The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

สัตว์เศรษฐกิจ-910

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by สัตว์เศรษฐกิจ E magazine, 2023-11-17 07:02:09

Livestock Production Magazine 910

สัตว์เศรษฐกิจ-910

LIVESTOCK PRODUCTION MAGAZINE ข่ า ว ส า ร แ ล ะ ส า ร ะ ส ำา ห รั บ ว ง ก า ร เ ลี้ ย ง สั ต ว์ https://livestockemag.com/ สัตว์เศรษฐกิจ https://livestockemag.com/ ปี 39 ฉบับที่ 910 พฤศจิกายน 2566 ผู้เลี้ยงหมูรายย่อย... ทำาอย่างไร ? ถึงจะอยู่รอด ผู้เลี้ยงปลื้ม..นายกฯ เข้มปราบหมูเถื่อน พร้อมเร่งแก้ปัญหาราคาด้วย RMC กรุ๊ป... รุกติดโซลาเซลล์ ลดค่าไฟฟ้า ตั้งเป้าคืนทุนใน 4 ปี โรคติดเชื้อที่มีผลต่อปริมาณและคุณภาพไข่ไก่ ผู้เลี้ยงหมูรายย่อย... ทำาอย่างไร ? ถึงจะอยู่รอด ผู้เลี้ยงปลื้ม..นายกฯ เข้มปราบหมูเถื่อน พร้อมเร่งแก้ปัญหาราคาด้วย RMC กรุ๊ป... รุกติดโซลาเซลล์ ลดค่าไฟฟ้า ตั้งเป้าคืนทุนใน 4 ปี โรคติดเชื้อที่มีผลต่อปริมาณและคุณภาพไข่ไก่


4 สัตว์เศรษฐกิจ ข่าวสารและสาระสำาหรับวงการเลี้ยงสัตว์ คดีลักลอบนำ�เข้�สินค้�สุกรโดยไม่รับอนุญ�ตคืบหน้�อย่�งต่อเนื่องโดยล่�สุดเมื่อ 25 ตุล�คม 2566 กรมสอบสวนคดี พิเศษ หรือ DSI มีก�รสรุปตัวเลขจำ�นวนตู้สินค้�สุกรที่ลักลอบนำ�เข้�ตั้งแต่ปี2564 มีจำ�นวน 2,385 ตู้ที่มีเกษตรกรผู้เลี้ยง นำ�ไปคำ�นวณปริม�ณโดยน้ำ�หนักได้ถึง 64,395 เมตริตัน หรือ 64.395 ล้�นกิโลกรัม ซึ่งถ้�คูณด้วยร�ค� 100 บ�ทต่อ กิโลกรัม จะมีมูลค่�ถึง 6,439.5 ล้�นบ�ทเลยทีเดียว คำ�ถ�มที่สังคมจะต้องตั้งคำ�ถ�มต่อคือ ต�มร�ยง�นก�รลักลอบตั้งแต่ปี2564 จำ�นวน 2,385 ตู้ได้ยอดนี้ม�จ�กที่ไหน? จะขย�ยผลอย่�งไร? และยอดที่ได้ ถึงปี2566 หรือไม่? โดยต่อเนื่องจ�กคำ�ถ�มที่ว่�ได้จ�กยอดนี้ม�จ�กไหน และได้ม�อย่�งไร ซึ่งก็พอจะสันนิษฐ�นได้ว่�ได้ ม�จ�กกลุ่มศุลก�กร โดยจำ�นวน 2,385 ตู้กับคว�มผิดสำ�เร็จซึ่งชัดเจนว่�เป็นคว�มผิดต�มพระร�ชบัญญัติโรคระบ�ดสัตว์ พ.ศ 2558 เพร�ะก�รนำ�เข้�สินค้�สุกรอธิบดีกรมปศุสัตว์ได้ให้เข�หล�ยครั้งว่�ยังไม่มีก�รอนุญ�ตในกรณีของเนื้อสุกร ซึ่งจะ ทำ�ให้สินค้�กลุ่มชิ้นส่วนสุกรและเนื้อสุกรที่เป็นสินค้�ต้องจำ�กัดต�มกฎหม�ยศุลก�กร ซึ่งจะต้องมีใบอนุญ�ตจ�กอธิบดีกรม ปศุสัตว์เพื่อประกอบในก�รทำ�พิธีก�รศุลก�กร ดังนั้น จำ�นวนตู้ต�มร�ยง�นแถลงข่�วของกรมสอบสวนคดีพิเศษจำ�นวน 2,385 ตู้จะต้องมีลักษณะก�รขย�ยผลต�ม กฎหม�ยที่เกี่ยวข้องทั้ง 2 ฉบับ ต�มข่�วมีก�รร�ยง�นเพิ่มเติมอีกว่�ผู้กระทำ�คว�มผิดประกอบด้วย ชิปปิ้ง ผู้สั่งนำ�เข้� และ ห้องเย็น โดยมีข้�ร�ชก�ร นักก�รเมืองท้องถิ่น และผู้มีอิทธิพลให้ก�รสนับสนุน จึงเกิดคำ�ถ�มต�มม�อีกว่�กลุ่มนี้เข้�ข่�ย ผู้สนับสนุนก�รกระทำ�คว�มผิด หรืออ�จจะมีทำ�ผิดต่อตำ�แหน่งหน้�ที่ร�ชก�รที่เป็นคว�มผิดต�มประมวลกฎหม�ยอ�ญ� ลักษณะ 2 หมวด 2 ด้วยหรือไม่ จะมีก�รเอ�ผิดกลุ่มนี้ด้วยหรือไม่? อย่�งไร? โดยส�ม�รถแยกได้ดังนี้ 1. ข้�ร�ชก�ร หม�ยรวมถึงข้�ร�ชก�รที่ทำ�หน้�ที่ผ่�นพิธีก�รตรวจปล่อย และข้�ร�ชก�รที่อำ�นวยคว�มสะดวกในก�ร ออกเอกส�รก�รเคลื่อนย้�ย แปลงสัญช�ติไปสู่จุดจำ�หน่�ย ใช่หรือไม่? 2. นักก�รเมืองท้องถิ่น เข้�ข่�ยก�รกระทำ�คว�มผิดต่อตำ�แหน่งหน้�ที่ร�ชก�ร เช่นกัน ถ้�ยังดำ�รงตำ�แหน่งท�ง ก�รเมือง จะดำ�เนินก�รกลุ่มนี้อย่�งไร? เพื่อบังคับใช้กฎหม�ยอย่�งเท่�เทียม 3. ผู้มีอิทธิพล กลุ่มนี้จะประส�นกับรัฐมนตรีว่�ก�รกระทรวงมห�ดไทย ที่กำ�ลังรวบรวมปร�บปร�มผู้มีอิทธิพลด้วย หรือไม่? อย่�งไร? ต�มหน้�สื่อที่เป็นนโยบ�ยเร่งรัดของท่�นรองน�ยกและรัฐมนตรีว่�ก�รกระทรวงมห�ดไทย น�ยอนุทิน ช�ญวีรกุล โยงไปโยงม�ทำ�ให้นึกถึงเรื่องคว�มเหลื่อมล้ำ�ท�งก�รบังคับใช้กฎหม�ย ซึ่งก�รดำ�เนินคดีสินค้�สุกรลักลอบจะเป็น บทพิสูจน์อีกครั้งหนึ่งในเรื่องของก�รแก้ปัญห�คว�มเหลื่อมล้ำ�ในเรื่องของก�รบังคับใช้กฎหม�ย ยิ่งถ้�มีก�รพ�ดพิงถึง ผู้ดำ�รงตำ�แหน่งท�งก�รเมือง หรือ ข้�ร�ชก�รระดับสูง ยิ่งต้องบังคับใช้กฎหม�ยอย่�งเข้มงวดเพร�ะเป็นกลุ่มคนที่ต้องตระหนัก อย่�งยิ่ง ถึงบทบ�ทและหน้�ที่ เพร�ะตำ�แหน่งที่ได้รับเป็นก�รโปรดเกล้�ตำ�แหน่งต�มพระร�ชโองก�รแต่งตั้งโดย พระมห�กษัตริย์ LIVESTOCK PRODUCTION MAGAZINE สังคมตั้งคำ�ถ�ม หลัง DSI สรุปนำ�เข้� สุกรผิดกฎหม�ย 2,385 ตู้


สรŒางพันธมิตรที่ยั่งยืนกับ…. ผูŒเชี่ยวชาญดŒานเกษตรอุตสาหกรรมครบวงจร อุปกรณฟารมปศุสัตว เวชภัณฑและสารเสร�ม สำหรับสัตว เพ��มผลผลิตดี กำไรงาม ครอบคลุมสินคŒาและบร�การครบวงจร เปšนพันธมิตรทางธุรกิจเพ�่อความสำเร็จที่ยั่งยืน อาหารสัตว คุณภาพ บร�การทดสอบดŒานปศุสัตว และอาหารครบวงจร บร�การฟารมและ ที่ปร�กษาทางธุรกิจ ที่เดียวครบ… จบทุกเร�่องฟารม บร�ษัท เบทาโกร จำกัด(มหาชน) (สำนักงานใหญ) อาคารเบทาโกรทาวเวอร(นอรธปารค) 323 ถนนว�ภาวดีรังสิต แขวงทุงสองหอง เขตหลักสี่ กทม. 10210 Call Center : 1482 สรŒางพันธมิตรที่ยั่งยืนกับ…. ผูŒเชี่ยวชาญดŒานเกษตรอุตสาหกรรมครบวงจร อุปกรณฟารมปศุสัตว เวชภัณฑและสารเสร�ม สำหรับสัตว เพ��มผลผลิตดี กำไรงาม ครอบคลุมสินคŒาและบร�การครบวงจร เปšนพันธมิตรทางธุรกิจเพ�่อความสำเร็จที่ยั่งยืน อาหารสัตว คุณภาพ บร�การทดสอบดŒานปศุสัตว และอาหารครบวงจร บร�การฟารมและ ที่ปร�กษาทางธุรกิจ ที่เดียวครบ… จบทุกเร�่องฟารม บร�ษัท เบทาโกร จำกัด(มหาชน) (สำนักงานใหญ) อาคารเบทาโกรทาวเวอร(นอรธปารค) 323 ถนนว�ภาวดีรังสิต แขวงทุงสองหอง เขตหลักสี่ กทม. 10210 Call Center : 1482


สัตว์เศรษฐกิจ สารบัญ 39 ฉบับที่ 910 พฤศจิกายน 2566 บรรณาธิการ ผู้พิมพ์, ผู้โฆษณา : มุกดา วนิชกุล ที่ปรึกษา : รศ.ดร.เยาวมาลย์ ค้าเจริญ ผศ.นาม ศิริเสถียร รศ.อุทัย คันโธ ศ.น.สพ.ดร.รุ่งโรจน์ ธนาวงษ์นุเวช ผศ.ดร.เสกสม อาตมางกูร อาจารย์ศักดิ์ชัย โตภาณุรักษ์ บรรณาธิการบริหาร : ทิพารัตน์ อธิภัทรพงศ์ กองบรรณาธิการ : วิษณุ เจริญพงศ์พูล กองจัดการ : เอกบุรุษ อุมากูล ออกแบบรูปเล่ม : Chin พิสูจน์อักษร : รัชดา กูใหญ่ สำานักงาน : 74/423-424 ซ.รามคำาแหง 180 ถ.รามคำาแหง มีนบุรี กรุงเทพฯ 10510 โทร. 0-2916-3786-7 แฟกซ์ : 0-2916-8005 E-mail : [email protected] โรงพิมพ์ : ก.พลพิมพ์ เพลท : กรกนก กราฟฟิก โทร. 082-458-4318 จัดจำาหน่าย : นานาสาส์น 910 คอลัมน์พิเศษ 12 “กรมปศุสัตว์” ออก 4 มาตรการ รักษาเสถียรภาพราคาสุกร 13 ผู้เลี้ยงหมูรายย่อย...ทำาอย่างไร ? ถึงจะอยู่รอด 16 หมูเถื่อน ขบวนการขจัดผู้เลี้ยงหมูตัวเล็กอย่างเลือดเย็น 18 นายกฯ เศรษฐา สั่งกวาดล้างหมูเถื่อน ฟื้นฟูผู้เลี้ยงรายย่อย 21 ผู้เลี้ยงปลื้ม..นายกฯ เข้มปราบหมูเถื่อน พร้อมเร่งแก้ปัญหาราคาด้วย 24 หนุน..สก.เกษตรสันป่าตอง ฟื้นโครงการหมูอินเตอร์ ปลดหนี้สมาชิก 26 RMC กรุ๊ป...รุกติดโซลาเซลล์ ลดค่าไฟฟ้า ตั้งเป้าคืนทุนใน 4 ปี 28 กว่าจะได้เป็น ‘ไก่อวกาศ’ 32 โรคติดเชื้อที่มีผลต่อปริมาณและคุณภาพไข่ไก่ 36 ‘ฟู้ดโมเม้นท์’ ยื่นแบบไฟลิ่งขายหุ้น IPO ไม่เกิน 270 ล้านหุ้น 37 กรมปศุสัตว์ ควบคุม กำากับ ดูแล การส่งออกชิ้นส่วนไก่ เป็นไปตามเงื่อนไขคู่ค้า 38 “มั่งคั่งแอนนิมอล”...จากธุรกิจเสื้อผ้า สู่ความสำาเร็จ ในระบบคอนแทรคฟาร์ม 40 สถานทูตออสเตรเลีย ร่วมกับ MLA ผลักดันอุตสาหกรรมโคเนื้อไทย สู่ความยั่งยืน 42 เตือนภัยการระบาดของ “โรคลัมปี สกิน” หลังมีรายงานเพิ่มขึ้น 43 ปศุสัตว์ ไตรมาส3 ยังขยายตัว...ตามผลผลิตที่เพิ่มขึ้น 46 หอการค้าฯ จับมือ ก.เกษตรฯ ผลักดันธุรกิจเกษตร ปศุสัตว์ และอาหารของไทย 48 กว่า 4 ทศวรรษ “3 หมู่บ้านเกษตรกรรม” ส่งเสริมเกษตรยั่งยืน สู่ความสำาเร็จ 50 Pet Fair Southeast Asia 2023 กระตุ้นการลงทุนธุรกิจสัตว์เลี้ยง เต็มรูปแบบ 52 เดินหน้า...สร้างเครือข่ายข้าวโพดเลี้ยงสัตว์พิชิตหมอกควัน-ฝุ่น PM 2.5 คอลัมน์ประจำ� 9 กิจกรรมเด่น 10 บอกกล่าว 53 แนวโน้มราคาปศุสัตว์


สัตว์เศรษฐกิจ 9 พิธีลงนาม พิธีลงนาม MOU ระหว่าง ระหว่าง คาร์กิลสยาม คาร์กิลสยาม กับ ส.เจ้าคุณทหารลาดกระบัง และ พันธมิตร พิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ และการวิจัย ระหว่าง บริษัท คาร์กิลล์สยาม จำากัด กับ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง และพันธมิตรลูกค้าของ บริษัท คาร์กิลล์สยาม จำากัด และ การเสวนาหัวข้อ “แนวทางการยกระดับและพัฒนาเนื้อสุกร พรีเมียมในประเทศไทย” ณ โรงแรมอัศวิน แกรนด์ คอนเวนชั่น กิ จ ก ร ร ม เ ด่ น กิ จ ก ร ร ม เ ด่ น


10 สัตว์เศรษฐกิจ ประกาศสงครามสินค้าเกษตรที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย โดยเฉพาะ อย่างยิ่ง “หมูเถื่อน” ซึ่งสร้างความเสี่ยงต่อการแพร่ระบาดของ โรคสัตว์ สร้างความเดือดร้อนให้เกษตรกรเนื่องจากเป็นการแทรกแซง กลไกราคาสินค้าภายในประเทศ รวมถึงสร้างความเสี่ยงต่อสุขภาพ ผู้บริโภค ล่าสุดรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ส่งหนังสือ ด่วนถึงอธิบดีกรมปศุสัตว์สั่งการให้กำาชับหน่วยงานปฏิบัติของทุก ระดับ ตั้งแต่ระดับจังหวัด อำาเภอ และด่านนำาเข้าทุกด่านให้เข้มงวด ในการตรวจสอบ กักกัน และดำาเนินคดีที่เกี่ยวข้องกับ “หมูเถื่อน” ตามที่นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีมีความห่วงกังวลและ เน้นย้ำาหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งรัดดำาเนินคดีและปราบปราม โดยมี กรมสอบสวนคดีพิเศษหรือดีเอสไอเป็นหน่วยงานหลักในการจับกุม และดำาเนินคดีผู้ลักลอบนำาเข้าสู่ราชอาณาจักรไทย ทั้งนี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ย้ำาว่า หากพบ ว่า มีการจับกุมผู้กระทำาความผิดเกี่ยวกับ “หมูเถื่อน” ในพื้นที่ใด โดยหน่วยงานของดีเอสไอ กระทรวงเกษตรฯ จะถือว่า ด่านหรือ เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องในพื้นที่นั้นมีความผิดในฐานละเลยการปฏิบัติ หน้าที่ตามมาตรา 157 แห่งประมวลกฎหมายอาญา อีกทั้งหาก พบว่า เกี่ยวข้องในการกระทำาความผิดจะถูกสอบสวนวินัยร้ายแรง และถูกดำาเนินคดีตามกฎหมายอาญาด้วย ส่วนประเด็นที่กรมสอบสวนคดีพิเศษหรือดีเอสไอจับกุม ผู้ต้องหา 2 คนซึ่งถูกกล่าวหาว่า มีความเกี่ยวข้องกับการลักลอบ นำาเข้าหมูเถื่อน ในข้อหาหลีกเลี่ยงข้อจำากัดหรือข้อห้ามตาม พ.ร.บ.ศุลกากร รวมถึงข้อหาตามพ.ร.บ. โรคระบาดสัตว์ โดยถูก จับกุมเป็นผู้บริหารของบริษัท เว้ลท์ซี่ แอนด์ เฮ็ลธ์ซี ฟูดส์ จำากัด และบริษัท เดอะ กู๊ด ช็อป จำากัด จากนั้นมีผู้ออกมาระบุว่า ในการ ลักลอบนำาเข้าของขบวนการลักลอบนำาเข้าหมูเถื่อนมีการจ่ายเงิน สินบนให้แก่เจ้าหน้าที่กรมปศุสัตว์ โดยดีเอสไอมีหลักฐานแล้วนั้น อธิบดีกรมปศุสัตว์กล่าวว่า ได้ส่งหนังสือด่วนไปถึงอธิบดีดีเอส ไอเพื่อขอความร่วมมือให้ส่งข้อมูลและเอกสารหลักฐานตามที่ปรากฏ เป็นข่าวว่า ดีเอสไอตรวจยึดเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการจ่ายเงินเพื่อ เบิกทางในการนำาเข้าและเคลื่อนย้าย “หมูเถื่อน” ในบ้านผู้ต้องหา รายหนึ่ง โดยต้องการตรวจสอบว่า เจ้าหน้าที่กรมปศุสัตว์เกี่ยวข้อง จริงหรือไม่และเกี่ยวข้องในช่วงเวลาใด หากได้รับข้อเท็จจริงและ เอกสารหลักฐานที่ยืนยันว่า มีการกระทำาผิดของเจ้าหน้าที่กรมปศุสัตว์ จะนำาเอกสารหลักฐานดังกล่าวมาประกอบการดำาเนินการตาม กฎหมายในหน้าที่และอำานาจของกรมปศุสัตว์ ทั้งทางวินัยและทาง กฎหมายอาญาอย่างเด็ดขาดโดยด่วนที่สุด ขณะที่ ตัวแทนผู้เลี้ยงหมูจากทั่วประเทศเข้าพบอธิบดีกรม ปศุสัตว์เพื่อสนับสนุนการปราบปราม “หมูเถื่อน” ย้ำาการตรวจยึด ลอตใหญ่หลายครั้งใน 2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมา ส่งผลให้ราคาปรับขึ้น แล้ว 4 บาท หากดำาเนินการต่อเนื่อง “หมูเถื่อน” จะหมดไป สถานการณ์ราคาจะดีขึ้น ทำาให้ผู้เลี้ยงพ้นภาวะขาดทุน บอกกล่าวเล่าสิบ บอกกล่าวเล่าสิบ ประจำาฉบับที่ 910 เดือนพฤศจิกายน... เริ่ม จาก นายไชยา พรหมา รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและ สหกรณ์ เปิดเผยหลังลงพื้นที่ตรวจราชการตามนโยบายกระทรวง เกษตรและสหกรณ์ ณ สำานักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัดบุรีรัมย์ ว่า สำานักงานปศุสัตว์จังหวัดบุรีรัมย์ได้ตรวจสอบห้องเย็นทั้ง 19 แห่ง จาก 23 อำาเภอ พื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์ไม่พบการลักลอกขน เนื้อสัตว์เถื่อน ส่วนใหญ่เป็นเนื้อแซลมอนนำาเข้าถูกต้องตามกฎหมาย เห็นได้ว่าจังหวัดบุรีรัมย์มีศักยภาพในการผลิตโคเนื้อ และโคมีชีวิต สำาหรับส่งออก ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ กำาลังจะเปิดตลาดการค้าสัตว์มี ชีวิตออกสู่ประเทศกัมพูชา รวมถึงส่งออกโคเนื้อ และสุกรมีชีวิตสู่ ประเทศจีน และเวียดนาม เพื่อแก้ปัญหาสินค้าราคาตกต่ำา และให้มี สินค้าราคาสมกับคุณภาพ จึงต้องขยายผลตรวจสอบตามแนวเขต ชายแดนให้มากขึ้น เพื่อให้กลไกราคาสินค้าเกษตรกลับมาเป็นปกติ ตามนโยบายของรัฐบาลนายกรัฐมนตรี (นายเศรษฐา ทวีสิน) ที่ให้ ความสำาคัญกับการจัดการปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องเกษตรกร และผู้ประกอบการรายย่อยเป็นลำาดับแรก ต้นทุนอาหารสัตว์ที่มีราคาสูง เนื่องจากหัวอาหาร (ข้าวโพด และถั่วเหลือง) ในประเทศไม่เพียงพอ จึงต้องนำาเข้าจากต่างประเทศ ซึ่งได้มอบแนวทางให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องแนะนำาเกษตรกรให้จัดสรร พื้นที่ทำาการเกษตรใหม่ เพื่อให้มีพื้นที่ผลิตหัวอาหารเอง ปรับปรุงดิน ให้มีคุณภาพเหมาะสำาหรับพืชที่จะเพาะปลูก จะช่วยให้มีผลผลิตที่มี คุณภาพ เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น ด้าน อธิบดีกรมปศุสัตว์ ได้ส่งหนังสือด่วนถึงผู้ว่าราชการ จังหวัดทั่วประเทศ รวมถึงกองสารวัตรและกักกัน ให้เข้มงวดในการ ตรวจสอบ กักกัน และดำาเนินคดีกับสินค้าปศุสัตว์เถื่อน ตามที่รมว. เกษตรฯ สั่งการ พร้อมงัดมาตรา 157 มาเอาผิด หากปล่อยปละ ละเลยการปฏิบัติหน้าที่ ล่าสุดทำาหนังสือถึงอธิบดีดีเอสไอขอความ ร่วมมือให้ส่งหลักฐานในประเด็นที่ปรากฏข่าวว่า เจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ รับสินบนจากขบวนการ “หมูเถื่อน” นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า ได้สั่งหนังสือด่วนผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศเพื่อขอให้ สั่งการปศุสัตว์จังหวัดและปศุสัตว์อำาเภอในการเข้มงวดตรวจสอบ ควบคุม กักกัน กำากับดูแลในการเคลื่อนย้ายสัตว์ ซากสัตว์ และ ดำาเนินคดีให้เป็นไปตามระเบียบข้อกฎหมายอย่างเคร่งครัด พร้อมกัน นี้ได้ส่งหนังสือด่วนอีกฉบับถึงผู้อำานวยการกองสารวัตรและกักกันเพื่อ ให้สั่งการด่านกักกันสัตว์ทุกด่านเช่นเดียวกัน ทั้งนี้ เป็นไปตามข้อสั่งการของร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รวมถึงนายไชยา พรหมา รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่มีนโยบาย LIVESTOCK PRODUCTION MAGAZINE


สัตว์เศรษฐกิจ 11 นายสัตวแพทย์วิวัฒน์ พงษ์วิวัฒนชัย ผู้ทรงคุณวุฒิคณะ กรรมการนโยบายพัฒนาสุกรและผลิตภัณฑ์ (Pig Board) กล่าวว่า วันนี้ตัวแทนผู้เลี้ยงสุกรจากทั่วประเทศได้เข้าพบนายสัตวแพทย์ สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์เพื่อสนับสนุนให้เดินหน้า ปราบปราม หมูเถื่อน โดยกลุ่มที่เดินทางมาประกอบด้วย สมาคม ผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ สมาคมผู้เลี้ยงสุกรทุกภูมิภาค สมาคมผู้เลี้ยง สุกรรายย่อย บริษัทใหญ่ได้แก่ ซีพี เบทาโกร และไทยฟู้ด จากการที่กรมปศุสัตว์เข้าตรวจสอบห้องเย็นหลายพื้นที่ทำาให้ ตรวจยึดลอตใหญ่ได้หลายครั้ง เป็นผลให้ราคาสุกรมีชีวิตหน้าฟาร์ม ที่ตกต่ำามาก ปรับขึ้น 4 บาท/กิโลกรัม อยู่ที่ 62-64 บาท/กิโลกรัม โดยเชื่อว่า มาตรการปราบปรามอย่างจริงจังจะทำาให้ราคาปรับขึ้น ได้อีก ดังนั้นที่มาในวันนี้จึงต้องการมาให้กำาลังใจเนื่องจากก่อนหน้า นี้หัวหน้าด่านกักกันสัตว์เพชรบูรณ์ถูกยิงเสียชีวิตขณะปฏิบัติหน้าที่ใน การตรวจห้องเย็นที่เก็บหมูเถื่อน นายสัตวแพทย์วิวัฒน์กล่าวว่า เมื่อนายกรัฐมนตรีให้ความ สำาคัญกับการปราบปรามหมูเถื่อน โดยสั่งการทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้ดำาเนินการจริงจังจึงเป็นความหวังของเกษตรกรนอกจากนี้กรม สอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) รับเป็นคดีพิเศษและออกหมายจับ ผู้กระทำาความผิดบางรายแล้ว หากตามเส้นทางทางการเงินเชื่อว่า จะสาวไปถึงผู้มีอิทธิพลซึ่งอยู่เบื้องหลังขบวนการลักลอบนำาเข้าและ ค้าหมูเถื่อนเพื่อจับกุมและใช้กฎหมายยึดทรัพย์ ขั้นตอนต่อไปที่ผู้เลี้ยง ต้องการให้แก้ไขปัญหาคือ เรื่องเสถียรภาพราคา ล่าสุดคณะทำางาน ข่าวสารและสาระสำาหรับวงการเลี้ยงสัตว์ การรักษาเสถียรภาพราคาสุกรที่แต่งตั้งโดยพิกบอร์ดเตรียมประชุม เพื่อแก้ไขปัญหาด้านราคาเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกร ให้เร็วที่สุด นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า จะเดินหน้าปราบปรามหมูเถื่อนต่อไปเพื่อช่วยเหลือ เกษตรกรผู้เลี้ยงที่ประสบปัญหาตั้งแต่เกิดการระบาดของโรคอหิวาต์ แอฟริกาในสุกร ต้นทุนวัตถุดิบอาหารสัตว์ปรับสูงขึ้น การลักลอบ นำาเข้าหมูเถื่อนจึงเป็นการซ้ำาเติมเกษตรกรเนื่องจากถูกแทรกแซง กลไกราคาตลาด ตลอดจนยังทำาให้มีความเสี่ยงต่อการระบาดของ โรคสัตว์และเกิดความเสี่ยงต่อผู้บริโภคด้วย อธิบดีกรมปศุสัตว์กล่าวว่า นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและ สหกรณ์ และนายไชยา พรหมา รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตร และสหกรณ์สั่งการเพิ่มเติมว่า เมื่อปราบปรามหมูเถื่อนจนทำาให้ราคา สุกรหน้าฟาร์มปรับเพิ่มขึ้น 4 บาทแล้ว ขอให้กรมปศุสัตว์มาดำาเนิน การเรื่องรักษาเสถียรภาพราคาและช่วยเหลือผู้เลี้ยงด้วย โดยเตรียม ประชุมคณะทำางานการรักษาเสถียรภาพราคาที่เห็นชอบโดยพิกบอร์ด นอกจากนี้ยังให้กรมปศุสัตว์หารือกับธ.ก.ส. ช่วยให้ผู้เลี้ยงสุกร รายกลางและรายย่อยเข้าถึงแหล่งเงินทุนในการฟื้นฟูอาชีพ เพื่อให้มี โอกาสกลับมาทำาเลี้ยงใหม่ ทั้งนี้เป้าหมายสำาคัญของกรมปศุสัตว์คือ ผู้เลี้ยงอยู่ได้ ไม่ขาดทุน และผู้บริโภคไม่เดือดร้อน....สวัสดี... ตัวแทนผู้เลี้ยงสุกรจากทั่วประเทศได้เข้าพบ นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดี กรมปศุสัตว์เพื่อสนับสนุนให้เดินหน้าปราบปราม หมูเถื่อน โดยกลุ่มที่เดินทางมาประกอบด้วย สมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ สมาคมผู้เลี้ยงสุกรทุก ภูมิภาค สมาคมผู้เลี้ยงสุกรรายย่อย บริษัทใหญ่ ได้แก่ ซีพี เบทาโกร และไทยฟู้ด ตัวแทนผู้เลี้ยงหมูจากทั่วประเทศเข้าพบอธิบดีกรมปศุสัตว์เพื่อสนับสนุนการปราบปราม “หมูเถื่อน”


12 สัตว์เศรษฐกิจ อธิบดีกรมปศุสัตว์ เผย ประชุมร่วมกับหลายหน่วยงานทั้ง ภาครัฐ ภาคเอกชน และตัวผู้เลี้ยงสุกรเพื่อหารือพัฒนาการเลี้ยงสุกร อย่างยั่งยืน เตรียมจัดทำาโครงการเพื่อของบประมาณในการสนับสนุน การลดจำานวนหมูในวงจรการผลิต ผลักดันการส่งออก ควบคู่กับการ ปราบปราม “หมูเถื่อน” เพื่อรักษาเสถียรภาพราคาสุกรและแก้วิกฤติ ผู้เลี้ยงสุกรขาดทุนต่อเนื่อง ล่าสุดสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติประกาศ ปรับราคาหมูหน้าฟาร์มขึ้นอีก 4 บาท นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ เป็นประธานการประชุมการเตรียมความพร้อมเพื่อพัฒนาการเลี้ยง สุกรอย่างยั่งยืน โดยมี นายสัตวแพทย์บุญญกฤช ปิ่นประสงค์ รองอธิบดีกรมปศุสัตว์เข้าร่วมประชุมด้วย โดยหารือกับผู้แทนหน่วย งานราชการที่เกี่ยวข้อง ผู้แทนสมาคมผู้เลี้ยงสุกร ผู้แทนภาคเอกชน ผู้แทนผู้เลี้ยงสุกรรายย่อย ตัวแทนจากชมรมและสหกรณ์ผู้เลี้ยงสุกร ในประเทศไทย ณ ห้องประชุมพระพิรุณ กรมปศุสัตว์ พญาไท กรุงเทพฯ ในที่ประชุมได้มีการรายงานสถานการณ์การผลิตการตลาดสุกร ในปัจจุบันเพื่อหารือเกี่ยวกับการรักษาเสถียรภาพราคาสุกร การแก้ไข ปัญหาวิกฤตผู้เลี้ยงสุกรขาดทุนอย่างต่อเนื่อง ตลอดจนแนวทางการ ทำางานเพื่อพัฒนาการเลี้ยงสุกรอย่างยั่งยืน โดยการกำาหนดแผนการ ปฏิบัติงานเป็นระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว ซึ่งที่ประชุมมีมติ ให้ดำาเนินการเบื้องต้นดังนี้ 1. การจัดทำาโครงการเพื่อของบประมาณในการสนับสนุน การลดประชากรสุกรในวงจรการผลิต โดยนำาลูกสุกรส่วนเกินไปผลิต หมูหัน เป้าหมาย 5,000 ตัวต่อสัปดาห์ กำาหนดแผนการดำาเนินงาน 450,000 ตัวในระยะเวลา 3 เดือน ใช้งบประมาณทั้งสิ้น 180 ล้าน บาท 2. การผลักดันการส่งออกสินค้าและผลิตภัณฑ์จากสุกรไปยัง ต่างประเทศ โดยกรมปศุสัตว์ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดำาเนินการ หาตลาดเพื่อการส่งออกและหาแหล่งเงินทุนเพื่อจัดสรรงบประมาณ สนับสนุนส่วนต่างราคา เพื่อเพิ่มช่องทางการระบายสินค้าและจัดการ อุปทานส่วนเกินภายในประเทศ ตั้งเป้าหมายในการส่งออกสุกรแปรรูป จากสุกร 60,000 ตัว ภายใน 3 เดือน LIVESTOCK PRODUCTION MAGAZINE “กรมปศุสัตว์” ออก 4 มาตรการ รักษาเสถียรภาพราคาสุกร 3. การดำาเนินการรวบรวมข้อมูลผู้ค้าสุกรหน้าฟาร์มได้แล้ว 500 ราย ซึ่งจะรวบรวมต่อเนื่องให้ครบถ้วน โดยจะขอความร่วมมือ ผู้ค้าสุกรหน้าฟาร์มให้ร่วมมือกัน ดำาเนินการตามโครงการรักษา เสถียรภาพราคาสุกรที่คณะกรรมการนโยบายพัฒนาสุกรและ ผลิตภัณฑ์ (Pig Board) ให้ความเห็นชอบแล้ว 4. การเดินหน้าปราบปรามหมูเถื่อน รวมกับหน่วยงานที่ เกี่ยวข้อง โดยการตรวจสอบห้องเย็นทั่วประเทศอย่างต่อเนื่อง ซึ่ง ขณะนี้กรมปศุสัตว์ได้รับข้อมูลห้องเย็นทั่วประเทศจากกรมโรงงาน อุตสาหกรรมเรียบร้อยแล้ว นอกจากนี้ กรมปศุสัตว์เปิดรับข้อร้องเรียน กรณีที่เกษตรกร หรือผู้บริโภค พบการขายสินค้าสุกรที่มีราคาต่ำากว่าท้องตลาดหรือมี ราคาต่ำาจนผิดปกติ สามารถแจ้งข้อมูลมายังช่องทางของกรมปศุสัตว์ ได้ เช่น แอฟพลิเคชัน DLD4.0 สายด่านกรมปศุสัตว์ และสำานักงาน ปศุสัตว์ในพื้นที่ เพื่อกรมปศุสัตว์จะดำาเนินการตรวจสอบตามกฎ ระเบียบอย่างเคร่งครัด สำาหรับการดำาเนินการมาตรการเตรียมความพร้อมเพื่อ พัฒนาการเลี้ยงสุกรอย่างยั่งยืนของกรมปศุสัตว์ เป็นไปตามนโยบาย ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ซึ่งกำาหนดมาตรการประกาศสงคราม กับสินค้าเกษตรเถื่อน มุ่งปราบปรามการลักลอบนำาเข้าสินค้าเกษตร ด้านพืช ประมง และปศุสัตว์ที่ผิดกฎหมายอย่างจริงจัง จึงได้มี ประกาศคำาสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการบริหารแก้ไขปัญหาการนำาเข้าและ ส่งออกสินค้าเกษตรที่ผิดกฎหมาย รวมทั้งแต่งตั้งคณะทำางานแก้ไข ปัญหาการนำาเข้าและส่งออกสินค้าด้านปศุสัตว์ที่ผิดกฎหมายเป็น การเฉพาะ มีอำานาจหน้าที่ในการกำาหนดนโยบายแก้ไขปัญหาการ ลักลอบนำาเข้าและส่งออกสินค้าด้านปศุสัตว์ที่ผิดกฎหมาย กำาหนด มาตรการ แนวทางการช่วยเหลือแก่เกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจาก การนำาเข้าและส่งออกสินค้าปศุสัตว์ที่ผิดกฎหมาย โดยบูรณาการ ระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคส่วนอื่นที่เกี่ยวข้อง นอกจากนี้ยังเป็นการดำาเนินมาตรการเพื่อดูแลเกษตรกรและ สถาบันเกษตรกรให้มีรายได้อย่างมั่นคง ส่งเสริมให้ภาคปศุสัตว์ไทย แข็งแกร่งตามภารกิจของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตลอดจน เป็นการการขับเคลื่อนนโยบายด้านการเกษตรของรัฐบาลไปสู่การ ปฏิบัติให้เป็นผลสำาเร็จ


