของอาหารหลังการเก็บเกี่ยวระบบโรงงานแบบครบวงจรและนวัตกรรมเครื่องจักร● Amandus Kahl GmbH & Co. KG (เยอรมนี) - ผู้นำาด้านเทคโนโลยีการอัดเม็ด สำาหรับอาหารสัตว์เชื้อเพลิงชีวภาพ และการรีไซเคิล● Ottevanger Milling Engineers (เนเธอร์แลนด์) - ผู้พัฒนาเครื่องจักร และ ไลน์ ผลิตอาหารสัตว์ และธัญพืชระดับโลก● YEMMAK A.S. (ตุรกี) - ผู้ออกแบบโรงงานอาหารสัตว์แบบครบวงจร ที่ผสานระบบกู้คืน พลังงาน ลดของเสีย และใช้เชื้อเพลิงหมุนเวียน● Vibrafloor (ฝรั่งเศส) - ผู้พัฒนาระบบพื้นไซโลแบบสั่น ที่สามารถระบายวัตถุดิบได้หมด โดยไม่เกิดฝุ่นเพิ่มความปลอดภัยและสุขอนามัยในการจัดเก็บควบคุมอุณหภูมิและสิ่งแวดล้อม● FrigorTec GmbH (เยอรมนี) - ผู้ผลิตระบบทำาความเย็น สำาหรับเก็บรักษา ธัญพืช Granifrigor™ ที่ ยืดอายุการเก็บรักษาโดยไม่ใช้สารเคมี“VICTAM Asia 2026 รู้สึกตื่นเต้นเป็นอย่างยิ่ง ที่จะได้ เป็นเจ้าภาพจัดงาน ด้านโภชนาการสัตว์ที่ครบวงจรที่สุด ในภูมิภาค ร่วมกับ Health and Nutrition Asia อีกครั้งงาน VICTAM Asia 2026 ไม่ใช่เพียงงานแสดงสินค้าแต่เป็นการขับเคลื่อน สู่อนาคตที่ชาญฉลาด ปลอดภัย และ ยั่งยืน สำาหรับอุตสาหกรรม อาหาร สัตว์ และ ธัญพืช”


38 สัตว์เศรษฐกิจLIVESTOCK PRODUCTION MAGAZINEนายเซบาส วาน เด็นเอ็นเดอ ผู้จัดการทั่วไป บริษัท วิคแทม อินเตอร์เนชัลแนล กล่าว “เราขอเรียนเชิญผู้แสดงสินค้า ผู้เข้าชมงาน และ สื่อมวลชน ทุกท่านมาร่วมกันที่กรุงเทพฯ เพื่อสัมผัสนวัตกรรมเชื่อมต่อกับ ผู้นำาระดับโลก และร่วมกันกำาหนดอนาคตของอุตสาหกรรมโภชนาการสัตว์และการผลิตอาหารในเอเชีย”นอกจากนี้ สมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ ไทย (TFMA) ยังได้ประกาศความร่วมมือกับ ผู้จัดงานในการจัดสัมมนาเชิงเทคนิคว่าด้วยความปลอดภัยของอาหารสัตว์ การจัดการพลังงาน และการผลิตที่ยั่งยืน ด้าน นายสมภพ เอื้อทรงธรรม เลขาธิการสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย กล่าวว่า “ เราขอเชิญชวนสมาชิกทุกท่านเข้า ร่วม งาน VICTAM Asia 2026 เพื่อเปิดรับนวัตกรรมใหม่ๆ และ สร้างเครือข่าย ความร่วมมือกับพันธมิตร ทั้งใน และ ต่างประเทศ งานนี้ คือ เวทีที่เปลี่ยนองค์ความรู้ให้กลายเป็นโอกาสทางธุรกิจ และ ขับเคลื่อนการเติบโตของอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ไทยสู่อนาคตอย่างยั่งยืน”ด้วยการมุ่งเน้นนวัตกรรมการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และการพัฒนาทาง ธุรกิจ VICTAM Asia 2026 ที่เป็นเวทีที่มอบโอกาสให้กับบริษัทต่างๆ ในการแสดงเทคโนโลยีล่าสุดสร้างเครือข่ายกับ ผู้นำาในอุตสาหกรรม และขยายศักยภาพทางการ ตลาด พร้อมตอกย้ำาบทบาท ของกรุงเทพฯ ใน ฐานะ ศูนย์กลางเทคโนโลยี และ การพัฒนาอุตสาหกรรมเกษตรอาหารของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกผู้สนใจสามารถลงทะเบียนเข้าชมงานฟรีได้ที่ https://register.visitcloud.com/survey/11ogbc7olrzmqเกี่ยวกับบริษัท วิคแทม คอร์ปอเรชั่น (Victam Corporation)ตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2508 บริษัท วิคแทม คอร์ปอเรชั่น ได้เป็น ผู้จัดงานแสดงสินค้า และเป็นแรงขับเคลื่อนสำาคัญเบื้อง หลังงานนิทรรศการชั้นนำาระดับโลก สำาหรับอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ การโม่แป้ง และการจัดการธัญพืชด้วย ประสบการณ์ อัน ยาวนาน วิคแทม ได้จัดงานแสดงสินค้า และการประชุมในยุโรป เอเชีย และ ลาตินอเมริกา เพื่อเชื่อมโยงนวัตกรรม และผู้เชี่ยวชาญชั้นนำาจากทั่ว โลกมาร่วมกันนำาเสนอ เทคโนโลยี และ โซลูชันล้ำาสมัยงานใน เครือ ของ วิคแทม ได้แก่ VICTAM, GRAPAS และ Feed Formulation ซึ่งล้วนเป็น เวทีสำาคัญที่กำาหนดทิศทางอนาคต ของ อุตสาหกรรม เหล่านี้ สร้างโอกาสใหม่ และ ผลักดันการพัฒนาในระดับสากล วิคแทม จึงถือเป็นรากฐานสำา คัญของการพัฒนาอุตสาหกรรม และ รวบรวมผู้นำาจากทั่วโลก มาร่วมกันขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลง | ข้อมูลเพิ่มเติม victamasia.comเกี่ยวกับ VIV WorldwideVIV Worldwide คือ เครือข่ายธุรกิจที่เชื่อมโยงผู้เชี่ยวชาญ ตั้งแต่ ด้านอาหารสัตว์ไป จนถึงอาหารสำาเร็จรูป มอบโอกาสอย่างไร้ขีดจำากัด ให้แก่ ผู้ที่อยู่ในอุตสาหกรรมโปรตีนจากสัตว์ VIV Worldwide ได้พัฒนาเครือข่าย ด้วยประสบการณ์ ใน วงการมากว่า 40 ปี จนกลายมาเป็น แพลตฟอร์มชั้นนำา ในตลาดที่มีศักยภาพสูงที่สุดแห่งหนึ่งของโลก | ข้อมูลเพิ่มเติม www.viv.netผู้สนใจแสดงสินค้าสามารถติดต่อคุณทองประกาย วัชโรภาส (เพลง)อีเมล [email protected]โทร : 084 881 6767สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่ฝ่ายประชาสัมพันธ์โทร : 096 535 6690, 094 559 6536