สัตว์เศรษฐกิจ 13 จากปัญหาราคาสุกรตกต่ำาอย่างรุนแรง ผู้เลี้ยงสุกรขาดทุนมาก ที่สุดในประวัติศาสตร์ นับตั้งแต่เกิดการระบาดของ โรค ASF ใน สุกร ตามมาด้วยลักลอบนำาเข้าหมูเถื่อน รวมถึงปัญหาวัตถุดิบอาหาร สัตว์ราคาแพงทำาให้ต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้น ในขณะที่การเลี้ยงสุกรใน ประเทศไทยมี 5 ขนาด คือ ภาคบริษัท ฟาร์มใหญ่ ฟาร์มกลาง ฟาร์มเล็ก และรายย่อย แต่ฟาร์มขนาดเล็กและรายย่อยมีเกษตรกร รวมกันมากกว่า 2 แสนราย คิดเป็น 95% แต่มีสุกรเพียง 25% เท่านั้น ดังนั้น ต้องทำาให้รายย่อยอยู่ได้ เพื่อให้ตลอดทั้งห่วงโซ่การ ผลิตสุกรอยู่ได้อย่างยั่งยืน น.สพ.ยุคล ลิ้มแหลมทอง อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตร และสหกรณ์เผยว่า จากข้อมูลของกรมปศุสัตว์มีเกษตรกรทั้งหมด ประมาณ 1.49 แสนราย มีสุกร 10.7 ล้านกว่าตัว ในปี65 เป็น สุกรขุน 9 ล้านตัว สุกรพันธุ์1.2 ล้านตัว และอื่น 3 แสนตัว ถือว่า มีสุกรพันธุ์ประมาณ 12% ส่วนเกษตรกรแบ่งเป็นรายย่อย ที่เลี้ยง สุกรตั้งแต่ 1-50 ตัว ประมาณ 1.34 แสนราย หรือมีสัดส่วนมากกว่า 90% แต่มีสุกรเพียง 1.4 ล้านตัว หรือเพียง 13% ส่วนรายเล็ก (ตั้งแต่ 50-500 ตัว) 9.6 พันกว่าราย ประมาณ 6% มีสุกรประมาณ 1 ล้านกว่าตัว หมายความว่า รายเล็ก 9,000 กว่าราย มีสุกรเกือบ เท่ากับเกษตรกรรายย่อย ยิ่งกว่านั้น กรมปศุสัตว์มีการขึ้นทะเบียน เกษตรกรรายกลางตั้งแต่ 500-5,000 ตัว มี 3,569 ราย หรือ ข่าวสารและสาระสำาหรับวงการเลี้ยงสัตว์ ผู้เลี้ยงหมูรายย่อย... ทำ�อย่�งไร ? ถึงจะอยู่รอด 2.35% มีสุกร 4.29 ล้านตัว หรือ 39.8% กับเกษตรกรรายใหญ่ (สุกร 5,000 ตัวขึ้นไป) มี260 ราย มีสุกรกว่า 13.7 ล้านตัว แสดง ให้เห็นว่า เกษตรกรรายย่อยและรายเล็ก มีสุกรเพียง 2 ล้านตัว ถือว่า มีความเสี่ยง เพราะมีสัดส่วนสุกรน้อย ด้านแหล่งการผลิตสุกร จากข้อมูลพบว่า มีฟาร์มมาตรฐาน ประมาณ 6,200 ฟาร์ม มีสุกร 14.16 ล้านตัว กระจายอยู่ในเขต 1 ประมาณ 844,412 ตัว จำานวน 2,722 ราย ส่วนใหญ่อยู่ในเขต ลพบุรีและชัยนาท เขต2 มีสุกร 1,285,984 ตัว เกษตรกร 1,817 ราย ส่วนใหญ่อยู่ในปราจีนบุรีและฉะเชิงเทรา เขต 3 มีสุกร 1,127,778 ตัว เกษตรกร 35,010 ราย ส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่ บุรีรัมย์ นครราขสีมา สุรินทร์ชัยภูมิเขต 4 มีสุกร 1,162,593 ตัว เกษตรกร 33,422 ราย ส่วนใหญ่อยู่ในอุดรธานีขอนแก่น ร้อยเอ็ด เขต 5 มีสุกร 791,033 ตัว เกษตรกร 37,438 ตัว ส่วนใหญ่อยู่ที่เชียงใหม่ และลำาปาง เขต 6 มีสุกร 1,035,883 ตัว เกษตรกร 16,532 ราย ส่วนใหญ่อยู่ที่นครสวรรค์และกำาแพงเพชร เขต 7 มีสุกร 3,031,499 ตัว เกษตรกร 6,717ราย ส่วนใหญ่อยู่ที่ราชบุรีและกาญจนบุรี เขต 8 มีสุกร 1,357,855 ตัว เกษตรกร 14,953 ราย ส่วนใหญ่ ที่พัทลุงและนครศรีธรรมราช และเชต 9 มีสุกร 122,158 ตัว มีเกษตรกร 973 ราย ส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่ สงขลาและสตูล


14 สัตว์เศรษฐกิจ LIVESTOCK PRODUCTION MAGAZINE เกษตรกรรายย่อยยังขาดการเพิ่มมูลค่า เพราะเน้นขายแต่หมูมีชีวิต เป็นหลัก 7. เทคโนโลยี การเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีเกิดขึ้นเร็ว ทั้งการจัดการฟาร์ม การจัดการอาหารสัตว์การจัดการโรงเรือนต่างๆ ที่ใช้ระบบคอมพิวเตอร์เข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำางานได้ 8. แรงงาน ที่ผ่านมายังขาดแคลนแรงงานที่มีประสิทธิภาพ บางฟาร์ม ไม่มีผู้สืบทอดธุรกิจนี้ต่อไปไม่ได้อย่างยั่งยืน ถือเป็นความท้าทาย ที่ต้องเผชิญ สำาหรับการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า จากอาหารสัตว์ที่ปรับขึ้นอย่าง ต่อเนื่อง กระทบกับต้นทุนการผลิตที่รุนแรงมาตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว เกิดปัญหาขาดทุนต่อเนื่อง จึงจำาเป็นต้องพักชำาระหนี้และดอกเบี้ย ปรับโครงสร้างหนี้รวมถึงจัดหาเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำา เพื่อฟื้นฟูอาชีพให้ เกษตรกร ซึ่งหากปรับโครงสร้างนี้ หรือพักชำาระหนี้ได้ถือเป็นการ ช่วยเหลือเกษตรกร แต่ถ้าขาดเงินทุนก็ไม่อาจฟื้นพูอาชีพได้ซึ่งถือ เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับหลายหน่วยงาน ทั้ง พิกบอร์ด คณะรัฐมนตรี กระทรวงเกษตรฯ กรมปศุสัตว์ กระทรวงพาณิชย์ ธนาคาร และ สมาคมผู้เลี้ยงสุกร ฐานข้อมูลที่ใช้ในการพักชำาระหนี้หรือปรับ โครงสร้างหนี้ รวมถึงการจัดหาแหล่งเงินกู้ ซึ่งทางปศุสัตว์จังหวัด หรืออำาเภอที่มีข้อมูลเกษตรกรจะมีความสำาคัญในการให้ข้อมูลกับ เกษตรกรในพื้นที่ อาหารสัตว์ราคาแพงเกิดจากปัญหาโลกร้อน ภาวะสงคราม และสถานการณ์ของโรคโควิดที่ผ่านมา ทำาให้ไทยที่ต้องพึ่งพาวัตถุดิบ อาหารสัตว์จากต่างประเทศ ซึ่งที่ผ่านมาจากข้อมูลของสมาคมผู้ผลิต อาหารสัตว์ มีการผลิตอาหารสัตว์ประมาณ 18-20 ล้านตันต่อปี แต่ไทยผลิตวัตถุดิบอาหารสัตว์ได้เพียง 10 ล้านตัน ที่เหลือต้อง นำาเข้าจากต่างประเทศ ทั้งข้าวโพด ถั่วเหลือง กากถั่วเหลือง และ ปัจจัยการผลิตอื่นๆ ด้วยที่ต้องนำาเข้า ดังนั้น มาตรการนำาเข้าอาหาร สัตว์และปัจจัยการผลิต รวมถึงแนวทางการเพิ่มวัตถุดิบอาหารสัตว์ ในประเทศจึงเป็นสิ่งสำาคัญ โดยมีหน่วยงานที่รับผิดชอบคือ กระทรวง พาณิชย์ กระทรวงเกษตร สมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ สวก. มหาวิทยาลัย และกระทรวงอุดมศึกษาฯ มีส่วนร่วมกันที่จะทำาอย่างไร เมื่อพิจารณาข้อมูลพบว่า เกษตรกรรายย่อยส่วนใหญ่อยู่ใน พื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคเหนือ ถือเป็นบริเวณที่มี เกษตรกรรายย่อยกระจายอยู่ และได้รับผลกระทบทันจากภาวะต้นทุน การผลิตที่เพิ่มขึ้น สวนทางกับราคาหน้าฟาร์มที่ตกต่ำา แต่จากข้อมูล นี้เห็นได้ว่ามีฟาร์มประมาณ 6,200 ฟาร์มที่ได้มาตรฐาน ที่ถือว่า มีศักยภาพในการพัฒนา เพื่อตอบโจทย์การเลี้ยงสุกรในอนาคต มีโรงฆ่า 1,266 โรง กำาลังการเชือด 63,861 ตัวต่อวัน และมี โรงฆ่าที่ได้ GMP 32 โรง และโรงฆ่าส่งออก 14 โรง รองรับการ ส่งออกไป ญี่ปุ่น ฮ่องกง เมียนมา ลาวและกัมพูชา ความท้าทายของเกษตรกรผู้เลี้ยงรายย่อย ที่ผ่านมามีปัญหา 1. โรคระบาดที่วนเวียนสร้างปัญหาในสุกรทั้ง โรคปากและเท้าเปื่อย ASF ในสุกร PED PRRS ก็ยังคงพบการระบาดอยู่เป็นระยะ 2. วัตถุดิบอาหารสัตว์ราคาแพง เนื่องจากภาวะโลกร้อน ภาวะ สงคราม และไทยยังผลิตได้ไม่เพียงพอกับความต้องการ จึงจำาเป็น ต้องนำาเข้าวัตถุดิบหลายชนิด 3. มาตรฐานความปลอดภัยทางชีวภาพ ที่มีจำาเป็นต่อระบบการจัดการฟาร์ม ช่วยให้ไม่มีปัญหาสุขภาพ 4. ความต้องการอาหารปลอดภัย คุณภาพสูง ของผู้บริโภคที่ส่งต่อ การใช้สารเคมีและยาปฏิชีวนะในการเลี้ยงสัตว์ เพื่อป้องกันปัญหา เชื้อดื้อยาในคน และสัตว์ที่มีความเสี่ยงต่อปัญหาสุขภาพ 5. การดูแล สิ่งแวดล้อม ขยะ น้ำาเสีย เนื่องจากการเลี้ยงสุกรมีปัญหาน้ำาเสีย มลภาวะ ที่ต้องดูแลไม่ให้กระทบกับชุมชน รวมถึงการขออนุญาตตั้ง ฟาร์มของเกษตรกร 6. ตลาด ราคาไม่แน่นอน มีการแข่งขันสูงมาก ทั้งภายในและการแข่งขันกับเนื้อลักลอบนำาเข้าจากต่างประเทศ


สัตว์เศรษฐกิจ 15 ข่าวสารและสาระสำาหรับวงการเลี้ยงสัตว์ ในการนำาเข้าวัตถุดิบที่มีความจำาเป็น เพราะไทยมีการผลิตสินค้า ปศุสัตว์หลายตัวที่ส่งออกได้จึงต้องพิจารณาว่า จะทำาอย่างไรให้การ นำาเข้าวัตถุดิบมาแล้วทำาให้ราคาอาหารสัตว์ลดลงได้ และวัตถุดิบ อาหารสัตว์ในประเทศที่ขาดแคลน จะเพิ่มการผลิตในประเทศได้ อย่างไร เช่น การเพิ่มการปลูกข้าวโพด หรือการพัฒนาใช้ส่วนเหลือ จากกระบวนการผลิตอาหารหรืออุตสาหกรรมต่างๆ มีส่วนช่วย ในการพัฒนาวัตถุดิบทดแทนต่างๆ และกรมปศุสัตว์ก็ต้องปรับ ระเบียบใหม่ เพื่อเอื้อต่อการผลิตอาหารสัตว์ และควรมีการศึกษา วิจัยว่า วัตถุดิบอาหารสัตว์ในประเทศมีอะไรบ้าง มีอยู่ที่ใด ปริมาณ เท่าใด คุณภาพเป็นอย่างไร เพื่อให้ใช้ประกอบการวางแผนการผลิต อาหารสัตว์ได้ ด้านราคาสุกรหน้าฟาร์มต่ำากว่าทุน ถือเป็นเรื่องสำาคัญ ในส่วน กรมปศุสัตว์และกรมการค้าภายใน จะพูดคุยกันอย่างไร เพื่อหาราคา ที่เหมาะสมกับทั้งเกษตรกรและผู้บริโภค แต่บัญชีต้นทุนถือเป็น สิ่งสำาคัญต่อเกษตรกร จำาเป็นต้องทำา โดยกรมปศุสัตว์ต้องเข้ามาดูแล ช่วยดูแล เพื่อสร้างระบบข้อมูลสุกรที่ชัดเจน Big data ทั้งแบบ Real-time หรือ semi-real time โดยอาจมีการอัพเดรดเป็นประจำา ทุกเดือนหรือรายไตรมาส เพื่อใช้ประเมินปริมาณสุกรได้ ประเมิน ภาวะตลาดแต่ละภูมิภาคเป็นอย่างไร มีการผลิตที่ใด ตลาดอยู่ที่ใด ควรผลิตเท่าใด สิ่งเหล่านี้จะช่วยให้เกษตรกรได้ราคาสุกรที่ต้องการ ไม่ขาดทุน อีกส่วนที่เกษตรกรต้องทำา คือ การพัฒนาสู่ BCG เพื่อลด ต้นทุนและเพิ่มรายได้ เป็นการนำาเทคโนโลยีมาใช้ลดต้นทุนในฟาร์ม เป็นการใช้ทุกอย่างให้เกิดประโยชน์ เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และ สร้างรายได้ซึ่งเกษตรกรหลายรายบอกว่า มูลเปรียบเสมือนทองคำา และจะทำาอย่างไรให้น้ำาเสียเป็นไปตามเงื่อนไขของกรมควบคุมมลพิษ อีกส่วนคือ ให้เกษตรกรรายย่อยสร้างเครือข่ายให้เกิดขึ้น รวมตัวเป็น คณะทำางาน ทำาตามหลัก4P คือ ภาคเอกชน ราชการทั้ง กรมปศุสัตว์ หรือกรมการค้าภายใน มหาลัยต่างๆ ในพื้นที่ และเกษตรกร 4P จะช่วยจัดระบบราคาและประเมินต้นทุนในตลาดได้อย่างเป็นระบบ ขณะที่โรคระบาดในสัตว์โรคติดต่อสู่คน และเชื้อดื้อยา ถือเป็น เรื่องที่เชื่อมโยงกับการส่งออกต่างประเทศด้วย ดังนั้น ต้องมี การศึกษาวิจัย องค์ความรู้เกี่ยวกับการเลี้ยงการจัดการ ระบบ ไบโอซีเคียวริตี้ การประเมินผล การจัดการความเสี่ยง การใช้ยา ปฏิชีวนะ การฆ่าและการแปรรูปต่างๆ โดยนักวิชาการทั้งจาก ภาครัฐและเอกชน เข้ามาช่วยส่งเสริม และทำางานร่วมกันในการให้ ความรู้กับเกษตรกรอย่างต่อเนื่อง ซึ่งกรมปศุสัตว์ดำาเนินการอยู่แล้ว แต่ต้องร่วมมือกับสมาคมสัตวแพทย์ควบคุมฟาร์มสุกรในการพัฒนา ห้องปฏิบัติการการตรวจสอบชันสูตร การเฝ้าระวังป้องกันโรค การจัดหาพัฒนาวัคซีนภายในประเทศทั้งระบบ ทั้ง Autogenous และวัคซีนเชิงการค้า เป็นสิ่งที่มีความสำาคัญอย่างยิ่ง ซึ่งที่ผ่านมา ทางสวก.และกรมปศุสัตว์ก็มีการพัฒนาวัคซีนอย่างต่อเนื่อง หรือ สนับสนุนให้ภาคเอกชนมีการผลิตวัคซีนในประเทศ เพราะที่ผ่านมา ประสบปัญหาโรคระบาด การนำาเข้าวัคซีนจากต่างประเทศมีราคาสูง จึงต้องพัฒนาวัคซีนใช้ในประเทศ รวมถึงส่งเสริมให้เกษตรกรพัฒนา เข้าสู่มาตรฐาน GFM GAP GMP HACCP และการสร้างระบบ ปลอดโรคตามเงื่อนไขของ OIE เช่น Zoning compartment ซึ่งหากทำาไม่ได้ก็ไม่มีทางส่งออกสินค้าออกไปได้ ถือเป็นสิ่งสำาคัญ ที่ต้องทำา โดยกรมปศุสัตว์และทุกภาคส่วนก็ต้องร่วมมือกันทั้งฟาร์ม ใหญ่ฟาร์มเล็กโรงฆ่าสัตว์สิ่งเหล่านี้ต้องเชื่อมโยงกันในการทำาให้OIE ยอมรับและเป็นจริงขึ้นมา เพราะหากOIEไม่รับรองก็ส่งออกไม่ได้ ถือเป็นสิ่งที่กรมปศุสัตว์ต้องวางแผนดำาเนินการให้ดี ตลาดภายในประเทศ ต้องบริหารตลาดด้วยข้อมูล Big data ต้องทราบว่า มีสุกรขุนวันละเท่าไหร่ เข้าโรงฆ่าวันละเท่าใด เช่น 5 หมื่นตัว จากโรงฆ่ากี่โรง มีระบบการตรวจสอบคุณภาพ ก็จะมี ความเป็นไปได้ในการที่ทุกจังหวัดวางแผนการผลิตให้สอดคล้องกับ ตลาดได้และจาก 90% เป็นเกษตรกรรายย่อย ก็ต้องวางแนวทาง ปฏิบัติสร้างตลาดให้เกษตรกรรรายย่อยอยู่ได้ ด้วยการเน้นทำาตลาด ในพื้นที่ภายในจังหวัด ก็ต้องดูว่า แผนจัดการภายในจังหวัดโดย เกษตรกรในจังหวัดร่วมวางแผนการจัดการร่วมกับตลาดว่าเป็น อย่างไร มีการรวมกลุ่มแปรรูปเพิ่มมูลค่า และเข้มงวดกับการนำาเข้า ส่วนตลาดต่างประเทศวันนี้ต้องประเมินว่า รายใหญ่ส่งออกได้หรือ ไม่ ถ้าส่งออกได้ภายใต้เงื่อนไขใดก็มาช่วยกัน ส่วนรายเล็กทำาตลาด ในประเทศ จะอยู่รอดได้อย่างไร ต้องมีแผนการปฏิบัติที่ชัดเจน สุดท้าย คือ แผนการพัฒนาสุกร ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ว่า รายใหญ่จะเป็นไปอย่างไร รายย่อยจะทำาอย่างให้อยู่รอดได้อย่าง ยั่งยืน โดยทุกภาคส่วนต้องมาพูดคุยกัน เพื่อกำาหนดแนวทางปฏิบัติ ที่ชัดเจน ซึ่งเป็นหน้าที่สำาคัญของ Pig board และทุกภาคส่วนที่ เกี่ยวข้องต้องทำาร่วมกัน...


16 สัตว์เศรษฐกิจ เรื่องโดย ผศ.ดร.สุวรรณา สายรวมญาติ ภาควิชาเศรษฐศาสตร์เกษตรและทรัพยากร คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ LIVESTOCK PRODUCTION MAGAZINE หมูเถื่อน ขบวนการขจัดผู้เลี้ยงหมูตัวเล็กอย่างเลือดเย็น เหตุการณ์สูญเสียนายสราวุฒิประจวง หัวหน้าด่านกักกันสัตว์เพชรบูรณ์ กรมปศุสัตว์ ถูกยิงเสียชีวิตในขณะปฏิบัติหน้าที่ตรวจสอบ ห้องเย็น ซึ่งเป็นสถานที่เก็บเนื้อและซากสัตว์เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2566 ที่ผ่านมา สร้างความสลดหดหู่ให้กับเกษตรกรผู้เลี้ยงหมูและวัวเป็น อย่างมาก หวังว่าการสูญเสียครั้งนี้จะสร้างแรงกระเพื่อมให้ภาครัฐเอาจริงเอาจังกับการปราบปรามการค้าเนื้อสัตว์เถื่อนที่กำาลังถอนรากถอนโคน เกษตรกรผู้เลี้ยงหมูอย่างเลือดเย็น ปัจจุบันเกษตรกรรายย่อยขายหมูได้จริงในราคา 52-54 บาท/กก. ต่ำากว่าราคาประกาศมาก ขณะที่ต้นทุนการผลิตไม่ต่ำากว่า 75 บาท/กก. เรียกได้ว่าขาดทุนต่อเนื่องมาตั้งแต่ต้นปีขาดทุนหนักที่สุดในประวัติศาสตร์หมูไทย ยิ่งสองเดือนมานี้รายย่อยตายสนิท รายเล็ก และ รายกลางที่ยังสู้ลดทอนจำานวนหมูลงเลี้ยงน้อยตัว เงินทุนหมด รายที่ใช้เงินกู้ก็กู้กันจนติดเพดานไม่มีค่าอาหารเลี้ยงหมูแล้ว เหตุการณ์เช่นนี้ กำาลังเกิดขึ้นในกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงโคเนื้อเช่นกัน ภาพที่ 1 ราคาปศุสัตว์มีชีวิตที่เกษตรกรขายได้ช่วงเดือนมกราคม - เดือนตุลาคม 2566 ที่มา: กรมปศุสัตว์ (2566)


สัตว์เศรษฐกิจ 17 ข่าวสารและสาระสำาหรับวงการเลี้ยงสัตว์ สถานการณ์การค้าเนื้อหมูลักลอบนำาเข้าเริ่มในช่วงต้นปี2565 การค้าขายหมูเถื่อนหลัง ASF เกิดขึ้นต่อเนื่องยาวนานมาจนถึง ปัจจุบัน ตลอดปี2566 สถานการณ์หมูเถื่อนมีมาต่อเนื่องและรุนแรง ขึ้นอย่างที่ไม่เคยปรากฏ หาคนผิดไม่ได้จนถึงวันนี้ ปัจจุบันหมูแช่แข็งสต็อกอยู่ในห้องเย็นจนทำาให้ธุรกิจห้องเย็น เฟื่องฟูหลังจากที่ซบเซาในช่วงโควิด ขณะที่ฟาร์มขนาดใหญ่ จะเชือด หมูเก็บในห้องเย็นรอเวลาราคาหน้าเขียงขึ้น และผู้แปรรูปก็ซื้อหมู เก็บเข้าห้องเย็นเพื่อบริหารจัดการต้นทุนเช่นกัน เมื่อราคาหน้าฟาร์ม ตกลงต่อเนื่องยาวนาน ไม่มีวี่แววว่าจะขึ้น หมูในห้องเย็นที่เก็บไว้ จึงมีต้นทุนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ผสมกับหมูเถื่อน ราคาจึงลงระเนระนาด ดังที่เห็น กรมการค้าภายในดูเหมือนจะนิ่งเฉยกับราคาขายหมูที่ต่ำากว่า ต้นทุนไม่น้อยกว่า 2,000 บาท ประกาศแต่ราคาแนะนำาที่ไม่สมเหตุ สมผลกับผู้ผลิต เพื่อเอาใจผู้บริโภคให้ได้ซื้อหมูถูก ราคาหมูถูกปีนี้ แต่อนาคตไม่ถูก เพราะค่าของความถูกแลก มาด้วยความมั่นคงทางอาหารในอนาคตที่ต้องจ่ายแพงขึ้นเพราะ เมื่อระบบอุตสาหกรรมหมูไทย ไม่มีเกษตรกรรายย่อย รายเล็ก และ รายกลาง ไว้คานกับรายใหญ่และมหาใหญ่ที่มีสายป่านยาวทนการ ขาดทุนได้ระดับหลายร้อยล้าน พันล้าน บางรายแม้จะขาดทุนแต่ก็ ขยายกำาลังการผลิตจนเป็นอีกหนึ่งสาเหตุให้อุปทานหมูในประเทศ เพิ่มขึ้นมาซ้ำาเติมราคาหมูอีกทางหนึ่ง จะว่าไปแล้วการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการผลิตหลังการระบาด ของ ASF ของฟาร์มรายย่อย รายเล็ก รายกลาง และรายใหญ่ ที่เปลี่ยนไปของไทยไม่ต่างจากเวียดนามนัก แต่เวียดนามมีการจัดการ ที่ดีกว่า เนื่องจากรัฐอนุญาตให้นำาเข้าเนื้อหมูได้อย่างถูกกฎหมาย เพื่อให้อุปทานเนื้อหมูตอบสนองอุปสงค์ในประเทศ ซึ่งเป็นแนวทาง ที่คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้เสนอให้มีการ นำาเข้าอย่างถูกกฎหมายเมื่อต้นปี 2565 แต่แนวทางนี้ไร้การ ตอบสนอง ช่วงสิบเดือนแรกของปี2565 เวียดนามนำาเข้าเนื้อหมู89,000 ตัน ขณะที่ปีนี้ (มกราคม-สิงหาคม 2566) นำาเข้าจำานวน 59,340 ตัน จากรัสเซีย 51.68% บราซิล 31.47% ส่วนที่เหลือก็มาจาก ยุโรปเช่น สเปน เบลเยี่ยม เนเธอร์แลนด์เป็นต้น ราคานำาเข้าเฉลี่ย = 2.61 USD or = 95.26 บาท/กก. (คำานวณ ณ อัตราแลกเปลี่ยน 1 USD เท่ากับ 36.5 บาท) ซึ่งปริมาณนำาเข้าลดลงต่อเนื่องตั้งแต่ ปี 2564 เมื่อมีการกำากับดูแลเนื้อหมูนำาเข้า ปัญหาหมูเถื่อนจึง แตกต่างจากไทยอย่างสิ้นเชิง ปัจจุบันฟาร์มรายย่อยและรายเล็กของเวียดนามแม้จะลด สัดส่วนเหลือ 30% แต่ฟาร์มเหล่านี้ยังอยู่ได้และฟาร์มรายย่อยของ เวียดนามไม่มีทางหายไปเหมือนไทย แต่พร้อมที่จะกลับมาใหม่ได้เมื่อ จังหวะและเวลาเหมาะสมเสมอ หากดูที่ต้นทุน เวียดนามมีต้นทุนการ ผลิตหมูขุนประมาณ 70 บาท/กก. ขณะที่ราคาขายอยู่ที่ประมาณ 80 บาท/กก. เรียกได้ว่ามีกำาไรให้เกษตรกรรายย่อยและรายเล็กกลับ มาผลิต เมื่อกลับมามองประเทศไทย ถ้าสถานการณ์ราคาหน้าฟาร์ม เดือนธันวาคม 2566 ถึงเดือนมกราคม 2567 ไม่ดีขึ้น เกษตรกร ผู้เลี้ยงจะเผชิญปัญหาหนี้สินแบบล้มทั้งยืน ฟาร์มไปต่อไม่ได้จะหมด อาชีพล้มหายตายจากอาชีพคนเลี้ยงหมูในที่สุด รูปแบบธุรกิจสุกรของ ประเทศไทยจะเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง สุดท้ายอุตสาหกรรมหมูไทยจะ เดินตามรอยอุตสาหกรรมไก่ เรื่องหมู เนื้อ ไก่ หนังม้วนเดียวกัน ทุกอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในมือของผู้ที่สามารถควบคุมได้ทั้งห่วงโซ่ อุปทาน เมื่อนั้นจะไม่เจอคำาว่าหมูถูกให้เห็นอีก ทั้งนี้ แนวทางการแก้ปัญหาหมูเถื่อนที่ผู้เขียนไม่อยากให้เกิด คือ แนวคิดเปลี่ยนให้หมูเถื่อนที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ให้กลายเป็นหมู นำาเข้าถูกกฎหมาย โดยให้เหตุผลว่าเป็นประโยชน์กับผู้บริโภค และ ผู้ที่ได้ประโยชน์อีกกลุ่มหนึ่งคือ ธุรกิจแปรรูป เช่น ลูกชิ้น แหนม แคปหมูหมูแผ่น ไส้กรอก ฯลฯ ซึ่งกลุ่มนี้ก็ประโยชน์ได้จากการที่มี เนื้อหมูลักลอบนำาเข้า ต้นทุนถูกลง ขายได้ราคาเดิม ถ้ามีการอนุญาต ให้นำาเข้าเนื้อหมูได้ถูกต้อง กลุ่มนี้จะได้ประโยชน์อย่างมาก ขณะเดียวกัน กระทรวงสาธารณสุข ก็ควรต้องรณรงค์ให้ ผู้บริโภคกินหมูสด เนื้อสด ไม่สนับสนุนเนื้อชิ้นส่วนแช่แข็ง กระตุ้น เตือนให้ผู้บริโภคเห็นถึงอันตรายจากหมูเถื่อนเหล่านี้ทำาเช่นนี้ก็มีส่วน ช่วยราคาหน้าฟาร์มก็จะขยับขึ้นได้ ใช่ว่าเรื่องหมูเรื่องเนื้อเป็นเรื่อง ของกรมปศุสัตว์เท่านั้น เนื่องจากเนื้อหมูเมื่อเคลื่อนออกจากโรงเชือด ไปที่เขียง ก็เป็นหน้าที่ของกระทรวงสาธารณสุขในการกำากับดูแล วันนี้เราต้องสูญเสียเจ้าหน้าที่รัฐขณะเข้าปฏิบัติหน้าที่ ปราบปรามเนื้อเถื่อน ขอให้การสูญเสียครั้งนี้เป็นการกระตุ้นให้ หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องหันมาจัดการของเถื่อนอย่างจริงจัง ขออย่างให้เป็นเพียงหนังสือสั่งการจัดการ การถ่ายภาพจับหมูเถื่อน เนื้อเถื่อนนิดหน่อยๆ พอเป็นพิธี ผู้มีส่วนรับผิดชอบต้องจริงจัง เดินตรวจตลาด ตรวจห้องเย็น ตรวจรถควบคุมอุณหภูมิอย่าปล่อยให้การค้าเนื้อเถื่อนรุนแรงไปกว่า นี้ เพราะตั้งแต่มีเรื่องหมูเถื่อนมาตั้งแต่ปี 2565 ยืดยาวมาจนถึง ตอนนี้ เจ้าหน้าที่รัฐที่มีส่วนเกี่ยวข้องกำาลังกระทำาผิดมาตรา 157 ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ปล่อยให้เกษตรกรดิ้นรนตามยถากรรม ผู้เขียนหวังว่าหลังจากการสูญเสียครั้งนี้จะเห็นข่าวการจับกุม การค้าหมูเถื่อน เนื้อโคเถื่อน เนื้อกระบือเถื่อน ให้อ่านจนเบื่อกันไป ข้างหนึ่ง ให้ผู้กระทำาผิดรู้ว่าประเทศไทยไม่ใช่บ้านป่าเมืองเถื่อน ที่มี ของเถื่อนเกลื่อนตลาด ซื้อง่ายขายคล่องเช่นทุกวันนี้


18 สัตว์เศรษฐกิจ นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง ให้สัมภาษณ์ถึงการแก้ปัญหา การลักลอบนำาเข้าหมูเถื่อนว่า ตนได้เชิญร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.กษตรและสหกรณ์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ และอธิบดีกรมศุลกากร และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ (ธ.ก.ส.) มาร่วมหารือ โดยทุกคนทราบดีว่าเรื่องหมูเถื่อนเป็นปัญหาใหญ่ จับกุมได้ หลายร้อยตู้คอนเทนเนอร์ และยังจับได้เพิ่ม มีการดำาเนินการสอบสวนและขยายผล เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ ที่ต้องเร่งแก้ไข เพราะช่วงที่มีหมูเถื่อนลักลอบเข้ามาผู้ค้า กลุ่มรายกลางและรายย่อยเสียหาย ที่กระแสเงินสดไปไม่ถึงล้มหายตายจากไปเยอะมาก ไม่สามารถประกอบอาชีพได้ นายกฯ เศรษฐา กล่าวว่า จากที่หารือกับธ.ก.ส.และอธิบดีกรมปศุสัตว์ จะมีการ ให้ทุนกับผู้ค้ารายกลางและรายเล็ก เมื่อมีโอกาสได้กลับมาเลี้ยงหมูใหม่ และมีปริมาณ หมูเพิ่มส่งเข้ามาในตลาด ทำาให้ราคาหมูไม่สูงขึ้นมาก ตรงนี้เป็นเรื่องที่เราต้องมองใน ระยะยาว เพื่อแก้ไขปัญหาทั้งหมดที่เกิดขึ้น ขั้นตอนต่อไปคือต้องฟื้นฟูผู้เลี้ยงหมูกลุ่ม รายกลางและรายย่อย ที่ผ่านมา มีการจับกุมหมูเถื่อน และขบวนการทำาลายหมูเถื่อนมานาน โดยพบว่า ผู้กระทำาผิดมีประมาณ 10-11 ราย เริ่มตรวจสอบไปแล้ว เพราะขนาดของความผิด มันใหญ่ จึงต้องส่งไปดีเอสไอ โดยอธิบดีดีเอสไอได้สั่งการไปเมื่อ 2 สัปดาห์ที่แล้ว แต่ LIVESTOCK PRODUCTION MAGAZINE นายกฯ เศรษฐา สั่งกวาดล้างหมูเถื่อน ฟื้นฟูผู้เลี้ยงรายย่อย


สัตว์เศรษฐกิจ 19 ข่าวสารและสาระสำาหรับวงการเลี้ยงสัตว์ มีความล่าช้า ที่ผ่านมามีผู้ประกอบการขนาดกลาง และขนาดย่อยได้ รับผลกระทบจากช่วงที่มีหมูเถื่อนเข้ามาจำานวนมาก จนเกือบล้มเลิก กิจการ ซึ่งนายกรัฐมนตรีมีหน้าที่ไปติดตาม เพราะหากสาวไปไม่ถึง รายใหญ่ เหตุการณ์จะเกิดขึ้นอีก เรื่องนี้ต้องกำาจัดให้สิ้นซากเพราะ เป็นภัยสังคมจริงๆ นายชัย วัชรงค์โฆษกประจำาสำานักนายกรัฐมนตรีพร้อมด้วย หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการปราบปรามการค้าเนื้อสุกรเถื่อน แถลง ข่าวถึงความคืบหน้าการปราบการลักลอบนำาเข้าหมูเถื่อนว่า ปัญหา นี้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นก่อนที่รัฐบาลนี้ จะเข้ามาสร้างผลกระทบ ทางเศรษฐกิจให้ประเทศอย่างมหาศาลคาราคาซังมานาน ทันทีที่ นายเศรษฐา ทวีสิน นายกฯและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เข้ามาดำารงตำาแหน่งได้สั่งการอย่างเด็ดขาดให้ปัญหาที่มีอยู่จะ ดำาเนินการอย่างเด็ดขาด จึงได้ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งรัดทำางาน อย่างเต็มที่ ขณะที่ นายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ที่ปรึกษาด้านการพัฒนา และบริหารการจัดเก็บภาษีในฐานะโฆษกกรมศุลกากร เปิดเผยว่า หลังจาก นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลัง ได้เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาร่วมหารือเพื่อ ติดตามความคืบหน้าในการดำาเนินการแก้ไขปัญหาการลักลอบ นำาเข้าเนื้อสุกรเถื่อนอย่างต่อเนื่อง ประกอบด้วย รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง (นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์) อธิบดีกรมปศุสัตว์ อธิบดีกรมศุลกากร และรองผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ โดยท่านนายก รัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และรัฐมนตรีช่วย ว่าการกระทรวงการคลัง ได้สั่งการให้กรมศุลกากรอำานวยความ สะดวกกรมปศุสัตว์ในการนำาเนื้อและชิ้นส่วนสุกร (ของกลาง) ในคดี พิเศษที่ 59/2566 จำานวน 161 ตู้ ไปทำาลาย และให้กรมศุลกากร ปฏิบัติหน้าที่ในการป้องกันและปราบปรามการลักลอบหลีกเลี่ยง นำาเข้าเนื้อสุกรเข้ามาในราชอาณาจักรเชิงรุก ปัจจุบัน กรมศุลกากรได้มีการดำาเนินการกับตู้สินค้าประเภท ตู้เก็บความเย็นที่อายัดไว้เพิ่มเติมในเขตท่าเรือแหลมฉบัง จำานวน 92 ตู้ โดยได้ทำาการเปิดสำารวจเรียบร้อยแล้ว พบเป็น เนื้อและ เครื่องในสุกรจากประเทศบราซิล เนเธอแลนด์ และเกาหลีใต้ จำานวน 13 ตู้ น้ำาหนักรวม 343,070.23 กิโลกรัม และสินค้าเกษตรอื่นๆ เช่น ชิ้นส่วนไก่ เนื้อและเครื่องในโคกระบือ จำานวน 79 ตู้ น้ำาหนัก รวม 2,216,598.81 กิโลกรัม ซึ่งกรมศุลกากรจะดำาเนินการประสาน กับกรมปศุสัตว์เพื่อส่งมอบและนำาไปทำาลายตามนโยบายของท่าน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และรัฐมนตรี ช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ต่อไป ท่านนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้มี ข้อสั่งการให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งรัดการดำาเนินคดีกับผู้กระทำา ความผิด และให้พนักงานสอบสวนส่งให้สำานักงานป้องกันและ ปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เพื่ออายัดทรัพย์สินผู้กระทำาความ ผิดต่อไป ทั้งนี้ กรมศุลกากรจะมีมาตรการป้องกันและปราบปราม การลักลอบหลีกเลี่ยงนำาเข้าเนื้อสุกรเข้ามาในราชอาณาจักรเพิ่มเติม โดยจะประสานกับกรมปศุสัตว์ในกรณีที่มีการตรวจพบซากสุกรเถื่อน ในห้องเย็นต่างๆ หากมีข้อมูลที่อ้างอิงหรือเชื่อมโยงได้ว่ามีการนำาเข้า ซากสุกรนั้นมาจากการสำาแดงเท็จในใบขนสินค้าฉบับใด ผู้ใดเป็นผู้นำา ของเข้า กรมศุลกากรจะดำาเนินการระงับการปฏิบัติพิธีการศุลกากร ผู้นำาเข้ารายนั้นทันที และจะดำาเนินการกับเจ้าหน้าที่ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง กับการกระทำาความผิดตามกฎหมายอย่างถึงที่สุด ด้าน ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวง เกษตรและสหกรณ์ลงนามในหนังสือด่วนถึงกรมปศุสัตว์ กรมประมง และกรมวิชาการเกษตร สั่งการให้เข้มงวดในการตรวจสอบ กักกัน และดำาเนินคดีผู้ลักลอบนำาเข้าสินค้าเกษตรผิดกฎหมาย ตามที่นาย เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีมีความห่วงกังวลและเน้นย้ำา หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งรัดดำาเนินคดีและปราบปรามสินค้าเกษตร เถื่อนผิดกฎหมาย โดยเฉพาะ “หมูเถื่อน” โดยมีกรมสอบสวนคดี พิเศษ (DSI) เป็นหน่วยงานหลักในการจับกุมและดำาเนินคดีสำาหรับ ผู้ลักลอบนำาเข้าสู่ราชอาณาจักรไทย ขณะที่ นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรม ปศุสัตว์ กล่าวว่า ได้สั่งการไปยังหน่วยงานสังกัดกรมปศุสัตว์ทั่ว ประเทศ เพื่อเน้นย้ำามาตรการปราบปรามการลักลอบนำาเข้า-ส่งออก สินค้าปศุสัตว์ผิดกฎหมาย ตามที่นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี


20 สัตว์เศรษฐกิจ LIVESTOCK PRODUCTION MAGAZINE และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เรียกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้า ร่วมประชุมในวันอาทิตย์ที่ 12 พฤศจิกายน 2566 โดยนายกรัฐมนตรี ให้รายงานถึงสถานการณ์และความคืบหน้าในการปราบปรามการ ลักลอบนำาเข้า “หมูเถื่อน” ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรี มีบัญชาให้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องบูรณาการกำาหนดแนวทางการแก้ไขปัญหา การลักลอบนำาเข้าเนื้อสัตว์หรือที่สำาแดงผิดประเภท โดยกำาชับให้มี มาตรการควบคุมอย่างเคร่งครัดตามด่านศุลกากร และให้กรม สอบสวนคดีพิเศษ (DSI) เร่งดำาเนินคดีที่มีการร้องทุกข์กล่าวโทษ โดย ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตร และสหกรณ์ ได้ออกหนังสือด่วนถึงที่สุดถึงอธิบดีกรมปศุสัตว์ เพื่อ เน้นย้ำาให้เข้มงวดในการตรวจสอบ กักกัน และดำาเนินคดีกับสินค้า เกษตรเถื่อนผิดกฎหมาย ตามบัญชาของนายกรัฐมนตรี โดยเฉพาะ “หมูเถื่อน” ซึ่งมีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เป็นหน่วยงานหลัก ในการจับกุมและดำาเนินคดีสำาหรับผู้ลักลอบนำาเข้าสู่ราชอาณาจักร ร.อ.ธรรมนัส จึงให้หน่วยงานของกรมปศุสัตว์ในทุกระดับ ตั้งแต่ระดับ จังหวัด อำาเภอ และด่านนำาเข้าทุกด่าน เข้มงวดในการตรวจสอบ กักกัน และดำาเนินคดี หากมีการจับกุมผู้กระทำาความผิดในพื้นที่ใด จากหน่วยงาน (ดีเอสไอ) จะถือว่านายด่านหรือเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ในพื้นที่นั้น มีความผิดในฐานละเลยการปฏิบัติหน้าที่ ตามมาตรา 157 แห่งประมวลกฎหมายอาญา โดยจะถูกสอบสวนและถูกดำาเนินคดี ไปด้วย อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า ได้ย้ำาให้เจ้าหน้าที่กรมปศุสัตว์ทั่ว ประเทศยกระดับปฏิบัติการตามมาตรการเข้มงวดของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ และนายไชยา พรหมา รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรฯ โดยมีมาตรการหลักดังนี้ • จัดทำาแผนการกวาดล้างการกระทำาผิดกฎหมาย ตาม พระราชบัญญัติโรคระบาดสัตว์ พ.ศ. 2558 • จัดตั้งคณะทำางานร่วมระหว่างกรมปศุสัตว์ กองอำานวยรักษา ความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) สำานักงานตำารวจ แห่งชาติ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในระดับจังหวัด ร่วมดำาเนินการ ตามแผนดำาเนินงานในการกวาดล้างการกระทำาผิดกฎหมายทั่ว ประเทศ รวมถึงประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อขอข้อมูลห้องเย็น ในการเข้าไปตรวจสอบสินค้าปศุสัตว์เถื่อน • เร่งดำาเนินการตรวจสอบห้องเย็น โรงฆ่าสัตว์ สถานกักกัน สัตว์ หรือที่พักซากสัตว์ทั่วประเทศ โดยสนธิกำาลังร่วมกับทหาร ตำารวจ ศุลกากร และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง หากพบผู้กระทำา ความผิดให้ดำาเนินตามกฎหมายทันที โดยให้มีการรายงานผลการ ดำาเนินงานทุกวัน • สั่งการให้ด่านกักกันสัตว์ตามแนวชายแดน และช่องทาง ธรรมชาติ ซึ่งมีพื้นที่ติดกับประเทศเพื่อนบ้าน ให้เข้มงวดตรวจสอบ ขบวนการลักลอบขนสินค้าปศุสัตว์เถื่อนเข้าประเทศไทย เพื่อควบคุม ความเสี่ยงในการเกิดโรคระบาดสัตว์ • หากชุดเฉพาะกิจพิเศษจากส่วนกลาง เข้าตรวจสอบห้องเย็น และมีการจับกุมสินค้าปศุสัตว์ลักลอบนำาเข้าในพื้นที่ใด ปศุสัตว์จังหวัด ปศุสัตว์อำาเภอ หรือด่านกักกันสัตว์ในพื้นที่นั้นจะต้องชี้แจง และจะ พิจารณาโทษทางปกครองหรือวินัยหรืออาญา ตามฐานความผิดที่เกิด ขึ้นต่อไปด้วย สำาหรับมาตรการที่จะดำาเนินการควบคู่กับการปราบปรามสินค้า ปศุสัตว์เถื่อน คือ การรักษาเสถียรภาพราคาของสินค้าปศุสัตว์ เพื่อ ช่วยเหลือเกษตรกรและการพัฒนาการเลี้ยงสุกรอย่างยั่งยืน ซึ่งได้ ประชุมกับผู้แทนหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง ผู้แทนสมาคมผู้เลี้ยง สุกร ผู้แทนภาคเอกชน ผู้แทนผู้เลี้ยงสุกรรายย่อย ตัวแทนจากชมรม และสหกรณ์ผู้เลี้ยงสุกรในประเทศไทยไปแล้ว โดยการกำาหนดแผนการ ปฏิบัติงานเป็นระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว ซึ่งที่ประชุมมีมติ ให้ดำาเนินการเบื้องต้นดังนี้ 1. การจัดทำาโครงการเพื่อของบประมาณในการสนับสนุนการ ลดประชากรสุกรในวงจรการผลิต โดยนำาลูกสุกรส่วนเกินไปผลิต หมูหัน เป้าหมาย 5,000 ตัวต่อสัปดาห์ กำาหนดแผนการดำาเนินงาน 450,000 ตัว ในระยะเวลา 3 เดือน ใช้งบประมาณทั้งสิ้น 180 ล้าน บาท 2. การผลักดันการส่งออกสินค้าและผลิตภัณฑ์จากสุกรไปยัง ต่างประเทศ โดยกรมปศุสัตว์ ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดำาเนินการหาตลาดเพื่อการส่งออก และหาแหล่งเงินทุนเพื่อจัดสรร งบประมาณสนับสนุนส่วนต่างราคา เพื่อเพิ่มช่องทางการระบายสินค้า และจัดการอุปทานส่วนเกินภายในประเทศ ตั้งเป้าหมายในการส่งออก สุกรแปรรูปจากสุกร 60,000 ตัว ภายใน 3 เดือน 3. การดำาเนินการรวบรวมข้อมูลผู้ค้าสุกรหน้าฟาร์มได้แล้ว 500 ราย ซึ่งจะรวบรวมต่อเนื่องให้ครบถ้วน โดยจะขอความร่วมมือ ผู้ค้าสุกรหน้าฟาร์มให้ร่วมมือกันดำาเนินการตามโครงการรักษา เสถียรภาพราคาสุกร ที่คณะกรรมการนโยบายพัฒนาสุกรและ ผลิตภัณฑ์ (Pig Board) ให้ความเห็นชอบแล้ว 4. การเดินหน้าปราบปรามหมูเถื่อน ร่วมกับหน่วยงานที่ เกี่ยวข้อง โดยการตรวจสอบห้องเย็นทั่วประเทศอย่างต่อเนื่อง ซึ่ง ขณะนี้กรมปศุสัตว์ได้รับข้อมูลห้องเย็นทั่วประเทศจากกรมโรงงาน อุตสาหกรรมเรียบร้อยแล้ว ทั้งนี้ กรมปศุสัตว์ได้ตั้งวอร์รูมขึ้นเพื่อกำากับและติดตาม การดำาเนินงานของหน่วยงานปศุสัตว์ทั่วประเทศตามแผนที่กำาหนดไว้ โดยมอบหมายให้รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ กำากับและติดตามการทำางาน เป็นรายเขต ที่สำาคัญคือ จะเร่งฟื้นฟูอาชีพของเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกร รายกลางและรายย่อยให้กลับมาเลี้ยงใหม่ได้ และให้มีรายได้อย่าง มั่นคง เป้าหมายสำาคัญคือ ผู้เลี้ยงอยู่ได้ ไม่ขาดทุน และผู้บริโภค ไม่เดือดร้อน ตลอดจนส่งเสริมให้ภาคปศุสัตว์ไทยแข็งแกร่ง ตาม ภารกิจของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์


สัตว์เศรษฐกิจ 21 ผู้เลี้ยงหมูรายย่อยยินดีที่นายกฯ เอาจริงเรื่องแก้ปัญหา “หมูเถื่อน” แต่ขอให้เร่งแก้ปัญหา “หมูถูก” พ่อค้ากดราคาหน้าฟาร์ม ขายขาดทุนต่อเนื่อง ซ้ำาถูกรายใหญ่ขยายสาขาทั่วประเทศ ตั้งข้อสงสัย เหตุใดรายใหญ่ขายชิ้นส่วนหมูถูกเท่าราคาหมูเป็น หลายปัจจัยส่งผลให้ผู้เลี้ยงรายย่อย ล้มหายตายจากจากอาชีพ นายเดือนเด่น ยิ้มแย้ม ประธานชมรมผู้เลี้ยงสุกรรายย่อยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ กล่าวว่า ดีใจที่นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เอาจริงเอาจังกับ การแก้ปัญหา “หมูเถื่อน” สั่งทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องปราบปรามให้เด็ดขาด โดยซัพพลายส่วนเกิน จาก “หมูเถื่อน” ส่งผลกระทบต่อผู้เลี้ยงรายย่อยอย่างรุนแรง ทำาให้ที่ผ่านมาถูกกดราคาขายหมูหน้า ฟาร์มจนต่ำากว่าต้นทุน กลายเป็นปัญหา “หมูถูก” ที่ต้องการให้นายกรัฐมนตรีเร่งแก้ไขให้ด้วย นอกจากนี้ ผู้เลี้ยงรายย่อยยังได้รับความเดือดร้อนจากการกระจายตัวและขยายตัวอย่างรวดเร็ว ของกลุ่มผู้ผลิตสุกรรายใหญ่ครบวงจรที่นำามาตรการด้านราคาต่ำามาใช้ ทำาให้ทั้งผู้เลี้ยง ผู้ค้า และ โรงเชือดต่างๆ ไม่สามารถแข่งขันได้ จึงได้นำาเรื่องเสนอต่อคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้าให้ พิจารณาว่า เข้าข่ายเป็นการค้าเอาเปรียบหรือไม่ พร้อมตั้งข้อสงสัยว่า เหตุใดกลุ่มผู้เลี้ยงรายใหญ่ จึงสามารถตั้งราคาจำาหน่ายชิ้นส่วนหมูถูกเท่ากับราคาหมูหน้าฟาร์มได้ โดยส่งผลให้เกษตรกรผู้เลี้ยง สุกรรายย่อยได้รับความเดือดร้อน และผลกระทบทางกลไกการตลาด พร้อมกันนี้ได้ยกตัวอย่างความเสียหายของการเลี้ยงสุกรทั้งระบบ จากปัญหาการขายหมูหน้า ฟาร์มต่ำากว่าทุนในไตรมาส 2 และ 3 ของปี 2566 ดังนี้ • ไตรมาสที่ 2 ปี 2566 ต้นทุนการเลี้ยงสุกรชนิดซื้อลูก อยู่ที่ประมาณ 96 บาทต่อกิโลกรัม แต่เกษตรกรขายได้ที่ประมาณ 60 บาทต่อกิโลกรัม หรือขาดทุน 3,600 บาทต่อตัว ทั้งระบบ 50,000 บาทตัวต่อ หรือขาดทุนวันละ 150 ล้านบาท หรือ 4,500 ล้านบาทต่อเดือน • ไตรมาสที่ 3 ปี 2566 ต้นทุนการเลี้ยงสุกรชนิดซื้อลูก อยู่ที่ประมาณ 80 บาทต่อกิโลกรัม แต่เกษตรกรขายได้ที่ประมาณ 60 บาทต่อกิโลกรัม หรือขาดทุน 2,000 บาทต่อตัว ทั้งระบบ 50,000 บาทตัวต่อ หรือขาดทุนวันละ 100 ล้านบาท หรือ 3,000 ล้านบาทต่อเดือน ผู้เลี้ยงสุกรรายย่อยขอให้ภาครัฐแก้ปัญหาวิกฤติหมู ซึ่งมีต้นตอจาก “หมูเถื่อน” อย่างเร่งด่วน โดยขอให้ระงับการปล่อยสินค้าหมูแช่แข็งจากห้องเย็น หรือปิดห้องเย็นเป็นระยะเวลา 90 วัน หลังจากนั้นค่อยๆ ทยอยออก เริ่มจาก 5-10% และดูปริมาณซัพพลายในตลาดประกอบ เพื่อให้หมู ในตลาดไม่ขาดแคลน โดยระยะเวลา 90 วันของการปิดห้องเย็น ขอให้กรมปศุสัตว์และกรมการค้า ภายใน พร้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าตรวจเพื่อกวาดล้างกระบวนการนำาเข้าสุกรที่ไม่ได้รับอนุญาต ให้หมดสิ้นไป นอกจากนี้ยังขอให้นายกรัฐมนตรีแก้ปัญหาเรื่องราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์ ซึ่งเป็นปัจจัยสำาคัญ ที่ทำาให้ต้นทุนการผลิตหมูสูง รวมถึงให้ช่วยเร่งฟื้นฟูอาชีพของผู้เลี้ยงรายย่อยที่ต้องหยุดเลี้ยงไป เนื่องจากขาดทุน ด้วยการขอให้สามารถเข้าถึงแหล่งทุนได้ ก่อนที่จะล้มหายตายจากจากอาชีพเลี้ยง หมูกันหมด จนเหลือแต่รายใหญ่ นายอานัน ไตรเดชาพงศ์เจ้าของลุงเท่งฟาร์ม จังหวัดนครสวรรค์ กล่าวว่า ผู้เลี้ยงหมูขาดทุน ต่อเนื่องมานาน จึงขอให้รัฐบาลเร่งแก้ปัญหาหมูเถื่อน พร้อมกับที่ให้ใช้อำานาจตามพระราชบัญญัติ ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 มาตรา 25 (1)(2)(4) กำาหนดราคาซื้อหน้าฟาร์มไม่ต่ำา กว่าต้นทุนการผลิตทั่วราชอาณาจักร การใช้กฎหมายแก้วิกฤติหมู โดยให้กำาหนดราคาหน้าฟาร์ม ข่าวสารและสาระสำาหรับวงการเลี้ยงสัตว์ ผู้เลี้ยงปลื้ม..นายกฯ เข้มปราบหมูเถื่อน พร้อมเร่งแก้ปัญหาราคาด้วยปี


22 สัตว์เศรษฐกิจ LIVESTOCK PRODUCTION MAGAZINE ตามโครงสร้างต้นทุน เป็นไปตามที่คณะกรรมการนโยบายพัฒนาสุกร และผลิตภัณฑ์ (Pig Board) มีมติเมื่อวันที่ 20 กันยายน 2566 แต่ ล่วงเลยมาจนถึงขณะนี้ ยังไม่มีการดำาเนินการใดๆ นายสัตวแพทย์วิวัฒน์ พงษ์วิวัฒนชัย ผู้ทรงคุณวุฒิคณะ กรรมการนโยบายพัฒนาสุกรและผลิตภัณฑ์ (Pig Board) กล่าวว่า เมื่อนายกรัฐมนตรีให้ความสำาคัญกับการปราบปรามหมูเถื่อน โดย สั่งการทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ดำาเนินการจริงจัง จึงเป็นความหวัง ของเกษตรกร นอกจากนี้ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) รับเป็น คดีพิเศษ และออกหมายจับผู้กระทำาความผิดบางรายแล้ว หากตาม เส้นทางทางการเงิน เชื่อว่าจะสาวไปถึงผู้มีอิทธิพลซึ่งอยู่เบื้องหลัง ขบวนการลักลอบนำาเข้าและค้าหมูเถื่อน เพื่อจับกุมและใช้กฎหมาย ยึดทรัพย์ สำาหรับขั้นตอนต่อไปที่ผู้เลี้ยงต้องการให้แก้ไขปัญหา คือ เรื่องเสถียรภาพราคา และแก้ไขปัญหาการขาดทุนของเกษตรกร เพื่อ บรรเทาความเดือดร้อนให้เร็วที่สุด สมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ แจ้งว่า ได้ขอให้คณะอนุกรรมการ ฟื้นฟูเกษตรกรผู้ประกอบอาชีพเลี้ยงสุกร เสนอต่อนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ผ่านคณะ กรรมการร่วมเพื่อป้องกันและปราบปราม ตรวจสอบ ติดตาม และ เร่งรัดการดำาเนินคดีเกี่ยวกับการนำาเข้าสินค้าประเภทสุกร เนื้อสุกร หรือชิ้นส่วนสุกร ที่ผิดกฎหมาย ที่ตั้งโดยนายกรัฐมนตรีโดยตรง เพื่อ ให้เร่งแก้ปัญหาความยืดเยื้อของการบังคับใช้กฎหมาย ซึ่งมีอำานาจ โดยตรงของคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ แม้ จะมีการเรียกร้องมาตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2566 เป็นต้นมา แต่กรม การค้าภายในยังไม่ดำาเนินการ พร้อมกันนี้ สมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ ยังย้ำาต่อที่ประชุมคณะ อนุกรรมการฟื้นฟูเกษตรกรผู้ประกอบอาชีพเลี้ยงสุกรว่า การฟื้นฟู ต้องเริ่มจากหยุดการขาดทุนเป็นอันดับแรก ให้ดำาเนินการตามมติ Pig Board เมื่อมีการอ้างผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกรณีประกาศใช้อำานาจ ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 ของ กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ ในที่ประชุม 9 พฤศจิกายน 2566 ทำาให้ผู้แทนจากสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ ขอให้นำาเสนอ ประเด็นดังกล่าวต่อนายกรัฐมนตรี โดยจะขอให้สั่งการให้กรมการค้า ภายในเรียกผู้ที่เกี่ยวข้องตลอดห่วงโซ่มาหารือร่วมกัน เพื่อร่วม ประชุมแก้ปัญหาวิกฤติสุกร ประกอบด้วย ตัวแทนเกษตรกรทั้ง 6 ภูมิภาค ผู้ประกอบการค้าสุกรหน้าฟาร์มที่กรมปศุสัตว์ได้รายงานไว้ ก่อนหน้านี้ว่ามีการขึ้นทะเบียนแล้วกว่า 80 ราย ห้างค้าส่ง ค้าปลีก ที่จำาหน่ายเนื้อสุกร สมาคมตลาดสด และตลาดสดชั้นนำาต่างๆ สมาคม ธนาคารไทย โดยสมาคมธนาคารไทยมอบหมายให้ธนาคารพาณิชย์ 2 แห่ง ได้แก่ ธนาคารกรุงเทพ จำากัด (มหาชน) ธนาคารกสิกรไทย จำากัด (มหาชน) เข้าร่วมเป็นคณะทำางานรักษาเสถียรภาพราคา ซึ่ง รอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ลงนามแต่งตั้ง นอกจากนี้ สมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ ยังเห็นว่า การขอให้ ธนาคารของรัฐเข้ามาช่วยปล่อยสินเชื่อให้กับเกษตรกรผู้เลี้ยงว่า การปล่อยสินเชื่อในขณะที่ราคาสุกรยังไม่มีเสถียรภาพ เท่ากับเป็นการ ซ้ำาเติมให้เกิดปัญหาหนี้เสียขึ้นมาอีก ซึ่งเชื่อว่า ธนาคารของรัฐอาจ จะไม่ให้สินเชื่อ เนื่องจากสถานการณ์ราคาสุกรยังไม่ดีขึ้น นายสิทธิพันธ์ธนาเกียรติภิญโญ นายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรภาค ตะวันออกเฉียงเหนือ กล่าวว่า ปัญหาใหญ่ที่สุดของผู้เลี้ยงหมูขณะนี้ คือ ราคาหมูตกต่ำาที่สุดในรอบหลายสิบปี โดยราคาขายจริงเฉลี่ยหมู มีชีวิตหน้าฟาร์มลดเหลือ 50 บาทต่อกิโลกรัม เทียบกับต้นทุน การผลิต 80-85 บาทต่อกิโลกรัม เฉลี่ยขาดทุนตัวละประมาณ 2,000- 3,000 บาทต่อตัว นับว่าปัจจุบันเป็นช่วงที่ราคาต่ำาสุดเทียบกับ ปี 2563 ก่อนที่ไทยจะเจอปัญหาโรคระบาด ASF ขณะนั้นราคาหน้า ฟาร์มเฉลี่ยอยู่ที่ 68-80 บาทต่อกิโลกรัม ขณะนี้ เกษตรกรขาดเงินทุนหมุนเวียนเพื่อนำาไปใช้จ่ายในการ บริหารจัดการฟาร์ม ประกอบกับธนาคารมีการปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ย จากปัจจัยความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น ทั้งราคาตกต่ำา ต้นทุนวัตถุดิบอาหาร สูง ทำาให้การกู้เงินของผู้เลี้ยงยากขึ้นและมีต้นทุนสูงขึ้นและไม่มีอำานาจ ต่อรอง เป็นอุปสรรคต่อการทำาฟาร์มเลี้ยงสัตว์รุ่นต่อไป ทำาให้ เกษตรกรตัดสินใจเลิกอาชีพทำาฟาร์มเลี้ยงหมู ตั้งแต่ปี 2564-ปัจจุบัน ผู้เลี้ยงสุกรไทยประสบปัญหาใหญ่ 3 ด้านหลัก คือ 1. ต้นทุนวัตถุดิบอาหารสัตว์ปรับสูงขึ้น 30% (โดยเฉพาะช่วงสงครามรัสเซีย-ยูเครน) 2. พบโรคระบาด ASF ทำาให้ ลูกสุกรขุนและแม่พันธุ์หายไป 50% และ 3. “หมูเถื่อน” มากกว่า 40,000 ตัน ถูกลักลอบนำาเข้ามาบิดเบือนกลไกราคาและกลไกตลาด


สัตว์เศรษฐกิจ 23 ข่าวสารและสาระสำาหรับวงการเลี้ยงสัตว์ ในประเทศ ขายกดราคาต่ำามากหมูไทยไม่สามารถแข่งขันได้ ทำาให้ อุตสาหกรรมสุกรไทยประสบปัญหามาอย่างต่อเนื่อง เกษตรกรผู้เลี้ยงหมูขอเรียกร้องให้ท่านนายกรัฐมนตรี เศรษฐา ทวีสิน ผลักดันให้คณะกรรมการนโยบายพัฒนาสุกรและผลิตภัณฑ์ (Pig Board) เดินหน้าโครงการรักษาเสถียรภาพราคาสุกร ให้สามารถ ขายหมูได้ตามโครงสร้างต้นทุนการผลิตเร่งด่วน เพื่อดูแลแก้ปัญหา ราคาตกต่ำาอย่างจริงจัง ก่อนที่ผู้เลี้ยงทั่วประเทศจะต้องเลิกอาชีพหมด ทางทำามาหากิน และอาจทำาให้ผลผลิตไม่เพียงพอต่อความต้องการ กระทบต่อความมั่นคงทางอาหารของประเทศในอนาคตได้ ที่ผ่านมา เกษตรกรในหลายจังหวัด เช่น กระบี่ ตรัง สงขลา ขอนแก่น ร้อยเอ็ด ยโสธร สุรินทร์ บุรีรัมย์ กาฬสินธุ์ และ มหาสารคาม ออกมาเรียกร้องขอให้รัฐบาลเร่งแก้ปัญหาราคาสุกร ตกต่ำาต่อเนื่อง ซึ่งขณะนี้ราคาสุกรหน้าฟาร์มเป็นราคาต่ำาที่สุดในรอบ 20-30 ปี และทำาให้แบกขาดทุนสะสมนานหลายเดือน โดยเสนอให้ รัฐบาลโดยเฉพาะกระทรวงพาณิชย์พิจารณาแก้ปัญหาต้นน้ำาของผู้ เลี้ยง คือ ต้นทุนวัตถุดิอาหารสัตว์ และขอให้พิกบอร์ดเร่งดำาเนิน โครงการรักษาเสถียรภาพราคาตามโครงสร้างต้นทุน และเร่ง ปราบปราม “หมูเถื่อน” ให้หมดสิ้นโดยเร็ว ซึ่งเกษตรกรต้องบริหาร จัดการฟาร์มหลายด้านเพื่อความอยู่รอด เช่น การจับหมูก่อนกำาหนด ไปทำาหมูย่าง, ปลดลูกหมูขุนบางส่วนเพื่อทำาหมูหัน เป็นต้น เพื่อให้ มีสภาพคล่องเลี้ยงฟาร์ม ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา การปราบปรามหมูเถื่อนมีความคืบหน้า อย่างรวดเร็วมาก หลังนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เรียกประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งกรมศุลกากร กรมปศุสัตว์ กรมการค้าภายใน กรมสอบสวนคดี พิเศษ และตำารวจ สั่งการให้เร่งรัดการปราบปรามอย่างจริงจัง ตลอดจนดำาเนินคดีกับผู้กระทำาผิดตามกฎหมายถึงยึดทรัพย์ รวมถึง การตรวจสอบการทำางานของข้าราชการที่เกี่ยวข้อง หากพบมีการ เอื้อประโยชน์ให้กับสินค้าไม่ถูกกฎหมายให้เอาผิดทางวินัยทันที นอกจากนี้ ได้สั่งการให้กรมปศุสัตว์ตรวจค้นห้องเย็นทั่วประเทศเพื่อ ตรวจสต๊อกที่อาจมีการซุกซ่อนเนื้อสัตว์ผิดกฎหมายไว้ ผู้เลี้ยงหมูไทยฝากความหวังไว้กับรัฐบาลที่จะช่วยตัดตอน หมูเถื่อน และลดอุปสรรคในการพัฒนาอุตสาหกรรมสุกร ให้สามารถ แข่งขันได้ทั้งในระดับภูมิภาคและระดับสากล นายประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำากัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ เปิด เผยว่า แนวโน้มธุรกิจไตรมาส 4 ของซีพีเอฟมีทิศทางที่ปรับตัวดีขึ้น โดยเฉพาะจากสถานการณ์การแก้ไขปัญหาหมูเถื่อนที่นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ได้กำาชับและลงมากำากับดูแลด้วยตัวเอง ซึ่ง จะมีส่วนช่วยอุตสาหกรรมการเลี้ยงสุกรของประเทศไทยให้กลับมา แข็งแรงมากขึ้น จึงต้องขอบคุณท่านนายกรัฐมนตรีที่เห็นถึงความ สำาคัญของการแก้ปัญหาเรื่องนี้ และการแก้ไขปัญหานี้จะทำาให้ อุตสาหกรรมฟื้นตัวได้ ปัญหาหมูเถื่อนทำาให้ทุกคนซัฟเฟอร์อย่างมาก ขาดทุนต่อ กิโลกรัมค่อนข้างเยอะ โดยเฉพาะเกษตรกรรายย่อยที่เลี้ยงหมูเป็น ธุรกิจหลักธุรกิจเดียว หลายคนใช้แหล่งรายได้จากการเลี้ยงหมูนี้เป็น รายได้หลัก การที่มีคนบางคน บางกลุ่มมาใช้เรื่องผลประโยชน์ที่ไม่ เป็นประโยชน์ต่อประเทศ ทำาให้เกิดความเสียหาย เกษตรกรขาดทุน มาก และยังจะส่งผลกระทบต่อสุขภาพของคนไทยที่รับประทานหมู ที่นำาเข้ามาโดยไม่มีการควบคุมคุณภาพที่ดี รวมถึงอาจจะนำาไปสู่เชื้อ ใหม่ ๆ การนำาเข้ามาอย่างไม่ถูกต้อง ไม่มีการตรวจคุณภาพ ความ ปลอดภัย เรื่องเชื้อโรคหรือเรื่องสารตกค้างในเนื้อสัตว์ อาจจะนำาไป สู่การแพร่กระจายของเชื้อโรคด้วย แนวโน้มในไตรมาส 4 นอกจากเรื่องราคาหมูที่ปรับตัวดีขึ้น มาระดับหนึ่งที่จะเข้ามาช่วยเป็นปัจจัยเสริมต่อธุรกิจซีพีเอฟแล้ว ในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีที่เป็นไฮซีซั่นการจับจ่ายใช้สอยซื้อสินค้า อุปโภคบริโภคต่าง ๆ ไปใช้ในการเฉลิมฉลองมากขึ้น หวังว่าทั้งสอง เรื่องนี้จะทำาให้เพอร์ฟอร์แมนซ์ในไตรมาสนี้กลับมาสู่สภาวะที่ดีขึ้น จากในไตรมาส 2 ก่อนหน้านี้ มีรายได้ 150,246 ล้านบาท ขาดทุน 792 ล้านบาท จากต้นทุนการผลิตเนื้อสัตว์ที่สูงขึ้นจากราคาวัตถุดิบ อาหารสัตว์ที่แพงขึ้น และราคาพลังงานสูงขึ้นจากค่าไฟฟ้า ขณะที่ ราคาขายเนื้อสุกรปรับตัวลดลง ส่วนปัจจัยที่เคยส่งผลต่อธุรกิจในช่วงที่ผ่านมาอย่างต้นทุนราคา วัตถุดิบมีแนวโน้มดีขึ้น ช่วงนี้สถานการณ์ราคาเริ่มปรับลดลงมา เพราะเข้าสู่ช่วงฤดูกาลเก็บเกี่ยว ราคาล่าสุดอย่างข้าวโพดปรับลดลง มาเป็น กก.ละ 7.40 บาท จาก 10.90 บาท ตามราคาข้าวโพดใน ตลาดชิคาโก ข้าวสาลีก็ลดลง ราคาส่งมอบเดือนธันวาคม 2566 กก.ละ 7.66 บาท เป็นต้น อย่างไรก็ตาม ยังต้องติดตามปัจจัยเสี่ยง จากสงครามอิสราเอล ว่าจะกระทบต่อราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์ใน ตลาดโลกหรือไม่ ที่สำาคัญยังต้องติดตามเรื่องสถานการณ์ราคา พลังงานในตลาดโลก โดยเฉพาะน้ำามัน เพราะยังไม่รู้ว่าผลกระทบ จากเหตุอิสราเอลจะอยู่ในวงจำากัดหรือแพร่กระจายออกไปยังพื้นที่อื่น หรือไม่มากน้อยเพียงใด หากมีผลกระทบขยายวงกว้างขึ้นก็น่าเป็น ห่วงเรื่องราคาพลังงาน โดยเฉพาะราคาน้ำามันดิบในตลาดโลก ซึ่งจะ ส่งผลต่อค่าครองชีพ เงินเฟ้อ และการจับจ่ายของผู้บริโภค หากสงครามขยายวงกว้างขึ้นก็น่าเป็นห่วงเรื่องราคาพลังงาน โดยเฉพาะราคาน้ำามันดิบในตลาดโลก ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบต่อ ค่าครองชีพประชาชนทำาให้ระมัดระวังการจับจ่าย ซึ่งเป็นปัจจัยที่ นอกเหนือการควบคุม แต่ก็หวังว่าสงครามจะอยู่ในภาวะที่จำากัดและ จะหาแนวทางร่วมกันได้ สำาหรับทิศทางราคาสินค้าโค้งสุดท้าย ต้องยอมรับว่ามีข้อจำากัด ในด้านเศรษฐกิจ ทำาให้ราคาและต้นทุนสินค้าไม่ได้สอดคล้องกัน จาก ช่วงที่ผ่านมาปัญหาเรื่องเศรษฐกิจต่างๆ ทำาให้กำาลังซื้อลดลง แต่ หวังว่าในช่วงปลายปีภาพของกำาลังซื้อจะปรับตัวดีขึ้น ซึ่งซีพีเอฟได้ มีการมอนิเตอร์สถานการณ์อย่างต่อเนื่องทุกสัปดาห์


24 สัตว์เศรษฐกิจ กรมส่งเสริมสหกรณ์หนุนสหกรณ์การเกษตรสันป่าตอง จำากัด จังหวัดเชียงใหม่ เดินหน้าฟื้น “โครงการหมูอินเตอร์” หนึ่งในโครงการ ส่งเสริมอาชีพ ช่วยสมาชิกสหกรณ์ผู้เลี้ยงสุกรขุนลดต้นทุนการผลิต ควบคุมคุณภาพการเลี้ยง มีตลาดรับซื้อ และช่องทางการจำาหน่ายที่ แน่นอน เพื่อให้สมาชิกสหกรณ์มีรายได้มั่นคง หวังปลดภาระหนี้สิน ได้ภายใน 4 ปี นายวิศิษฐ์ศรีสุวรรณ์อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์กล่าวว่า ได้ มอบนโยบายให้สำานักงานสหกรณ์จังหวัดทั่วประเทศเร่งดำาเนินงาน ตามนโยบายของรัฐที่ต้องการให้สหกรณ์ภายใต้การดูแลของกรม ส่งเสริมสหกรณ์เป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมใน ระดับฐานราก ซึ่งได้กำาหนดแนวทางการสร้างความเข้มแข็งและ พัฒนาสหกรณ์ภาคการเกษตร ลดปัญหาหนี้สินของพี่น้องเกษตรกร LIVESTOCK PRODUCTION MAGAZINE หนุน..สก.เกษตรสันป่าตอง ฟื้นโครงการหมูอินเตอร์ ปลดหนี้สมาชิก จากการลงทุนทางการเกษตรให้กับสมาชิกสหกรณ์ พร้อมส่งเสริม การนำาเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาปรับใช้ในการเกษตรเพิ่มมากขึ้น ภายใต้นโยบาย “ตลาดนำา นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้” ของรัฐมนตรี ว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ด้าน นายชัยวิเศษ ดีสุวรรณ์ ประธานกรรมการสหกรณ์ การเกษตรสันป่าตอง จำากัด เปิดเผยว่า หลังเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกร ขุนในพื้นที่ อำาเภอสันป่าตอง อำาเภอแม่วาง และอำาเภอดอยหล่อ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่อยู่ในการดูแลของสหกรณ์การเกษตรสันป่าตอง จำากัด ประสบปัญหาโรคระบาดในปี2563 ทำาให้เกษตรกรขาดทุนอย่างหนัก หลายรายต้องหันไปทำาอาชีพอื่นเพื่อความอยู่รอด สหกรณ์ฯ จึงให้ เงินทุนช่วยเหลือให้พอสามารถประกอบอาชีพต่อได้ 80 โรงเรือน จากเดิมมีโรงเรือนของเกษตรกรในโครงการ 130 โรงเรือน