สัตว์เศรษฐกิจ 39 อุตสาหกรรมโคนมไทยกำาลังเผชิญกับความท้าทายครั้งใหญ่จากการเปิดเสรีทางการค้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งการนำาเข้าผลิตภัณฑ์นมจากประเทศผู้ผลิตรายใหญ่ที่มีต้นทุนต่ำาอย่างสหรัฐอเมริกา (USA)ออสเตรเลีย (AU) และนิวซีแลนด์(NZ) คำาถามที่ว่า “นมนอกหรือนมใน อย่างไหนดีกว่ากัน?” ไม่ได้เป็นเพียงการเปรียบเทียบคุณภาพแต่เป็นโจทย์ทางเศรษฐศาสตร์ที่ชี้ชะตาความอยู่รอดของเกษตรกรไทยข่าวสารและสาระสำาหรับวงการเลี้ยงสัตว์ปัญหาหลัก: ช่องว่างราคาที่ไม่อาจยอมรับได้ ปัญหาหลักของนมไทยคือ ต้นทุนการผลิตที่สูงกว่าราคารับซื้อของประเทศคู่แข่งอย่างมาก และช่องว่างนี้ได้ขยายตัวเมื่อภาษีนำาเข้าผลิตภัณฑ์นมจาก AU และ NZ เหลือ 0% ตั้งแต่ปี25681. การเปรียบเทียบต้นทุน รายได้ และกำาไรต่อกิโลกรัม (บาท/กก.)File: Export Import Milk นมไทย นมน ำเข้ำ ต้นทุนและโอกำสอยู่รอดของโคนมไทยโดย ศำสตรำจำรย์เกียรติคุณ ดร. ศรเทพ ธัมวำสรคณะเกษตร มหำวิทยำลัยเกษตรศำสตร์อุตสาหกรรมโคนมไทยก าลังเผชิญกับความท้าทายครั้งใหญ่จากการเปิดเสรีทางการค้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งการน าเข้าผลิตภัณฑ์นมจากประเทศผู้ผลิตรายใหญ่ที่มีต้นทุนต ่าอย่างสหรัฐอเมริกา (USA) ออสเตรเลีย (AU) และนิวซีแลนด์ (NZ) ค าถามที่ว่า \"นมนอกหรือนมใน อย่างไหนดีกว่ากัน?\" ไม่ได้เป็นเพียงการเปรียบเทียบคุณภาพ แต่เป็นโจทย์ทางเศรษฐศาสตร์ที่ชี้ชะตาความอยู่รอดของเกษตรกรไทยปัญหำหลัก: ช่องว่ำงรำคำทไี่ม่อำจยอมรับได้ปัญหาหลักของนมไทยคือ ต้นทุนการผลิตที่สูงกว่าราคารับซื้อของประเทศคู่แข่งอย่างมาก และช่องว่างนี้ได้ขยายตัวเมื่อภาษีน าเข้าผลิตภัณฑ์นมจาก AU และ NZ เหลือ 0% ตั้งแต่ปี 25681. กำรเปรียบเทียบต้นทุน รำยได้ และก ำไรต่อกิโลกรัม (บำท/กก.)รายการ ประเทศไทย สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย/นิวซีแลนด์ต้นทุนการผลิตหลัก(ค่าใช้จ่ายเงินสด)≈22.75 ≈20.30 ต ่ากว่าไทย 35%−50%ราคากลางรับซื้อ/ราคาขายที่เกษตรกรได้รับ≈21.95 ≈16.10 ต ่ากว่าไทยมากราคานมน าเข้าถึงไทยของนมผงN/A N/A ≈10−14 บาท/กก.(เมื่อแปลงเป็นน ้านมดิบ)ก าไรต่อ กก. (ทางบัญชี) ≈3.54(ตามโครงสร้างราคากลาง)มักขาดทุน(−≈0.70 หากร ว ม ต้ น ทุ น ท า งเศรษฐศาสตร์)ต ่ากว่าไทยมากข้อสรุปจำกกำรเปรียบเทียบ:• รำคำขำยของไทยสูงลิ่ว: ราคากลางรับซื้อน ้านมดิบของไทย (≈21.95 บาท/กก.) ถูกก าหนดโดยภาครัฐให้สูงกว่าราคาที่เกษตรกรสหรัฐฯ ได้รับถึง บาท/กก. เพื่อให้เกษตรกรไทยอยู่รอดนมไทย นมนำ�เข้�ต้นทุนและโอก�สอยู่รอดของโคนมไทยนมไทย นมนำ�เข้�ต้นทุนและโอก�สอยู่รอดของโคนมไทยโดย ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร. ศรเทพ ธัมวาสรคณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์


40 สัตว์เศรษฐกิจLIVESTOCK PRODUCTION MAGAZINEข้อสรุปจากการเปรียบเทียบ:• ราคาขายของไทยสูงลิ่ว: ราคากลางรับซื้อน้ำานมดิบของไทย (≈21.95 บาท/กก.) ถูกกำาหนดโดยภาครัฐให้สูงกว่าราคาที่เกษตรกรสหรัฐฯ ได้รับถึง ≈5.85 บาท/กก. เพื่อให้เกษตรกรไทยอยู่รอด• ต้นทุนนำาเข้าคือวิกฤต: ด้วยภาษี 0% ทำาให้นมผงจาก AU/NZ สามารถนำามาแปรรูปเป็นนมคืนรูปได้ในต้นทุนวัตถุดิบเทียบเท่าเพียง 10-14 บาท/กก. ซึ่งถูกกว่าราคาน้ำานมดิบไทยมากกว่า 40%• ผลกระทบ: ช่องว่างราคานี้ส่งผลให้โรงงานแปรรูปมีแรงจูงใจที่จะเปลี่ยนไปใช้นมผงนำาเข้าในการผลิตนมพาณิชย์ส่งผลให้น้ำานมดิบไทยล้นตลาดและถูกกดดันให้ต้องลดราคาลง ซึ่งจะทำาให้เกษตรกรไทยส่วนใหญ่ขาดทุนและเลิกกิจการ2. แนวทางแก้ไข: ภารกิจคู่ขนานเพื่อความอยู่รอด การอยู่รอดของอุตสาหกรรมโคนมไทยต้องอาศัยการปรับตัวอย่างรุนแรงในทุกระดับ ตั้งแต่ฟาร์มไปจนถึงนโยบายรัฐ ดังนี้2.1 สิ่งที่ประเทศไทย (ภาครัฐและเอกชน) ควรทำา2.1.1 ปฏิรูปโครงสร้างต้นทุน: รัฐต้องสนับสนุนการวิจัยและพัฒนา อาหารหยาบคุณภาพสูงราคาถูก (เช่นหญ้า/ข้าวโพดหมัก) เพื่อทดแทนอาหารข้นให้มากที่สุด ซึ่งเป็นต้นทุนกว่า 57% ของต้นทุนทั้งหมด2.1.2 นวัตกรรมสร้างมูลค่าเพิ่ม: บริษัทเอกชนต้องเปลี่ยนจากการแข่งขันด้านราคาไปสู่การสร้างมูลค่าเพิ่ม โดยพัฒนาผลิตภัณฑ์“นมเฉพาะกลุ่ม” ที่มีราคาสูง เช่น นมผู้สูงอายุ (เสริมโปรตีนสูง) และ นมนักกีฬา (High Protein)2.1.3 กลยุทธ์ “นมโคสดแท้”: ใช้การตลาดเพื่อเน้นย้ำาความแตกต่างของ “นมโคสดแท้100% จากฟาร์มไทย”เทียบกับนมคืนรูปที่ผลิตจากนมผงนำาเข้า โดยให้ผู้บริโภคยอมจ่ายในราคาพรีเมียม2.1.4 ป้องกันการทุ่มตลาด: ใช้มาตรการปกป้องทางการค้า เช่น การตรวจสอบการทุ่มตลาด (Anti-Dumping)ของผลิตภัณฑ์นมนำาเข้า หากพบว่ามีการขายต่ำากว่าราคาที่ควรจะเป็น3. บทบาทของ อ.ส.ค. (องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย) อ.ส.ค. ต้องทำาหน้าที่เป็น “ผู้นำาการปฏิรูป” และ “ผู้ค้ำาประกันตลาดที่ยั่งยืน”:3.1 เป็นผู้นำาด้านประสิทธิภาพ: ลงทุนในโปรแกรมเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตต่อตัว และลดต้นทุนการผลิตให้เกษตรกร โดยตั้งเป้าหมายลดสัดส่วนต้นทุนอาหารข้นลงอย่างชัดเจน3.2 จัดการโควตานมโรงเรียนแบบเด็ดขาด: คงโควตา 100%นมไทย: รักษานโยบายให้โครงการนมโรงเรียนใช้แต่น้ำานมโคสดแท้จากไทย เพื่อรักษาตลาดหลักประกัน3.3 ยึดหลักคุณภาพนำา: ใช้ “ระบบ One-Stop-Quota” ที่กำาหนดให้การจัดสรรโควตาต้องอิงกับ คุณภาพน้ำานมดิบ และประวัติการทุจริต เป็นเกณฑ์หลัก หากคุณภาพต่ำากว่าเกณฑ์หรือพบการทุจริต โควตาต้องถูก ตัดหรือลดลงโดยอัตโนมัติ3.4 บุกตลาดส่งออกมูลค่าสูง: ใช้แบรนด์ไทย-เดนมาร์คเป็นผู้นำาในการแปรรูปนมส่วนเกินเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่ม (เช่น ชีสหรือนมผงพรีเมียม) เพื่อส่งออกไปแข่งขันในตลาดอาเซียนค่ะ4. บทบาทของภาคเอกชน บทบาทของบริษัทเอกชนในอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์นมเป็นหัวใจสำาคัญในการพยุงภาคโคนมไทยให้อยู่รอดและเติบโตได้ภายใต้การแข่งขันจากการนำาเข้าค่ะ เอกชนต้องเปลี่ยนจากการเป็นเพียง “ผู้รับซื้อ” มาเป็น “ผู้สร้างมูลค่าและนวัตกรรม” นี่คือบทบาทสำาคัญที่บริษัทเอกชนควรทำาเพื่อช่วยเกษตรกรและรักษาความยั่งยืนของธุรกิจตนเองครับ