สัตว์เศรษฐกิจ 25 “ปัจจุบันสหกรณ์ฯ พยายามผลักดันให้สมาชิกกลับเข้ามาร่วมโครงการหมูอินเตอร์ อีกครั้ง รวมถึงเปิดรับสมาชิกใหม่ ล่าสุดมีจำานวนสมาชิกเข้าร่วมโครงการกว่า 68 ราย 68 โรงเรือน โดยสหกรณ์ฯ ให้เงินทุนในการเลี้ยงหมูสนับสนุนปัจจัยการผลิต เช่น ซื้ออาหาร หมูปลอดดอกเบี้ย 4 เดือน รวมทั้งเป็นตัวกลางประสานงานกับผู้รับซื้อภาคเอกชน บริษัท หมูอินเตอร์กรุ๊ป และบริษัท ไทยฟู้ดส์กรุ๊ป จำากัด เป็นผู้จำาหน่ายอาหารสุกร ทำาให้เกษตรกร ผู้เลี้ยงสุกรขุนลดต้นทุนการผลิต และมีช่องทางการตลาดรับซื้อที่แน่นอน ทั้งยังได้องค์ความ รู้ในการพัฒนาคุณภาพการเลี้ยงสุกรให้มีคุณภาพ ตั้งแต่การเตรียมโรงเรือนให้ถูกสุขลักษณะ เพื่อให้สุกรขุนได้น้ำาหนักและมีคุณภาพตามมาตรฐานที่สหกรณ์ฯ รับซื้อ ซึ่งราคาหมูหน้าฟาร์ม 70-80 บาท/กก. เกษตรกรสามารถเลี้ยงและจำาหน่ายสุกรขุนได้3 รอบ/ปีต้นทุนการเลี้ยง ประมาณ 4,000 บาท/ตัว หากน้ำาหนักเกิน 60 กิโลกรัมขึ้นไป สหกรณ์ฯ จะประกันราคา การรับซื้อ เกษตรกรจะได้ราคาสุกรขุนไม่ต่ำากว่า 4,000 บาท/ตัว ทำาให้ผู้เลี้ยงสุกรขุนมี รายได้ที่ประมาณหลักแสนหรือหลักล้านบาทซึ่งขึ้นอยู่กับขนาดจำานวนสุกรที่นำามาจำาหน่าย ด้วย” นายชัยวิเศษ กล่าว ทั้งนี้ จากการส่งเสริมอาชีพให้สมาชิกเข้าร่วมโครงการหมูอินเตอร์ ส่งผลให้สหกรณ์ การเกษตรสันป่าตอง จำากัด มีผลกำาไรจากโครงการดังกล่าวเพิ่มขึ้นกว่า 6 ล้านบาท ปี 2566 ปริมาณธุรกิจภาพรวมเพิ่มขึ้นจากเดิมถึง 30% ปัจจุบันสหกรณ์มีทุนดำาเนินงาน มากกว่า 994 ล้านบาท สหกรณ์ฯ ยังคงดำาเนินโครงการต่างๆ เพื่อส่งเสริมอาชีพ มุ่งสร้าง รายได้ให้สมาชิก อาทิโครงการโคอินเตอร์โครงการข้าวครบวงจร โครงการข้าวอุตสาหกรรม ส่งเสริมการแปรรูปผลผลิตผลผลิตทางการเกษตร พร้อมทั้งสนับสนุนปัจจัยการผลิต และ อำานวยความสะดวกให้แก่สมาชิก ตลอดจนส่งเสริมการมีส่วนร่วมให้สมาชิกเข้ามาดำาเนินธุรกิจ ร่วมกับสหกรณ์มากขึ้น รวมทั้งสหกรณ์ฯ มีการบริหารจัดการที่ดีมีธรรมาภิบาล นำาหลัก ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาปรับใช้ในการดำาเนินการ ใช้ทรัพยากรที่มีเกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อให้สหกรณ์ฯ เป็นองค์กรที่สามารถเป็นที่พึ่งแก่มวลสมาชิกต่อไป ข่าวสารและสาระสำาหรับวงการเลี้ยงสัตว์


26 สัตว์เศรษฐกิจ เครือ RMC กรุ๊ป จับมือ ไบโอซาย และ บิลเลียน พาวเวอร์ เตรียมลงทุน 40-50 ล้านบาท ติดตั้ง โซลาเซลล์ในฟาร์มสุกร ขนาด 2.5 เมกะวัตต์เพื่อลดการใช้ไฟฟ้าในฟาร์มสุกร ลดการใช้ไฟฟ้าจาก รัฐบาล คาดคืนทุนภายใน 4 ปี ตั้งเป้าพัฒนาใช้พลังงานสะอาด รองรับการดำาเนินธุรกิจตามแนวทาง ESG ผศ.น.สพ.ณัฐวุฒิ รัตนวนิชโรจน์ กรรมการผู้จัดการ เครือ อาร์ เอ็ม ซีกรุ๊ป กล่าวว่า เครือ อาร์ เอ็ม ซีกรุ๊ป มีนโยบาย หลัก คือ การดูแลด้าน นโยบายพลังงานสะอาด โดย “โซลาเซลล์” ก็เป็นอีกส่วนหนึ่งที่เข้ามาตอบสนองนโยบายนี้ ซึ่งแนวนโยบาย ของเครือฯ จากปัญหาภัยพิบัติและสิ่งแวดล้อมของโลกมีแนวโน้ม รุนแรงขึ้น ประกอบกับประเทศไทยจากการไปประชุม Cop26 แล้ว มีเป้าหมายในการเป็นประเทศปล่อยคาร์บอนเป็น 0 ในปี2050 หรือ net zero ในปี2065 ทำาให้ทุกบริษัทต้องปรับตัวและหันมาใส่ใจ สิ่งแวดล้อม โซลาเซลล์ จึงเป็นหนึ่งในพลังงานสะอาดที่เลือกมาใช้ร่วมกับ การปลูกพืชปลูกป่าในบริเวณที่ไปอยู่ เพื่อรักษาสิ่งแวดล้อม และทำาให้ ต้นทุนการผลิต ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่จะทำาให้ฟาร์มอยู่ได้หรือไม่ ถ้า มาดูในอนาคตราคาพลังงานจะแพงขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้น การลงทุนใน พลังงานก็เพื่อจะลดต้นทุนในอนาคต และการทำาโซลาเซลล์ก็จะตอบ โจทย์ของฟาร์มโดยตรง เพราะฟาร์มใช้ไฟตลอดเวลา ค่าไฟสูงในช่วง LIVESTOCK PRODUCTION MAGAZINE กลางวัน ก็นำาโซลาเซลล์มาลดในส่วนนี้และคาดหวังไว้ว่า การลงทุน ครั้งนี้จะได้ผลตอบแทนที่คุ้มค่าและคืนทุนภายใน 3-4 ปีจึงเป็นแนว นโยบายที่ตอบโจทย์ทั้งในส่วนของต้นทุนการผลิตและสิ่งแวดล้อม ในอนาคตฟาร์มต้องให้ความสำาคัญกับสิ่งแวดล้อมและจากการ ที่ไทยเข้าประชุม Cop26 ในระยะยาวมีความจำาเป็นและในอนาคต น่าจะมีพรบ.โลกร้อนออกมา ก็อาจต้องบังคับให้ทำาคาร์บอนฟุ๊ตพริ้นท์ และคาร์บอนเครดิตที่มีความสำาคัญ เพราะสิ่งเหล่านี้ใครทำาเป็นสิ่ง ที่เกินความคาดหวังในวันนี้แต่ในอนาคตสิ่งเหล่านี้จะเป็นภาคบังคับ ดังนั้น จึงอยากให้เตรียมตัวแม้สิ่งเหล่านี้อาจเกิดไม่เร็ว แต่เตรียมไว้ ก่อนจะดีเสมอ จากการที่ RMC ฟาร์ม ตั้งอยู่ใกล้เมือง จึงต้องใส่ใจการอยู่ ร่วมกับชุมชน ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้บริหารรุ่นแรกได้ให้นโยบายไปว่า ถ้า ชุมชนอยู่ไม่ได้เราก็อยู่ไม่ได้และอย่าคิดว่า ใครมาก่อน แต่เราต้อง อยู่ร่วมกับชุมชนให้ได้ดังนั้น สิ่งสำาคัญในการอยู่ร่วมกับชุมชน คือ ก็ต้องทำางานด้านสิ่งแวดล้อมด้วยการบำาบัดน้ำา กำาจัดกลิ่น การปลูก ต้นไม้และใช้ผลพลอยได้ให้เป็นประโยชน์กับชุมชน เพราะนอกจาก เป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มแล้ว ก็ต้องเกิดประโยชน์กับชุมชนด้วย เพื่อ ให้ทุกภาคส่วนดีขึ้นร่วมกัน ซึ่งเป็นนโยบายของฟาร์ม นายสัตวแพทย์ สุชาติ วรวุฒางกูร Assistant Chief Executive Officer บริษัท ไบโอซายน์ แอนิมัล เฮลธ์ จำากัด RMC กรุ๊ป...รุกติดโซลาเซลล์ ลดค่าไฟฟ้า ตั้งเป้าคืนทุนใน 4 ปี


สัตว์เศรษฐกิจ 27 (มหาชน) เปิดเผยว่า บริษัท ไบโอซาย แอนิมอล เฮลธ์ จำากัด (มหาชน) เข้าตลาด MAI ในวันที่ 5 พฤษภาคม 2565 ได้ดำาเนิน ธุรกิจภายใต้แนวคิดของ ESG เป็นการดำาเนินธุรกิจให้เกิดความ มั่นคงและยั่งยืน จึงส่งเสริมและสนับสนุนให้ลูกค้าดำาเนินธุรกิจภายใต้ แนวคิดนี้ด้วยการตระหนักต่อสิ่งแวดล้อม ชุมชน และธรรมาภิบาล ซึ่งการทำาธุรกิจภายใต้แนวคิด ESG จะทำาให้คู่ค้ามีคามมั่นคงและ ยั่งยืน จากความตระหนักถึงพลังงานสะอาดที่เป็นพลังงานทดแทน จากเดิมที่เรียกว่า พลังงานทางเลือก แต่ปัจจุบัน การติดตั้งโซลา เซลล์ถือเป็นพลังงานทางรอดของฟาร์ม อีกทั้งเป็นพลังงานสะอาด เนื่องจากประเทศไทยมีแสงแดดตลอดเวลา จึงดึงพลังงานจาก แสงแดดมาใช้ให้เกิดประโยชน์ได้ เพื่อนำามาลดต้นทุนพลังงานให้กับ ลูกค้า และปัจจุบัน ฟาร์มสุกรและฟาร์มไก่ ส่วนใหญ่ตั้งอยู่บนพื้นที่ แนวราบ สามารถรับแสงแดดได้ตลอดทั้งวัน การที่ดึงพลังงานได้ช่วย ลดต้นทุนให้กับลูกค้าได้ ปัจจุบันโซลาเซลล์ช่วยลดต้นทุนพลังงานได้ไม่ต่ำากว่า 30-40 เปอร์เซ็นต์ตลอดช่วง หรือตลอดช่วงแสงอาจลดได้40-45 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งช่วยเหลือลูกค้าได้ขณะเดียวกัน BIS ได้คัดเลือกบริษัทที่ดีซึ่ง ข่าวสารและสาระสำาหรับวงการเลี้ยงสัตว์ บิลเลียนพาวเวอร์เป็นบริษัทที่มีประสบการณ์ในการติดตั้งโซลาเซลล์ มากมาย และทางผู้บริหารยังเป็นอาจารย์ที่มีความชำานาญ จึง คัดสรรค์แผ่นโซลาที่ดี และคืนทุนให้กับลูกค้าได้ภายในระยะเวลา ไม่เกิน 4 ปี หากลูกค้าท่านใดสนใจติดตั้งโซลาเซลล์สามารถติดต่อกับบริษัท ได้ โดยเริ่มจากการศึกษาร่วมกัน ด้วยการประเมินจากบิลค่าไฟฟ้า การใช้พลังงานก่อนว่า มีการใช้ไฟมากน้อยอย่างไร และนำาทีมงานที่ เชี่ยวชาญไปประเมินว่า การใช้ไฟในแต่ละช่วงเวลาเป็นอย่างไร และ ความคุ้มค่าที่จะติดตั้ง ไม่จำาเป็นต้องติดตั้งให้มากที่สุด แต่จะประเมิน ก่อน หลังจากนั้นก็มีการสรุปว่า ฟาร์มควรใช้ประมาณเท่าใดจึงจะ คุ้มค่าที่สุดกับค่าใช้จ่าย และคืนทุนได้เร็วที่สุด ที่ผ่านมา จากการทำางานร่วมกัน โดยบริษัทบิลเลียนพาวเวอร์ ได้ทำาการติดตั้งโซลาเซลล์มามากกว่า 100 โครงการแล้ว ทั้งขนาด ใหญ่และเล็ก แต่ในส่วนของปศุสัตว์ก็เริ่มเป็นที่นิยม โดยที่ผ่านมามี การติดตั้งในฟาร์มสัตว์ปีกไปแล้ว คือ ฟาร์มไก่พันธุ์โรงงานตัดแต่ง เนื้อแช่แข็ง ฟาร์มสุกร และสุกรขุนมีการติดตั้งหลายที่แล้ว พลังงาน สะอาดจะช่วยลดค่าใช้จ่ายให้กับเกษตรกรอย่างชัดเจน ลูกค้าได้รับ ความคุ้มค่าในการติดตั้ง อีกส่วนหนึ่ง และโซลาเซลล์หากบำารุงรักษา ก็ยังใช้ได้อย่างต่อเนื่อง ลดต้นทุนแล้วยังสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับ ลูกค้าด้วย ด้าน คุณชูศักดิ์ รัตนวนิชโรจน์ (เฮียฮิม) ประธานกรรมการ เครือ อาร์ เอ็ม ซีกรุ๊ป กล่าวถึงทิศทางสุกรไทยว่า จากวิกฤต โรคโควิด19 และโรค ASF ในสุกร รวมถึงประสบปัญหาทางด้าน เศรษฐกิจชะลอตัว ภาวะดอกเบี้ย รวมถึงวิกฤตหมูเถื่อน และวัตถุดิบ แพง จากภาวะสงคราม ทำาให้ชาวหมูลำาบากค่อนข้างมาก แต่ทุกสิ่ง ทุกอย่างต้องปรับตัว จากราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์ปรับเพิ่มขึ้นอย่าง ต่อเนื่อง ทุกคนก็ต้องปรับตัว เพื่อให้อยู่รอด เนื่องจากโอกาสในธุรกิจ การเลี้ยงสุกรก็ยังคงมีอยู่ เพราะเป็นอาหารการกิน และไทยเป็นครัว โลก แต่ปัญหาด้านต้นทุน การลงทุนระบบไบโอฯ สิ่งใดที่จำาเป็นต้อง ปรับตัวให้อยู่รอดกันได้แต่โอกาสในธุรกิจนี้ยังมีอยู่แน่นอน ณ เวลานี้ภาวะที่ผ่านระบบการเงินทุกฟาร์มเหนื่อยพอสมควร ฐานเครดิตที่สร้างไว้ต้องแข็งแกร่ง ในการระดมทุนกู้เงินแบงค์ ซึ่ง หากสายป่านยาวย่อมได้เปรียบอยู่แล้ว แต่ในส่วนของประสิทธิภาพ และต้นทุนเป็นสิ่งสำาคัญที่ต้องบริหารจัดการ และต้องมองไปล่วงหน้า ด้วยว่า จะวางแผนการผลิตและลดต้นทุนอย่างไร แม้ตอนนี้บริษัท ลดแม่พันธุ์ลง แต่ขณะเดียวกันก็เตรียมการรองรับโอกาสข้างหน้า ในอีก 5 หรือ 8 หรือ 10 เดือนไว้ด้วย เพราะหมู เป็นอาหาร การกิน ราคามีขึ้นมีลงอยู่แล้ว หากไม่มีปัจจัยแทรกซ้อน เช่น โรค หรือหมูเถื่อน ก็น่าจะไปต่อได้จึงขอฝากภาครัฐไปให้มาช่วยจัดการ ปัญหานี้อย่างเด็ดขาด ช่วยให้เกษตรกรผู้เลี้ยงอยู่ได้อย่างยั่งยืน...


28 สัตว์เศรษฐกิจ CPF เปิดโรงงานโชว์กระบวนการผลิตเนื้อไก่ปลอดภัย ส่งมอบ ผู้บริโภคด้วยมาตรฐานที่นักบินอวกาศยอมรับบริษัท เจริญโภคภัณฑ์ อาหาร จำากัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ ตอกย้ำาผู้นำาเกษตรอุตสาหกรรม และอาหาร มุ่งมั่นพัฒนากระบวนการผลิตเนื้อไก่ตลอดทั้งห่วงโซ่ อุปทาน มีความปลอดภัยอาหารสูงสุด ปลอดสารตกค้าง สร้างความ เชื่อมั่นให้ผู้บริโภคทั่วโลก ด้วยผลิตภัณฑ์ ไก่ซีพี ดีต่อสุขภาพ ดีต่อใจ แบรนด์ไทยหนึ่งเดียวที่ได้การรับรองมาตรฐานเดียวกับนักบิน อวกาศรับประทาน วางรากฐาน 5 หลักการเพื่อความปลอดภัยสูงสุด ธุรกิจแปรรูปไก่เนื้อครบวงจร เริ่มจากโรงงานอาหารสัตว์ ฟาร์มไก่พ่อแม่พันธุ์โรงฟักไข่ ฟาร์มไก่เนื้อ โรงงานแปรรูป โรงงาน อาหารแปรรูป เป็นคอมเพลกครบวงจร เพื่อควบคุมคุณภาพตลอด กระบวนการผลิต ในรัศมีประมาณ 30 กิโลเมตร มีโรงงานอาหาร สัตว์ โรงฟักและฟาร์มที่กระจายอยู่รอบโรงงาน เมื่อไก่ถึงอายุจับ ก็ลำาเลียงไก่จากฟาร์มมาที่โรงงาน มีระบบติดตาม GPS และคำานึง ถึงความปลอดภัยอาหาร และสวัสดิภาพสัตว์ ในการติดตามก็จะมี Dashboard ก็จะทราบรถและทะเบียนที่จะเข้าฟาร์ม เวลาในการ นำาไก่มาที่ฟาร์ม เวลาในการแขวนไก่เข้าโรงงานที่ติดตามในทุกคัน หากมีความผิดปกติก็จะทราบและติดตามหาสาเหตุและแก้ไขได้ทันที โดยธุรกิจครบวงจรโคราช มีกำาลังการผลิต ทั้งระบบ เริ่มจาก ฟาร์มไก่พ่อแม่พันธุ์ผลิตไข่ได้2.9 ล้านฟองต่อสัปดาห์มายังโรงฟัก LIVESTOCK PRODUCTION MAGAZINE ผลิตลูกไก่ได้ 2.4 ล้านตัวต่อสัปดาห์ มายังฟาร์มไก่เนื้อที่มีกำาลัง การผลิต 2.2 ล้านตัวต่อสัปดาห์ ถัดมาที่โรงงานแปรรูปมีกำาลัง การผลิต 950 ตันหรือ 2.85 แสนตันต่อปีมี4 ช่องทางหลักใน การจำาหน่าย คือ ตลาดในประเทศประมาณ 1.586 แสนตัน โรงงาน อาหารแปรรูปประมาณ 65,400 ตัน เนื้อสดส่งออกประมาณ 36,000 ตันต่อปีและโรงงานไส้กรอก25,000 ตันต่อปีและมีศูนย์จัดการห้อง ปฏิบัติการควบคุมโรคอยู่คู่กันและมีการสนับสนุนจากโรงงานอาหาร สัตว์ตั้งแต่ในส่วนของฟาร์มไก่พ่อแม่พันธุ์โรงฟัก และฟาร์มไก่เนื้อ หลังจากผลิตแล้วก็จัดจำาหน่ายทั้งในประเทศและส่งออกต่างประเทศ โดยประเทศคู่ค้าหลัก เริ่มจาก แคนาดา ยูเครน อียูตะวันออกกลาง และเอเชีย ทั้ง จีน ญี่ปุ่น และอาเซียน ที่มีการผลิตและจัดจำาหน่าย ภายใต้มาตรฐานเดียวกันทุกช่องทาง โดยผลิตภัณฑ์สินค้าที่แปรรูป จะแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ เนื้อไก่อนามัย ได้แก่ เนื้อไก่สด ทั้ง ไก่ตัว สันใน อกไก่ ปีก น่อง น่องติดสะโพก ผลิตภัณฑ์เนื้อไก่แปรรูปปรุง สุก พร้อมทาน ได้แก่ กลุ่มทอด นึ่ง อบ ย่าง ในกระบวนการผลิต เริ่มจากนำาไก่ที่ลำาเลียงจากฟาร์มมายัง บริเวณลานรับไก่มีชีวิต ลำาเลียงเข้าสู่ห้องแขวน ทำาการแขวน ก่อน ทำาให้สลบ แล้วทำาการเชือดโดยพนักงานมุสลิม 100% เข้าห้อง กระตุ้นซาก ก่อนเข้าสู่บ่อลวก เพื่อเตรียมรูขุมขน ก่อนเข้าเครื่อง ถอนขนไก่ ช่วยให้ถอนขนออกได้ 100% หลังจากนั้น ก็เข้าสู่ กว่าจะได้เป็น ‘ไก่อวกาศ’


สัตว์เศรษฐกิจ 29 5.) ฟาร์มระบบปิด มีมาตรการความปลอดภัยทางชีวภาพระดับ สูง โดยเลี้ยงไก่ในโรงเรือนปิด มีการปรับสภาพสิ่งแวดล้อม อุณหภูมิ การระบายอากาศที่เหมาะสม ด้วยการดูแลตามหลักสวัสดิภาพสัตว์ (Animal Welfare) เพื่อให้มั่นใจว่าไก่อยู่อย่างสบาย สุขภาพแข็งแรง ตามธรรมชาติทั้งนี้มาตรฐานทั้ง 5 ประการในการผลิตไก่ เป็นผล จากการรวบรวมมาตรฐานความปลอดภัยอาหารระดับสากล ควบคู่ กับแนวคิดในการพัฒนาอาหาร เพื่อส่งมอบผลิตภัณฑ์ที่ปลอดภัยสูง ให้ผู้บริโภค ห้องล้วงเครื่องในอัตโนมัติ และส่งมายังจุดตรวจสอบซาก ซึ่งเป็น เจ้าหน้าที่จากกรมปศุสัตว์ทำาการตรวจสอบ ก่อนถูกลำาเลียงไปยังจุด CCP1 ในการตรวจความสะอาดภายในและภายนอก ก่อนนำาไปห้อง ลดอุณหภูมิซากด้วยลมเย็น (Air chill) เพื่อปรับอุณหภูมิจาก 39 องศา ให้เหลือต่ำากว่า 4 องศา เพื่อให้เนื้อมีความสด ลดการเจริญ ของจุลินทรีย์ก่อนเข้าห้องตัดแยกชิ้นส่วนอัตโนมัติในการแยกชิ้นส่วน ต่างๆ ด้วยการชั่งน้ำาหนักก่อนแย่งไปยังสายการผลิตต่างๆ เนื้อที่ ตัดแต่งเสร็จแล้ว หากเป็นเนื้อส่งออกแบบพรีเมียมก็จะมีการตัดแต่ง พิเศษเพื่อให้ได้ขนาดและรูปร่างตามความต้องการด้วยแรงงาน ก่อนส่งไปยังห้องแช่แข็งแบบทันทีทันใด เพื่อลดอุณหภูมิให้ต่ำากว่า -18 องศา เพื่อเก็บรักษาให้ได้นานที่สุด ก่อนมายังห้องบรรจุ ผ่าน การตรวจอีกครั้ง เพื่อให้มั่นใจว่า ไม่มีสิ่งแปลกปลอมปนไปกับสินค้า เก็บในห้องเย็น รอการจัดจำาหน่ายต่อไป ส่วนโรงงานปรุงสุกเนื้อบางส่วนที่ผ่านการตัดแต่งแล้วก็จะเข้า โรงงานปรุงสุก ทำาการเตรียมส่วนผสมอาหาร นำาเนื้อมานวดตาม สูตร มีการคลุกแป้งตามแต่ละรายการสินค้าก่อนเข้าห้องทอด นึ่ง อบ และย่าง ก่อนเข้ากระบวนการลดอุณหภูมิอย่างรวดเร็วด้วยเครื่อง IQF ผ่านขั้นตอนการตรวจโลหะแบบชิ้น เพื่อให้มั่นใจว่า ทุกชิ้นมี ความปลอดภัย ไม่มีสิ่งแปลกปลอม ก่อนเข้าสู่เครื่องบรรจุอัตโนมัติ ในถุงตามน้ำาหนัก ก่อนผ่านเครื่องตรวจโลหะอีกครั้ง บรรจุใส่กล่อง และเก็บไว้ในโกดัง เพื่อรอผลการตรวจทางห้องแลป ที่ได้รับรองจาก กรมปศุสัตว์และกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ทำาให้ตรวจสอบสินค้า ส่งออกได้ทำาการตรวจในด้านของเคมีและไมโครทุกล็อตทุกแบตก็ จะสุ่มตัวอย่างตรวจก่อนจำาหน่าย น.สพ.พยุงศักดิ์ สมยานนทนากุล รองผู้อำานวยการด้าน มาตรฐานฟาร์มและข้อกำาหนดลูกค้า ธุรกิจไก่เนื้อ-เป็ดเนื้อ ครบวงจร ซีพีเอฟ กล่าวว่า บริษัทฯ ให้ความสำาคัญเรื่อง คุณภาพ และความ ปลอดภัยทางอาหารอย่างจริงจัง เพื่อให้ผู้บริโภคทุกคนได้คุณค่ามาก ที่สุด มีการนำาขีดความสามารถทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสมัย ใหม่มาประยุกต์ใช้โดยยึดมาตรฐาน 5 ประการ ประกอบด้วย 1) ไก่สายพันธุ์คัดเลือกพิเศษตั้งแต่ระดับ DNA ต้องแข็งแรง ตั้งแต่พ่อแม่พันธุ์ 2) การพัฒนาสูตรอาหารให้เหมาะสมกับไก่ในแต่ละช่วงวัยเพื่อ ให้เติบโตได้ดี พร้อมทั้งเสริมภูมิคุ้มกันไก่ด้วยจุลินทรีย์โปรไบโอติก เพื่อทำาให้เกิดการสร้างภูมิคุ้มกันจากภายในร่างกาย ส่งผลให้สัตว์มี สุขภาพที่ดี แข็งแรง ไม่ป่วย จึงไม่จำาเป็นต้องใช้ยาปฏิชีวนะและ สารฮอร์โมนเร่งการเจริญเติบโตตลอดการเลี้ยงดู อีกทั้งเสริมด้วย วิตามิน และเกลือแร่ 23 ชนิด ส่วนมาตรฐานข้อที่ 3.) ตรวจสอบวิเคราะห์โรคแบบเรียลไทม์ เพื่อให้มั่นใจว่าไก่ปลอดภัยจากเชื้อโรคตลอดเวลาที่เลี้ยงดู 4.) ฟาร์มแลป (Farm Lab) ซึ่งเป็นจุดแข็งของซีพีเอฟ โดย เป็นบริษัทที่มีห้องปฏิบัติการตรวจสอบกระบวนการเผาผลาญอาหาร ของไก่และกำาหนดโภชนาการได้อย่างแม่นยำา ข่าวสารและสาระสำาหรับวงการเลี้ยงสัตว์ “กระบวนการแปรรูปเนื้อไก่ของซีพีเอฟ ได้นำาระบบ Smart Factory เทคโนโลยีที่ทันสมัยในกระบวนการผลิตอาหาร ประกอบ ด้วย ระบบอัตโนมัติ AI และ IoT เชื่อมการทำางานแบบอัจฉริยะ และติดตามผลได้แบบ Real Time ช่วยให้เนื้อสัตว์และผลิตภัณฑ์ อาหารมีความปลอดภัยสูง และเพิ่มความมั่นใจด้วยกระบวนการ ทดสอบในห้องปฏิบัติการ Food Lab ตรวจสอบสารตกค้าง และ เชื้อก่อโรค ด้วยความแม่นยำาสูงและรวดเร็ว ด้วยเครื่องมือที่ทันสมัย เสริมสร้างความมั่นใจว่า อาหาร ปลอดโรค ปลอดภัย ปลอดสาร ตกค้าง สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้” น.สพ.พยุงศักดิ์กล่าว นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังผสมผสานมาตรฐานความปลอดภัย อาหารพื้นฐาน อาทิGHP HACCP BRC รวมทั้งมาตรฐานสากล ระดับโลกด้านคุณภาพความปลอดภัยอาหาร มาเป็นมาตรฐานของ ซีพีเอฟ (CPF Food Standard) ซึ่งเป็นจุดแข็ง ที่สามารถการันตี ผลิตภัณฑ์ไก่ซีพีมีคุณภาพได้มาตรฐานระดับโลก คนไทยได้บริโภค ที่มีมาตรฐานเดียวกับนักบินอวกาศ สำาหรับ ผลิตภัณฑ์ไก่ซีพียังการันตีด้วยรางวัล ‘KFC Asia Recipe For Good Award 2022’ สะท้อนความเป็นเลิศในการ ปฏิบัติตามข้อกำาหนดและมาตรฐานด้านสวัสดิภาพสัตว์อย่างจริงจัง และต่อเนื่อง ที่สำาคัญซีพีเอฟยังผ่านการประเมินผลการดำาเนินงาน ด้านสวัสดิภาพสัตว์ตามมาตรฐานของเคเอฟซีได้ครบถ้วน 100% ตั้งแต่ปี2565 ซึ่งเร็วกว่าเป้าหมายที่เคเอฟซีกำาหนดไว้ปี2571 ใน การมีส่วนร่วมพัฒนาห่วงโซ่อุปทานที่ยั่งยืน (Responsible Supply Chain) เพื่อส่งมอบคุณภาพและความปลอดภัยอาหารให้กับผู้บริโภค อย่างยาวนาน .


Manufacturer: Name: Shandong Longchang Animal Health Product co.,ltd Address: Lushang square,Jingshi road, Jinan,Shandong province,China Tel/What’s app/Line:0086-18369909316 Email: [email protected] Thailand distributor : Name: Feed Techno Focus Co., Ltd. Address: 554/3 Asok-Dindaeng Rd., Dindaeng, Bangkok 10400 Thailand Tel. : 0066- (0)2 641 8862-4


Bile acid Contact information: Manufacturer:Shandong Longchang Animal Health Product co.,ltd Web: www.sdlachance.net Email:rachel@sdlachancecomการทํางานของกรดนํ +าดี (Bile Acids) มีผลต่อตับอย่างไรบ้าง กรดนํ +าดี (Bile Acids) จะทําหน้าที=ช่วยให้ไขมันถูกย่อย และดูดซึมเข้าที=สําไส้เล็กส่วนปลาย (Terminal Ileum) กรดนํ +าดี (Bile Acids) ถูกนํากลับมาที=ตับ เพื=อกระตุ้นให้ตับสังเคราะห์ และหลั=งนํ +าดีขึ +นมาใหม่ นอกจากนี +การหลั=งนํ +าดีทําให้มีการขับสารพิษ และสารตกค้างต่างๆจากตับ อย่างเช่น ยา โลหะหนัก และสาร อันตรายอื=นๆ กรดนํ +าดี (Bile Acids) ป้องกันความเสียหายของตับจากเอนโดทอกซิน (Endotoxin : LPS) โดยการ จบัและรวมตวัเพ ื= อยบัยงั+การออกฤทธิU ของเอนโดทอกซนิลดความเครียดจากปฏิกิริยาออกซเิดชนัและการ ตอบสนองต่อการอักเสบ ซึ=งช่วยป้องกันความเสียหายของตับที=จะเกิดจากเอนโดทอกซิน ในการป้องกันตับ กรดนํ +าดี (Bile Acids) เป็นปัจจัยควบคุมและกระตุ้นการสังเคราะห์กรดนํ +าดีผ่าน Bile Acids Sensitive Nuclear Receptor (FXR : Fanosyl X Receptor) ซึ=งมีคุณสมบัติ ป้องกันภาวะท่อนํ +าดีตีบ และอุดตัน (Anti-cholestasis) ต้านการเกิดภาวะผังผืดเกาะตับ (Antiliver fibrosis) และต้านการอักเสบ (Anti-inflammatory) สารในกรดนํ +าดี (Deoxycholic Acid and Ursodeoxycholic Acid) จะช่วยส่งเสริมให้มีการ หลั=งนํ +าดีออกมาเป็นจํานวนมากจากเซลล์ตับ เพิ=มการละลายของคอเลสเตอรอล ทําให้ท่อทางเดินนํ +าดี ราบเรียบ ซึ=งมีบทบาทในการปกป้องตับ และถุงนํ +าดีจากภาวะท่อนํ +าดีอุดตัน กรดนํ +าดี (Bile Acids) สามารถส่งเสริมและเพิ=มประสิทธิภาพการต้านอนุมูลอิสระ (เพิ=มประสิทธิภาพการ ทํางานของ SOD, GSH-Px และ GR) ขจัดออกซิเจนส่วนเกินที=เป็นอนุมูลอิสระจากกระบวนการ ออกซิเดชันของไขมัน (Fat Oxidation) ขจัดเอนโดทอกซิน (Endotoxin) และสารพิษจากเชื +อรา (Mycotoxin) เพิ=มประสิทธิภาพการต้านอนุมูลอิสระ ความสามารถในการป้องกันความเครียดและ ผลกระทบจากความเครียด การแนะนําการใช้ Runeon (Bile Acids) ในไก่เนื +อ ไก่ไข่ และเป็ด เพื=อการปรับปรุงประสิทธิภาพ แนะนําให้เติม Runeon (Bile Acids) ในอัตรา 200 กรัม ต่ออาหาร 1 ตัน กรณี การแก้ปัญหาการผลกระทบของสารพิษจากเชื +อรา แนะนําให้เติม Runeon (Bile Acids) ใน อัตรา 500~1,000 กรัม ต่ออาหาร 1 ตัน ร่วมกับผลิตภัณฑ์จับสารพิษจากเชื +อรา Bile acid Contact information: Manufacturer:Shandong Longchang Animal Health Product co.,ltd Web: www.sdlachance.net Email: [email protected] การทํางานของกรดนํ +าดี (Bile Acids) มีผลต่อตับอย่างไรบ้าง กรดนํ +าดี (Bile Acids) จะทําหน้าที=ช่วยให้ไขมันถูกย่อย และดูดซึมเข้าที=สําไส้เล็กส่วนปลาย (Terminal Ileum) กรดนํ +าดี (Bile Acids) ถูกนํากลับมาที=ตับ เพื=อกระตุ้นให้ตับสังเคราะห์ และหลั=งนํ +าดีขึ +นมาใหม่ นอกจากนี +การหลั=งนํ +าดีทําให้มีการขับสารพิษ และสารตกค้างต่างๆจากตับ อย่างเช่น ยา โลหะหนัก และสาร อันตรายอื=นๆ กรดนํ +าดี (Bile Acids) ป้องกันความเสียหายของตับจากเอนโดทอกซิน (Endotoxin : LPS) โดยการ จบัและรวมตวัเพ ื= อยบัยงั+การออกฤทธิU ของเอนโดทอกซนิลดความเครียดจากปฏิกิริยาออกซเิดชนัและการ ตอบสนองต่อการอักเสบ ซึ=งช่วยป้องกันความเสียหายของตับที=จะเกิดจากเอนโดทอกซิน ในการป้องกันตับ กรดนํ +าดี (Bile Acids) เป็นปัจจัยควบคุมและกระตุ้นการสังเคราะห์กรดนํ +าดีผ่าน Bile Acids Sensitive Nuclear Receptor (FXR : Fanosyl X Receptor) ซึ=งมีคุณสมบัติ ป้องกันภาวะท่อนํ +าดีตีบ และอุดตัน (Anti-cholestasis) ต้านการเกิดภาวะผังผืดเกาะตับ (Antiliver fibrosis) และต้านการอักเสบ (Anti-inflammatory) สารในกรดนํ +าดี (Deoxycholic Acid and Ursodeoxycholic Acid) จะช่วยส่งเสริมให้มีการ หลั=งนํ +าดีออกมาเป็นจํานวนมากจากเซลล์ตับ เพิ=มการละลายของคอเลสเตอรอล ทําให้ท่อทางเดินนํ +าดี ราบเรียบ ซึ=งมีบทบาทในการปกป้องตับ และถุงนํ +าดีจากภาวะท่อนํ +าดีอุดตัน กรดนํ +าดี (Bile Acids) สามารถส่งเสริมและเพิ=มประสิทธิภาพการต้านอนุมูลอิสระ (เพิ=มประสิทธิภาพการ ทํางานของ SOD, GSH-Px และ GR) ขจัดออกซิเจนส่วนเกินที=เป็นอนุมูลอิสระจากกระบวนการ ออกซิเดชันของไขมัน (Fat Oxidation) ขจัดเอนโดทอกซิน (Endotoxin) และสารพิษจากเชื +อรา (Mycotoxin) เพิ=มประสิทธิภาพการต้านอนุมูลอิสระ ความสามารถในการป้องกันความเครียดและ ผลกระทบจากความเครียด การแนะนําการใช้ Runeon (Bile Acids) ในไก่เนื +อ ไก่ไข่ และเป็ด เพื=อการปรับปรุงประสิทธิภาพ แนะนําให้เติม Runeon (Bile Acids) ในอัตรา 200 กรัม ต่ออาหาร 1 ตัน กรณี การแก้ปัญหาการผลกระทบของสารพิษจากเชื +อรา แนะนําให้เติม Runeon (Bile Acids) ใน อัตรา 500~1,000 กรัม ต่ออาหาร 1 ตัน ร่วมกับผลิตภัณฑ์จับสารพิษจากเชื +อรา