สัตว์เศรษฐกิจ 41ข่าวสารและสาระสำาหรับวงการเลี้ยงสัตว์4.1 สร้างนวัตกรรมผลิตภัณฑ์และแบรนด์ (Innovation & Branding) บริษัทเอกชนต้องลงทุนในการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่ม (Value-Added Products) เพื่อหนีการแข่งขันด้านราคาจากนมผงนำาเข้า: • เน้น “นมโคสดแท้” พรีเมียม: ใช้การตลาดที่เข้มข้นเพื่อเน้นย้ำาความแตกต่างของคุณค่าทางโภชนาการและรสชาติของผลิตภัณฑ์ที่ทำาจาก “น้ำานมโคสดแท้100% จากฟาร์มไทย” เทียบกับนมคืนรูปที่ผลิตจากนมผงนำาเข้า (RecombinedMilk) • พัฒนาผลิตภัณฑ์เฉพาะกลุ่ม: ขยายตลาดไปยังกลุ่มผู้บริโภคที่มีกำาลังซื้อสูงและเน้นสุขภาพ โดยร่วมมือกับสถาบันโภชนาการเพื่อสร้าง Functional Milk เช่น: O นมเสริมโปรตีนสูง/เวย์โปรตีน สำาหรับผู้ที่ออกกำาลังกาย O นมสำาหรับผู้สูงอายุ ที่เสริมแคลเซียมและวิตามิน D หรือมีแลคโตสต่ำา • บุกตลาดแปรรูปมูลค่าสูง: ลงทุนในการแปรรูปนมเป็นสินค้าที่ไทยยังต้องพึ่งพาการนำาเข้า เช่น ชีส หรือ เนยที่มีคุณภาพสูง เพื่อใช้ประโยชน์จากน้ำานมดิบส่วนเกินและสร้างรายได้จากการส่งออก4.2 ปรับปรุงห่วงโซ่อุปทานและช่วยลดต้นทุนเกษตรกร (Supply Chain Efficiency) บริษัทเอกชนควรทำางานใกล้ชิดกับเกษตรกรคู่ค้าเพื่อยกระดับมาตรฐานและลดต้นทุนในห่วงโซ่อุปทาน: • ใช้สัญญาการรับซื้อที่ผูกกับคุณภาพ: กำาหนดราคาการรับซื้อน้ำานมดิบที่เชื่อมโยงกับ คุณภาพ (Quality-basedPricing) อย่างจริงจัง เช่น ให้ราคาสูงขึ้นมากสำาหรับนมที่มีค่าโปรตีน/ไขมันสูง หรือมีค่า SCC ต่ำา ซึ่งจะกระตุ้นให้เกษตรกรลงทุนและปรับปรุงการเลี้ยงเพื่อเพิ่มคุณภาพของตนเอง • สนับสนุนการลดต้นทุนอาหารสัตว์: ร่วมมือกับสหกรณ์หรือเกษตรกรในการจัดหาวัตถุดิบอาหารสัตว์คุณภาพดีราคาถูก (เช่น กากเบียร์, มันสำาปะหลัง) หรือให้ความรู้และเทคโนโลยีในการผลิต อาหารหยาบคุณภาพสูง (เช่นการทำาข้าวโพดหมัก) เพื่อลดการพึ่งพาอาหารข้นราคาแพง • ลงทุนในเทคโนโลยีฟาร์ม: ให้การสนับสนุนหรือปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำาแก่เกษตรกรในการติดตั้งอุปกรณ์สำาคัญ เช่น ระบบทำาความเย็นที่ได้มาตรฐาน หรือเครื่องรีดนมที่ทันสมัย เพื่อลดการปนเปื้อนและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต4.3 แสดงความรับผิดชอบต่อสังคม (CSR and Sustainability)ความยั่งยืนของธุรกิจนมไทยขึ้นอยู่กับการอยู่รอดของเกษตรกร เอกชนจึงต้องแสดงความผูกพันกับแหล่งวัตถุดิบอย่างชัดเจน: • ส่งเสริมฟาร์มยั่งยืน: ลงทุนในโครงการพัฒนาฟาร์มตามมาตรฐาน Good Agricultural Practice (GAP) หรือมาตรฐานสิ่งแวดล้อมอื่น ๆ และนำาเรื่องราวความยั่งยืนนี้มาใช้ในการสื่อสารแบรนด์ (Storytelling) ว่าผลิตภัณฑ์มาจากฟาร์มที่ดูแลเกษตรกรและสิ่งแวดล้อม • สร้างความผูกพันผู้บริโภค: ใช้การสื่อสารการตลาดเพื่อเน้นย้ำาว่า “ทุกกล่องที่ซื้อ เท่ากับการสนับสนุนอาชีพและคุณภาพชีวิตของเกษตรกรโคนมไทย” ซึ่งจะช่วยให้ผู้บริโภคไทยเลือกซื้อนมในประเทศแม้จะมีราคาสูงกว่านมนำาเข้าเล็กน้อยก็ตามครับ บทความนี้ผมได้ยกประเด็นต้นทุนราคานมดิบที่ผลิตโดยเกษตรกรไทยเปรียบเทียบกับนมนำาเข้าจากสหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ และได้เสนอแนวทางปรับปรุงการพัฒนาอุตสาหกรรมนมไทยโดยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนครับ เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยก็ลองเอาไปคิดดูนะครับ เป็นหน้าที่ที่อาจารย์ต้องเสนอสังคมครับสวัสดีครับ


42 สัตว์เศรษฐกิจLIVESTOCK PRODUCTION MAGAZINE ผู้เลี้ยงกุ้งไทยรับอานิสงค์ภาษีทรัมป์ทุบคู่แข่งอินเดียอ่วม 60%คาดส่งออกปี69 ฟื้น วอนรัฐเร่งแก้ปัญหากุ้งทั้งระบบ เพิ่มผลผลิตกุ้งคุณภาพ 4 แสนตัน พร้อมแนะผู้เลี้ยงมุ่งสู่มาตรฐานกุ้งยั่งยืน ASC นายเอกพจน์ยอดพินิจ นายกสมาคมกุ้งไทย พร้อมด้วย นายบรรจง นิสภวาณิชย์ ประธานสมาพันธ์การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำาไทย/ที่ปรึกษาสมาคมกุ้งไทย นายปรีชา สุขเกษม อุปนายกสมาคมกุ้งไทย นางสาวพัชรินทร์ จินดาพรรณ เลขาธิการสมาคมกุ้งไทยและประธานสหกรณ์ผู้เลี้ยงกุ้งจันทบุรี จำากัด นายพิชญพันธุ์สลิลปราโมทย์ กรรมการบริหารสมาคมกุ้งไทย และประธานชมรมผู้เลี้ยงกุ้งสุราษฎร์ธานีและนายอภิชิต วรกิจ กรรมการบริหารสมาคมกุ้งไทย และประธานชมรมผู้เลี้ยงกุ้งจังหวัดระนอง เลขาธิการพันธมิตรผู้เลี้ยงกุ้งไทย ร่วมแถลงภาพรวมอุตสาหกรรมกุ้งโลก และแนวโน้มกุ้งไทย 2569 นายเอกพจน์ กล่าวว่า ผลผลิตกุ้งไทยปี 2568 มีปริมาณ270,000 ตัน เท่ากับปีที่ผ่านมา โดยปัจจัยสำาคัญที่ส่งผลต่อการผลิตกุ้งไทยในปีนี้มาจากสภาพอากาศที่แปรปรวนในช่วงต้นปีและปริมาณฝนที่เพิ่มขึ้น ส่งผลกระทบต่อการเลี้ยงของเกษตรกร โดยเฉพาะคุณภาพน้ำาและโรคระบาด โดยเฉพาะโรคขี้ขาว และโรคตัวแดงดวงขาว เกษตรกรจึงจับกุ้งเร็วกว่ากำาหนด รวมถึงมหาอุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ที่สร้างความเสียหายรุนแรงในพื้นที่จังหวัดสงขลา สตูลและปัตตานีโดยสัดส่วนผลผลิตหลักมาจากภาคใต้ตอนบน มีสัดส่วน37% ภาคใต้ตอนล่างฝั่งอันดามัน 62,000 ตัน คิดเป็น 23% ภาคตะวันออก 19% ภาคใต้ตอนล่างฝั่งอ่าวไทย 11% และภาคกลาง10% โดยทุกภาคมีผลผลิตใกล้เคียงกับปีผ่านมา สำาหรับภาพรวมการส่งออกกุ้ง 10 เดือนแรก (ม.ค.-ต.