32 สัตว์เศรษฐกิจ LIVESTOCK PRODUCTION MAGAZINE น.สพ. ยุทธ เทียมสุวรรณ ผจู้ดัการฝ่ายวิชาการ บจก. เซน็ทรลัลิส ก้าวเข้าสู่ช่วงปลายปี ช่วงนี้สภาพอากาศ และสภาพแวดล้อมก าลังเปลี่ยนแปลง อาจพบฝนประปรายสลับกับลมหนาว ทั้งคน และสัตว์ในไทยนั้น อาจคุ้นเคย หรือชินกับการปรับร่างกายให้เข้ากับอุณหภูมิสูง หรืออากาศร้อนที่มีตลอดเกือบทั้งปีได้ ดีกว่า ดังนั้นเมื่ออุณหภูมิลดต ่า มีลมหนาว สัตว์ก็อาจจะไม่คุ้นชิน ปรับสรีรวิทยาในร่างกายไม่ทัน เกิดความเครียด ภูมิคุ้มกัน ลดต ่าลง จึงมีโอกาสติดเชื้อใหม่ หรือเชื้อที่อาจพบแฝงอยู่ในร่างกายโดยปกติไม่ก่อโรค ก็กลับมาก่อโรคระบาดที่รุนแรงขึ้นได้ ดังตัวอย่างเช่น โรคคอบวมในโคกระบือ เป็นต้น ที่มักพบระบาดตั้งแต่ปลายฤดูฝนต่อเนื่องไปยังฤดูหนาว โรคคอบวม หรือ โรคเฮโมรายิก เซฟติซีเมีย (Haemorrhagic septicemia) เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย พาสทูเรลล่า มัลโต ซิดา (Pasteurella multocida) แกรมลบ รูปร่างกลม รูปแท่งหัวท้ายมน มี 5 ไทป์(A, B, D, E, F) ที่พบมากในไทยคือ ไทป์ B พบเชื้อได้ในเกือบทุกประเทศ แต่พบมากในเอเชีย แอฟริกา และเขตที่มีการเลี้ยงกระบือมากๆ โรคนี้จะระบาดได้รวดเร็ว ท าให้ เกิดการป่วยและตายจ านวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกระบือ ส่วนโคอาจรุนแรงน้อยกว่า ส่วนแพะ แกะ สุกร ม้า อูฐ กวาง กระทิง ลิง ช้าง ก็ติดโรคได้ แต่อาการแทบจะไม่รุนแรง และโรคนี้ไม่ติดต่อสู่คน แบคทีเรียชนิดนี้อยู่ในสิ่งแวดล้อมได้นานพอสมควร เช่น แปลงหญ้า ดินชื้นแฉะ มีรายงานว่าในแปลงหญ้าที่แห้งอาจ อยู่ได้แค่ 24 ชม. แต่หากในดินหรือทุ่งหญ้าชื้นแฉะ หรือในน ้าอาจอยู่ได้นานหลายวัน จนถึง 2-3 สัปดาห์ หรือมีรายงานนาน เป็นเดือนก็ได้ แต่แบคทีเรียนี้ก็ถูกท าลายได้ง่ายด้วยความร้อน แสงแดด รวมถึงยาฆ่าเชื้อทั่วไปก็สามารถฆ่าได้ง่ายเช่นกัน แบคทีเรียจะถูกขับออกมาจากสัตว์ที่เป็นตัวเก็บเชื้อ หรือแพร่เชื้อผ่านทางสิ่งคัดหลั่ง หรือสิ่งขับถ่าย เช่น น ้ามูก น ้าลาย น ้านม อุจจาระ ปัสสาวะ และติดต่อไปสู่ตัวอื่นโดยทางการหายใจ หรือการกิน ไม่ว่าจะเป็นการสัมผัสโดยตรงกับสัตว์ป่วย หรือกินเชื้อ ที่ปนเปื้อนอยู่ในอาหาร น ้า หรือสิ่งปูรองนอน โดยที่โรคนี้ไม่ติดต่อผ่านแมลง ในบริเวณที่มีความชุกโรคสูง จะพบเชื้อนี้ในตัวโคกระบือได้ประมาณ 5% ของฝูง อยู่ที่บริเวณโพรงจมูก คอหอย ทอนซิล โดยไม่แสดงอาการป่วย หรือเรียกง่ายๆ ว่าเป็นพาหะ หรือตัวเก็บกักเชื้อ แต่ในช่วงที่เกิดการระบาดขึ้นแล้ว จะพบตัว ที่เป็นพาหะนี้เพิ่มมากขึ้นเป็น 20% เลยก็เป็นได้ปัจจัยเสริมที่ท าให้เชื้อก่อความรุนแรงเพิ่มขึ้น หรือแพร่ออกมานั้นได้แก่ ภาวะ ความเครียดจากการเปลี่ยนฤดูกาล ร้อนจัด หนาวจัด เคลื่อนย้ายสัตว์ ใช้แรงงานหนัก สภาพร่ายกายอ่อนแอ มีโรคอื่น พยาธิ สภาพแวดล้อมเปียกหรือชื้นแฉะ ไม่ค่อยมีแสงแดด ขาดอาหาร อาหารไม่มีคุณภาพ ได้รับวิตามินแร่ธาตุไม่ถูกต้องครบ น.สพ. ยุทธ เทียม สุวรรณ ผู ้จ ัดการฝ่ ายวิชาการ บจก. เซ็นทร ัลลิส จากสองฉบบัทีแ่ลว้ไดก้ล่าวถงึปัจจยัเรือ่งคณุภาพอากาศ และอุณหภูมิซึ ่ งถอืเป็นปัจจยัที ่ ส าคญัมากทีส่ดุแต่ก็มิใช ่ปัจจัยเดียว ปัจจยัอืน่ๆ ทีส่ าคญัรองลงมา แต่ก็จ าเป็ นไม่แพ ้กันเลยคือ น ้ า โดยทั ่ วไปถอืกนัว่าคน หรือสัตว ์เช ่น สุกร จะขาดน ้ าไดป้ระมาณ 3 วัน นานเกนิกว่านีอ้าจตาย ได ้ น ้ ามคีวามส าคญัมาก โดยลกูสกุรจะมนี ้ าเป็นองคป์ระกอบในรา่งกายสงูมากถงึ 82% สุกร ใหญ่สกุรขนุจะมนี ้ าเป็นองคป์ระกอบในรา่งกายมากถงึ 55% โดยน ้ าท าหนา้ที ่ เป็นองคป์ระกอบ ส่วนใหญ่ของเซลล ์ร ่างกาย เป็ นส่วนประกอบของเลือด น ้ าเหลอืง น ้ าดีน ้ าย่อย น ้ านม เหงือ่ ปัสสาวะ และน ้ าอืน่ๆ ทั ่ วรา่งกาย น ้ ายงัท าหนา้ทีล่ะลายอาหารทีย่่อยแลว้ และเป็ นตัวน าแพร ่จาก ล าไส ้เล็กเข ้าสู่กระแสเลือด หรอืระบบน ้ าเหลอืง น ้ ายงัท าหนา้ที ่ เป็นตวักลางในการน าอาหาร และ ออกซเิจนไปเลีย้งเซลล์ ในอกีแง่ก็เป็นตวัน าของเสยีในรา่งกายไปขบัถ่ายทีอ่วยัวะต่างๆ เช ่น ปอด ผิวหนัง ไต ไม่หมดเพยีงเท่านี ้น ้ ายงัท าหนา้ทีช่ว่ยหล่อลืน่อวยัวะต่างๆ ใหเ้คลือ่นไหวไดด้ี ท างานได ้ปกติเช ่น น ้ าในขอ้ต่อ น ้ าในช ่องท ้อง น ้ าในชอ่งอก และทีส่ าคญัน ้ ายงัชว่ยควบคมุ อณุหภมูริา่งกายใหค้งทีต่ลอดเวลา น ้ าส าคญัมากถงึเพยีงนี ้สกุรจงึจา เป็นตอ้งไดร้บัน ้ าอย่าง มากเพยีงพอทั ้ งในแง่ปรมิาณ และคณุภาพทีต่อ้งดเีชน่เดยีวกบัทีค่นไดร้บั ในแง่ของการประเมนิ สิ ่ งแวดลอ้มดา้นน ้ าที ่ ใชเ้ลีย้งสกุรนี ้มกัเริม่ตน้กนัดว้ยหวัขอ้ส าคญั ทีส่ดุคอื สุกรต ้องไดร้บั ปรมิาณน ้ าเพยีงพอเหมาะสมต่อชว่งอายุหรอืน ้ าหนัก รวมถึงต ้องมีอัตรา การไหลที ่ เหมาะสมผ่านเกณฑ ์มาตรฐานแต่ละช ่วงอายุ หรือน ้ าหนักนั ้ นๆ ด ้วย ข ้อมูลแสดงดัง ตารางด ้านล่างซ ้าย เราควรตรวจการไหลของน ้ าในทุกวนั และวันละหลายๆ รอบ โดยวิธี น.สพ. ยุทธ เทียมสุวรรณ ผู้จัดการฝ่ายวิชาการ บจก. เซ็นทรัลลิส โรคติดเชื้อที่มีผลต่อ ปริมาณและคุณภาพไข่ไก่ ปัจจุบันเกิดภาวะการเลี้ยงสุกรที่ค่อนข้างจะประสบปัญหานานัปการ ไม่ว่าจะเป็นโรคระบาดที่ยังไม่หมดไป เนื้อสุกรเถื่อนที่ลักลอบนำาเข้า ตลอดจนเรื่องราคาตกต่ำา ทำาให้หลายฟาร์มอาจเปลี่ยนไปเลี้ยงปศุสัตว์ชนิดอื่น หรือเลี้ยงเสริมเพิ่มเติมเข้ามาเป็นรายได้อีกทางหนึ่ง ตัวเลือก หนึ่งที่น่าสนใจนั่นก็คือ ไก่ไข่ เนื่องจากไข่ยังเป็นที่ต้องการของผู้บริโภคในบ้านเราเป็นอย่างมาก ทั้งเป็นแหล่งโปรตีนสำาคัญที่ราคาไม่แพง เหมาะกับทุกเพศ ทุกวัย ทุกอาชีพ ทุกสภาพร่างกายไม่ว่าปกติหรือเจ็บป่วย อีกทั้งไก่ไข่ในบ้านเรา ก็ได้รับการปรับปรุงพันธุ์ให้โตเร็ว ทนโรค ทนสภาพแวดล้อม ทั้งยังไข่ดกอีกด้วย แต่การเลี้ยงไก่นั้นก็ถือว่าไม่ง่ายนักสำาหรับผู้เริ่มเลี้ยงมือใหม่ หรือแม้แต่เลี้ยงมานานแล้วก็ตาม เนื่องจากไก่มีขนาดตัวที่เล็กกว่าสุกร อาจมีความเปราะบาง หรือไวต่อบางสภาวะเป็นพิเศษมากกว่า ทั้งอาจไม่เหมือนกันในวัตถุประสงค์การเลี้ยงอันเกี่ยวเนื่องกับสรีรวิทยานั่นก็คือ สุกรขุนเลี้ยงเพื่อโตขึ้นทั้งตัว ผลิตได้เนื้อ แต่ไก่ไข่เลี้ยงเพื่อให้ระบบสืบพันธุ์และสร้างไข่ทำางานได้ดีตามปกติที่สุด ผลิตไข่ออกมาเยอะและ มีคุณภาพ ปัจจัยที่มีอิทธิพลการสร้าง การผลิต ปริมาณ และคุณภาพของไข่นั้น อันได้แก่ พันธุกรรม โภชนะอาหาร น้ำาดื่ม ความเครียด ตื่นเต้นตกใจ อุณหภูมิสิ่งแวดล้อม ความเข้มแสง ความยาวแสง อายุของไก่เช่น ไก่สาว ไก่ช่วงผลัดขน และสำาคัญที่สุดนั่นก็คือโรคติดเชื้อ ที่มีหลายโรคก่อให้เกิดความผิดปกติกับไข่ได้ไม่ว่าจะเป็นในแง่ปริมาณ หรือคุณภาพก็ตาม โรคที่มักคิดถึงกันเป็นลำาดับแรก เมื่อเกิดความผิดปกติขึ้นกับไข่ นั่นก็คือ โรคไข่นิ่มหรือไข่ลด ซึ่งแต่เดิมจะเรียกกันเพียงว่า Egg Drop Syndrome (EDS) แต่ต่อมาเมื่อเกิดโรคที่มีอาการคล้ายกันนี้ในเป็ด นั่นก็คือ ไข่ลด แต่สาเหตุเกิดจากไวรัสในกลุ่ม Flavivirus เพื่อป้องกัน การสับสน โรคในเป็ดนั้นนิยมเรียกกันว่า Duck Egg Drop Syndrome ส่วนโรคไข่นิ่มหรือไข่ลดในไก่ อันเกิดจาก Adenovirus นี้นิยมเรียก กันว่า Egg Drop Syndrome ‘76 หรือ EDS ‘76 เป็นไวรัสในวงศ์Adenoviridae ชนิด DNA สายคู่ ไม่มีเปลือกหุ้ม ซึ่ง Adenovirus ที่ก่อโรคในสัตว์ปีกนั้นแบ่งหลักๆ ได้เป็น 3 Type คือ Type 1 ก่อให้เกิดโรคระบบทางเดินหายใจ หรือตับอักเสบทั้งโรค IBH (Inclusion Body Hepatitis) และ HHS (Hepatitis-Hydropericardium Syndrome) ส่วน Type 2 ก่อให้เกิดโรคลำาไส้อักเสบแบบมีเลือดออกในไก่งวง HE (Hemorrhagic Enteritis) และ Type 3 ก่อให้เกิดโรคไข่ลดหรือไข่นิ่ม ที่กล่าวกันอยู่นี้ สามารถติดเชื้อนี้ได้ในไก่ เป็ด ห่าน หงส์นกกระทา ไก่งวง หรือนกบางชนิด ติดต่อได้ทั้งทางตรงจากไก่ป่วย หรือสัตว์ปีกชนิดอื่นที่ติด เชื้อได้แต่มักไม่แสดงอาการป่วย รวมถึงติดเชื้อผ่านไข่ได้การติดต่อทางอ้อมเกิดได้ผ่านน้ำา อาหาร วัสดุ อุปกรณ์เครื่องมือ เครื่องใช้ถาด ไข่ คน เสื้อผ้า ยานพาหนะ เป็นต้น การแพร่โรคฝูงในมักใช้เวลาค่อนข้างนานประมาณ 11 สัปดาห์ มีระยะฟักตัวของโรคประมาณ 7-9 ไก่ที่ยังไม่ได้ให้ผลผลิตไข่ ก็จะไม่แสดงอาการผิดปกติหรือป่วยใดๆ อาการจะแสดงออกมาเฉพาะระยะไข่ และเกิดกับผลผลิตไข่เท่านั้น (แต่บาง ตัวอาจมีอาการท้องเสีย เลือดจาง เบื่ออาหาร แต่พบได้น้อยมาก) อาการสำาคัญมีดังนี้ เปลือกไข่สีซีด เม็ดสีลดน้อยลงเรื่อยๆ จนกระทั่งเป็น สีขาว ไข่เปลือกบาง เปราะแตกง่าย เปลือกไข่นิ่ม หรือไม่มีเปลือกไข่หุ้ม เปลือกไข่หยาบขรุขระ คล้ายมีชอล์กมาทาทับไว้รูปร่าง รูปทรง น.สพ. ยุทธ เทียมสุวรรณ ผ้จูดัการฝ่ายวิชาการ บจก. เซน็ทรลัลิส ปัจจุบันเกิดภาวะการเลี้ยงสุกรที่ค่อนข้างจะประสบปัญหานานัปการ ไม่ว่าจะเป็นโรคระบาดที่ยังไม่หมดไป เนื้อสุกร เถื่อนที่ลักลอบน าเข้า ตลอดจนเรื่องราคาตกต ่า ท าให้หลายฟาร์มอาจเปลี่ยนไปเลี้ยงปศุสัตว์ชนิดอื่น หรือเลี้ยงเสริมเพิ่มเติม เข้ามาเป็นรายได้อีกทางหนึ่ง ตัวเลือกหนึ่งที่น่าสนใจนั่นก็คือ ไก่ไข่ เนื่องจากไข่ยังเป็นที่ต้องการของผู้บริโภคในบ้านเราเป็น อย่างมาก ทั้งเป็นแหล่งโปรตีนส าคัญที่ราคาไม่แพง เหมาะกับทุกเพศ ทุกวัย ทุกอาชีพ ทุกสภาพร่างกายไม่ว่าปกติหรือ เจ็บป่วย อีกทั้งไก่ไข่ในบ้านเรา ก็ได้รับการปรับปรุงพันธุ์ให้โตเร็ว ทนโรค ทนสภาพแวดล้อม ทั้งยังไข่ดกอีกด้วย แต่การเลี้ยงไก่นั้นก็ถือว่าไม่ง่ายนักส าหรับผู้เริ่มเลี้ยงมือใหม่ หรือแม้แต่เลี้ยงมานานแล้วก็ตาม เนื่องจากไก่มีขนาดตัว ที่เล็กกว่าสุกร อาจมีความเปราะบาง หรือไวต่อบางสภาวะเป็นพิเศษมากกว่า ทั้งอาจไม่เหมือนกันในวัตถุประสงค์การเลี้ยงอัน เกี่ยวเนื่องกับสรีรวิทยานั่นก็คือ สุกรขุนเลี้ยงเพื่อโตขึ้นทั้งตัว ผลิตได้เนื้อ แต่ไก่ไข่เลี้ยงเพื่อให้ระบบสืบพันธุ์และสร้างไข่ท างาน ได้ดีตามปกติที่สุด ผลิตไข่ออกมาเยอะและมีคุณภาพ ปัจจัยที่มีอิทธิพลการสร้าง การผลิต ปริมาณ และคุณภาพของไข่นั้น อัน ได้แก่ พันธุกรรม โภชนะอาหาร น ้าดื่ม ความเครียดตื่นเต้นตกใจ อุณหภูมิสิ่งแวดล้อม ความเข้มแสง ความยาวแสง อายุของ ไก่เช่น ไก่สาว ไก่ช่วงผลัดขน และส าคัญที่สุดนั่นก็คือโรคติดเชื้อ ที่มีหลายโรคก่อให้เกิดความผิดปกติกับไข่ได้ ไม่ว่าจะเป็นใน แง่ปริมาณ หรือคุณภาพก็ตาม โรคที่มักคิดถึงกันเป็นล าดับแรก เมื่อเกิดความผิดปกติขึ้นกับไข่ นั่นก็คือ โรคไข่นิ่มหรือไข่ลด ซึ่งแต่เดิมจะเรียกกัน เพียงว่า Egg Drop Syndrome (EDS)แต่ต่อมาเมื่อเกิดโรคที่มีอาการคล้ายกันนี้ในเป็ด นั่นก็คือ ไข่ลด แต่สาเหตุเกิดจากไวรัส ในกลุ่ม Flavivirus เพื่อป้องกันการสับสน โรคในเป็ดนั้นนิยมเรียกกันว่า Duck Egg Drop Syndrome ส่วนโรคไข่นิ่มหรือไข่ลด ในไก่ อันเกิดจาก Adenovirus นี้ นิยมเรียกกันว่า Egg Drop Syndrome '76 หรือ EDS '76 เป็นไวรัสในวงศ์ Adenoviridae ชนิด DNA สายคู่ ไม่มีเปลือกหุ้ม ซึ่ง Adenovirus ที่ก่อโรคในสัตว์ปีกนั้นแบ่งหลักๆ ได้เป็น 3 Type คือ Type 1 ก่อให้เกิดโรค ระบบทางเดินหายใจ หรือตับอักเสบทั้งโรค IBH (Inclusion Body Hepatitis) และ HHS (Hepatitis-Hydropericardium Syndrome) ส่วน Type 2 ก่อให้เกิดโรคล าไส้อักเสบแบบมีเลือดออกในไก่งวง HE (Hemorrhagic Enteritis) และ Type 3 ก่อให้เกิดโรคไข่ลดหรือไข่นิ่ม ที่กล่าวกันอยู่นี้ สามารถติดเชื้อนี้ได้ในไก่ เป็ด ห่าน หงส์ นกกระทา ไก่งวง หรือนกบางชนิด ติดต่อได้ทั้งทางตรงจากไก่ป่วย หรือ สัตว์ปีกชนิดอื่นที่ติดเชื้อได้แต่มักไม่แสดงอาการป่วย รวมถึงติดเชื้อผ่านไข่ได้การติดต่อทางอ้อมเกิดได้ผ่านน ้า อาหาร วัสดุ


สัตว์เศรษฐกิจ 33 ข่าวสารและสาระสำาหรับวงการเลี้ยงสัตว์ ของไข่ผิดปกติไปจากเดิม โดยอาการผิดปกติของไข่เหล่านี้อาจพบอุบัติการณ์เพิ่มมากขึ้นถึง 30-50% และโดยเฉลี่ยแล้วประมาณ 10-16 ฟอง ต่อตัว และที่สำาคัญคือปริมาณไข่จะลดลง ขนาดไข่จะเล็กลงอย่างเห็นได้ชัด คุณภาพไข่แย่ลง เช่น ไข่ขาวเหลวเป็นน้ำา ระยะเวลาที่แสดงอาการ ผิดปกตินี้จะนานประมาณ 3 สัปดาห์ (4-10) ไม่มีอาการป่วยอื่นใด ไม่ตาย ไม่มีผลกระทบในระยะยาว อัตราไข่มีเชื้อและฟักเป็นตัวได้ยังอยู่ ในเกณฑ์ปกติหลังฟื้นตัวจากโรค อัตราการไข่จะเพิ่มขึ้นอย่างช้าๆ วินิจฉัยโรคจากความผิดปกติที่เกิดขึ้นกับฟองไข่ และประวัติอาจส่งตัวอย่างเลือดไก่ไปตรวจทางซีรัมวิทยาด้วยวิธีELISA, HI, SN หรือตรวจหาแอนติเจนไวรัสด้วยวิธีPCR โรคนี้ไม่มีการรักษาที่จำาเพาะ อาจให้ยาบำารุงเพื่อให้ไก่ฟื้นตัวเร็วขึ้น นิยมป้องกันโรคด้วยการทำา วัคซีนชนิดเชื้อตายที่มีน้ำามันเป็นสื่อ โดยฉีดเข้าใต้ผิวหนัง หรือฉีดเข้ากล้ามเนื้อ เมื่อไก่อายุได้ประมาณ 14-16 สัปดาห์ ในไก่ไข่ และไก่พันธุ์ นอกจากนี้ต้องคัดเลือกลูกไก่ที่มาจากฟาร์มพ่อแม่พันธุ์ปลอดโรค เรื่องความปลอดภัยทางชีวภาพให้เข้มงวดเหมือนทุกโรค เน้นถาดไข่ต้องได้ รับการฆ่าเชื้ออย่างพิถีพิถันหลังใช้เสร็จทุกครั้ง ๆแสดงออกมาเฉพาะระยะไข่ และเกิดกับผลผลิตไข่เท่านั้น (แต่บางตัวอาจมีอาการท้องเสีย เลือดจาง เบื่ออาหาร แต่พบได้น้อย มาก) อาการส าคัญมีดังนี้เปลือกไข่สีซีด เม็ดสีลดน้อยลงเรื่อยๆ จนกระทั่งเป็นสีขาว ไข่เปลือกบาง เปราะแตกง่าย เปลือกไข่ นิ่ม หรือไม่มีเปลือกไข่หุ้ม เปลือกไข่หยาบขรุขระ คล้ายมีชอล์กมาทาทับไว้ รูปร่าง รูปทรงของไข่ผิดปกติไปจากเดิม โดย อาการผิดปกติของไข่เหล่านี้อาจพบอุบัติการณ์เพิ่มมากขึ้นถึง 30-50% และโดยเฉลี่ยแล้วประมาณ 10-16 ฟองต่อตัว และที่ ส าคัญคือปริมาณไข่จะลดลง ขนาดไข่จะเล็กลงอย่างเห็นได้ชัด คุณภาพไข่แย่ลง เช่น ไข่ขาวเหลวเป็นน ้า ระยะเวลาที่แสดง อาการผิดปกตินี้จะนานประมาณ 3 สัปดาห์ (4-10) ไม่มีอาการป่วยอื่นใด ไม่ตาย ไม่มีผลกระทบในระยะยาว อัตราไข่มีเชื้อ และฟักเป็นตัวได้ยังอยู่ในเกณฑ์ปกติ หลังฟื้นตัวจากโรค อัตราการไข่จะเพิ่มขึ้นอย่างช้าๆ วินิจฉัยโรคจากความผิดปกติที่เกิดขึ้นกับฟองไข่ และประวัติ อาจส่งตัวอย่างเลือดไก่ไปตรวจทางซีรัมวิทยาด้วยวิธี ELISA, HI, SN หรือตรวจหาแอนติเจนไวรัสด้วยวิธี PCR โรคนี้ไม่มีการรักษาที่จ าเพาะ อาจให้ยาบ ารุงเพื่อให้ไก่ฟื้นตัวเร็วขึ้น นิยมป้องกันโรคด้วยการท าวัคซีนชนิดเชื้อตายที่มีน ้ามันเป็นสื่อ โดยฉีดเข้าใต้ผิวหนัง หรือฉีดเข้ากล้ามเนื้อ เมื่อไก่อายุได้ ประมาณ 14-16 สัปดาห์ ในไก่ไข่ และไก่พันธุ์ นอกจากนี้ต้องคัดเลือกลูกไก่ที่มาจากฟาร์มพ่อแม่พันธุ์ปลอดโรค เรื่องความ ปลอดภัยทางชีวภาพให้เข้มงวดเหมือนทุกโรค เน้นถาดไข่ต้องได้รับการฆ่าเชื้ออย่างพิถีพิถันหลังใช้เสร็จทุกครั้ง โรคที่สองคือ โรคหลอดลมอกัเสบติดต่อ (Infectious Bronchitis, IB) เป็นอีกหนึ่งโรคที่มีผลกระทบต่อปริมาณ และ คุณภาพไข่ในเกือบทุกด้าน เกิดจากเชื้อไวรัสในวงศ์Coronaviridae ชนิด RNA สายเดี่ยว มีเปลือกหุ้ม เป็นโรคที่แพร่กระจาย ได้รวดเร็วมาก เกิดโรคได้เฉพาะในไก่เท่านั้น เป็นได้กับทุกอายุ แต่จะรุนแรงในลูกไก่ ไวรัสที่ก่อโรคนี้มีหลายซีโรไทป์ แต่ละซี โรไทป์ก็มีหลายสเตรน แต่ละสเตรนมีความรุนแรงแตกต่างกัน สเตรนที่มีผลต่อทางเดินหายใจ เช่น แมสซาชูเซตส์(พบมาก ที่สุด), คอนเนคติคัท สเตรนที่มีผลต่อไต เช่น ออสเตรเลียนที, เกรย์โฮลต์ สเตรนที่มีผลอื่นๆ เช่น 4/91, 793B มีผลท าให้ไก่ ตาย กล้ามเนื้ออกชั้นในมีสีซีด บวมน ้า การติดต่อ ค่อนข้างง่าย ไวรัสถูกขับออกมากับลมหายใจ สิ่งขับถ่ายจากสัตว์ป่วย อุจจาระ ปัสสาวะ ผ่านไข่ ส่วนใหญ่ ติดต่อสู่ตัวอื่นผ่านทางการหายใจ หรือกิน อาจเกิดจากการสัมผัสโดยตรงระหว่างไก่ หรืออาจติดต่อทางอ้อมผ่านคน เสื้อผ้า รองเท้า สัตว์พาหะ วัสดุ อุปกรณ์ น ้า อาหาร ยานพาหนะ หลังได้รับเชื้อจะมีระยะฟักตัวค่อนข้างเร็วมาก 18-36 ชม. การเกิด โรคมักติดเป็นทั้งฝูง อาการส าคัญคือระบบทางเดินหายใจ ไก่จะอ้าปากหายใจ โก่งคอเวลาหายใจ หอบ มีเสียงดัง ไอ หายใจ ล าบาก มีเสียงครืดคราดในคอ จาม มีน ้ามูกไหล ตาแฉะ ลูกไก่อาจพบไซนัสบวม ซึม นอนสุมใต้กก กินอาหารน้อย โตช้าลง ถ้าติดเชื้ออื่นร่วมด้วยจะรุนแรงมากยิ่งขึ้น และอาการของโรคไต ถ่ายเป็นน ้า ไก่กินน ้ามากขึ้น ที่ส าคัญในไก่ไข่คือ ปริมาณไข่ ลดลง อาจมากถึง 10%-50% เป็นเวลานาน 6-8 สัปดาห์ร่วมกับไข่มีขนาดเล็กลง เปลือกไข่ซีด เปลือกไข่บาง เปราะแตกง่าย ขรุขระ หรืออาจพบนิ่มคล้ายหนัง รูปร่างผิดปกติบิดเบี้ยว มีรอยเหี่ยวย่น ส่วนคุณภาพไข่แย่ลง ไข่ขาวเหลวเป็นน ้า ไข่ขาว ชั้นนอกชั้นในไม่มีรอยแยกให้เห็น ไข่แดงมีรูปร่างหรือรูปทรงที่ผิดปกติไป ซึ่งถือว่าคล้ายกับโรค EDS '76 เป็นอย่างมาก แต่ที่ ต่างกันได้แก่ IB ที่ติดแต่อายุน้อย ท่อน าไข่จะเสียหาย ไม่วางไข่เมื่อถึงวัย หรือผลผลิตไข่ต ่ากว่ามาตรฐานตลอดไป ส่วนในไก่ พันธุ์ ไข่มีเชื้อจะลดน้อยลง ไข่ฟักได้ลดลง ส่งผลให้จ านวนลูกไก่ลดลง โรคนี้มีอัตราการป่วยสูงถึง 100% ส่วนใหญ่มักท าให้ โรคที่สองคือ โรคหลอดลมอักเสบติดต่อ (Infectious Bronchitis, IB) เป็นอีกหนึ่งโรคที่มีผลกระทบต่อปริมาณ และคุณภาพไข่ในเกือบ ทุกด้าน เกิดจากเชื้อไวรัสในวงศ์ Coronaviridae ชนิด RNA สายเดี่ยว มีเปลือกหุ้ม เป็นโรคที่แพร่กระจายได้รวดเร็วมาก เกิดโรคได้เฉพาะ ในไก่เท่านั้น เป็นได้กับทุกอายุแต่จะรุนแรงในลูกไก่ ไวรัสที่ก่อโรคนี้มีหลายซีโรไทป์แต่ละซีโรไทป์ก็มีหลายสเตรน แต่ละสเตรนมีความรุนแรง แตกต่างกัน สเตรนที่มีผลต่อทางเดินหายใจ เช่น แมสซาชูเซตส์ (พบมากที่สุด), คอนเนคติคัท สเตรนที่มีผลต่อไต เช่น ออสเตรเลียนที, เกรย์โฮลต์สเตรนที่มีผลอื่นๆ เช่น 4/91, 793B มีผลทำาให้ไก่ตาย กล้ามเนื้ออกชั้นในมีสีซีด บวมน้ำา การติดต่อ ค่อนข้างง่าย ไวรัสถูกขับออกมากับลมหายใจ สิ่งขับถ่ายจากสัตว์ป่วย อุจจาระ ปัสสาวะ ผ่านไข่ ส่วนใหญ่ติดต่อสู่ตัวอื่นผ่าน ทางการหายใจ หรือกิน อาจเกิดจากการสัมผัสโดยตรงระหว่างไก่ หรืออาจติดต่อทางอ้อมผ่านคน เสื้อผ้า รองเท้า สัตว์พาหะ วัสดุ อุปกรณ์ น้ำา อาหาร ยานพาหนะ หลังได้รับเชื้อจะมีระยะฟักตัวค่อนข้างเร็วมาก 18-36 ชม. การเกิดโรคมักติดเป็นทั้งฝูง อาการสำาคัญคือระบบทาง เดินหายใจ ไก่จะอ้าปากหายใจ โก่งคอเวลาหายใจ หอบ มีเสียงดัง ไอ หายใจลำาบาก มีเสียงครืดคราดในคอ จาม มีน้ำามูกไหล ตาแฉะ ลูกไก่ อาจพบไซนัสบวม ซึม นอนสุมใต้กก กินอาหารน้อย โตช้าลง ถ้าติดเชื้ออื่นร่วมด้วยจะรุนแรงมากยิ่งขึ้น และอาการของโรคไต ถ่ายเป็นน้ำา ไก่กินน้ำามากขึ้น ที่สำาคัญในไก่ไข่คือ ปริมาณไข่ลดลง อาจมากถึง 10%-50% เป็นเวลานาน 6-8 สัปดาห์ ร่วมกับไข่มีขนาดเล็กลง เปลือกไข่ซีด เปลือกไข่บาง เปราะแตกง่าย ขรุขระ หรืออาจพบนิ่มคล้ายหนัง รูปร่างผิดปกติบิดเบี้ยว มีรอยเหี่ยวย่น ส่วนคุณภาพไข่แย่ลง ไข่ขาวเหลวเป็นน้ำา ไข่ขาวชั้นนอกชั้นในไม่มีรอยแยกให้เห็น ไข่แดงมีรูปร่างหรือรูปทรงที่ผิดปกติไป ซึ่งถือว่าคล้ายกับโรค EDS ‘76 เป็น อย่างมาก แต่ที่ต่างกันได้แก่ IB ที่ติดแต่อายุน้อย ท่อนำาไข่จะเสียหาย ไม่วางไข่เมื่อถึงวัย หรือผลผลิตไข่ต่ำากว่ามาตรฐานตลอดไป ส่วนใน ไก่พันธุ์ ไข่มีเชื้อจะลดน้อยลง ไข่ฟักได้ลดลง ส่งผลให้จำานวนลูกไก่ลดลง โรคนี้มีอัตราการป่วยสูงถึง 100% ส่วนใหญ่มักทำาให้ผลผลิตลดลง มากกว่าตาย โตช้า FCR แย่ลง คัดทิ้งเพิ่มขึ้น ส่วนอัตราการตาย อาจสูงถึง 25% ตายมากในลูกไก่ ไก่อายุมากจะตายน้อยลง มักมาก กว่า 25% ในไก่อายุน้อยกว่า 6 สัปดาห์ วินิจฉัยโรคจากประวัติและรอยโรคจากการผ่าซากมักพบน้ำามูกใส เมือก หนองใส หรือหนองแข็งในโพรงจมูก ไซนัส หลอดลม รวมถึง ส่วนล่างและขั้วปอด ปอดอักเสบ ถุงลมขุ่น หรือมีหนองแข็งสีเหลืองปกคลุม ไตบวม ซีด มีการคั่งของยูเรตในท่อไต ความยาวและน้ำาหนัก ของท่อนำาไข่ลดลง รังไข่เสื่อมสภาพ อาจพบไข่แดงแตกในช่องท้องของไก่ที่เริ่มไข่แล้ว ยืนยันตรวจหาไวรัสด้วยวิธีPCR, VN, HI หรือตรวจ ทางซีรัมวิทยาด้วยวิธีELISA, IF, IP ไม่มีการรักษาที่จำาเพาะ แนะนำาให้ยาปฏิชีวนะเพื่อลดการติดเชื้อแทรกซ้อน ลดอาหารโปรตีนสูงที่อาจ มีผลต่อไต คัดทิ้งตัวที่แสดงอาการ ในทางปฏิบัติบางฟาร์มอาจทำาการปูพรมวัคซีนเพื่อให้ตัวที่รอดมีภูมิเพิ่มสูงขึ้น นิยมป้องกัน ด้วยการทำา วัคซีนก่อนเกิดโรค วัคซีนมีทั้งเชื้อเป็น และเชื้อตาย ทั้งเดี่ยว หรือรวมกับ ND วัคซีนเชื้อเป็นนิยมให้ในไก่เนื้อ และครั้งแรกในไก่ไข่ หรือ


34 สัตว์เศรษฐกิจ LIVESTOCK PRODUCTION MAGAZINE ไก่พันธุ์หากรวมกันมากกว่า 1 ซีโรไทป์อาจขัดขวางกันเอง และเกิดอาการแพ้วัคซีนได้มาก หรือหากผสมร่วมกับวัคซีนอื่นเช่น ND ก็อาจ เกิดการแพ้วัคซีนได้มากเช่นกัน ให้โดยการหยอดตา หยอดจมูก พ่นละออง ผสมน้ำา ให้ได้ตั้งแต่ 1 วัน ส่วนวัคซีนเชื้อตายนิยมใช้ในไก่ไข่ และไก่พันธุ์ช่วงก่อนไข่ ให้โดยการฉีดเข้าใต้ผิวหนังหรือกล้ามเนื้อ อาจให้หลังเชื้อเป็น หรือก่อนให้ไข่ 2-3 สัปดาห์วัคซีนเชื้อตายไม่ค่อยแพ้ อาจให้ร่วมกับวัคซีนอื่นได้ เช่น ND วัคซีนป้องกันโรคนี้ต้องมีการให้ซ้ำาเป็นระยะๆ เช่นที่อายุ 7 วัน 28 วัน 8 สัปดาห์ 12 สัปดาห์ 15 สัปดาห์และซ้ำาทุกๆ 6-8 สัปดาห์ แต่ละสเตรนจะคุ้มข้ามสเตรนอื่นได้ไม่ดีดังนั้นจึงควรทำาสเตรนที่ตรงกับในพื้นที่ใกล้เคียงจะดีที่สุด ในไทย นิยมสายพันธุ์แมสซาชูเซตส์อื่นๆ ให้เน้นระบบความปลอดภัยทางชีวภาพ ปรับปรุงสภาพแวดล้อมการเลี้ยง เลี้ยงไก่ในระบบปิด เลี้ยงไก่เพียง อายุเดียว All-in All-out ตรวจหาไวรัสด้วยวิธี PCR, VN, HI หรือตรวจทางซีรัมวิทยาด้วยวิธีELISA, IF, IP ไม่มีการรักษาทีจ าเพาะ แนะน าให้ยา ปฏิชีวนะเพื่อลดการติดเชื้อแทรกซ้อน ลดอาหารโปรตีนสูงที่อาจมีผลต่อไต คัดทิ้งตัวที่แสดงอาการ ในทางปฏิบัติบางฟาร์ม อาจท าการปูพรมวัคซีนเพื่อให้ตัวที่รอดมีภูมิเพิ่มสูงขึ้น นิยมป้องกัน ด้วยการท าวัคซีนก่อนเกิดโรค วัคซีนมีทั้งเชื้อเป็น และ เชื้อตาย ทั้งเดี่ยว หรือรวมกับ ND วัคซีนเชื้อเป็นนิยมให้ในไก่เนื้อ และครั้งแรกในไก่ไข่ หรือไก่พันธุ์หากรวมกันมากกว่า 1 ซี โรไทป์ อาจขัดขวางกันเอง และเกิดอาการแพ้วัคซีนได้มาก หรือหากผสมร่วมกับวัคซีนอื่นเช่น ND ก็อาจเกิดการแพ้วัคซีนได้ มากเช่นกัน ให้โดยการหยอดตา หยอดจมูก พ่นละออง ผสมน ้า ให้ได้ตั้งแต่ 1 วัน ส่วนวัคซีนเชื้อตายนิยมใช้ในไก่ไข่ และไก่ พันธุ์ช่วงก่อนไข่ ให้โดยการฉีดเข้าใต้ผิวหนังหรือกล้ามเนื้อ อาจให้หลังเชื้อเป็น หรือก่อนให้ไข่ 2-3 สัปดาห์วัคซีนเชื้อตายไม่ ค่อยแพ้ อาจให้ร่วมกับวัคซีนอื่นได้เช่น ND วัคซีนป้องกันโรคนี้ต้องมีการให้ซ ้าเป็นระยะๆ เช่นที่อายุ 7 วัน 28 วัน 8 สัปดาห์ 12 สัปดาห์ 15 สัปดาห์ และซ ้าทุกๆ 6-8 สัปดาห์ แต่ละสเตรนจะคุ้มข้ามสเตรนอื่นได้ไม่ดีดังนั้นจึงควรท าสเตรนที่ตรงกับใน พื้นที่ใกล้เคียงจะดีที่สุด ในไทยนิยมสายพันธุ์แมสซาชูเซตส์ อื่นๆ ให้เน้นระบบความปลอดภัยทางชีวภาพ ปรับปรุง สภาพแวดล้อมการเลี้ยง เลี้ยงไก่ในระบบปิด เลี้ยงไก่เพียงอายุเดียว All-in All-out โรคสุดท้ายที่มีผลกระทบต่อปริมาณ และคุณภาพของไข่เช่นกัน แต่ไม่ใช่อาการหลัก เนื่องจากไก่จะป่วยด้วยอาการ ของระบบอื่นมากกว่า ทั้งมีอัตราการป่วยและตายสูงมาก นั่นก็คือ โรคนิวคาสเซิล (Newcastle disease, ND) เกิดจากเชื้อ ไวรัสในวงศ์Paramyxoviridae ชนิด RNA สายเดี่ยว มีเปลือกหุ้ม ไวรัสทนทานในสิ่งแวดล้อม แพร่กระจายได้ดีมาก สามารถ ติดเชื้อและเกิดโรคได้ในไก่ ไก่งวง นกยูง ไก่ต๊อก ไก่ฟ้า นกกระทา นกพิราบ นกป่า นกฮูก ส่วนเป็ด และห่านจะอาการไม่ รุนแรง ไวรัสแบ่งออกได้เป็น 3 กลุ่ม คือ 1 สเตรนรุนแรงน้อย (Lentogenic) เช่น B1, F, V4, LaSota เป็นสายพันธุ์ที่มักน ามา ท าวัคซีน 2 สเตรนรุนแรงปานกลาง (Mesogenic) เช่น Roakin, Mukteswar, MP, Texas บางสเตรนก็น ามาท าวัคซีนกัน และ 3 สเตรนรุนแรงมาก (Velogenic) จะก่อโรคกับอวัยวะภายใน และระบบประสาท เช่น Asiatic การติดต่อ ค่อนข้างง่าย ไวรัสถูกขับออกมากับลมหายใจ สิ่งคัดหลั่งทุกทาง ไอ จาม น ้าตา น ้ามูก น ้าลาย อุจจาระ ปัสสาวะ ผ่านไข่ ติดต่อสู่ตัวอื่นผ่านทางการหายใจ กิน และเยื่อบุตา อาจเกิดจากการสัมผัสโดยตรงระหว่างสัตว์ ไม่ว่าจะเป็น สัตว์ปีกที่เลี้ยงไว้ด้วยกันเอง หรือสัตว์ปีกตามธรรมชาติก็เป็นพาหะน าโรคมาได้ หรืออาจติดต่อทางอ้อมผ่านคน เสื้อผ้า รองเท้า สัตว์พาหะ วัสดุ อุปกรณ์ น ้า อาหาร ยานพาหนะ หลังได้รับเชื้อจะมีระยะฟักตัวค่อนข้างเร็ว 2-15 วัน เฉลี่ย 5-6 วัน อาการมีหลากหลายรูปแบบ แต่ที่เกี่ยวข้องกับผลผลิตไข่ได้แก่ แบบรุนแรงก่อโรคกับระบบประสาท และระบบหายใจ (Beach ‘s form) จะเกิดเฉียบพลัน แพร่กระจายเร็ว ไก่จะหายใจล าบาก อ้าปากหายใจ หายใจมีเสียงดัง มีน ้ามูก หน้าตาด าคล ้า นอน สุม กินอาหารลดลง มีอาการทางประสาทตั้งแต่ 1-2 วันแรก ทรงตัวไม่ได้ หัวสั่น ขา ปีกกระตุก และเป็นอัมพาต คอบิดพับ (เป็นอาการเอกลักษณ์ของโรคนี้) แต่อาจกินอาหารได้ ไม่ตาย เดินเป็นวงกลม เอาหัวซุกใต้ปีก ซึ่งจะพบว่าให้ผลผลิตไข่ลดลง จนถึงหยุดไข่เลย อัตราตายไม่แน่นอน 10-50% แต่ในไก่เล็กอาจตายมากถึง 90% และ แบบรุนแรงปานกลาง (Beaudette ‘s โรคสุดท้ายที่มีผลกระทบต่อปริมาณ และคุณภาพของไข่เช่นกัน แต่ไม่ใช่อาการหลัก เนื่องจากไก่จะป่วยด้วยอาการของระบบอื่นมากกว่า ทั้งมีอัตราการป่วยและตายสูงมาก นั่นก็คือ โรคนิวคาสเซิล (Newcastle disease, ND) เกิดจากเชื้อไวรัสในวงศ์Paramyxoviridae ชนิด RNA สายเดี่ยว มีเปลือกหุ้ม ไวรัสทนทานในสิ่งแวดล้อม แพร่กระจายได้ดีมาก สามารถติดเชื้อและเกิดโรคได้ในไก่ ไก่งวง นกยูง ไก่ต๊อก ไก่ฟ้า นกกระทา นกพิราบ นกป่า นกฮูก ส่วนเป็ด และห่านจะอาการไม่รุนแรง ไวรัสแบ่งออกได้เป็น 3 กลุ่ม คือ 1 สเตรนรุนแรงน้อย (Lentogenic) เช่น B1, F, V4, LaSota เป็นสายพันธุ์ที่มักนำามาทำาวัคซีน 2 สเตรนรุนแรงปานกลาง (Mesogenic) เช่น Roakin, Mukteswar, MP, Texas บางสเตรนก็นำามาทำาวัคซีนกัน และ 3 สเตรนรุนแรงมาก (Velogenic) จะก่อโรคกับอวัยวะภายใน และระบบ ประสาท เช่น Asiatic การติดต่อ ค่อนข้างง่าย ไวรัสถูกขับออกมากับลมหายใจ สิ่งคัดหลั่งทุกทาง ไอ จาม น้ำาตา น้ำามูก น้ำาลาย อุจจาระ ปัสสาวะ ผ่านไข่ ติดต่อสู่ตัวอื่นผ่านทางการหายใจ กิน และเยื่อบุตา อาจเกิดจากการสัมผัสโดยตรงระหว่างสัตว์ ไม่ว่าจะเป็นสัตว์ปีกที่เลี้ยงไว้ด้วยกันเอง หรือ สัตว์ปีกตามธรรมชาติก็เป็นพาหะนำาโรคมาได้ หรืออาจติดต่อทางอ้อมผ่านคน เสื้อผ้า รองเท้า สัตว์พาหะ วัสดุ อุปกรณ์ น้ำา อาหาร ยานพาหนะ หลังได้รับเชื้อจะมีระยะฟักตัวค่อนข้างเร็ว 2-15 วัน เฉลี่ย 5-6 วัน อาการมีหลากหลายรูปแบบ แต่ที่เกี่ยวข้องกับผลผลิตไข่ ได้แก่ แบบรุนแรงก่อโรคกับระบบประสาท และระบบหายใจ (Beach ‘s form) จะเกิดเฉียบพลัน แพร่กระจายเร็ว ไก่จะหายใจลำาบาก อ้าปากหายใจ หายใจมีเสียงดัง มีน้ำามูก หน้าตาดำาคล้ำา นอนสุม กินอาหารลดลง มีอาการทางประสาทตั้งแต่ 1-2 วันแรก ทรงตัวไม่ได้ หัวสั่น ขา ปีกกระตุก และเป็นอัมพาต คอบิดพับ (เป็นอาการเอกลักษณ์ของโรคนี้) แต่อาจกินอาหารได้ไม่ตาย เดินเป็นวงกลม เอาหัวซุก ใต้ปีก ซึ่งจะพบว่าให้ผลผลิตไข่ลดลง จนถึงหยุดไข่เลย อัตราตายไม่แน่นอน 10-50% แต่ในไก่เล็กอาจตายมากถึง 90% และ แบบรุนแรง ปานกลาง (Beaudette ‘s form) มีอาการเฉียบพลันของระบบทางเดินหายใจ ไก่โตมีอาการไอ แต่ไม่อ้าปาก กินอาหารลดลง ไข่ลด หรือ หยุดไข่ทันทีหยุดไข่นาน 1-3 สัปดาห์ จากนั้นจึงเริ่มไข่ต่อ แต่เกณฑ์ต่ำากว่าปกติคุณภาพไข่แย่ลงทั้งรูปร่างที่จะผิดปกติไปจากทรงเดิม บิดเบี้ยว หรือเหี่ยวย่นได้นอกจากนี้ยังมีผลกระทบต่อคุณภาพเปลือกไข่ที่บางลง เปราะแตกง่าย บางครั้งหยาบขรุขระ รวมถึงคุณภาพไข่ขาว และไข่แดงที่พบแตกในช่องท้องอีกด้วย อีกทั้งอัตราการผสมติด และอัตราการฟักไข่ลดลง รูปแบบนี้ไก่อายุน้อยมักตาย อายุมากมักรอด ส่วน แบบอื่นๆ ที่เหลือ อาจรุนแรงมาก ตายโดยไม่แสดงอาการใดๆ หรืออ่อนอาการน้อยมาก จนถึงไม่แสดงอาการใดๆ เลย จึงไม่มีผลกระทบต่อ ไข่โดยตรง จึงไม่ได้กล่าวไว้ณ ที่นี้ วินิจฉัยจากประวัติอาการ อัตราการป่วยตาย และรอยโรคจากการผ่าซากมักพบในรูปแบบรุนแรงมาก และก่อโรคกับอวัยวะภายใน จะพบเนื้อตายและเลือดออกในทางเดินอาหาร มีจุดเลือดออกบนต่อมของกระเพาะแท้อื่นๆ ได้แก่ มีเลือดออก เนื้อตายที่รังไข่ ไข่แดงแตก ในช่องท้อง มีหนอง น้ำามูกในจมูก และหลอดลม มีเลือดออกหรือมีฟองที่หลอดลม แต่ปอดปกติถุงลมหนาขึ้น มีหนองคล้ายเนยที่ถุงลม ม้ามบวม ต่อมาฝ่อเล็ก แต่การวินิจฉัยจากรอยโรคอาจไม่จำาเพาะมากนัก ควรยืนยันทางห้องปฏิบัติการด้วยการส่งตรวจหาไวรัสด้วยวิธีPCR,


สัตว์เศรษฐกิจ 35 ข่าวสารและสาระสำาหรับวงการเลี้ยงสัตว์ FA, VI หรือตรวจทางซีรัมวิทยาด้วยวิธีELISA, HI, VN, SN โรคนี้ไม่ควรรักษา ควรทำาลายทิ้งทั้งหมด ยาฆ่าเชื้อทั่วไปสามารถทำาลายได้ ล้างฆ่าเชื้อโรงเรือน พักอย่างน้อย 21 วัน ต้องป้องกันด้วยการทำาวัคซีนก่อนเกิดโรค ถือเป็นวัคซีนพื้นฐานตัวแรกสุดที่ควรทำา และเน้นมาก ที่สุด วัคซีนมีทั้งชนิดเชื้อเป็นให้ได้หลายวิธีหยอดตา หยอดจมูก พ่นละออง เข้ากล้ามเนื้อ แทงปีก ละลายผสมน้ำาดื่ม แต่ละวิธีให้ภูมิแต่ละ ที่ไม่เหมือนกัน การพ่นละอองจะแพ้มากที่สุด แต่ผลดีสุด ละลายน้ำาดื่มแพ้น้อยสุด แต่ผลอาจดีน้อยสุด และวัคซีนเชื้อตายที่ให้โดยการฉีด เข้ากล้ามเนื้อ หรือใต้ผิวหนัง และมีทั้งชนิดเดี่ยว และที่ผสมรวมกับหลอดลมอักเสบติดต่อ IB ตัวอย่างโปรแกรมในไก่ไข่ทำาที่ 7 วัน 28 วัน และที่ 8 สัปดาห์12 สัปดาห์15 สัปดาห์จากนั้นซ้ำาทุกๆ 6-8 สัปดาห์ร่วมกับเน้นระบบความปลอดภัยทางชีวภาพ ปรับปรุงสภาพแวดล้อม การเลี้ยง เลี้ยงไก่ในระบบปิด หรือกางมุ้งเพื่อไม่ให้สัตว์ปีก หรือพาหะอื่นมาสัมผัสหรือใกล้ชิด งุงๆเนื้อตายที่รังไข่ ไข่แดงแตกในช่องท้อง มีหนอง น ้ามูกในจมูก และหลอดลม มีเลือดออกหรือมีฟองที่หลอดลม แต่ปอดปกติ ถุง ลมหนาขึ้น มีหนองคล้ายเนยที่ถุงลม ม้ามบวม ต่อมาฝ่อเล็ก แต่การวินิจฉัยจากรอยโรคอาจไม่จ าเพาะมากนัก ควรยืนยันทาง ห้องปฏิบัติการด้วยการส่งตรวจหาไวรัสด้วยวิธี PCR, FA, VI หรือตรวจทางซีรัมวิทยาด้วยวิธีELISA, HI, VN, SN โรคนี้ไม่ ควรรักษา ควรท าลายทิ้งทั้งหมด ยาฆ่าเชื้อทั่วไปสามารถท าลายได้ ล้างฆ่าเชื้อโรงเรือน พักอย่างน้อย 21 วัน ต้องป้องกันด้วย การท าวัคซีนก่อนเกิดโรค ถือเป็นวัคซีนพื้นฐานตัวแรกสุดที่ควรท า และเน้นมากที่สุด วัคซีนมีทั้งชนิดเชื้อเป็นให้ได้หลายวิธี หยอดตา หยอดจมูก พ่นละออง เข้ากล้ามเนื้อ แทงปีก ละลายผสมน ้าดื่ม แต่ละวิธีให้ภูมิแต่ละที่ไม่เหมือนกัน การพ่นละออง จะแพ้มากที่สุด แต่ผลดีสุด ละลายน ้าดื่มแพ้น้อยสุด แต่ผลอาจดีน้อยสุด และวัคซีนเชื้อตายที่ให้โดยการฉีดเข้ากล้ามเนื้อ หรือ ใต้ผิวหนัง และมีทั้งชนิดเดี่ยว และที่ผสมรวมกับหลอดลมอักเสบติดต่อ IB ตัวอย่างโปรแกรมในไก่ไข่ท าที่ 7 วัน 28 วัน และที่ 8 สัปดาห์ 12 สัปดาห์ 15 สัปดาห์ จากนั้นซ ้าทุกๆ 6-8 สัปดาห์ ร่วมกับเน้นระบบความปลอดภัยทางชีวภาพ ปรับปรุง สภาพแวดล้อมการเลี้ยง เลี้ยงไก่ในระบบปิด หรือกางมุ้งเพื่อไม่ให้สัตว์ปีก หรือพาหะอื่นมาสัมผัสหรือใกล้ชิด นอกจากนี้ยังมีรายงานว่าโรคกล่องเสียงอักเสบติดต่อ โรคไข้หวัดนก โรคหวัดหน้าบวม โรคมาลาเรีย โรคลิวโคซัย โตซูโนซิส โรคอหิวาต์สัตว์ปีก โรคหัวบวมนิวโมไวรัส โรคซัลโมเนลโลซิส โรคฝีดาษ โรคติดเชื้อมัยโคพลาสมา และการติด พยาธิภายใน ก็มีผลกระทบต่อปริมาณ และคุณไข่ได้เช่นกัน แม้ไม่ใช่อาการหลักก็ตาม EDS '76 IB ND การกระจายโรค ช้า เร็ว เร็ว ผลกระทบต่อไข่ +++ กระทบทุกด้าน ++ กระทบทุกด้าน + ขึ้นกับความรุนแรงของสายพันธุ์ที่ได้รับ กระทบในบางด้าน อาการป่ วยอื่นๆ - ทางเดินหายใจ ไต ทุกระบบ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ระบบประสาท และทางเดินหายใจ อัตราการป่ วยอื่นๆ - 100% 0-100% ขึ้นกับความรุนแรงของสายพันธุ์ การตาย - ตายในลูกไก่ อายุน้อย ตายค่อนข้างมาก เฉียบพลัน อัตราการตาย - 25% 0-100% ขึ้นกับความรุนแรงของสายพันธุ์ เอกสารอ้างอิง และที่มารปูภาพ https://en.wikipedia.org/wiki/Egg_drop_syndrome https://www.thepoultrysite.com/publications/diseases-of-poultry/191/egg-drop-syndrome-1976 https://www.cabidigitallibrary.org/doi/10.1079/cabicompendium.78845 https://www.semanticscholar.org/paper/Pathogenesis-and-Diagnostic-Approaches-of-Avian-Bande-Arshad/38bed8a14f2f6103cf5f8ddc6db772c8ab52f7c4 https://www.researchgate.net/figure/elogenic-infection-clinical-signs-of-Newcastle-disease-of-chickens-a-Misshappen-eggs_fig3_323658575 https://www.roysfarm.com/newcastle-disease/ ๆวินิจฉัยจากประวัติ อาการ อัตราการป่วยตาย และรอยโรคจากการผ่าซากมักพบในรูปแบบรุนแรงมาก และก่อโรคกับ อวัยวะภายใน จะพบเนื้อตายและเลือดออกในทางเดินอาหาร มีจุดเลือดออกบนต่อมของกระเพาะแท้ อื่นๆ ได้แก่ มีเลือดออก เนื้อตายที่รังไข่ ไข่แดงแตกในช่องท้อง มีหนอง น ้ามูกในจมูก และหลอดลม มีเลือดออกหรือมีฟองที่หลอดลม แต่ปอดปกติ ถุง ลมหนาขึ้น มีหนองคล้ายเนยที่ถุงลม ม้ามบวม ต่อมาฝ่อเล็ก แต่การวินิจฉัยจากรอยโรคอาจไม่จ าเพาะมากนัก ควรยืนยันทาง ห้องปฏิบัติการด้วยการส่งตรวจหาไวรัสด้วยวิธี PCR, FA, VI หรือตรวจทางซีรัมวิทยาด้วยวิธีELISA, HI, VN, SN โรคนี้ไม่ ควรรักษา ควรท าลายทิ้งทั้งหมด ยาฆ่าเชื้อทั่วไปสามารถท าลายได้ ล้างฆ่าเชื้อโรงเรือน พักอย่างน้อย 21 วัน ต้องป้องกันด้วย การท าวัคซีนก่อนเกิดโรค ถือเป็นวัคซีนพื้นฐานตัวแรกสุดที่ควรท า และเน้นมากที่สุด วัคซีนมีทั้งชนิดเชื้อเป็นให้ได้หลายวิธี หยอดตา หยอดจมูก พ่นละออง เข้ากล้ามเนื้อ แทงปีก ละลายผสมน ้าดื่ม แต่ละวิธีให้ภูมิแต่ละที่ไม่เหมือนกัน การพ่นละออง จะแพ้มากที่สุด แต่ผลดีสุด ละลายน ้าดื่มแพ้น้อยสุด แต่ผลอาจดีน้อยสุด และวัคซีนเชื้อตายที่ให้โดยการฉีดเข้ากล้ามเนื้อ หรือ ใต้ผิวหนัง และมีทั้งชนิดเดี่ยว และที่ผสมรวมกับหลอดลมอักเสบติดต่อ IB ตัวอย่างโปรแกรมในไก่ไข่ท าที่ 7 วัน 28 วัน และที่ 8 สัปดาห์ 12 สัปดาห์ 15 สัปดาห์ จากนั้นซ ้าทุกๆ 6-8 สัปดาห์ ร่วมกับเน้นระบบความปลอดภัยทางชีวภาพ ปรับปรุง สภาพแวดล้อมการเลี้ยง เลี้ยงไก่ในระบบปิด หรือกางมุ้งเพื่อไม่ให้สัตว์ปีก หรือพาหะอื่นมาสัมผัสหรือใกล้ชิด นอกจากนี้ยังมีรายงานว่าโรคกล่องเสียงอักเสบติดต่อ โรคไข้หวัดนก โรคหวัดหน้าบวม โรคมาลาเรีย โรคลิวโคซัย โตซูโนซิส โรคอหิวาต์สัตว์ปีก โรคหัวบวมนิวโมไวรัส โรคซัลโมเนลโลซิส โรคฝีดาษ โรคติดเชื้อมัยโคพลาสมา และการติด พยาธิภายใน ก็มีผลกระทบต่อปริมาณ และคุณไข่ได้เช่นกัน แม้ไม่ใช่อาการหลักก็ตาม EDS '76 IB ND การกระจายโรค ช้า เร็ว เร็ว ผลกระทบต่อไข่ +++ กระทบทุกด้าน ++ กระทบทุกด้าน + ขึ้นกับความรุนแรงของสายพันธุ์ที่ได้รับ กระทบในบางด้าน อาการป่ วยอื่นๆ - ทางเดินหายใจ ไต ทุกระบบ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ระบบประสาท และทางเดินหายใจ อัตราการป่ วยอื่นๆ - 100% 0-100% ขึ้นกับความรุนแรงของสายพันธุ์ การตาย - ตายในลูกไก่ อายุน้อย ตายค่อนข้างมาก เฉียบพลัน อัตราการตาย - 25% 0-100% ขึ้นกับความรุนแรงของสายพันธุ์ เอกสารอ้างอิง และที่มารปูภาพ https://en.wikipedia.org/wiki/Egg_drop_syndrome https://www.thepoultrysite.com/publications/diseases-of-poultry/191/egg-drop-syndrome-1976 https://www.cabidigitallibrary.org/doi/10.1079/cabicompendium.78845 https://www.semanticscholar.org/paper/Pathogenesis-and-Diagnostic-Approaches-of-Avian-Bande-Arshad/38bed8a14f2f6103cf5f8ddc6db772c8ab52f7c4 https://www.researchgate.net/figure/elogenic-infection-clinical-signs-of-Newcastle-disease-of-chickens-a-Misshappen-eggs_fig3_323658575 https://www.roysfarm.com/newcastle-disease/ นอกจากนี้ยังมีรายงานว่าโรคกล่องเสียงอักเสบติดต่อ โรคไข้หวัดนก โรคหวัดหน้าบวม โรคมาลาเรีย โรคลิวโคซัยโตซูโนซิส โรคอหิวาต์ สัตว์ปีก โรคหัวบวมนิวโมไวรัส โรคซัลโมเนลโลซิส โรคฝีดาษ โรคติดเชื้อมัยโคพลาสมา และการติดพยาธิภายใน ก็มีผลกระทบต่อปริมาณ และคุณไข่ได้เช่นกัน แม้ไม่ใช่อาการหลักก็ตาม เอกสารอ้างอิง และที่มารูปภาพ https://en.wikipedia.org/wiki/Egg_drop_syndrome https://www.thepoultrysite.com/publications/diseases-of-poultry/191/egg-drop-syndrome-1976 https://www.cabidigitallibrary.org/doi/10.1079/cabicompendium.78845 https://www.semanticscholar.org/paper/Pathogenesis-and-Diagnostic-Approaches-of-Avian-Bande-Arshad/38bed8a14f2f6103cf5f8ddc6db772c8ab52f7c4 https://www.researchgate.net/figure/elogenic-infection-clinical-signs-of-Newcastle-disease-of-chickens-a-Misshappen-eggs_fig3_323658575 https://www.roysfarm.com/newcastle-disease/


36 สัตว์เศรษฐกิจ ‘ฟู้ดโมเม้นท์’ ยื่นแบบไฟลิ่งต่อสำ�นักง�น ก.ล.ต. เพื่อเสนอ ข�ยหุ้นเพิ่มทุน IPO ไม่เกิน 270 ล้�นหุ้น เตรียมเข้�จดทะเบียน ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) เพื่อขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ ระยะยาวสู่การเป็นผู้นำาการรังสรรค์นวัตกรรมอาหารด้วยเทคโนโลยี ชั้นนำาด้วยมาตรฐานระดับสากล มุ่งเน้นการส่งมอบผลิตภัณฑ์ นวัตกรรมอาหารแปรรูปเนื้อไก่ที่มีคุณภาพ และความปลอดภัยสูง ภายใต้เทคโนโลยีการผลิตที่ทันสมัย ได้คุณภาพตามมาตรฐานระดับ ส�กล นายสนิท ดุษฎีโหนด ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ฟู้ดโมเม้นท์ จำ�กัด (มห�ชน) หรือ FM เปิดเผยว่า กลุ่มบริษัท ประกอบธุรกิจผลิตและจำาหน่ายไก่ชำาแหละ ธุรกิจผลิตและจำาหน่าย ชิ้นส่วนไก่แปรรูป โดยผลิตภัณฑ์หลักของกลุ่มบริษัทประกอบไปด้วย ชิ้นส่วนไก่สด ชิ้นส่วนไก่แช่เย็นและชิ้นส่วนไก่แช่แข็ง และผลิตภัณฑ์ ไก่แปรรูปปรุงสุก รวมถึงผลพลอยได้จากการชำาแหละไก่ โดยกลุ่ม ผู้บริหารของบริษัทมีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในอุตสาหกรรม มากว่า 40 ปี เริ่มต้นจากธุรกิจต้นน้ำาในอุตสาหกรรมอย่างธุรกิจ ฟาร์มไก่พ่อพันธุ์ แม่พันธุ์ โรงเชือดและชำาแหละไก่ และต่อยอดโดย มุ่งเน้นในธุรกิจผลิตอาหารแปรรูปเนื้อไก่ รวมถึงโอกาสในการขยาย สู่ธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยง ด้วยวิสัยทัศน์ที่มุ่งมั่นพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร แปรรูปเนื้อไก่อย่างยั่งยืนด้วยเทคโนโลยีและคุณภาพมาตรฐานสากล เพื่อประชาคมโลก น�ยณัฐพล ดุษฎีโหนด ประธ�นเจ้�หน้�ที่บริห�ร บริษัท ฟู้ด โมเม้นท์จำ�กัด (มห�ชน) หรือ FM เปิดเผยว่า ในด้านการบริหาร จัดการ กลุ่มบริษัท แบ่งการดำาเนินธุรกิจออกเป็น 3 กลุ่มธุรกิจหลัก โดยบริหารงานผ่าน 3 บริษัทย่อย ได้แก่ 1. ธุรกิจโรงเชือดและ ชำ�แหละไก่ โดย บริษัท เอฟแอนด์เอฟฟู้ด จำ�กัด เป็นผู้ผลิตและ จำาหน่ายไก่ชำาแหละ ด้วยจุดเด่นด้านการควบคุมคุณภาพไก่เนื้อ ภายใต้เกษตรพันธสัญญา “บริษัทควบคุมคุณภาพไก่เนื้อ ตั้งแต่ ลูกไก่ อาหาร ยา และวัคซีน รวมถึงการควบคุมดูแลกระบวนการเลี้ยงร่วม กับเกษตรกร เพื่อให้มั่นใจว่าไก่เนื้อทุกตัวมีคุณภาพตามมาตรฐาน สากล” ปัจจุบัน บริษัทมีกำาลังการผลิตสูงสุด 144,000 ตัวต่อวัน LIVESTOCK PRODUCTION MAGAZINE ‘ฟู้ดโมเม้นท์’ ยื่นแบบไฟลิ่งขายหุ้น IPO ไม่เกิน 270 ล้านหุ้น 2. ธุรกิจโรงง�นแปรรูปเนื้อไก่ โดย บริษัท สปริงคิทเช่น จำ�กัด เป็นผู้รับจ้างผลิตผลิตภัณฑ์แปรรูปไก่ปรุงสุกแช่แข็งภายใต้แบรนด์ สินค้าของลูกค้า (OEM) มีจุดเด่นที่ ระยะเวลาที่ใช้ในกระบวนการ พัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าสั้นที่สุด ซึ่ง มีผลให้บริษัทสามารถส่งมอบผลิตภัณฑ์ให้แก่ลูกค้าเร็วกว่ากำาหนด กระบวนการแปรรูป ประกอบไปด้วยกระบวนการนึ่ง ทอดและ อบด้วยเครื่องจักรอัตโนมัติ ปัจจุบันมีสายการผลิตจำานวน 5 สาย การผลิต และมีกำาลังการผลิตสูงสุด 27,000 ตันต่อปี 3. ธุรกิจอ�ห�รสัตว์เลี้ยง โดย บริษัท เอฟแอนด์เอฟเพ็ทฟู้ด จำ�กัด ซึ่งได้จัดตั้งขึ้นเมื่อปลายปี 2565 เพื่อรองรับแผนการขยาย ธุรกิจของกลุ่มบริษัท ไปยังธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยง ซึ่งเป็นหนึ่งใน โครงการธุรกิจในอนาคตหลังเข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ฯ เพื่อ ต่อยอดธุรกิจโดยการสร้างมูลค่าเพิ่มให้ผลิตภัณฑ์ไก่แปรรูปของบริษัท “ฟู้ดโมเม้นท์ มองว่�ยังมีผู้บริโภคอีกเป็นจำ�นวนม�กที่ยังไม่ ส�ม�รถเข้�ถึงผลิตภัณฑ์อ�ห�รที่ดีมีคุณภ�พและมีคว�มปลอดภัยสูง ซึ่งเป็นปัจจัยหลักในก�รสนับสนุนก�รดำ�เนินชีวิตอย่�งมีคุณภ�พ และ ฟู้ดโมเม้นท์มองเห็นโอก�สที่ชัดเจนในก�รส่งมอบผลิตภัณฑ์ดังกล่�ว ให้ถึงมือผู้บริโภคอย่�งทั่วถึง ดังนั้น ฟู้ดโมเม้นท์ มีคว�มตั้งใจที่ จะระดมทุนในตล�ดหลักทรัพย์ เพื่อต่อยอดก�รลงทุนและพัฒน� เทคโนโลยีก�รผลิตเพื่อรองรับคว�มต้องก�รผลิตภัณฑ์อ�ห�รที่ดี มีคุณภ�พและมีคว�มปลอดภัยสูงของประช�คมโลก” นายณัฐพล กล่าว ล่าสุด กลุ่มบริษัทได้แต่งตั้งบริษัท ออพท์เอเชีย แคปิตอล จำากัด เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน และได้ยื่นแบบคำาขออนุญาตเสนอ ขายหลักทรัพย์และแบบแสดงรายการข้อมูลการเสนอขายหลักทรัพย์ (ไฟลิ่ง) ต่อสำานักงาน ก.ล.ต. เพื่อเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนต่อ ประชาชนเป็นครั้งแรก (IPO) จำานวนไม่เกิน 270 ล้านหุ้น คิดเป็น สัดส่วนหุ้นเพิ่มทุนไม่เกิน 25.5% ของจำานวนหุ้นสามัญที่ออกและ ชำาระแล้วทั้งหมดของบริษัทภายหลังการเสนอขายหุ้นสามัญครั้งนี้ โดยบริษัทมีแผนนำาเงินที่ได้จากการระดมทุนไปใช้เพื่อต่อยอดการ ลงทุน พัฒนาเทคโนโลยีการผลิต และใช้เป็นทุนหมุนเวียนในการ ดำาเนินธุรกิจเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด


สัตว์เศรษฐกิจ 37 ข่าวสารและสาระสำาหรับวงการเลี้ยงสัตว์ กรมปศุสัตว์ ควบคุม กำ�กับ ดูแล การส่งออกชิ้นส่วนไก่ เป็นไปตามเงื่อนไขคู่ค้า นายสัตวแพทย์โสภัชย์ ชวาลกุล รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ ใน ฐานะโฆษกกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่ากรณีที่มีสื่อ online กล่าวหา กรณี เนื่องจากมีกลุ่มบุคคลและนิติบุคคลปลอมเอกสารราชการของกรม ปศุสัตว์ในการส่งออกตีนไก่ไปจีน จนถูกตีกลับมายังประเทศไทย และ ได้อ้างว่ากรมปศุสัตว์มีส่วนรู้เห็นกับผู้ประกอบการ ในการสวมสิทธิ์ การส่งออกชิ้นส่วนไปยังประเทศจีน นั้น กรมปศุสัตว์ขอยืนยันและ มีความมั่นใจในการควบคุม กำากับ ดูแล กระบวนการผลิตตั้งแต่ การฆ่า ชำาแหละ ตัดแต่ง การขนส่ง จนกระทั่งการออกหนังสือ รับรองสุขอนามัย (Health Certificate) โดยมีเจ้าหน้าที่กรมปศุสัตว์ ตรวจสอบตลอดห่วงโซ่การผลิตสามารถตรวจสอบได้ทุกขั้นตอนและ เป็นไปตามกฎหมายและเงื่อนไขของประเทศคู่ค้า สำาหรับประเทศจีน กรมปศุสัตว์ได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กำาหนดไว้ในพิธีสาร (MOU) ว่า ด้วยหลักเกณฑ์การตรวจสอบ การกักกัน และสุขอนามัยทาง สัตวแพทย์เพื่อการส่งออกเนื้อสัตว์ปีกแช่แข็งและชิ้นส่วนสัตว์ปีก จากประเทศไทยไปยังประเทศจีน ดังนั้นการสวมสิทธิ์การส่งออก ไม่สามารถกระทำาได้ ในส่วนของการปลอมแปลงเอกสารการส่งออกและตีกลับมานั้น เมื่อกรมปศุสัตว์ทราบเบาะแสจากข่าวดังกล่าวจึงได้แจ้งไปยังด่าน กักกันสัตว์เพื่อประสานไปยังด่านศุลกากรที่เกี่ยวข้อง เพื่อสอบถาม และขอข้อมูลเกี่ยวกับการปลอมแปลงเอกสารการส่งออก เพื่อนำามา ตรวจสอบ โดยหากพบว่ามีเจ้าหน้าที่มีส่วนเกี่ยวข้องจะดำาเนินการ ลงโทษตามระเบียบราชการอย่างเด็ดขาด และจะให้ความร่วมมือ กับ กองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) ในการดำาเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้อง ด้าน นายคึกฤทธิ์ อารีปกรณ์ ผู้จัดการสมาคมผู้ผลิตไก่เพื่อ ส่งออกไทย เปิดเผยว่า ระยะเวลา 4-5 ปีที่ผ่านมา ตลาดการ ส่งออกชิ้นส่วนสัตว์ปีกจากประเทศไทยไปยังประเทศจีนเติบโตขึ้น อย่างต่อเนื่อง เนื่องจากประเทศจีนมีความสนใจในคุณภาพ มาตรฐาน และความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ มีระบบการกำากับ ดูแลของ เจ้าหน้าที่ภาครัฐของประเทศไทยที่ดี โดยทางประเทศจีนให้การ รับรองโรงงานผลิตชิ้นส่วนสัตว์ปีกเพิ่มขึ้น ทุกปี ปัจจุบันที่ได้รับการ ขึ้นทะเบียนจากประเทศจีนมี 23 แห่ง มูลค่าการส่งออกมากกว่า 12,000 ล้านบาทต่อปี ล่าสุดทางประเทศจีน เห็นชอบให้มีการขยาย รายการผลิตภัณฑ์ชิ้นส่วนจากสัตว์ปีกเพื่อการบริโภค (รวมถึงอวัยวะ ภายใน) ได้รับอนุญาตให้ส่งออกจากประเทศไทยไปประเทศจีน อีกจำานวน 18 รายการ ซึ่งคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มีมติเห็นชอบ การลงนามความตกลงเพื่อแก้ไขพิธีสารระหว่างไทย - จีน ในประเด็น ดังกล่าว เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2566 ที่ผ่านมา ซึ่งจะสามารถเพิ่ม มูลค่าการส่งออกชิ้นส่วนสัตว์ปีกเพิ่มเติมมากกว่า 1,000 ล้านบาท ต่อปี ซึ่งคาดการณ์ว่าตลาดการส่งออกชิ้นส่วนสัตว์ปีกไปยังประเทศ จีนจะเติบโตขึ้นทุกปี นอกจากนี้ปัจจุบันยังไม่พบปัญหาอุปสรรคใดๆ ในด้านการตลาดกับประเทศจีนแต่อย่างใด


38 สัตว์เศรษฐกิจ ความมั่นคงในอาชีพอาจจะวัดจากรายได้ต่อปียอดขาย หรือกำาไรสุทธิแต่สำาหรับ “ภชภณ วนพงศ์ทิพากร” มองต่างไปถึงความต่อเนื่องของอาชีพแบบไร้ความเสี่ยง แต่เป็นความมั่นคงที่สร้างความมั่งคั่งให้กับเขาและคุณภาพชีวิตที่ดีของครอบครัว ภชภณ เล่าว่า เดิมทำาธุรกิจครอบครัวตัดเย็บเสื้อผ้าส่งประตูน้ำา แต่ตนเองมี มุมมองกับธุรกิจเสื้อผ้า คือการรอรับคำาสั่งซื้อจากลูกค้า ที่เสี่ยงกับความไม่แน่นอน และมองว่าวัตถุดิบหลายอย่างที่ใช้ในการผลิต ไม่สามารถใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ อย่างเช่นในขั้นตอนผลิตมีเศษผ้าเหลือใช้กลายเป็นต้นทุนแฝง ขณะที่คู่แข่งของไทย ทั้งฮ่องกงและจีน ที่มีการพัฒนาอย่างรวดเร็วไปสู่เทคโนโลยีการผลิตขั้นสูง เขาจึงต้อง มองหาช่องทางธุรกิจที่ตอบโจทย์ ทั้งการมีการสั่งซื้อที่แน่นอนและมีความเสี่ยงน้อย ที่สุด หนึ่งในธุรกิจที่สามารถตอบโจทย์นั้นได้มากที่สุด คือ การเลี้ยงไก่เนื้อในระบบ เกษตรพันธสัญญา หรือ “คอนแทรคฟาร์ม” โดยภชภณเริ่มต้นเป็นเกษตรกรคอนแทรค ฟาร์ม ภายใต้ชื่อ บริษัท มั่งคั่งแอนนิมอล จำากัด ทำาประกันราคากับบริษัทชั้นนำา แห่งหนึ่ง เมื่อปี2546 หลังเห็นตัวอย่างความสำาเร็จของญาติที่จังหวัดบุรีรัมย์ “ผมอ่านสัญญาอย่างดี ก่อนเริ่มต้นธุรกิจคอนแทรคฟาร์มมิ่ง ประเมินแล้วว่าไม่มี ความเสี่ยงด้านการตลาด ปัญหาโรคน้อย ต้นทุนต่ำาสุด ที่สำาคัญต้องคิดว่า ตัวเราคือ ผู้รับจ้างเลี้ยงที่มีประสิทธิภาพสูง เพื่อผลตอบแทนที่ดีที่สุด” ภชภณ กล่าว เมื่อเริ่มแรกเขาเรียนรู้การเลี้ยงไก่ด้วยตัวเอง จากการฝึกงานในฟาร์ม เรียกว่า กิน-นอนอยู่ในฟาร์ม ควบคู่กับการสรรหาบุคลากรที่มีความรู้มาช่วยงานในฟาร์มด้วย ตัวเอง และยังเดินทางไปศึกษาความก้าวหน้าของเทคโนโลยีและระบบฟาร์ม ในงาน แสดงเทคโนโลยีทางปศุสัตว์ระดับนานาชาติ เพื่อเก็บเกี่ยวประสบการณ์มาประยุกต์ใช้ ในฟาร์มอย่างเหมาะสม LIVESTOCK PRODUCTION MAGAZINE “มั่งคั่งแอนนิมอล”...จากธุรกิจเสื้อผ้า สู่ความสำาเร็จ ในระบบคอนแทรคฟาร์ม


สัตว์เศรษฐกิจ 39 ปัจจุบัน ภชภณยกเลิกสัญญากับบริษัทแรกไปหลายปีแล้ว และทำาสัญญา คอนแทรคฟาร์มกับบริษัทผู้ผลิตและส่งออกเนื้อสัตว์รายใหญ่ 3 บริษัท เพื่อให้มีเงิน ทุนหมุนเวียนในธุรกิจต่อเนื่อง หนึ่งในนั้นคือ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำากัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ ที่ร่วมงานกันมาตั้งแต่ปี2562 ปัจจุบันเลี้ยงไก่เนื้อ 270,000 ตัว จำานวน 10 โรงเรือน ในจังหวัดนครราชสีมาและปราจีนบุรี สำาหรับการเลี้ยงไก่เนื้อเป็นคู่สัญญากับซีพีเอฟ ภชภณบอกว่าต้องทำางานแข่ง กับตัวเอง เลี้ยงให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุดตามเกณฑ์ที่บริษัทกำาหนด อย่างเช่นกำาหนด ให้ไก่ตายได้ 2% และกำาหนดน้ำาหนักมาตรฐานในวันจับสัตว์ ซึ่งเป็นปัจจัยสำาคัญ ที่สะท้อนความสามารถในการเลี้ยงและการบริหารจัดการฟาร์ม ทำาให้ได้ผลตอบแทน สูงสุดจากบริษัท และยังเป็นอีกฟันเฟืองสำาคัญที่สร้างอาหารปลอดภัยให้ผู้บริโภค ที่สำาคัญ ภชภณ ยังเดินหน้าผลักดันให้ฟาร์มมั่งคั่งแอนนิมอล เป็นเกษตรกรอัจฉริยะ หรือ Smart Farm เพื่อยกระดับการบริหารจัดการฟาร์มให้ทันสมัยและพัฒนา อย่างต่อเนื่อง ที่สำาคัญ ซีพีเอฟ ถือเป็นคู่ค้าที่ดีผู้บริหารและพนักงานช่วยเหลือทันทีเมื่อ เกิดปัญหา ทำาให้สบายใจ โดยเฉพาะช่วงการระบาดของ โควิด-19 ได้รับเงิน ช่วยเหลือจากผลกระทบด้านการจับไก่เข้าโรงงานชำาเเหละไม่ได้ตามเเผนที่กำาหนดไว้ ทำาให้มีผลต่อประสิทธิภาพต้นทุน ค่าใช้จ่ายฟาร์มเพิ่มขึ้น ซึ่งทางบริษัทก็ได้ให้ความ ช่วยเหลือ เพื่อลดภาระต้นทุน ทำาให้ฟาร์มมีเงินทุนหมุนเวียนเป็นค่าใช้จ่าย และกรณี ที่การเลี้ยงทำาได้ตามเป้าหมายก็เป็นการเพิ่มแต้มต่อมากกว่าคู่แข่งด้วย ภชภณ กล่าวย้ำาว่า การเลี้ยงไก่ระบบคอนแทรคฟาร์มมิ่งให้ได้ประสิทธิภาพ สูงสุด เป็นความท้าทาย และยังกระตุ้นตัวเองให้พัฒนาตลอดเวลา วันนี้ฟาร์มของ เขาอาจจะเป็นเด็กนักเรียนที่นั่งกลางห้อง แต่ภายในสิ้นปีนี้จะก้าวขึ้นไปเป็นเด็ก หน้าห้อง จากประสิทธิภาพการผลิตที่ดีขึ้น และต้องรักษามาตรฐานอย่างสม่ำาเสมอ ด้วยการผลักดันให้ฟาร์มมั่งคั่งแอนนิมอล เป็นเกษตรกรอัจฉริยะ (Smart Farm) เพื่อยกระดับการบริหารจัดการฟาร์มให้ดียิ่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง “ระบบเกษตรพันธสัญญา เราต้องมองปัจจัยแวดล้อมหลายด้าน เช่น พื้นที่ การเลี้ยง คู่สัญญา และประสิทธิภาพในการเลี้ยงของฟาร์ม ผมจึงไม่คิดเรื่อง “เอาเปรียบ” กับ “เสียเปรียบ” แต่กลับไปดูว่าการเลี้ยงไก่และขายไก่ 1 ตัว ต้องลงทุนอะไรบ้าง เพราะการทำาธุรกิจบนกระดาษอย่างเกษตรพันธสัญญา ต้องมี ความเข้าใจ ต้องแข่งกับตัวเอง แข่งกับต้นทุน ทีมงาน จังหวะในการทำาธุรกิจ เศรษฐกิจโลก และความสามารถในการบริหารจัดการฟาร์มและธุรกิจ ถ้าทั้งสองฝ่าย พึงพอใจก็เป็นคู่สัญญาที่ win-win สำาหรับทุกฝ่าย” ภชภณ กล่าวอย่างมั่นใจ จากความสำาเร็จของระบบคอนแทรคฟาร์ม ทำาให้ฟาร์มมั่งคั่งแอนนิมอล มีแผน ขยายฟาร์มเพิ่มเติมในปี2568 เพราะเห็นว่าธุรกิจนี้ยังเติบโตได้ตราบใดที่คนยังต้อง รับประทานอาหาร ส่วนหัวใจของความสำาเร็จคือ การบริหารธุรกิจให้เร็ว และยังต้อง สนุกกับการทำางาน ต้องเป็นแบบอย่างให้พนักงานและลูกชายได้เห็นอาชีพที่มีความ ก้าวหน้าและเติบโตตามเป้าหมาย ทุกวันนี้ กิจวัตรประจำาวันของ ภชภณ จึงไม่ใช่การตรากตรำาทำางาน แต่คือ การมีความสุขกับการได้ส่งลูกชายไปโรงเรียน หลังจากนั้นจะแวะเวียนไปตรวจเยี่ยม ฟาร์มในพื้นที่และพูดคุยกับพนักงาน เมื่อถึง 3 โมงเย็น ก็ไปรับลูกจากโรงเรียนเพื่อ ไปซ้อมกอล์ฟ ได้ดูแลครอบครัวให้มีความสุข และยังมีความมุ่งหวังที่จะขยายธุรกิจ ไปสู่การทำาผักไฮโดรโพรนิค ทั้งหมดนี้คือคำาตอบของโจทย์ที่เขาตั้งไว้แต่แรกกับ คอนแทรคฟาร์ม อาชีพมั่นคงที่สร้างความมั่งคั่งให้เขาได้อย่างแท้จริง./ ข่าวสารและสาระสำาหรับวงการเลี้ยงสัตว์


40 สัตว์เศรษฐกิจ LIVESTOCK PRODUCTION MAGAZINE สถานทูตออสเตรเลีย ร่วมกับ MLA ผลักดันอุตสาหกรรมโคเนื้อไทยสู่ความยั่งยืน ภาคธุรกิจ และสหกรณ์เข้าร่วมงาน โดย MLA ได้นำาเสนอนโยบาย หลากหลายด้านของอุตสาหกรรมเพื่อการผลิตเนื้อวัวที่ยั่งยืนของ ออสเตรเลีย ทั้งในเรื่องการดำาเนินงาน ปัญหาและอุปสรรค และ ตัวชี้วัดความก้าวหน้าในการดำาเนินงาน ทั้งนี้ แม้แนวคิดเรื่อง “ความยั่งยืน” จะสามารถตีความและนำามาปฏิบัติได้หลายแบบ แต่ประสบการณ์ที่แบ่งปันในงานสัมมนาครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อนำาไปสู่ การเพาะเมล็ดพันธุ์ทางความคิดที่เหมาะสมกับการนำาไปใช้งานจริงใน ประเทศไทย ซึ่งทั้งสองประเทศสามารถเรียนรู้และทำางานร่วมกันเพื่อ สร้างเกษตรกรรมที่ยั่งยืน จาคอบ เบทรอส ผู้จัดการฝ่ายความยั่งยืนของเนื้อวัว ออสเตรเลียของ MLA นำาเสนอความสำาเร็จของอุตสาหกรรมเนื้อวัว ในออสเตรเลียและเป้าหมายในการบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอน ภายในปีค.ศ. 2030 หรือ CN30 ผ่าน การนำาเสนอผลงานภายใต้ กรอบการทำางานเพื่อความยั่งยืนของเนื้อวัวออสเตรเลีย (ABSF) ซึ่ง ออสเตรเลียและไทย ผสานความร่วมมือด้านจัดการสิ่งแวดล้อม ในอุตสาหกรรมปศุสัตว์เพื่อลดผลกระทบ และผลักดันสู่อนาคตที่ยั่งยืน ล่าสุดจัดสัมมนาเพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ความรู้ และเดินหน้า ความร่วมมือของทั้งสองประเทศ บูรณาการทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง หวังสร้างอุตสาหกรรมปศุสัตว์ที่เติบโตอย่างยั่งยืนในไทย ทั้งนี้ งานสัมมนา ‘ความยั่งยืนของเนื้อวัวออสเตรเลีย : ความรู้และประสบการณ์เพื่ออุตสาหกรรมเนื้อวัวในประเทศไทย’ ถูกจัดขึ้นเพื่อแบ่งปันมาตรการที่เป็นรูปธรรม ซึ่งได้มีการดำาเนินการ โดยอุตสาหกรรมเนื้อแดงของออสเตรเลีย ทั้งในเชิงกรอบการทำางาน เพื่อความยั่งยืนของเนื้อวัวออสเตรเลีย (Australian Beef Sustainable Framework) และเป้าหมายระยะยาวในการมุ่งสู่ความเป็นกลางทาง คาร์บอน (carbon neutrality) ภายในปีค.ศ. 2030 โดยได้รับเกียรติจากผู้แทนจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สถาบันการศึกษา


สัตว์เศรษฐกิจ 41 ภาคอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวที่เติบโตขึ้น ตลอดเวลาที่ผ่านมา ออสเตรเลียเป็นผู้จำาหน่ายเนื้อวัวและเนื้อแกะนำาเข้าที่ใหญ่ที่สุดของ ประเทศไทย โดยคิดเป็นราว 1 ใน 3 ของมูลค่าผลิตภัณฑ์แช่แข็ง ทั้งหมด ทั้งนี้ การยกเลิกภาษีและการจำากัดจำานวนการนำาเข้าสินค้า ตั้งแต่เดือนมกราคม ค.ศ. 2020 ภายใต้ข้อตกลงการค้าเสรีระหว่าง ประเทศไทยและออสเตรเลีย (TAFTA) และข้อตกลงระหว่างอาเซียนออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ (AANZFTA) เป็นปัจจัยช่วยส่งเสริม การค้าเนื้อแดงและจะยังคงทำาให้การค้าเติบโตต่อไปได้ในอนาคต” ฯพณฯ ดร.แอนเจลา แม็คโดนัลด์เอกอัครราชทูตออสเตรเลีย ประจำาประเทศไทย ย้ำาถึงความสำาคัญของเกษตรกรรมที่ยั่งยืนต่อ ทั้งประเทศออสเตรเลียและประเทศไทย โดยทั้งสองประเทศมีโอกาส ในการเรียนรู้และร่วมมือกันด้านนี้อย่างมาก โดยภาคเกษตรมีความ สำาคัญต่อทั้งสองประเทศทั้งในแง่การสร้างงานและการส่งออก รวม ทั้งยังมีสภาพภูมิอากาศที่คล้ายคลึงกันเขตร้อนและเขตกึ่งร้อน ซึ่ง สามารถดำาเนินงานด้านนี้ร่วมกันได้มากยิ่งขึ้น โดยท่านทูตแอนเจลา ได้กล่าวอีกว่า “เกษตรกรรมที่ยั่งยืนมิใช่การหาวิธีการเพียงวิธีเดียว เพื่อใช้กับทุกปัญหาและทุกบริบท” ทั้งนี้ยังกระตุ้นให้ภาคอุตสาหกรรม ต่างๆ ร่วมกันแสวงหาวิธีการเพื่อความยั่งยืน แอมเบอร์ พาร์ ที่ปรึกษา ผ่ายเกษตร ได้เล่าถึงวิธีคิดของ ออสเตรเลียในการจัดการความยั่งยืนทางการเกษตร โดยเกษตรกร ได้เผชิญความท้าทายที่จะต้องเน้นทำาเกษตรกรรมที่ยั่งยืน รวมทั้ง ผู้บริโภคก็ต้องตัดสินใจในการบริโภคที่ช่วยผลักดันให้เกิดความยั่งยืน ในระยะยาว ออสเตรเลียได้ดำาเนินการสู่ความยั่งยืนผ่านการทำางาน ร่วมกันระหว่างภาครัฐและภาคอุตสาหกรรมในรูปแบบหน่วยวิจัยและ พัฒนาของท้องถิ่น ซึ่ง Meat and Livestock Australia เป็น พันธมิตรที่สำาคัญการดำาเนินการนี้ตั้งแต่การวิจัย การให้การศึกษา และการเพิ่มขีดความสามารถ ถือเป็นโอกาสดีอย่างยิ่งที่ผู้เชี่ยวชาญ ของออสเตรเลียได้มาถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์กับผู้เกี่ยวข้อง ในประเทศไทย นอกจากนี้ในระดับนานาชาติ ออสเตรเลียยังตระหนัก ถึงความสำาคัญของวิธีการในการทำาเกษตรกรรมยั่งยืนที่ออกแบบตาม ความต้องการเฉพาะตัว รวมทั้งยินดีที่จะร่วมมือกับประเทศไทยและ นานาประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ทั้งในระดับทวิภาคีและ พหุภาคี เกี่ยวกับ Meat and Livestock Australia Meat and Livestock Australia (MLA) เป็นองค์กรทาง การตลาด การวิจัย และการพัฒนาชั้นนำาที่มุ่งเน้นให้บริการกับ อุตสาหกรรมเนื้อแดงและปศุสัตว์ของออสเตรเลีย ภารกิจของ MLA คือการส่งมอบผลลัพธ์ที่ยอดเยี่ยมให้แก่โรงงานผลิตเนื้อแดงและ ปศุสัตว์ออสเตรเลีย ผู้ส่งออก และอุตสาหกรรมโดยผ่านมาตรการ ทางการตลาด การวิจัย และการพัฒนา เป็นโครงการที่ออกแบบมาเพื่อตรวจสอบประสิทธิภาพด้านความ ยั่งยืนของอุตสาหกรรมเนื้อวัวในออสเตรเลีย โดยใช้หลักฐานจาก ข้อมูลเป็นเกณฑ์การวัดความสัมฤทธิ์ผล ช่วยให้อุตสาหกรรมสามารถ พัฒนาได้อย่างไม่หยุดยั้ง อีกทั้งยังแสดงให้เห็นถึงคุณค่าที่มีต่อลูกค้า นักลงทุน และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในอุตสาหกรรม “ในปีค.ศ. 2017 อุตสาหกรรมเนื้อแดงของออสเตรเลียได้ กำาหนดเป้าหมายในการบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอนภายใน ปีค.ศ. 2030 (CN30) โดยส่งสัญญาณชัดเจนถึงรัฐบาล ตลาดโลก และผู้บริโภคว่าอุตสาหกรรมปศุสัตว์กำาลังดำาเนินมาตรการเชิงรุก ในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและการเพิ่มปริมาณผลผลิต ในระยะยาว ทั้งนี้ มาตรการดังกล่าวทำาให้อุตสาหกรรมเนื้อแดง ก้าวหน้าไปไกลกว่าความคาดหวังของตลาดในเรื่องการจัดการด้าน สิ่งแวดล้อมทั้งในปัจจุบันและอนาคต ซึ่งจะช่วยให้ผู้ผลิตเนื้อแดงเป็น ที่ยอมรับในตลาดโลก นอกจากนี้นวัตกรรมด้าน CN30 ยังช่วยให้ ทั้งสองฝ่ายได้ประโยชน์ ทั้งในการเพิ่มปริมาณผลผลิตและผลกำาไร ผ่านตลาดคาร์บอนหรือห่วงโซ่อุปทานระดับพรีเมียม” นายจาคอบ เบทรอส กล่าว นอกจากนี้ ยังได้มีการนำาเสนอตัวอย่างการทำาเกษตรกรรม ยั่งยืนในออสเตรเลียของ เจนนี โอ ซัลลิแวน เกษตรกรผู้เลี้ยง วัว และ แกะจากรัฐวิกตอเรีย โดยบอกเล่าประสบการณ์ในการผลิต อาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการเป็นประโยชน์ต่อสุขภาพ ขณะเดียวกัน ก็มีการรักษาสิ่งแวดล้อมและสร้างแหล่งรายได้ ครอบครัวของเจนนี มีส่วนร่วมในโครงการสิ่งแวดล้อมและคาร์บอนในฟาร์มของพวกเขา มากว่า 30 ปี ทำาให้เธอเป็นสมาชิกผู้ทรงเกียรติในคณะกรรมการเพื่อ ความยั่งยืนของ ABSF (ABSF Sustainability Steering Group) สเปนเซอร์ วิทเทกเกอร์ ผู้จัดการฝ่ายพัฒนาตลาดภูมิภาค เอเชียแปซิฟิกของ MLA ได้นำาเสนอภาพรวมเกี่ยวกับการบริโภค เนื้อวัวออสเตรเลียในประเทศไทย โดยกล่าวว่า “ในฐานะที่ประเทศไทย เป็นตลาดที่ออสเตรเลียส่งออกเนื้อวัวมากเป็นอันดับที่ 8 พบว่า ประเทศไทยมีความต้องการเนื้อแดงคุณภาพเพิ่มขึ้นอย่างมากมา โดยตลอด แม้จะได้รับผลกระทบจากโรคระบาดในช่วงที่ผ่านมาก็ตาม ทั้งนี้ ความต้องการในการนำาเข้าเนื้อแดงเพิ่มขึ้นตั้งแต่ปีค.ศ. 2017 โดยมีปัจจัยจากผู้บริโภครุ่นใหม่ที่มีกำาลังซื้อมีจำานวนมากขึ้น รวมถึง ข่าวสารและสาระสำาหรับวงการเลี้ยงสัตว์


42 สัตว์เศรษฐกิจ นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า ด้วยขณะนี้ประเทศไทยกำาลังอยู่ในช่วงฤดูฝน มีสภาพอากาศ ที่แปรปรวนลักษณะภูมิอากาศร้อนและความชื้นสูง เกิดพายุฝนฟ้า คะนอง ลมกรรโชกแรง หรืออาจมีลูกเห็บตกในบางพื้นที่ ส่งผลทำาให้ โค กระบือของเกษตรกรเกิดความเครียด อ่อนแอ มีระดับภูมิคุ้มกัน ต่ำาลง และมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อต่างๆ ได้ง่าย อีกทั้งลักษณะ ภูมิอากาศดังกล่าว ยังมีความเหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของแมลง โดยเฉพาะแมลงพาหะนำาโรค ได้แก่ ยุง ริ้น แมลงวัน เหลือบ และ เห็บ เป็นต้น จึงทำาให้มีความเสี่ยงต่อการพบการเกิดโรคลัมปี สกิน ที่นำาโรคโดยแมลงพาหะเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในลูกสัตว์เกิดใหม่ที่ยัง ไม่ได้รับวัคซีนป้องกันโรคลัมปี สกินมาก่อน ซึ่งก่อให้เกิดความเสีย หายแก่เกษตรกรอย่างมากได้ โรคลัมปี สกิน (Lumpy skin) เกิดจากเชื้อไวรัส พบเฉพาะ ในโคกระบือเท่านั้น ไม่ติดต่อสู่คน มีพาหะนำาโรคติดต่อระหว่างสัตว์ และสัตว์ ได้แก่ เห็บ ยุง แมลงวันดูดเลือด อาการที่สำาคัญคือ สัตว์ป่วยจะมีตุ่มแข็ง สะเก็ดตามผิวหนัง หรือมีต่อมน้ำาเหลืองโตนูน ไข้สูง ซึม เบื่ออาหาร บางครั้งพบก้อนเนื้อในจมูก ปาก และตา ทำาให้โคกระบือมีน้ำามูกข้น น้ำาลายไหล น้ำาตาไหล โดยที่สัตว์ป่วยจะ ขับเชื้อทางสะเก็ดแผล น้ำามูก น้ำาตา น้ำาเชื้อ น้ำานม โคกระบือ ทุกช่วงอายุ ทุกสายพันธุ์มีความไวต่อโรค แต่อาการจะรุนแรงใน ลูกสัตว์หรือสัตว์ที่อ่อนแอ LIVESTOCK PRODUCTION MAGAZINE เตือนภัยการระบาดของ “โรคลัมปี สกิน” หลังมีรายงานเพิ่มขึ้น การรักษาสัตว์ป่วยด้วยโรคลัมปี สกิน เป็นการรักษาโรคตาม อาการ ไม่มีวิธีรักษาเฉพาะ ซึ่งอาจต้องคัดสัตว์ที่ป่วยทิ้งเนื่องจากให้ ผลผลิตไม่ดีในระยะยาว แต่โรคนี้สามารถป้องกันได้โดยการฉีดวัคซีน ให้กับโค กระบือเพื่อให้สัตว์มีภูมิคุ้มกันต่อโรคดังกล่าว ซึ่งสามารถ ทำาการฉีดได้ทั้งวัคซีนชนิดเชื้อเป็นและวัคซีนชนิดเชื้อตาย กรณีวัคซีน เชื้อเป็น ให้ฉีดวัคซีนปีละ 1 ครั้ง โดยให้ฉีดวัคซีนในลูกสัตว์ได้ตั้งแต่ อายุ 1 เดือนขึ้นไป ส่วนวัคซีนเชื้อตายให้ฉีดปีละ 2 ครั้ง ให้ฉีด วัคซีนในลูกสัตว์ได้ตั้งแต่อายุ 4 เดือนขึ้นไป ร่วมกับการควบคุมและ กำาจัดแมลงพาหะ เช่น กางมุ้ง ใช้ยาไล่แมลงราดตัวสัตว์ พ่นยา ฆ่าแมลงบริเวณคอกในฟาร์ม เป็นต้น และให้แยกสัตว์ที่นำาเข้ามา เลี้ยงใหม่อย่างน้อย 14 วัน หากพบสัตว์ป่วยที่แสดงอาการ ให้แยก สัตว์ป่วยออกจากฝูงเพื่อลดการแพร่โรคในฝูง ท้ายนี้ กรมปศุสัตว์ขอความร่วมมือเกษตรกรผู้เลี้ยงโค กระบือ ให้ดูแลสัตว์ของตนเองให้มีสุขภาพสมบูรณ์ แข็งแรง และหมั่นสังเกต อาการสัตว์เลี้ยงของตนเองอยู่เสมอ โดยเฉพาะในลูกสัตว์ หากยัง ไม่ได้รับการฉีดวัคซีนสามารถติดต่อขอรับบริการการฉีดวัคซีนป้อง กันโรคลัมปี สกินหรือขอคำาปรึกษาได้ที่สำานักงานปศุสัตว์อำาเภอใกล้ บ้านของท่าน หากพบสัตว์แสดงอาการป่วยหรือตายผิดปกติโดย ไม่ทราบสาเหตุให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ อาสาปศุสัตว์ กำานัน ผู้ใหญ่บ้าน หรือเจ้าหน้าที่องค์การบริหารส่วนตำาบล (อบต.) ในพื้นที่ หรือ ผ่านทาง Application DLD 4.0 หรือโทรศัพท์สายด่วน 063-225-6888 เพื่อให้การช่วยเหลือเกษตรกรได้อย่างทันท่วงที


สัตว์เศรษฐกิจ 43 ปศุสัตว์ ไตรมาส 3 ยังขยายตัว...ตามผลผลิตที่เพิ่มขึ้น ข่าวสารและสาระสำาหรับวงการเลี้ยงสัตว์ GDP เกษตร ไตรมาส 3 ขยายตัวร้อยละ 0.5 สาขาปศุสัตว์-ประมง-ป่าไม้ยังขยายตัว ขณะที่สาขาพืช-บริการทางการเกษตร หดตัวลง คาด ภาพรวมปี 66 ยังขยายตัวอยู่ร้อยละ 1.5 - 2.5 นายฉันทานนท์วรรณเขจร เลขาธิการสำานักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวง เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงภาวะเศรษฐกิจการเกษตรในไตรมาส 3 ปี2566 (กรกฎาคม - กันยายน 2566) พบว่า ขยายตัวร้อยละ 0.5 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี2565 โดย สาขาปศุสัตว์สาขาประมง และสาขาป่าไม้ขยายตัวเพิ่มขึ้น เนื่องจากการบริหารจัดการฟาร์ม ที่ดีและความต้องการบริโภคมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ขณะที่สาขาพืช และสาขาบริการทางการเกษตร หดตัวลง เนื่องจากสภาพอากาศร้อนและแห้งแล้ง ภาวะฝนทิ้งช่วง และปริมาณฝนน้อยกว่าปี ที่ผ่านมา ทำาให้ปริมาณน้ำาในอ่างเก็บน้ำาและแหล่งน้ำาตามธรรมชาติลดลงอย่างต่อเนื่อง ส่งผล กระทบต่อการเจริญเติบโตของพืชสำาคัญหลายชนิด นอกจากนี้ ราคาปัจจัยการผลิตที่สำาคัญทั้ง ปุ๋ยเคมีน้ำามันเชื้อเพลิง และวัตถุดิบอาหารสัตว์ ยังอยู่ในระดับสูง ทำาให้เกษตรกรบางส่วน ปรับเปลี่ยนชนิดพืชที่ทำาการเพาะปลูกชะลอหรือลดปริมาณการผลิต ส่งผลให้ภาพรวมของภาค เกษตรขยายตัวได้ไม่มากนัก สำาหรับแนวโน้มเศรษฐกิจการเกษตรทั้งปี2566 คาดว่าจะขยายตัวอยู่ในช่วงร้อยละ 1.5 - 2.5 เมื่อเทียบกับปี2565 โดยปัจจัยสนับสนุนที่ทำาให้ภาคเกษตรในภาพรวมขยายตัวได้คือ การดำาเนินนโยบายและมาตรการของภาครัฐอย่างต่อเนื่อง ความร่วมมือในการบริหารจัดการ สินค้าเกษตรให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด การส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีในการผลิต สนับสนุนการรวมกลุ่มทำาการผลิต การแปรรูป และพัฒนาคุณภาพสินค้าเกษตรให้ได้มาตรฐาน เป็นที่ยอมรับของผู้บริโภค การเฝ้าระวัง เตือนภัย และบริหารจัดการน้ำาทั้งระบบ รวมทั้งการ เพิ่มช่องทางให้เกษตรกรสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร เพื่อการวางแผนและตัดสินใจได้อย่าง ทันท่วงทีนอกจากนี้ การขยายตัวอย่างต่อเนื่องของการบริโภคในประเทศ ภาคบริการ และ การท่องเที่ยว ส่งผลให้มีความต้องการสินค้าเกษตรและอาหารเพิ่มขึ้น