ค. 2568)ปรับตัวลดลง 6% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนทั้งปริมาณ และมูลค่า(ตามตาราง) จากหลายปัจจัยทั้งภาวะเศรษฐกิจโลกชะลอตัวส่งผลต่อตลาดคู่ค้าสำาคัญทั้งญี่ปุ่น จีน และสหรัฐ อย่างไรก็ตาม ในปีนี้ตลาดในประเทศเติบโตอย่างมีนัยยะสำาคัญ จากสถานการณ์การบริโภคกุ้งที่ดีขึ้น โดยขณะนี้สัดส่วนการบริโภคกุ้งในประเทศคิดเป็นประมาณ15% ของผลผลิตกุ้งทั้งหมดส่งออก‘กุ้งไทย’ ฟื้นปี 69 วอนรัฐช่วยเพิ่มผลผลิต 4 แสนตัน “ราคากุ้งปีนี้อยู่ในเกณฑ์ดี ผลจากการบริโภคกุ้งในประเทศเพิ่มขึ้น ทำาให้ราคากุ้งครึ่งปีแรกสูงขึ้น 10-15% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เป็นแรงจูงใจในการลงกุ้งเพิ่ม แต่ในปลายไตรมาส 3ราคากุ้งอ่อนตัวลงเล็กน้อย 5-10% เพราะปริมาณฝนมากขึ้นเกษตรกรจึงเร่งจับกุ้งก่อนกำาหนด” นายเอกพจน์ กล่าวถึง สถานการณ์ผลผลิตกุ้งโลก ปี 2568คาดว่าจะมีปริมาณ 5.22 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 4% โดยประเทศผู้ผลิตหลักเพิ่มขึ้นทุกประเทศ โดยเฉพาะเอกวาดอร์ ผลิต 1.4 ล้านตันเพิ่มขึ้น 4% ตามด้วย จีน ผลิตได้ 1.34 ล้านตันเพิ่มขึ้น 6%ขณะที่สถานการณ์ผลผลิตกุ้งไทย ปี2568 มีปริมาณ 270,000 ตันทรงตัวเทียบเท่ากับปีที่ผ่านมา “ส่วนผลกระทบจากอุทกภัยครั้งใหญ่ในพื้นที่ภาคใต้โดยเฉพาะสงขลา พัทลุง และปัตตานีทางสมาคมอยู่ระหว่างการประเมินคาดการเบื้องต้นว่ามีความเสียหายจากการสูญเสียกุ้งในบ่อประมาณ1,000 ล้านบาท โดยปริมาณผลผลิตจากพื้นที่ที่ประสบอุทกภัยครั้งนี้คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 10% ของผลผลิตทั้งหมด แต่นอกจากความเสียหายต่อผลผลิตกุ้งในบ่อแล้ว ยังมีความเสียหายของเครื่องตีน้ำาและอุปกรณ์ต่างๆ ในฟาร์ม ซึ่งอยากเรียกร้องไปยังรัฐบาลโดยเฉพาะกระทรวงพลังงาน ในการจัดงบประมาณเพื่อช่วยเหลือฟื้นฟูเกษตรกรในการซื้ออุปกรณ์ที่ใช้ในการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำาในพื้นที่ภาคใต้อย่างเร่งด่วน เพื่อให้สามารถกลับมาเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำาได้ทันในครอปหน้า” และในปี 2569 เป็นปีที่มีความสำาคัญ เพราะถือเป็นจุดพลิกฟื้นอุตสาหกรรม มีปัจจัยที่เอื้อให้กุ้งไทยมีโอกาสทางการตลาดโดยเฉพาะอัตราภาษีตอบโต้หรือ Reciprocal ในตลาดส่งออกหลักอย่างสหรัฐ ที่ปรับขึ้นอัตราภาษีการนำาเข้าจากประเทศต่างๆ รวมถึงมาตรการภาษีAD, CVD ซึ่งทำาให้อินเดียซึ่งครองส่วนแบ่งตลาดอันดับหนึ่ง แต่ต้องเสียภาษีรวมสูงถึง 50-60% เทียบกับไทยที่มีอัตราภาษีเพียง 19% ซึ่งจะทำาให้ไทยมีความสามารถในการแข่งขันด้านราคามากขึ้น


สัตว์เศรษฐกิจ 43ข่าวสารและสาระสำาหรับวงการเลี้ยงสัตว์ สมาคมฯ ขอเสนอให้ภาครัฐเร่งผลักดันการแก้ปัญหาการผลิตกุ้ง ให้เป็นวาระแห่งชาติ เพื่อเพิ่มผลผลิตกุ้งคุณภาพให้ได้ตามเป้า400,000 ตัน เพื่อสร้างความมั่นใจให้ห้องเย็นในการรับออร์เดอร์เร่งเจรจาความตกลงการค้าเสรีกับประเทศนำาเข้ากุ้ง ได้แก่ สหภาพยุโรปอังกฤษ และเกาหลีใต้พร้อมทั้งยกระดับการฟาร์มกุ้งให้สามารถปรับตัวเข้าสู่การรับรองมาตรฐานสากลที่ตลาดต้องการ รวมถึงการดำาเนินโครงการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำาคาร์บอนต่ำา เพื่อตอบโจทย์ตลาดโลกที่ให้ความสำาคัญเรื่องการสร้างความยั่งยืนมากขึ้น “ฝากไปถึงพรรคการเมืองที่จะเสนอตัวเป็นรัฐบาลในสมัยหน้าต้องมีการกำาหนดนโยบายภาคการเกษตร โดยเฉพาะการส่งเสริมอุตสาหกรรมกุ้ง ให้กลับมามีความเข้มแข็ง และพ้นจากหล่มผลผลิต270,000 ตัน ให้ได้เพราะที่ผ่านมาไทยติดอยู่กับปัญหาโรคกุ้ง จนเสียโอกาสไปมากแล้ว ปี2569 เป็นปีที่ตลาดเปิดเต็มที่ แต่เราต้องผลิตกุ้งให้ได้เพื่อคว้าโอกาสทางการตลาดนี้กลับมา” นายเอกพจน์กล่าวทิ้งท้าย ประเทศต่างๆ รวมถึงมาตรการภาษี AD, CVD ซึ่งท าให้อินเดียซึ่งครองส่วนแบ่งตลาดอันดับหนึ่ง แต่ต้องเสียภาษีรวมสูงถึง 50-60% เทียบกับไทยที่มีอัตราภาษีเพียง 19% ซึ่งจะท าให้ไทยมีความสามารถในการแข่งขันด้านราคามากขึ้นสมาคมฯ ขอเสนอให้ภาครัฐเร่งผลักดันการแก้ปัญหาการผลิตกุ้ง ให้เป็นวาระแห่งชาติ เพื่อเพิ่มผลผลิตกุ้งคุณภาพให้ได้ตามเป้า 400,000 ตัน เพื่อสร้างความมั่นใจให้ห้องเย็นในการรับออร์เดอร์ เร่งเจรจาความตกลงการค้าเสรีกับประเทศน าเข้ากุ้ง ได้แก่ สหภาพยุโรป อังกฤษ และเกาหลีใต้ พร้อมทั้งยกระดับการฟาร์มกุ้งให้สามารถปรับตัวเข้าสู่การรับรองมาตรฐานสากลที่ตลาดต้องการ รวมถึงการด าเนินโครงการเพาะเลี้ยงสัตว์น ้าคาร์บอนต ่า เพื่อตอบโจทย์ตลาดโลกที่ให้ความส าคัญเรื่องการสร้างความยั่งยืนมากขึ้น “ฝากไปถึงพรรคการเมืองที่จะเสนอตัวเป็นรัฐบาลในสมัยหน้า ต้องมีการกา หนดนโยบายภาคการเกษตรโดยเฉพาะการส่งเสริมอุตสาหกรรมกุ้ง ให้กลับมามีความเข้มแข็ง และพ้นจากหล่มผลผลิต 270,000 ตัน ให้ได้เพราะที่ผ่านมาไทยติดอยู่กับปัญหาโรคกุ้ง จนเสียโอกาสไปมากแล้ว ปี2569 เป็นปีที่ตลาดเปิดเต็มที่แต่เราต้องผลิตกุ้งให้ได้เพื่อคว้าโอกาสทางการตลาดนีก้ลับมา” นายเอกพจน์ กล่าวทิ้งท้าย


44 สัตว์เศรษฐกิจLIVESTOCK PRODUCTION MAGAZINE รองศาสตราจารย์ ดร.ไชยวรรณ วัฒนจันทร์ อายุ 61 ปี สำาเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี สัตวบาล มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ปริญญาโท สัตวศาสตร์มหาวิทยาลัยขอนแก่น ปริญญาเอก สาขา Animal Production จาก University Putra Malaysia เริ่มทำางานเป็นผู้ช่วยวิจัยที่มหาวิทยาลัยขอนแก่น ปัจจุบันดำารงตำาแหน่งคณบดีคณะทรัพยากรธรรมชาติ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ มีผลงานวิจัย ตำาราและบทความวิชาการที่ได้รับการพิมพ์เผยแพร่ในวารสารระดับชาติและนานาชาติอย่างต่อเนื่อง ผลงานโดดเด่นคือ การพัฒนาแพะพันธุ์ทรัพย์-ม.อ. 1 เป็นผู้ก่อตั้งและดำารงตำาแหน่งหัวหน้าศูนย์วิจัยและพัฒนาสัตว์เคี้ยวเอื้องขนาดเล็ก ร่วมพัฒนาและยกระดับฟาร์มแพะของศูนย์วิจัยฯ สู่มาตรฐาน GFM และใช้ระบบ IOT ในการจัดการฟาร์ม พัฒนาอาคารปฏิบัติการวิทยาศาสตร์เนื้อสัตว์ฮาลาล ให้บริการด้านการแปรสภาพและการตัดแต่งเนื้อตามหลักฮาลาลและ GMP นอกจากนั้นได้สนับสนุนกิจกรรมทางวิชาการแก่โครงการแพะพระราชทานของมูลนิธิชัยพัฒนา และได้รับรางวัลผู้มีคุณูปการต่อวงการแพะไทย ในฐานะนักวิชาการดีเด่น ในงานประชุมสัตวศาสตร์แห่งชาติครั้งที่ 13 ปี 2568 ด้วยผลงานวิจัยและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ด้านการพัฒนาการผลิตแพะแกะ จนได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง เป็นผู้มีคุณธรรม จริยธรรม รับผิดชอบต่อสังคม สมควรได้รับการยกย่องให้เป็นนักสัตวบาลดีเด่น ประจำาปี 2567สมาคมสัตวบาลแห่งประเทศไทย ในพระราชูถัมภ์สมเด็จเทพรัตนราชสุดาฯ มอบรางวัลนักสัตวบาลดีเด่น รางวัลเชิดชูเกียรติ และรางวัลยุวสัตวบาลดีเด่น ประจำาปี 2567 ศาสตราจารย์ ดร.ไชยณรงค์ นาวานุเคราะห์ อายุ 60 ปี สำาเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ปริญญาโท สัตวบาลมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ปริญญาเอก สาขา Animal Science จาก North Dakota State University ประเทศสหรัฐอเมริกา เริ่มทำางานในตำาแหน่งอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยขอนแก่น ปัจจุบันดำารงตำาแหน่ง ผู้อำานวยการศูนย์วิจัยเทคโนโลยีชีวภาพทางการเกษตรเพื่อเศรษฐกิจที่ยั่งยืน และรองประธานเครือข่ายวิจัยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ของสำานักงานการวิจัยแห่งชาติ มีผลงานวิจัยซึ่งได้รับการพิมพ์เผยแพร่ในระดับประเทศและต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง สร้างนวัตกรรมที่นำาไปใช้ประโยชน์ได้อย่างเป็นรูปธรรม เช่น อุปกรณ์การรีดนำ้าเชื้อและผสมเทียมแพะแกะ การผลิตนำ้าเชื้อแช่แข็งอย่างง่ายในรูปแบบเม็ด และพัฒนาอาหารเสริมสำาหรับสัตว์ที่มีส่วนผสมของสารสกัดจากว่านชักมดลูก นอกจากนั้นยังถ่ายทอดเทคโนโลยี เพื่อเพิ่มขีดความสามารถด้านการผสมเทียมแพะให้แก่เกษตรกรใน 8 จังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และนำาเทคโนโลยีฟิค-ไทม์ เอไอ มาใช้ในการผลิตโคเนื้อของวิสาหกิจชุมชนทุ่งกุลา ซึ่งช่วยเพิ่มรายได้ให้เกษตรกร ด้วยผลงานวิจัยและพัฒนาเชิงประจักษ์ ในการยกระดับมาตรฐานปศุสัตว์ไทย ก่อให้เกิดประโยชน์จนได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง จึงขอยกย่องให้เป็น นัก สัตวบาลดีเด่น ประจำาปี 2567สมาคมสัตวบาลแห่งประเทศไทยฯ มอบนักสัตวบาลดีเด่น ปี 2567 รองศาสตราจารย์ ดร.ไชยวรรณ วัฒนจันทร์ นักสัตวบาลดีเด่น (สายวิชาการ) ประจำาปี 2567 รองศาสตราจารย์ ดร.ไชยวรรณ วัฒนจันทร์ นักสัตวบาลดีเด่น (สายวิชาการ) ประจำาปี 2567 ศาสตราจารย์ ดร.ไชยณรงค์ นาวานุเคราะห์ นักสัตวบาลดีเด่น (สายวิชาการ) ประจำาปี 2567 ศาสตราจารย์ ดร.ไชยณรงค์ นาวานุเคราะห์ นักสัตวบาลดีเด่น (สายวิชาการ) ประจำาปี 2567


สัตว์เศรษฐกิจ 45ข่าวสารและสาระสำาหรับวงการเลี้ยงสัตว์ รองศาสตราจารย์ดร.ปราโมทย์แพงคำา อายุ 53 ปี สำาเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี สัตวศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ปริญญาโท โภชนศาสตร์สัตว์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ปริญญาเอก สาขาโภชนศาสตร์สัตว์ จาก University Putra Malaysia เริ่มทำางานในตำาแหน่งอาจารย์ที่ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี ปัจจุบันทำางานที่ สำานักวิชาเทคโนโลยีการเกษตร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี มีผลงานวิจัย ตำาราและบทความวิชาการซึ่งได้รับการพิมพ์เผยแพร่ในระดับประเทศและต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง ตลอดจนจัดทำาคู่มือการใช้หญ้าเนเปียร์สีม่วงเพื่อเป็นอาหารแพะ-แกะ และการใช้ประโยชน์วัตถุดิบอาหารสัตว์ในท้องถิ่น และถ่ายทอดเทคโนโลยีจากการงานวิจัยแก่เกษตรกรผู้เลี้ยงแพะ แกะ นอกจากนั้นได้รับเชิญเป็นวิทยากรสำาคัญในการประชุม ICESAI และ ร่วมสร้างเครือข่ายความร่วมมือทางวิชาการกับสถาบันในประเทศจีน ด้วยผลงานวิจัยและพัฒนา มีประโยชน์ต่อการพัฒนาการผลิตแพะ แกะของประเทศ อย่างต่อเนื่อง และได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในสังคม ทั้งด้านวิชาการ คุณธรรม จริยธรรม จึงขอยกย่องให้เป็นนักสัตวบาลดีเด่น ประจำาปี 2567 ดร.แสนศักดิ์นาคะวิสุทธิ์อายุ 62 ปี สำาเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี สัตวศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ปริญญาโทสัตวศาสตร์จาก The University of Western Australia ปริญญาเอก สาขา Animal Genetics and Breeding จาก The University of New England รับราชการที่กรมปศุสัตว์ ในตำาแหน่งนักวิชาการสัตวบาล และเกษียณอายุในตำาแหน่งผู้เชี่ยวชาญด้านส่งเสริมและพัฒนาสัตว์เล็ก เป็นผู้ริเริ่มการพัฒนางานกลุ่มศูนย์ข้อมูลการปรับปรุงพันธ์สัตว์ e-breeding กรมปศุสัตว์ มีผลงานวิจัยโครงการพัฒนาพันธุ์ไก่เนื้อไทย โครงการการสร้างฝูงพันธุ์ไก่เบตง พิกุลทอง การปรับปรุงพันธุ์สุกร เป็นผู้แทนประเทศไทยในการเข้าร่วมประชุม ASIAN-Australasian Dairy Goat Networks และ Asian Good Animal Husbandry Practice เป็นผู้แทนกรมปศุสัตว์ชี้แจงพระราชบัญญัติวิชาชีพการสัตวบาล พ.