44 สัตว์เศรษฐกิจ LIVESTOCK PRODUCTION MAGAZINE อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตามเฝ้าระวัง ทั้งจากอิทธิพลของลมมรสุมที่ทำาให้ ฝนตกหนักถึงหนักมาก ในบางพื้นที่ ปรากฏการณ์เอลนีโญที่อาจรุนแรงขึ้นในช่วงปลายปีความ แปรปรวนของสภาพอากาศ การระบาดของโรค และแมลง อาจสร้างความเสียหายต่อผลผลิต ทางการเกษตรบางส่วน รวมทั้งต้นทุนการผลิตที่ยังคงอยู่ในระดับสูง ส่งผลต่อการลงทุนและ กำาลังซื้อของเกษตรกร ความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครน และการสู้รบในตะวันออกกลาง อาจส่งผลให้เศรษฐกิจโลกไม่สามารถฟื้นตัวได้ตามที่คาดการณ์ไว้ ทั้งนี้การขับเคลื่อนการพัฒนาภาคเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ดำาเนินนโยบาย ตลาดนำา นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้ โดยมุ่งเน้นการสร้างความเข้มแข็งให้กับเกษตรกรเพื่อ เพิ่มศักยภาพในการผลิต เพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าเกษตรทำาการเกษตรที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม รวมทั้งเตรียมพร้อมเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงและความท้าทายในอนาคตภายใต้ข้อจำากัดและ โอกาสหลายด้าน ซึ่งมีการดำาเนินการหลายด้าน อาทิการบริหารจัดการน้ำาอย่างมีประสิทธิภาพ การเตรียมการรองรับสถานการณ์น้ำาท่วม ภัยแล้ง และภัยพิบัติต่างๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต การรวมกลุ่มและเชื่อมโยงเครือข่ายการผลิตและการตลาด การยกระดับสินค้าเกษตรให้มีคุณภาพ มีความปลอดภัย ต่อยอดสู่เกษตรมูลค่าสูงและอุตสาหกรรมอนาคต นายวินิต อธิสุข รองเลขาธิการ สศก. กล่าวเสริมถึงรายละเอียดในแต่ละสาขาของไตรมาส 3 ว่า สาขาปศุสัตว์ไตรมาส 3 ขยายตัวร้อยละ 4.8 สินค้าปศุสัตว์ที่มีผลผลิตเพิ่มขึ้น ได้แก่ สุกร ผลผลิตเพิ่มขึ้น เนื่องจากการเฝ้าระวังโรคระบาดของกรมปศุสัตว์อย่างเข้มงวด ประกอบ กับการส่งเสริมและฟื้นฟูการเลี้ยงสุกรของเกษตรกรรายย่อย ทำาให้เกษตรกรมีการปรับตัวและ ยกระดับการเลี้ยงสุกรให้มีระบบความปลอดภัยทางชีวภาพ รวมถึงราคาพันธุ์สุกรลดลง ส่งผล ให้เกษตรกรมีความเชื่อมั่นในการเลี้ยงสุกรใหม่เพิ่มขึ้น ไก่เนื้อ ผลผลิตเพิ่มขึ้นเล็กน้อย เนื่องจาก มีการขยายการผลิตเพื่อรองรับความต้องการบริโภคภายในประเทศที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะธุรกิจ อาหารและการท่องเที่ยว สินค้าปศุสัตว์ที่มีผลผลิตลดลง ได้แก่ ไข่ไก่ ผลผลิตลดลง เนื่องจาก การปลดแม่ไก่ยืนกรงในช่วงที่ผ่านมาตามมาตรการรักษาเสถียรภาพราคาไข่ไก่ ให้เหมาะสมกับ ความต้องการบริโภคภายในประเทศ ประกอบกับเกษตรกรบางรายเลิกเลี้ยงไก่ไข่จากต้นทุน การผลิตที่สูง โดยเฉพาะต้นทุนอาหารสัตว์น้ำานมดิบ ผลผลิตลดลง เนื่องจากเกษตรกรผู้เลี้ยง โคนมบางส่วนเลิกเลี้ยงหรือปรับลดจำานวนโคในฝูงลง รวมทั้งลดปริมาณการให้อาหารเพื่อลด ภาระต้นทุนที่สูง สาขาประมง ไตรมาส 3 ขยายตัวร้อยละ 1.5 สินค้าประมงที่มีผลผลิตเพิ่มขึ้น คือ กุ้งขาวแวนนาไม เนื่องจาก มีการจัดการฟาร์มที่ดีกุ้งมีอัตราการรอดเพิ่มขึ้น ประกอบกับ เกษตรกรเร่งจับกุ้งเพื่อลดความเสียหายจากอากาศร้อนสลับฝนตก ซึ่งกุ้งอาจเกิดการน็อกน้ำาได้ ผลผลิตจึงออกสู่ตลาดเพิ่มขึ้น ส่วนสินค้าประมงที่มีผลผลิตลดลง ได้แก่ สัตว์น้ำาที่นำาขึ้น ท่าเทียบเรือ เนื่องจากสภาพอากาศแปรปรวน และราคาน้ำามันเชื้อเพลิง ซึ่งเป็นต้นทุนหลักของ การทำาประมงทะเลยังคงอยู่ในระดับสูง ส่งผลให้ผู้ประกอบการประมงออกเรือจับสัตว์น้ำาลดลง ส่วนปลานิลและปลาดุก ผลผลิตลดลง เนื่องจากปริมาณน้ำามีน้อย สภาพอากาศไม่เอื้ออำานวย ต่อการเลี้ยง ต้นทุนอาหารสัตว์อยู่ในระดับสูง เกษตรกรชะลอการปล่อยลูกพันธุ์ปลาและลดรอบ การเลี้ยง สาขาพืช ไตรมาส 3 หดตัวร้อยละ 0.5 สินค้าพืชที่มีผลผลิตลดลง ได้แก่ ข้าวนาปี ผลผลิตลดลงในทุกภูมิภาค เนื่องจากในช่วงเพาะปลูกเกิดภาวะฝนทิ้งช่วงและปริมาณฝนในปีนี้ น้อยกว่าปีที่ผ่านมา ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ผลผลิตลดลง เนื่องจากเกษตรกรบางส่วนลดเนื้อที่ปลูก ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในช่วงไตรมาส 2 จากต้นทุนการผลิตที่สูงทั้งค่าปุ๋ย ยาปราบศัตรูพืช และ เมล็ดพันธุ์มันสำาปะหลัง ผลผลิตลดลง เนื่องจากเนื้อที่เก็บเกี่ยวบางส่วนในภาคเหนือตอนบน และภาคตะวันออกเฉียงเหนือลดลงจากฝนที่ตกหนักและอุทกภัยตั้งแต่ช่วงเดือนกันยายน 2565 ทำาให้เนื้อที่ปลูกมันสำาปะหลังในขณะนั้นได้รับเสียหาย ประกอบกับ ช่วงเพาะปลูกประสบ


สัตว์เศรษฐกิจ 45 ข่าวสารและสาระสำาหรับวงการเลี้ยงสัตว์ ภาวะแล้ง ทำาให้ต้นมันสำาปะหลังเจริญเติบโตไม่เต็มที่ สับปะรดโรงงาน ผลผลิตลดลง เนื่องจาก ปริมาณน้ำาฝนน้อย ทำาให้ต้นสับปะรดไม่สมบูรณ์และผลมีขนาดเล็กลง ยางพารา ผลผลิตลดลง เนื่องจากแหล่งผลิตที่สำาคัญทางภาคใต้ได้รับผลกระทบจากสภาพอากาศร้อนจัด ฝนทิ้งช่วง ประกอบกับมีการระบาดของโรคใบร่วง ปาล์มน้ำามัน ผลผลิตลดลง เนื่องจากต้นปาล์มน้ำามันได้ รับผลกระทบจากสภาพอากาศร้อน และปริมาณน้ำาฝนไม่เพียงพอ ทำาให้ทะลายปาล์มไม่สมบูรณ์ ส่งผลให้ผลผลิตต่อไร่ลดลง ลำาไย ผลผลิตลดลง เนื่องจากเกษตรกรในภาคเหนือโค่นต้นลำาไย อายุมากที่ให้ผลผลิตต่ำาและปรับเปลี่ยนไปปลูกยางพาราและทุเรียน ประกอบกับในช่วงเดือน ธันวาคม 2565 ถึงมกราคม 2566 อากาศหนาวเย็นไม่เพียงพอ ทำาให้ลำาไยออกดอกน้อย และ ในช่วงติดผลเกิดภาวะฝนทิ้งช่วงและสภาพอากาศร้อนจัด ทำาให้ผลหลุดร่วง สำาหรับสินค้าพืชที่มีผลผลิตเพิ่มขึ้น ได้แก่ ข้าวนาปรัง ผลผลิตเพิ่มขึ้น เนื่องจากช่วง เพาะปลูกมีน้ำาในอ่างเก็บน้ำาและแหล่งน้ำาตามธรรมชาติเพียงพอ ประกอบกับราคาข้าวอยู่ใน เกณฑ์ดีทำาให้เกษตรกรขยายเนื้อที่เพาะปลูกในที่นาที่ปล่อยว่าง ทุเรียน ผลผลิตเพิ่มขึ้น เนื่องจากเกษตรกรภาคใต้ขยายเนื้อที่ปลูกเพิ่มขึ้นแทนยางพาราและผลไม้อื่นๆ และต้นทุเรียน ที่ปลูกในปี 2561 ให้ผลผลิตในปีนี้เป็นปีแรก มังคุด ผลผลิตเพิ่มขึ้น เนื่องจากแหล่งผลิตใน ภาคใต้มีสภาพอากาศเอื้ออำานวยต่อการออกดอกติดผลของมังคุด ประกอบกับต้นมังคุดมีการ พักต้นสะสมอาหารและให้ผลน้อยในปีที่ผ่านมา ทำาให้ปีนี้ให้ผลผลิตเพิ่มขึ้น และเงาะ ผลผลิต เพิ่มขึ้น เนื่องจากราคาจูงใจให้เกษตรกรดูแลรักษาต้นเงาะดีทำาให้ผลผลิตเงาะในภาคใต้ออกสู่ ตลาดต่อเนื่อง สาขาบริการทางการเกษตร ไตรมาส 3 หดตัวร้อยละ 1.0 เนื่องจากปริมาณฝนและน้ำา ในแหล่งน้ำาต่างๆ น้อยกว่า ปีที่ผ่านมา รวมถึงเกิดภาวะฝนทิ้งช่วง ทำาให้หลายพื้นที่มีปริมาณ น้ำาไม่เพียงพอสำาหรับการเพาะปลูกและการเจริญเติบโตของพืช เกษตรกรบางส่วนจึงงด เลื่อน หรือปรับเปลี่ยนช่วงเวลาในการเพาะปลูก ส่งผลให้กิจกรรมการจ้างบริการเตรียมดินและ เก็บเกี่ยวผลผลิตพืชที่สำาคัญลดลง โดยเฉพาะข้าวนาปีมันสำาปะหลัง และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ สาขาป่าไม้ไตรมาส 3 ขยายตัวร้อยละ 2.0 เนื่องจากผลผลิตไม้ยางพารา ถ่านไม้และ รังนก เพิ่มขึ้น โดยไม้ยางพาราเพิ่มขึ้นตามพื้นที่การตัดโค่นพื้นที่สวนยางพาราเก่าและปลูก ทดแทนด้วยยางพาราพันธุ์ดีหรือพืชเศรษฐกิจอื่น รวมถึงความต้องการที่เพิ่มขึ้นของตลาดจีน ถ่านไม้เพิ่มขึ้นตามการขยายตัวของธุรกิจบริการภายในประเทศ โดยเฉพาะธุรกิจร้านอาหารและ ธุรกิจโรงแรม รวมทั้งความต้องการของตลาดจีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ที่เพิ่มขึ้น สำาหรับรังนก เพิ่มขึ้นจากความต้องการของตลาดจีนที่มีอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ไม้ยูคาลิปตัสลดลงตามความ ต้องการใช้ภายในประเทศ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมการผลิตเยื่อกระดาษ รวมถึงการส่งออกไป ยังจีนและญี่ปุ่นที่ลดลง ส่วนครั่งลดลง เนื่องจากสภาพอากาศแห้งแล้ง ไม่เอื้ออำานวยต่อการ เจริญเติบโต เจริญเติบโตของพืชเกษตรกรบางส่วนจึงงด เลื่อน หรือปรับเปลี่ยนช่วงเวลาในการเพาะปลูก ส่งผลให้กิจกรรมการจ้างบริกาเตรียมดินและเก็บเกี่ยวผลผลิตพืชที่ส าคัญลดลง โดยเฉพาะข้าวนาปี มันส าปะหลัง และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ สาขาป่ าไม้ ไตรมาส 3 ขยายตัวร้อยละ 2.0 เนื่องจากผลผลิตไม้ยางพารา ถ่านไม้ และรังนก เพิ่มขึ้นโดยไม้ยางพาราเพิ่มขึ้นตามพื้นที่การตัดโค่นพื้นที่สวนยางพาราเก่าและปลูกทดแทนด้วยยางพาราพันธุ์ดีหรือพืชเศรษฐกิจ อื่น รวมถึงความต้องการที่เพิ่มขึ้นของตลาดจีน ถ่านไม้เพิ่มขึ้นตามการขยายตัวของธุรกิจบริการภายในประเทศ โดยเฉพาธุรกิจร้านอาหารและธุรกิจโรงแรม รวมทั้งความต้องการของตลาดจีน ญี่ปุ่ น และเกาหลีใต้ ที่เพิ่มขึ้น ส าหรับรังนกเพิ่มขึ้น จากความต้องการของตลาดจีนที่มีอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ไม้ยูคาลิปตัสลดลงตามความต้องการใช้ภายในประเทศ โดยเฉพาอุตสาหกรรมการผลิตเยื่อกระดาษ รวมถึงการส่งออกไปยังจีนและญี่ปุ่ นที่ลดลง ส่วนครั่งลดลง เนื่องจากสภาพอากาศแห้งแล้ง ไม่เอื้ออ านวยต่อการเจริญเติบโต อัตราการเติบโตของภาคเกษตร ไตรมาส 3/2566 หน่วย: ร้อยละ สาขา ไตรมาส 3/2566(กรกฎาคม - กันยายน 2566) ภาคเกษตร 0.5 พืช -0.5 ปศุสัตว์ 4.8 ประมง 1.5 บริการทางการเกษตร -1.0 ป่ าไม้ 2.0 ที่มา: กองนโยบายและแผนพัฒนาการเกษตร ส านักงานเศรษฐกิจการเกษตร (ประมาณการ ณ เดือนกันยายน 2566 อัตราการเติบโตของภาคเกษตร ไตรมาส 3/2566 ที่มา: กองนโยบายและแผนพัฒนาการเกษตร สำานักงานเศรษฐกิจการเกษตร (ประมาณการ ณ เดือนกันยายน 2566 หน่วย: ร้อยละ


46 สัตว์เศรษฐกิจ ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ รองประธานกรรมการหอการค้าไทย นำ�คณะกรรมก�รส�ยง�นเกษตรและอ�ห�ร หอก�รค้�ไทยและสภ� หอก�รค้�แห่งประเทศไทย พร้อมด้วยสม�คมก�รค้�ที่เกี่ยวข้องได้ เข้�พบประชุมห�รือร่วมกับ น�ยไชย� พรหม� รัฐมนตรีช่วยว่�ก�ร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และ คณะผู้บริห�รกระทรวงเกษตรและ สหกรณ์ ณ ห้องประชุมกระทรวงเกษตรฯ ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ รองประธานกรรมการหอการค้าไทย เปิดเผยว่� หอก�รค้�ไทยและสภ�หอก�รค้�แห่งประเทศไทย ได้ให้ คว�มสำ�คัญกับภ�คเกษตรและอ�ห�ร ซึ่งเป็น 1 ใน 3 เส�หลัก (Core Value Chain) ที่หอก�รค้�ฯ ได้ดำ�เนินก�รพัฒน�และ ยกระดับขีดคว�มส�ม�รถในก�รแข่งขันของสม�ชิกผู้ประกอบก�ร และสม�คมก�รค้�ที่เกี่ยวข้องตลอดเวล� อีกทั้งต้องยอมรับว่� ภ�คธุรกิจเกษตรและอ�ห�รมีคว�มเกี่ยวข้องกับคนทั้งประเทศ โดย มีพื้นที่เกษตรกรรมกว่� 149 ล้�นไร่ มีประช�กรร�ยครัวเรือน จำ�นวน 7.9 ล้�นครัวเรือน และมีก�รจ้�งง�นในภ�คเกษตร แปรรูป ภ�คเกษตร ม�กกว่� 15 ล้�นคน สำ�หรับก�รเข้�พบประชุมห�รือร่วมกับ รัฐมนตรีช่วยว่�ก�ร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ น�ยไชย� พรหม� ในครั้งนี้ ถือเป็น โอก�สอันดีที่หอก�รค้�ไทยได้นำ�เสนอและแลกเปลี่ยนคว�มคิดเห็นที่ สำ�คัญต่อกรมที่เกี่ยวข้องภ�ยใต้ก�รกำ�กับดูแลของท่�นรัฐมนตรีช่วย ว่�ก�รกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อนำ�ไปสู่ก�รเชื่อมโยงประส�น ก�รทำ�ง�นอย่�งบูรณ�ก�รให้เกิดเป็นรูปธรรมโดยเร็ว LIVESTOCK PRODUCTION MAGAZINE หอการค้าฯ จับมือ ก.เกษตรฯ ผลักดันธุรกิจเกษตร ปศุสัตว์ และอาหารของไทย ทั้งนี้ หอก�รค้�ฯ มีคว�มพร้อมทำ�ง�นร่วมกับกระทรวงเกษตร และสหกรณ์ รัฐบ�ล และหน่วยง�นภ�ครัฐ ทุกภ�คส่วนที่เกี่ยว เพื่อ ร่วมห�แนวท�งแก้ไขปัญห�และเพิ่มขีดคว�มส�ม�รถในก�รแข่งขัน ของภ�คธุรกิจเกษตรและอ�ห�ร โดยได้เสนอประเด็นปัญห�และ ข้อเสนอแนะเร่งด่วนข้อเสนอแนะ ต่อรัฐมนตรีช่วยว่�ก�รกระทรวง เกษตร และสหกรณ์ ดังนี้ 1) ก�รแก้ไขปัญห�ก�รทำ�ก�รประมงผิดกฎหม�ย (IUU Fishing) และก�รค้�มนุษย์ด้�นแรงง�นของประเทศไทย ต�มที่ สหภ�พยุโรป (EU) ได้ให้ใบเขียวประเทศไทยในก�รแก้ไขปัญห�ก�ร ประมงผิดกฎหม�ย และกำ�ลังพิจ�รณ�เพิ่มเงื่อนไขก�รใช้แรงง�นเพื่อ ป้องกันก�รค้�มนุษย์ รวมถึงออกระเบียบห้�มนำ�เข้�ผลิตภัณฑ์ที่ผลิต โดยใช้แรงง�นบังคับ อีกทั้ง กระทรวงต่�งประเทศ สหรัฐฯ ได้จัด อันดับสถ�นก�รณ์ก�รค้�มนุษย์ (TIP Report) ปี 2023 อยู่ในระดับ Tier 2 และกำ�ลังออกนโยบ�ย IUU Fishing ของ US ที่ครอบคลุม ก�รแก้ไขประมงผิดกฎหม�ย และลดก�รละเมิดสิทธิแรงง�นในภ�ค อุตส�หกรรมอ�ห�รทะเล โดย หอก�รค้�ฯ ขอให้ประส�นง�นสม�คม ก�รค้�และหน่วยง�นภ�ครัฐที่เกี่ยวข้องในก�รขับเคลื่อนและรักษ� เสถียรภ�พคว�มมั่นคงท�งทะเล ด้วยม�ตรก�รป้องกันปัญห�ก�ร ประมงผิดกฎหม�ย หรือ IUU Fishing และประส�นง�นกระทรวง แรงง�น และภ�คเอกชนที่เกี่ยวข้อง ในก�รแก้ไขปัญห�ก�รค้�มนุษย์ ด้�นแรงง�น เพื่อยกระดับอันดับสถ�นก�รณ์ก�รค้�มนุษย์ (TIP Report) ของประเทศไทยให้อยู่ในระดับ Tier 1 ในปี 2024


สัตว์เศรษฐกิจ 47 ข่าวสารและสาระสำาหรับวงการเลี้ยงสัตว์ 2) ก�รส่งเสริมสินค้�เกษตร อ�ห�ร ประมง และก�รอำ�นวย คว�มสะดวกในก�รส่งออก - นำ�เข้� เสนอให้ กระทรวงเกษตรฯ กำ�หนดนโยบ�ยและม�ตรก�รเพื่อสร้�งคว�มสมดุลและเสถียรภ�พ ก�รนำ�เข้�-ส่งออกภ�คเกษตรและอ�ห�ร ระหว่�งเกษตรกร และ ผู้ประกอบก�รส่งออก เพื่อให้ประเทศไทยมีขีดคว�มส�ม�รถในก�ร แข่งขัน รวมทั้งสนับสนุนและส่งเสริมก�รพัฒน�ส�ยพันธุ์กุ้งปลอดโรค แข็งแรงและเติบโตได้ไว และห�แนวท�งส่งเสริมและลดภ�ระต้นทุน ก�รเลี้ยงให้กับเกษตรกร รวมไปถึงห่วงโซ่อุตส�หกรรม (Value Chain) ตลอดจนลดภ�ษีก�รนำ�เข้�วัตถุดิบเพื่อผลิตเป็นอ�ห�รสัตว์ และควรผ่อนปรนก�รนำ�เข้�วัตถุดิบสัตว์น้ำ�เพื่อแปรรูปเพิ่มมูลค่� (Value Added) และส่งออก โดยไม่กระทบเกษตรกร ผู้เลี้ยงภ�ยใน ประเทศ อ�ทิ กุ้งข�วแวนน�ไม สัตว์น้ำ�อื่นๆ (หมึก ปูทะเล ปล�ซูริมิ) จ�กประเทศที่มีปริม�ณผลผลิตจำ�นวนม�ก ห�กมีก�ร ตรวจพบโรคระบ�ดที่ด่�นนำ�เข้�ให้ส�ม�รถส่งกลับคืนประเทศต้นท�ง ได้ และสนับสนุนก�รห�แหล่งวัตถุดิบทั้งในและต่�งประเทศ เพื่อช่วย ส่งเสริมอุตส�หกรรมอ�ห�รสัตว์เลี้ยงไทย เป็นต้น 3) ข้อเสนอเพื่อพัฒน�ธุรกิจก�รค้�อ�ห�รสัตว์เลี้ยงไทย โดย ได้เสนอให้มีก�รปรับลดขั้นตอนก�รนำ�กลับสินค้�อ�ห�รสัตว์เลี้ยง ทำ�ให้เพิ่มเวล�และค่�ใช้จ่�ย ระหว่�งรอก�รพิจ�รณ� 1 ถึง 1.5 เดือน และได้เสนอก�รตรวจรับรองระบบแหล่งผลิตเพื่อนำ�เข้�วัตถุดิบ ปศุสัตว์ เกรดไม่เหม�ะสำ�หรับมนุษย์บริโภค (Inedible grade) ภ�ยใต้พิกัด 0511.99.90 จ�กออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ เพื่อผลิต สินค้�อ�ห�รสัตว์เลี้ยง ตลอดจน ข้อเสนอผ่อนผันกฎระเบียบก�ร ส่งออกสินค้�อ�ห�รสัตว์เลี้ยงไปส�ธ�รณรัฐประช�ชนจีน (General Administration of Customs of the People’s Republic China) 4) ข้อเสนอเพื่อพัฒน�ธุรกิจปศุสัตว์และแปรรูป โดยได้เสนอ ให้ส่งเสริมยกระดับม�ตรฐ�นฟ�ร์มปศุสัตว์ไทย (โดยเฉพ�ะกลุ่ม โคเนื้อ แพะ), ส่งเสริมและเพิ่มจำ�นวนโรงฆ่�สัตว์, โรงตัดแต่ง เนื้อสัตว์, โรงคัดบรรจุ ที่มีม�ตรฐ�น ให้เพียงพอคว�มต้องก�ร และ ส่งเสริมเกษตรกรปลูกพืชอ�ห�รสัตว์ที่ข�ดแคลนเพื่อลดก�รนำ�เข้� และส่งเสริมอ�ชีพเกษตรกร ตลอดจน ก�รแก้ไขปัญห�ก�รลักลอบ นำ�เข้�-ส่งออก สินค้�ปศุสัตว์ของประเทศไทย และก�รแก้ไขปัญห� เกษตรกรสุกรร�ยย่อย ข�ดคว�มส�ม�รถในก�รแข่งขันเพื่อเข้�ถึง ตล�ดขน�ดใหญ่ เป็นต้น 5) ข้อเสนอเพื่อพัฒน�ธุรกิจอ�ห�รแช่เยือกแข็งไทย โดย ได้เสนอก�รขับเคลื่อนโครงก�รปรับปรุงก�รทำ�ประมงอย่�งยั่งยืน (Fishery Improvement Project : FIP) และก�รเตรียมคว�มพร้อม สำ�หรับรองรับม�ตรก�รของสหภ�พยุโรปในประเด็น CBAM (Carbon Border Adjustment Mechanism), Carbon footprint และก�รเก็บ ภ�ษีก�รปล่อยก๊�ซเรือนกระจก 6) ข้อเสนอเพื่อพัฒน�ธุรกิจอ�ห�รแปรรูปและอ�ห�รแห่ง อน�คต โดยได้เสนอก�รผลักดันก�รจัดทำ�ระบบอ�ห�รที่มีก�ร กล่�วอ้�งอ�ห�รเชิงหน้�ที่ (FFC Thailand) และ แนวท�งข้อเสนอ แก้ไขปัญห�ก�รส่งออกสับปะรดกระป๋องของไทยมีแนวโน้มลดลง นับตั้งแต่ปี 2560 ตลอดจน ข้อเสนอแก้ไขปัญห�ก�รแข่งขันของ ข้�วโพดหว�นในตล�ดโลกรุนแรงขึ้น


48 สัตว์เศรษฐกิจ LIVESTOCK PRODUCTION MAGAZINE บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำากัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ เผยความสำาเร็จ “หมู่บ้าน เกษตรกรรม” 3 แห่ง ตลอด 46 ปี สร้างความมั่นคงในอาชีพแก่เกษตรกร ลดความเสี่ยง ตลาดผันผวน สร้างรายได้แน่นอน ปีละกว่า 1 ล้านบาทต่อครอบครัว มุ่งยกระดับภาคเกษตร ไทยต่อเนื่องทุกมิติ ทั้งเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ผลักดันสู่ ‘เกษตรยั่งยืน’ นายสมพร เจิมพงศ์ ผู้อำานวยการใหญ่ ธุรกิจสุกร ซีพีเอฟ เปิดเผยว่า เครือเจริญ โภคภัณฑ์และซีพีเอฟมุ่งสนับสนุน อาชีพเกษตรกรรมแก่เกษตรกรรายย่อย ผ่านการส่งเสริม การรวมกลุ่มในรูปแบบ “หมู่บ้านเกษตรกรรม” มาตั้งแต่ปี 2520 เพื่อเพิ่มศักยภาพในการ บริหารจัดการแก่เกษตรกร ด้วยการนำาขีดความสามารถของบริษัทมาประยุกต์ใช้ โดยเฉพาะ การถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยีการเลี้ยงสัตว์ ผสานกับการมีส่วนร่วมของเกษตรกร เพื่อ เสริมสร้างโอกาสในการประกอบอาชีพ เพิ่มรายได้ และพัฒนาสู่สังคมพึ่งพาตนเอง ตลอดระยะ เวลา 46 ปี ที่บริษัทร่วมกับเกษตรกรไทยพัฒนาอาชีพ ไปพร้อมกับการสร้างความเข้มแข็งใน ชุมชน นับจากโครงการหมู่บ้านเกษตรกรรมหนองหว้า อ.พนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา โครงการ หมู่บ้านเกษตรกรรมกำาแพงเพชร อ.เมือง จ.กำาแพงเพชร และต่อยอดสู่โครงการหมู่บ้านเกษตร สันติราษฎร์ อ.พนัสนิคม จ.ชลบุรี จนถึงปัจจุบันทำาให้เกษตรกรกว่า 140 รายและครอบครัว มีความมั่นคงในอาชีพ มีรายได้ที่แน่นอน มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และสืบทอดอาชีพเกษตรกรรม สู่ลูกหลานจากรุ่นสู่รุ่น มุ่งเป็นสมาร์ทฟาร์ม (Smart Farm) เพื่อผลักดันสู่ ‘เกษตรยั่งยืน’ “ซีพีเอฟ มุ่งมั่นดำาเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน พร้อมส่งต่อความสำาเร็จสู่พี่น้องเกษตรกร ใน รูปแบบหมู่บ้านเกษตรกรรม ทั้ง 3 แห่ง ที่สามารถวัดความสำาเร็จได้ในทุกมิติทั้งเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม สะท้อนผ่านรายได้เกษตรกรปีละกว่า 6 แสน ถึงมากกว่า 1 ล้านบาท ต่อครอบครัว ตามประเภทสุกร ปริมาณการผลิต และอาชีพเสริมของแต่ละคน พร้อมส่งเสริม กว่า 4 ทศวรรษ “3 หมู่บ้านเกษตรกรรม” ส่งเสริมเกษตรยั่งยืน สู่ความสำาเร็จ


สัตว์เศรษฐกิจ 49 เป็นอยู่ที่ดี บุตรหลานมีโอกาสได้ศึกษาในระดับสูงเท่าที่ตนเองต้องการ ขณะเดียวกัน เกษตรกรยังมุ่งจัดการสภาพแวดล้อมและทรัพยากรน้ำา อย่างยั่งยืน ผ่านโครงการป่าเชิงนิเวศเฉลิมพระเกียรติ ร.๙ และ โครงการธนาคารน้ำาใต้ดิน ที่พัฒนาสู่แหล่งเรียนรู้เปิดให้ผู้ที่สนใจ เข้ามาศึกษาดูงาน ส่วน หมู่บ้านเกษตรกรรมกำาแพงเพชร ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2522 ด้วยความมุ่งหวังที่จะยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรไทย ด้วย การจัดสรรพื้นที่ดินกว่า 4,000 ไร่ สู่การเกษตรผสมผสานแบบ ทันสมัย โดยนำาแนวคิด 4 ประสานมาใช้ เพื่อให้เกษตรกร 64 ครอบครัว ได้ร่วมกันพัฒนาอาชีพ นำาวิชาการทางการเกษตร สมัยใหม่ นวัตกรรมเครื่องจักรกล และระบบการจัดการครบวงจรมา ใช้ในกระบวนการผลิต ปัจจุบันมีเกษตรกรรวมทั้งสิ้น 81 ราย มี รายได้จากการเลี้ยงสุกรพันธุ์และสุกรขุน ซึ่งเป็นอาชีพหลักประมาณ 600,000 - 1,800,000 บาทต่อครอบครัวต่อปี และมีรายได้จาก อาชีพเสริม ทั้งการเลี้ยงปลาดุก การปลูกผักกระเฉดน้ำา การปลูกผัก สวนครัว และจำาหน่ายปุ๋ยมูลสุกรราว 60,000 บาทต่อปี นอกจากนี้ การจ้างงานในชุมชนเพื่อให้เกิดการกระจายรายได้และบริษัทยังร่วม กับเกษตรกรพัฒนาชุมชนให้เข้มแข็ง นำาไปสู่สังคมที่พึ่งพาตนเองได้ พร้อมต่อยอดสู่การสร้างสิ่งแวดล้อมที่ดีตามนโยบายฟาร์มสีเขียว (green farm) ด้วยการพัฒนาพื้นที่ว่างในฟาร์มสุกรเป็นป่านิเวศใน ชุมชน เพื่อการอยู่ร่วมกับชุมชนรอบข้างอย่างมีความสุข สอดคล้อง กับกลยุทธ์3 เสาหลักสู่ความยั่งยืน อาหารมั่นคง สังคมพึ่งตน และ ดินน้ำาป่าคงอยู่” นายสมพร กล่าว สำาหรับ หมู่บ้านเกษตรกรรมหนองหว้า เริ่มดำาเนินการเมื่อ ปี 2520 ถือเป็นต้นแบบเกษตรผสมผสานยั่งยืน ด้วยแนวคิด 4 ประสาน คือ ภาครัฐ เอกชน สถาบันการเงิน และเกษตรกร โดย การพลิกฟื้นผืนดินทรายที่เสื่อมสภาพ เพาะปลูกไม่ได้ผล จำานวน 1,253 ไร่ มาจัดรูปที่ดินใหม่ แบ่งเป็นแปลงละ 24 ไร่ พร้อมสร้าง บ้านพัก 1 หลัง และโรงเรือนเลี้ยงสุกร 1 หลัง ให้แก่เกษตรกร 50 ครอบครัว ที่มีฐานะยากจน ไม่มีที่ดินทำากินเป็นของตนเอง โดยเลี้ยง สุกรเป็นอาชีพหลัก และมีอาชีพเสริมที่เหมาะกับสภาพแวดล้อมและ วิถีชุมชน อาทิ ทำาสวนมะม่วง ปลูกยางพารา เลี้ยงไก่ไข่ออร์แกนิค เพาะเห็ดฟาง ปลูกผักปลอดสารพิษ ด้วยระบบการบริหารจัดการที่ อาศัยกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และการมีส่วนร่วม ช่วยให้ชุมชน เข้มแข็งและส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง ดัชนีชี้วัดความสำาเร็จที่เป็นรูปธรรมของหมู่บ้านเกษตรกรรม หนองหว้า คือ รายได้ จากเริ่มต้นที่มีรายได้เฉลี่ย 2,000 บาทต่อ ครอบครัวต่อเดือน ปัจจุบันเพิ่มเป็นประมาณปีละ 960,000 - 1,800,000 บาทต่อครอบครัว และกลายเป็นชุมชนเลี้ยงสุกรที่ใหญ่ ที่สุดในประเทศไทย ที่เป็นต้นแบบด้านการพัฒนาศักยภาพของ เกษตรกร ที่สามารถพึ่งพาตนเองได้ ทุกคนมีที่ดิน ทรัพย์สิน มีความ ข่าวสารและสาระสำาหรับวงการเลี้ยงสัตว์ ยังมุ่งดูแลสิ่งแวดล้อม ด้วยการสร้างกลไกความร่วมมือกับชุมชน สร้างจิตสำานึกในการอนุรักษ์ป่าไม้ ผ่านศูนย์เรียนรู้สวนป่ารักษ์นิเวศ บนพื้นที่ 30 ไร่ ปลูกต้นไม้กว่า 18,000 ต้น มีพันธุ์ไม้กว่า 220 ชนิด ช่วยอนุรักษ์พันธุ์ไม้ท้องถิ่น สร้างระบบนิเวศที่สมบูรณ์ เป็นแหล่งอาหารของชุมชน และเตรียมขยายเพิ่มอีก 27 ไร่ ในพื้นที่ ข้างเคียง วันนี้เกษตรกรสามารถพึ่งพาตนเอง มีคุณภาพชีวิตความ เป็นอยู่ที่ดี กลายเป็น หมู่บ้านสามัคคี เทคโนโลยีทันสมัย และพัฒนา อย่างต่อเนื่อง หมู่บ้านเกษตรสันติราษฎร์ เกิดขึ้นจากการตระหนักถึงความ สำาคัญของอาชีพตำารวจและคุณภาพชีวิตหลังเกษียณอายุราชการ เครือซีพีและซีพีเอฟจึงได้ริเริ่มโครงการฯ ในปี 2549 ด้วยการจัดสรร ที่ดินกว่า 230 ไร่ พร้อมสนับสนุนองค์ความรู้และเทคโนโลยีด้าน การเลี้ยงสัตว์ แก่ข้าราชการตำารวจและครอบครัว จำานวน 31 ราย เพื่อให้มีรายได้เสริมและมีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง โดยอาชีพหลัก คือการเลี้ยงสุกรที่มีซีพีเอฟเข้าไปบริหารจัดการ เพื่อให้มีประสิทธิภาพ การผลิตที่ดี โดยมีอาชีพเสริมอื่นๆตามความถนัดของแต่ละบุคคล ปัจจุบันมีการบริหารจัดการในรูปแบบ “บริษัท หมู่บ้านเกษตร สันติราษฎร์ จำากัด” ถือหุ้นโดยข้าราชการตำารวจทั้ง 31 ครอบครัว และเมื่อปี 2561 ทุกรายได้รับมอบกรรมสิทธิ์ที่ดินแล้ว./


50 สัตว์เศรษฐกิจ จัดอย่างยิ่งใหญ่กับงาน Pet Fair South East Asia 2023 (เพ็ท แฟร์ เซาท์ อีสต์ เอเชีย) งานแสดงสินค้าสำาหรับอุตสาหกรรม สัตว์เลี้ยงเพื่อการเจรจาธุรกิจแบบครบวงจร ณ ศูนย์กลางการค้า ระดับภูมิภาคอย่าง กรุงเทพฯ ประเทศไทย โดยมีกำาหนดจัดงาน ระหว่างวันที่ 25-27 ตุลาคม 2566 ณ ศูนย์นิทรรศการและการ ประชุม BITEC กรุงเทพฯ ครอบคลุมพื้นที่การจัดงานกว่า 18,000 ตารางเมตร ซึ่งนับเป็นพื้นที่การจัดงานที่ใหญ่ขึ้นสองเท่าเมื่อเทียบ กับการจัดงานครั้งที่ผ่านมา ภายในงานผู้เข้าชมงานจะได้พบกับ 300 แบรนด์ชั้นนำาจาก 40 ประเทศทั่วโลก ครอบคลุมหลากหลายโปรไฟล์ ธุรกิจที่เกี่ยวข้อง พร้อมต้อนรับนักลงทุนและผู้ซื้อรายสำาคัญจาก ทั่วเอเชียที่มุ่งหน้าเดินทางมาเยี่ยมชมงาน ซึ่งถือเป็นงานระดับ นานาชาติที่รวมผู้ประกอบการจากทั่วภูมิภาคและเป็นเวทีเจรจา การค้าเต็มรูปแบบที่พร้อมต้อนรับผู้เข้าชมงานจากนานาชาติที่ลง ทะเบียนล่วงหน้ามาอย่างล้นหลามในปีนี้ โดยภาพรวมการจัดแสดง สินค้าครั้งนี้ได้คาดการณ์ผู้เข้าชมงานกว่า 10,000 ราย จาก 70 ประเทศทั่วโลก ซึ่งมีการลงทะเบียนล่วงหน้าก่อนเริ่มงานกว่า ห้าพันราย อาทิ ประเทศมาเลเซีย, อินเดีย, ฟิลิปปินส์, จีน, เกาหลี, อินโดนีเซีย, ไต้หวัน, สิงคโปร์ และอื่นๆ LIVESTOCK PRODUCTION MAGAZINE พิธีเปิดงาน Pet Fair Southeast Asia 2023 อย่างเป็น ทางการได้รับเกียรติจากแขกผู้มีเกียรติในอุตสาหกรรม นำาโดย นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่าง ประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานเปิดงานในพิธี พร้อม ด้วย น.สพ.สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์, น.สพ. รักไทย งามภักดิ์ ผู้อำานวยการสำานักพัฒนาระบบและรับรองมาตรฐาน สินค้าปศุสัตว์ กรมปศุสัตว์, นายภูริพันธ์ บุนนาค รองผู้อำานวยการ สำานักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน), นาย David Zhong ประธานคณะกรรมการบริหาร และ รองประธาน เครือข่าย Asia Pet Alliance และ ประธาน Pet Fair Asia, Pet Fair Southeast Asia 2023 กระตุ้นการลงทุนธุรกิจสัตว์เลี้ยงเต็มรูปแบบ


Click to View FlipBook Version