ศ. 2565 ต่อสภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภา หลังเกษียณอายุราชการ ยังได้รับเชิญเป็นวิทยากรในเวทีด้านปศุสัตว์ต่างๆ เป็นผู้เชี่ยวชาญในการตรวจเอกสารทางวิชาการ และเป็นผู้ทรงคุณวุฒิติดตามประเมินผลโครงการวิจัยที่ได้รับการสนับสนุนจากสำานักงานการวิจัยแห่งชาติ นับได้ว่าเป็นผู้ประสบความสำาเร็จในการประกอบอาชีพ มีผลงานที่ก่อให้เกิดประโยชน์อย่างต่อเนื่อง เป็นที่ประจักษ์ต่อสังคมและวงการปศุสัตว์ เป็นผู้มีคุณธรรม จริยธรรมและรับผิดชอบต่อสังคม จึงขอยกย่องให้เป็นนักสัตวบาลดีเด่น เพื่อเป็นเกียรติสืบไป รองศาสตราจารย์ ดร.ปราโมทย์ แพงคำานักสัตวบาลดีเด่น (สายวิชาการ) ประจำาปี 2567 รองศาสตราจารย์ ดร.ปราโมทย์ แพงคำานักสัตวบาลดีเด่น (สายวิชาการ) ประจำาปี 2567 ดร.แสนศักดิ์ นาคะวิสุทธิ์ นักสัตวบาลดีเด่น (สายวิชาชีพ) ประจำาปี 2567 ดร.แสนศักดิ์ นาคะวิสุทธิ์ นักสัตวบาลดีเด่น (สายวิชาชีพ) ประจำาปี 2567


46 สัตว์เศรษฐกิจLIVESTOCK PRODUCTION MAGAZINE นายสุข เจริญกิจ อายุ 61 ปี สำาเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี สัตวศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น เริ่ม ทำางานเป็นพนักงานขายที่บริษัท เจริญโภคภัณฑ์ จำากัด ก่อนจะก้าวขึ้นสู่ตำาแหน่งผู้บริหาร ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานฟาร์มและอาหารสัตว์ ของ บริษัท สยามฟีด แอนด์ ฟู้ด จำากัด และ บริษัท เอสจี ฟีดมิลล์ จำากัด ซึ่งดำาเนินธุรกิจจำาหน่ายอาหารสัตว์สำาหรับเป็ด ไก่ และสุกร มีผลงานสำาคัญในการผลิตและพัฒนาผลิตภัณฑ์เนื้อไก่ ภายใต้แบรนด์ “ไก่นำาโชค” ที่ได้รับการรับรองมาตรฐานการผลิตคุณภาพสูงระดับสากล มีความรับผิดชอบต่อสังคมและวงการปศุสัตว์อย่างต่อเนื่อง โดยให้การสนับสนุนทุนวิจัยแก่นักศึกษาระดับปริญญาโท สัตวศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ร่วมกับสำานักงานการวิจัยแห่งชาติ สนับสนุนงบประมาณจัดกิจกรรมเสริมหลักสูตรเพื่อพัฒนาทักษะการเลี้ยงไก่เนื้อแก่นักศึกษาระดับปริญญาตรี นอกจากนี้ ยังทำาหน้าที่เป็น อุปนายกสมาคมศิษย์เก่า คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ด้วยความสำาเร็จในวิชาชีพที่เป็นแบบอย่าง มีผลงานก่อให้เกิดประโยชน์ต่อวงการปศุสัตว์ และรับผิดชอบต่อสังคม เป็นที่ประจักษ์ จึงขอยกย่องให้เป็น นักสัตวบาลดีเด่นเพื่อเป็นเกียรติสืบไป ดร.ไพรัตน์ศรีชนะ อายุ 57 ปี สำาเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีสัตวศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ปริญญาโทสัตวบาล มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ปริญญาเอก สาขา Animal Science จาก University of Missouri Columbia ประเทศสหรัฐอเมริกา เริ่มทำางานตำาแหน่งนักวิชาการ ฝ่ายวิชาการสัตว์ปีก เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำากัด ปัจจุบันดำารงตำาแหน่ง รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ด้านวิจัยและพัฒนาอาหารสัตว์ เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำากัด เป็นผู้ริเริ่มและผลักดันนวัตกรรม การคิดค้นอาหารสุกรไฮโกร พรีวีน การพัฒนากลุ่มผลิตภัณฑ์ ไก่เบญจาและหมูชีวา เน้นการเลี้ยงที่ปลอดการใช้ยาปฏิชีวนะ คิดค้นอาหารสุกรรักษ์สิ่งแวดล้อม ลดการปลดปล่อยไนโตรเจน นอกจากนี้ ยังมีบทบาทในการผลักดันโครงการ ไก่ไทยไปอวกาศ เป็นการแสดงศักยภาพของประเทศไทย ด้านความปลอดภัยทางอาหารและมาตรฐานการผลิตอาหารระดับสูง จนได้รับ รางวัลนวัตกรรมแห่งชาติ ประจำาปี 2566 ด้านองค์กรนวัตกรรมดีเด่น อีกทั้งยังเคยได้รับ รางวัล IIC Pinnacle ในปี 2549 ขณะเป็นนักศึกษาที่นำาเสนอผลงานวิจัยโดดเด่นในประเทศสหรัฐอเมริกา ด้วยเป็นผู้ประสบความสำาเร็จในการประกอบอาชีพ มีผลงานนวัตกรรมที่ยกระดับมาตรฐานอาหารสัตว์ อย่างต่อเนื่อง จึงขอยกย่องให้เป็นนักสัตวบาลดีเด่น เพื่อเป็นเกียรติสืบไปนายสุข เจริญกิจ นักสัตวบาลดีเด่น (สายวิชาชีพ) ประจำาปี 2567 นายสุข เจริญกิจ นักสัตวบาลดีเด่น (สายวิชาชีพ) ประจำาปี 2567 ดร.ไพรัตน์ ศรีชนะ นักสัตวบาลดีเด่น (สายวิชาชีพ) ประจำาปี 2567 ดร.ไพรัตน์ ศรีชนะ นักสัตวบาลดีเด่น (สายวิชาชีพ) ประจำาปี 2567 46 สัตว์เศรษฐกิจ


สัตว์เศรษฐกิจ 47ข่าวสารและสาระสำาหรับวงการเลี้ยงสัตว์ นายสิทธิพันธ์ ธนาเกียรติภิญโญ อายุ 73 ปี ปัจจุบันดำารงตำาแหน่ง นายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ นายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ประธานกรรมการ บริษัท สิทธิภัณฑ์ฟาร์ม จากัด และ บริษัท สุขพรหมมาศ จากัด เรียนจบมัธยมศึกษาตอนปลายจากจังหวัดชัยภูมิ เป็นผู้ที่มีวิสัยทัศน์ในการนำาเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาประยุกต์ใช้เพื่อพัฒนาคุณภาพและเพิ่มประสิทธิภาพฟาร์มของตนเอง จนกลายเป็นฟาร์มต้นแบบชั้นนำา โดยเน้นการใส่ใจต่อผู้บริโภค สิ่งแวดล้อม และชุมชนอย่างยั่งยืน ได้อุทิศตนเพื่อประโยชน์ของผู้เลี้ยงสุกรและสร้างความมั่นคงในอุตสาหกรรม เป็นผู้นำาร่องสนับสนุนโครงการรักษาเสถียรภาพราคาสุกร ในช่วงที่ผลผลิตล้นตลาด ด้วยการเข้าร่วมและขับเคลื่อน “โครงการตัดวงจรลูกสุกรทำาหมูหัน” นอกจากนั้นเคยดำารงตำาแหน่งรองประธานหอการค้าจังหวัดชัยภูมิ และเป็นกรรมการส่งเสริมกิจการมหาวิทยาลัยขอนแก่น ระหว่างปี 2542 - 2545 เป็นผู้มีคุณธรรม จริยธรรม เป็นที่ยอมรับของบุคคลทั่วไป จึงขอยกย่อง เชิดชูเกียรติและผลงาน เพื่อเป็นเกียรติสืบไป นายนิพัฒน์ เนื้อนิ่ม อายุ 59 ปี สาเร็จการศึกษาจากคณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เริ่มทำางานที่บริษัทเครือเจริญโภคภัณฑ์ ปี 2533 ก่อนจะก้าวขึ้นสู่ตำาแหน่งบริหารในฐานะประธานบริหาร บริษัทในเครือสยามมิตร กรุ๊ป เมื่อปี พ.ศ. 2543 ปัจจุบันดำาเนินธุรกิจฟาร์มสุกรครบวงจร และดำารงตำาแหน่งอุปนายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ นายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรเขต 7 และจังหวัดราชบุรี มีบทบาทสำาคัญในการผลักดันการส่งออกสุกรขุนไปประเทศเพื่อนบ้านเพื่อบริหารจัดการสุกรส่วนเกิน สร้างการรับรู้ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับมือกับโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร ส่งเสริมการยกระดับมาตรฐานฟาร์มปศุสัตว์และการนำาเทคโนโลยีมาใช้ เช่น ระบบฟาร์มปิด และไบโอแก๊สเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ตลอดจนคัดค้านการนำาเข้าเนื้อสุกรจากสหรัฐอเมริกา นับได้ว่าเป็นผู้มีบทบาทสาคัญในการพัฒนาการผลิตสุกรของประเทศ จึงขอยกย่อง เชิดชูเกียรติและผลงานเพื่อเป็นเกียรติสืบไปนายสิทธิพันธ์ ธนาเกียรติภิญโญ เชิดชูเกียรติ ประจำ�ปี 2567 นายสิทธิพันธ์ ธนาเกียรติภิญโญ เชิดชูเกียรติ ประจำาปี 2567 นายนิพัฒน์ เนื้อนิ่ม เชิดชูเกียรติ ประจาปี 2567 นายนิพัฒน์ เนื้อนิ่ม เชิดชูเกียรติ ประจาปี 2567 สัตว์เศรษฐกิจ 47


48 สัตว์เศรษฐกิจLIVESTOCK PRODUCTION MAGAZINE ดร.มานิจ วิบูลย์พันธุ์ อายุ 52 ปี จบการศึกษาระดับปริญญาเอก ด้านพันธุวิศวกรรม จาก University of York สหราชอาณาจักร เคยทำางานที่กระทรวงการต่างประเทศ และ สำานักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ต่อมาได้ลาออกและประกอบกิจการส่วนตัว ปัจจุบันเป็นเจ้าของกิจการ “มานิจฟาร์ม” และดำารงตำาแหน่งกรรมการบริหาร บริษัท สยามบรีดส์อินโนเวชั่น จำากัด มีผลงานวิจัยและพัฒนาพันธุ์ไก่และเป็ดสายพันธ์แท้เพื่อทดแทนการนำาเข้าและส่งขายออกต่างประเทศ พัฒนารูปแบบและสร้างฟาร์มไก่ปลอดมลพิษต้นแบบ จัดทำาวีดีโอคลิปลงสื่อออนไลน์เป็นภาษาต่างๆ เพื่อใช้เป็นคู่มือการเลี้ยงสัตว์ปีกที่ถูกวิธี รวมถึงบทบาทในการเจรจากับองค์กรทั้งภาครัฐและเอกชนของประเทศต่างๆ ในทวีปเอเชีย เพื่อสร้างความร่วมมือในการกระจายพันธุ์สัตว์ ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อวงการปศุสัตว์โดยส่วนรวม เป็นผู้มีคุณธรรม จริยธรรม เป็นที่ยอมรับของบุคคลทั่วไป จนได้รับคัดเลือกให้เป็น “บุคคลคุณภาพแห่งปี 2025” สาขา “บุคคลตัวอย่างในภาคธุรกิจการเกษตร” จากมูลนิธิสภาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย เมื่อ 17 ตุลาคม 2568 จึงขอเชิดชูเกียรติและผลงานไว้ ณ ที่นี้ นางสาวญาณิศามน กันถาด อายุ 21 ปี กำาลังศึกษาชั้นปีที่ 4 สาขาเทคโนโลยีการผลิตสัตว์ มหาวิทยาลัยแม่โจ้-แพร่ เฉลิมพระเกียรติ มีความมุ่งมั่นในการศึกษา วิจัยด้านสัตวศาสตร์ โดยเฉพาะงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการสืบพันธุ์ของสุกร ได้รางวัลการนำาเสนอโปสเตอร์ ระดับยอดเยี่ยม ในการประชุมวิชาการทางด้านสัตวศาสตร์ระดับนานาชาติ ปี 2025 ของ National Chung Hsing University, Taiwan และได้รางวัลชนะเลิศการประกวดหนังสั้นวิทยาศาสตร์ ระดับอุดมศึกษา จากผลงาน หนอนรักษ์โลก ในงานสัปดาห์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ ส่วนภูมิภาค ประจำาปี 2566 ของจังหวัดแพร่ มีส่วนร่วมในกิจกรรมทางด้านสัตวบาลและกิจกรรมเพื่อส่วนรวมอย่างต่อเนื่อง ดำารงตำาแหน่งนายกองค์การนักศึกษา มหาวิทยาลัยแม่โจ้-แพร่ เฉลิมพระเกียรติ ประจำาปี พ.ศ. 2567 และได้รับคัดเลือกให้เป็นประธานเครือข่ายนักศึกษาสิงห์อาสาภาคเหนือ ใช้สื่อสาธารณะเพื่อเผยแพร่ความรู้ ด้านสัตวบาลสู่เยาวชน เป็นผู้ดูแลกิจกรรมอาชาบำาบัด และกิจกรรมนันทนาการผ่านการเรียนรู้เกี่ยวกับสัตว์ให้กับเยาวชน ด้วยผลงานดีเด่นทางวิชาการและสิ่งประดิษฐ์ การมีส่วนร่วมในกิจกรรมทางด้านสัตวบาล และมีมนุษยสัมพันธ์ที่ดี เป็นที่ยอมรับของสังคม จึงขอยกย่องให้เป็นยุวสัตวบาลดีเด่น ประจำาปี 2567ดร.มานิจ วิบูลย์พันธุ์ เชิดชูเกียรติ ประจาปี 2567 ดร.มานิจ วิบูลย์พันธุ์ เชิดชูเกียรติ ประจาปี 2567 นางสาวญาณิศามน กันถาด ยุวสัตวบาลดีเด่น ประจำาปี 2567 นางสาวญาณิศามน กันถาด ยุวสัตวบาลดีเด่น ประจำาปี 2567 48 สัตว์เศรษฐกิจ


สัตว์เศรษฐกิจ 49ข่าวสารและสาระสำาหรับวงการเลี้ยงสัตว์ กิ จ ก ร ร ม เ ด่ น กิ จ ก ร ร ม เ ด่ น สมาคมสัตวบาลแห่งประเทศไทย สมาคมสัตวบาลแห่งประเทศไทย สมาคมสัตวบาลแห่งประเทศไทย สมาคมสัตวบาลแห่งประเทศไทย ในพระราชูปถัมภ์ ในพระราชูปถัมภ์ ในพระราชูปถัมภ์ ในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี สยามบรมราชกุมารี สยามบรมราชกุมารี สยามบรมราชกุมารีจัดประชุมใหญ่สามัญประจำาปี 2568 ซึ่งภายในงานพิธีการมอบรางวัล “นักสัตวบาลดีเด่น” ในประเภทต่าง ๆ ประจำาปี พ.ศ. 2567 และมีการเสวนาพิเศษ เรื่อง “เทคโนโลยีการเลี้ยงสัตว์อัจฉริยะสู่ทศวรรษใหม่ (Smart Livestock Technology for the Next Decade)” ณ โรงแรมมารวยการ์เด้นท์ กรุงเทพฯ


50 สัตว์เศรษฐกิจเสี่ยงอย่างต่อเนื่อง เพื่อควบคุมการแพร่กระจายของเชื้อโรค และรักษาสุขอนามัยของชุมชนกรมปศุสัตว์ขอให้เกษตรกรที่ได้รับผลกระทบมั่นใจว่า หน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์พร้อมให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มที่ โดยสามารถติดต่อขอรับบริการได้ที่ สำานักงานปศุสัตว์อำาเภอ หรือ สำานักงานปศุสัตว์จังหวัด รวมถึง แอปพลิเคชัน DLD 4.0 ตลอด 24 ชั่วโมงด้าน “ฉก.พญานาคราช” จับเนื้อเถื่อนกลางกรุงลอตใหญ่ 600 กว่ากิโลกรัม มูลค่า 1 ล้านบาท พลตำ�รวจตรี มนตรี แป้นเจริญ ผู้อำ�นวยก�รศูนย์เฉพ�ะกิจสืบสวนปร�บปร�มก�รกระทำ�ผิดที่เกี่ยวข้องกับก�รเกษตร (ฉก.พญ�น�คร�ช) เปิดเผยภายหลังมอบหมายพันเอก รวิรักษ์ สัตตบุศย์ หัวหน้าฝ่ายปฏิบัติการ ฉก.พญานาคราช เข้าตรวจสอบปราบปรามสินค้าเกษตรผิดกฎหมาย โดยเมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2568 เวลาประมาณ 11.00 น. “ฉก.พญานาคราช” นำาโดย พันตำารวจเอก สร�วุฒิ ปรีด�กรณ์ หัวหน้�ส่วนควบคุมและสืบสวน ฝ่�ยปฏิบัติก�ร ฉก.พญ�น�คร�ช พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่กรมปศุสัตว์ เจ้าหน้าที่ส่วนงานเสริมความมั่นคงด้านสิ่งแวดล้อม พลังงาน และอาหาร ศูนย์ประสานการปฏิบัติที่ 4 กองอำานวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร เจ้าหน้าที่ตำารวจ กองกำากับการสืบสวน กองบังคับการตรวจค้นเข้าเมือง 1 และเจ้าหน้าที่กองทะเบียนจัดหางานกลางและคุ้มครองคนหางาน บูรณาการความร่วมมือหลังได้รับแจ้งว่ามีการค้าซากสัตว์ผิดกฎหมายในพื้นที่รัชดาซอย 17 สุทธิสาร-ห้วยขวาง กรุงเทพมหานคร ซึ่งภายหลังเข้าตรวจสอบอาคารเลขที่ 368 อาคารบางกอกรัชดา 17 ชั้นที่ 8 ห้องเลขที่ 1806 ซอยอินทามระ 47 แขวงดินแดง เขตดินแดง กรุงเทพมหานคร พบว่าเป็นที่ตั้งบริษัท โกลบอล แลนด์ กรุ๊ป จำากัด ทะเบียนนิติบุคคลเลขที่ 0105568059721 กรรมการของบริษัทมี 3 คน ได้แก่ 1. นางสาวทิวาวัลย์ จินดาพาณิชย์ 2. นางสาวพิริยา บุญมากปาน และ 3. นายเหว่ยเข็ง เหยียน จึงได้แจ้งนิติบุคคลเพื่อขอเข้าตรวจสอบ โดยภายในห้องเลขที่ 1806 พบนาย YAN WEISHENG (ทราบชื่อภายหลัง) อายุ 49 ปี สัญชาติจีน แสดงตนเป็นเจ้าของห้อง และพบนางสาว KHOEUT SOPHANRO (ทราบชื่อภายหลัง) อายุ 33 ปี สัญชาติกัมพูชา อยู่ในห้องดังกล่าว โดยนาย YANฯ ได้ยินยอมให้พนักงานเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบ จากการเข้าตรวจสอบของเจ้าหน้าที่พบตู้แช่แข็งฝาทึบ 2 ฝา จำานวน 2 ตู้ ภายในบรรจุซากสัตว์ต้องสงสัยไม่ทราบแหล่งที่มา จำานวน 348.6 กิโลกรัม อยู่ภายในห้องชุดเลขที่ 1806 และพบตู้แช่แข็งฝาทึบ 2 ฝา จำานวน 1 ตู้ ภายในบรรจุซากสัตว์ต้องสงสัยไม่ทราบแหล่งที่มา จำานวน 87.3 กิโลกรัม อยู่ภายในห้องชุดเลขที่ 1412 โดยเจ้าหน้าที่ขอดูเอกสารหลักฐานใบอนุญาตทำาการค้าหรือหากำาไรในลักษณะคนกลางซึ่งซากสัตว์ ใบอนุญาตนำาซากสัตว์เข้าในราชอาณาจักร และเอกสารอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง แต่นาย YANฯ ไม่สามารถบอกกล่าวเล่าสิบบอกกล่าวเล่าสิบ ประจำาฉบับที่ 935 เดือนธันวาคม 2568...เริ่มจาก “กรมปศุสัตว์เดินหน้าช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ภาคใต้ต่อเนื่อง ภายหลังน้ำาลด เร่งจัดการซากสัตว์ตามหลักสุขาภิบาล ป้องกันโรคระบาด น�ยสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคล�นนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า กรมปศุสัตว์ยังคงเดินหน้าช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ในพื้นที่ภาคใต้ที่ประสบอุทกภัยอย่างต่อเนื่อง โดยได้จัดส่งหน่วยสัตวแพทย์เคลื่อนที่ลงพื้นที่ดูแลสุขภาพปศุสัตว์และสัตว์เลี้ยงต่อเนื่องจากช่วงเผชิญเหตุ รวมถึงยังคงแจกจ่ายหญ้าอาหารสัตว์พระราชทานและอาหารสัตว์เลี้ยง ซึ่งเป็นไปตามข้อสั่งการของ ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่กำาชับให้หน่วยงานในสังกัดเร่งบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ และฟื้นฟูอาชีพเกษตรกรให้กลับมาโดยเร็วก่อนหน้านี้ ในระยะเผชิญเหตุกรมปศุสัตว์ช่วยเหลือเกษตรกรใน 10 จังหวัดภาคใต้ได้แก่ ชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง สตูล ปัตตานี สงขลา ตรัง นราธิวาส และยะลา ครอบคลุมพื้นที่ 97 อำาเภอ 610 ตำาบล 3,822 หมู่บ้าน ด้วยการมอบหญ้าอาหารสัตว์พระราชทาน 809,230 กิโลกรัม อพยพสัตว์ออกจากพื้นที่เสี่ยง 271,203 ตัว สนับสนุนชุดส่งเสริมสุขภาพสัตว์ (แร่ธาตุ ยาปฏิชีวนะ วิตามิน) 552 ชุด และแจกจ่ายถุงยังชีพสัตว์ โดยได้กำาชับให้เจ้าหน้าที่เข้าสำารวจความเสียหายเพื่อเตรียมจ่ายค่าชดเชยตามระเบียบราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน พ.ศ. 2568 ตลอดจนตามแผนฟื้นฟูอาชีพของเกษตรกรผู้เลี้ยงปศุสัตว์จากการสำารวจเบื้องต้นพบเกษตรกรได้รับผลกระทบรวม 209,923 ราย ปศุสัตว์สัตว์ได้รับผลกระทบรวมทั้งสิ้น 13,889,488 ตัว ประกอบด้วย โค กระบือ สุกร แพะ แกะ และสัตว์ปีก พบสัตว์ตายและสูญหาย ทั้งสิ้น 88,712 ตัว ใน 9 จังหวัด ได้แก่ พัทลุง ตรัง นครศรีธรรมราช ปัตตานี สตูล สุราษฎร์ธานี นราธิวาส สงขลา และยะลาโดยในจำานวนนี้เป็นโค 576 ตัว กระบือ 39 ตัว สุกร 61 ตัว แพะ 82 ตัว แกะ 33 ตัว และสัตว์ปีก 87,921 ตัวมาตรการที่สำาคัญอีกประการคือ การกำาจัดซากสัตว์อย่างเร่งด่วนเพื่อป้องกันโรคระบาดในพื้นที่อำาเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ซึ่งระดับน้ำาลดลงแล้ว กรมปศุสัตว์ได้จัดชุดปฏิบัติการพิเศษจากหลายหน่วยงาน ลงพื้นที่ตรวจสอบและจัดการเหตุการณ์ที่ได้รับแจ้ง โดยสามารถกำาจัดซากสัตว์ตามหลักสุขาภิบาลได้ รวมทั้งสิ้น 314 ซาก ได้แก่ ไก่ 30 ตัว หมู 27 ตัว แพะ 157 ตัว โค 86 ตัว สุนัข 7 ตัว แมว 6 ตัว และกระต่าย 1 ตัว พร้อมฉีดพ่นยาฆ่าเชื้อในพื้นที่LIVESTOCK PRODUCTION MAGAZINE


Click to View FlipBook Version