The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

Livestock Production Magazine - 936
สัตว์เศรษฐกิจ 936 มกราคม 69

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by สัตว์เศรษฐกิจ E magazine, 2026-01-18 04:22:50

Livestock Production Magazine - 936 สัตว์เศรษฐกิจ 936 มกราคม 69

Livestock Production Magazine - 936
สัตว์เศรษฐกิจ 936 มกราคม 69

LIVESTOCK PRODUCTION MAGAZINE ข่ า ว ส า ร แ ล ะ ส า ร ะ ส ำา ห รั บ ว ง ก า ร เ ลี้ ย ง สั ต ว์https://livestockemag.com/ สัตว์เศรษฐกิจhttps://livestockemag.com/ ปีที่ 40 ฉบับที่ 936 เดือนมกราคม 2569ปศุสัตว์ไทย ปี 69 ฝ่าวิกฤตโลกผันผวน คาดโตต่อ 1-2% หมูปี 69 ยังไปต่อได้ แต่เกมอยู่ที่ ‘คุมต้นทุน–คุมโรค’PPR ในแพะแกะ โรคระบาดใหม่-ไทยต้องระวังไก่ไข่ ปี 69 รักษาสมดุลตลาด สร้างเสถียรภาพราคาปศุสัตว์ไทย ปี 69 ฝ่าวิกฤตโลกผันผวน คาดโตต่อ 1-2% หมูปี 69 ยังไปต่อได้ แต่เกมอยู่ที่ ‘คุมต้นทุน–คุมโรค’ไก่ไข่ ปี 69 รักษาสมดุลตลาด สร้างเสถียรภาพราคาPPR ในแพะแกะ โรคระบาดใหม่-ไทยต้องระวัง


4 สัตว์เศรษฐกิจข่าวสารและสาระสำาหรับวงการเลี้ยงสัตว์ LIVESTOCK PRODUCTION MAGAZINEคุมเข้มนำ�เข้�“ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์” ต้องมีใบรับรองปลอดเผา ครม.ไฟเขียวหลักการ คุมเข้มนำาเข้า “ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์” ต้องมีใบรับรองปลอดเผา เริ่ม 1 ม.ค. 69 เพื่อลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและปัญหาฝุ่นละออง PM 2.5 น.ส.อัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำ�สำ�นักน�ยกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติอนุมัติในหลักการ กำาหนดให้ “ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์” เป็นสินค้าที่ต้องมีหนังสือรับรองและต้องปฏิบัติตามมาตรการจัดระเบียบในการนำาเข้าในราชอาณาจักร พ.ศ. …. ตามที่กระทรวงพาณิชย์ เสนอ โดยมีเป้าหมายเพื่อลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและปัญหาฝุ่นละอองPM 2.5 ปัจจุบัน ผู้นำาเข้าสินค้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ สามารถนำาเข้าได้ภายใต้ประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่อง การนำาข้าวโพดที่ใช้เป็นวัตถุดิบอาหารสัตว์เข้ามาในราชอาณาจักรตามความตกลงภายใต้เขตการค้าเสรีอาเซียน และระเบียบกระทรวงพาณิชย์ว่าด้วยการออกหนังสือรับรองแสดงการได้รับสิทธิชำาระภาษีตามพันธกรณีตามความตกลงการเกษตรภายใต้องค์การการค้าโลก (WTO) สำาหรับสินค้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ อย่างไรก็ดี ยังไม่มีมาตรการทางกฎหมายของหน่วยงานใดที่กำากับดูแลในบริบทการนำาเข้าสินค้าเกษตร(ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์) ว่าเป็นผลผลิตที่มาจากการเกษตรแบบปลอดเผา น.ส.อัยรินทร์กล่าวว่า เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว กระทรวงพาณิชย์จึงจัดทำาร่างประกาศกำาหนดหลักเกณฑ์การนำาเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ โดยสาระสำาคัญคือ ผู้นำาเข้าจะต้องแสดงเอกสารรับรองว่าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่นำาเข้าเป็นผลผลิตจากการทำาเกษตรแบบปลอดการเผา ต่อกรมศุลกากรทุกครั้งที่มีการนำาเข้า ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 69 เป็นต้นไป สำาหรับร่างประกาศดังกล่าวจะก่อให้เกิดประโยชน์โดยเป็นการลดปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยยังคงได้รับผลกระทบจากการเผาแปลงเพาะปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในประเทศเพื่อนบ้าน และส่งผลกระทบต่อสุขภาพอนามัยของประชาชนและคุณภาพอากาศในประเทศ รวมถึงเป็นการส่งเสริมการค้าสินค้าเกษตรที่มีความยั่งยืนและเป็นมิตร ต่อสิ่งแวดล้อม สอดคล้องกับโมเดลเศรษฐกิจ BCG (Bio-Circular-Green Economy) ที่ประเทศไทยให้ความสำาคัญ ทั้งนี้การกำาหนดให้ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เป็นสินค้าที่ต้องมีหนังสือรับรองและต้องปฏิบัติตามมาตรการจัดระเบียบในการนำาเข้ามาในราชอาณาจักร เป็นเรื่องที่ครม. ได้เคยมีมติเห็นชอบหลักการไว้เมื่อวันที่ 11 พ.ย. 68 ซึ่งเป็นมติครม. ที่มีขึ้นก่อนที่จะมีการตราพระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2568 ซึ่งมีผลใช้บังคับนับแต่วันที่ 12 ธ.ค. 68 เป็นต้นไป ประกอบกับเรื่องนี้เป็นการกำาหนดรายละเอียดการปฏิบัติให้เป็นไปตามที่พระราชบัญญัติการส่งออกไปนอกและการนำาเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งสินค้า พ.ศ.2522 ให้อำานาจไว้ย่อมดำาเนินการได้ตามปกติโดยไม่ขัดต่อมาตรา 169 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย


4 สัตว์เศรษฐกิจข่าวสารและสาระสำาหรับวงการเลี้ยงสัตว์ LIVESTOCK PRODUCTION MAGAZINEคุมเข้มนำ�เข้�“ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์” ต้องมีใบรับรองปลอดเผา ครม.ไฟเขียวหลักการ คุมเข้มนำาเข้า “ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์” ต้องมีใบรับรองปลอดเผา เริ่ม 1 ม.ค. 69 เพื่อลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและปัญหาฝุ่นละออง PM 2.5 น.ส.อัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำ�สำ�นักน�ยกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติอนุมัติในหลักการ กำาหนดให้ “ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์” เป็นสินค้าที่ต้องมีหนังสือรับรองและต้องปฏิบัติตามมาตรการจัดระเบียบในการนำาเข้าในราชอาณาจักร พ.ศ. …. ตามที่กระทรวงพาณิชย์ เสนอ โดยมีเป้าหมายเพื่อลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและปัญหาฝุ่นละอองPM 2.5 ปัจจุบัน ผู้นำาเข้าสินค้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ สามารถนำาเข้าได้ภายใต้ประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่อง การนำาข้าวโพดที่ใช้เป็นวัตถุดิบอาหารสัตว์เข้ามาในราชอาณาจักรตามความตกลงภายใต้เขตการค้าเสรีอาเซียน และระเบียบกระทรวงพาณิชย์ว่าด้วยการออกหนังสือรับรองแสดงการได้รับสิทธิชำาระภาษีตามพันธกรณีตามความตกลงการเกษตรภายใต้องค์การการค้าโลก (WTO) สำาหรับสินค้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ อย่างไรก็ดี ยังไม่มีมาตรการทางกฎหมายของหน่วยงานใดที่กำากับดูแลในบริบทการนำาเข้าสินค้าเกษตร(ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์) ว่าเป็นผลผลิตที่มาจากการเกษตรแบบปลอดเผา น.ส.อัยรินทร์กล่าวว่า เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว กระทรวงพาณิชย์จึงจัดทำาร่างประกาศกำาหนดหลักเกณฑ์การนำาเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ โดยสาระสำาคัญคือ ผู้นำาเข้าจะต้องแสดงเอกสารรับรองว่าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่นำาเข้าเป็นผลผลิตจากการทำาเกษตรแบบปลอดการเผา ต่อกรมศุลกากรทุกครั้งที่มีการนำาเข้า ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 69 เป็นต้นไป สำาหรับร่างประกาศดังกล่าวจะก่อให้เกิดประโยชน์โดยเป็นการลดปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยยังคงได้รับผลกระทบจากการเผาแปลงเพาะปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในประเทศเพื่อนบ้าน และส่งผลกระทบต่อสุขภาพอนามัยของประชาชนและคุณภาพอากาศในประเทศ รวมถึงเป็นการส่งเสริมการค้าสินค้าเกษตรที่มีความยั่งยืนและเป็นมิตร ต่อสิ่งแวดล้อม สอดคล้องกับโมเดลเศรษฐกิจ BCG (Bio-Circular-Green Economy) ที่ประเทศไทยให้ความสำาคัญ ทั้งนี้การกำาหนดให้ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เป็นสินค้าที่ต้องมีหนังสือรับรองและต้องปฏิบัติตามมาตรการจัดระเบียบในการนำาเข้ามาในราชอาณาจักร เป็นเรื่องที่ครม. ได้เคยมีมติเห็นชอบหลักการไว้เมื่อวันที่ 11 พ.ย. 68 ซึ่งเป็นมติครม. ที่มีขึ้นก่อนที่จะมีการตราพระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2568 ซึ่งมีผลใช้บังคับนับแต่วันที่ 12 ธ.ค. 68 เป็นต้นไป ประกอบกับเรื่องนี้เป็นการกำาหนดรายละเอียดการปฏิบัติให้เป็นไปตามที่พระราชบัญญัติการส่งออกไปนอกและการนำาเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งสินค้า พ.ศ.2522 ให้อำานาจไว้ย่อมดำาเนินการได้ตามปกติโดยไม่ขัดต่อมาตรา 169 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย


คอลัมน์พิเศษ10 ปศุสัตว์ไทย ปี69 ฝ่าวิกฤตโลกผันผวน คาดโตต่อ 1-2% 18 แม่พันธุ์จุดเริ่มต้นของความสำาเร็จฟาร์มสุกร21 หมูปี69 ยังไปต่อได้แต่เกมอยู่ที่‘คุมต้นทุน–คุมโรค’ 28 “ไข่ไก่”จากอาหารกลางวัน สู่โอกาสของเยาวชน30 ไก่ไข่ปี69รักษาสมดุลตลาด สร้างเสถียรภาพราคา 34 พาณิชย์คุมเข้มนำาเข้าข้าวโพด-ข้าวสาลีปี69 36 สหกรณ์โคนมวังนำ้าเย็น ต้นแบบแก้ปัญหาโคนมยั่งยืน 38 เร่งบูรณาการรัฐเอกชน แก้ปัญหานมล้นตลาดอย่างเป็นระบบ39 PPR ในแพะแกะ โรคระบาดใหม่-ไทยต้องระวัง 42 เปิดประตูสู่โอกาสทางธุรกิจ Health & Nutrition Asia และ Horti & Agri Asia2026 44 ประชุมวิชาการนานาชาติสัตวแพทย์และการเลี้ยงสัตว์ครั้งที่47 (ICVS 2025) 49 รางวัลสัตวแพทย์ตัวอย่าง ประจำาปี2568คอลัมน์ประจำา 8 บอกกล่าว 50 กิจกรรมเด่น 52 แนวโน้มราคาปศุสัตว์ สัตว์เศรษฐกิจสารบัญ ปีที่ 40 ฉบับที่ 936 มกราคม 2569บรรณาธิการ ผู้พิมพ์, ผู้โฆษณา :มุกดา วนิชกุลที่ปรึกษา :รศ.ดร.เยาวมาลย์ ค้าเจริญผศ.นาม ศิริเสถียรรศ.อุทัย คันโธศ.น.สพ.ดร.รุ่งโรจน์ ธนาวงษ์นุเวชผศ.ดร.เสกสม อาตมางกูรอาจารย์ศักดิ์ชัย โตภาณุรักษ์บรรณาธิการบริหาร :ทิพารัตน์ อธิภัทรพงศ์กองบรรณาธิการ : วิษณุ เจริญพงศ์พูลกองจัดการ :เอกบุรุษ อุมากูลออกแบบรูปเล่ม : Chinพิสูจน์อักษร : รัชดา กูใหญ่สำานักงาน : 74/423-424 ซ.รามคำาแหง 180 ถ.รามคำาแหง มีนบุรี กรุงเทพฯ 10510โทร. 0-2916-3786-7แฟกซ์ : 0-2916-8005E-mail : [email protected] โรงพิมพ์ : ก.พลพิมพ์เพลท : กรกนก กราฟฟิกโทร. 082-458-4318จัดจำาหน่าย : นานาสาส์น936


คอลัมน์พิเศษ10 ปศุสัตว์ไทย ปี69 ฝ่าวิกฤตโลกผันผวน คาดโตต่อ 1-2% 18 แม่พันธุ์จุดเริ่มต้นของความสำาเร็จฟาร์มสุกร21 หมูปี69 ยังไปต่อได้แต่เกมอยู่ที่‘คุมต้นทุน–คุมโรค’ 28 “ไข่ไก่”จากอาหารกลางวัน สู่โอกาสของเยาวชน30 ไก่ไข่ปี69รักษาสมดุลตลาด สร้างเสถียรภาพราคา 34 พาณิชย์คุมเข้มนำาเข้าข้าวโพด-ข้าวสาลีปี69 36 สหกรณ์โคนมวังนำ้าเย็น ต้นแบบแก้ปัญหาโคนมยั่งยืน 38 เร่งบูรณาการรัฐเอกชน แก้ปัญหานมล้นตลาดอย่างเป็นระบบ39 PPR ในแพะแกะ โรคระบาดใหม่-ไทยต้องระวัง 42 เปิดประตูสู่โอกาสทางธุรกิจ Health & Nutrition Asia และ Horti & Agri Asia2026 44 ประชุมวิชาการนานาชาติสัตวแพทย์และการเลี้ยงสัตว์ครั้งที่47 (ICVS 2025) 49 รางวัลสัตวแพทย์ตัวอย่าง ประจำาปี2568คอลัมน์ประจำา 8 บอกกล่าว 50 กิจกรรมเด่น 52 แนวโน้มราคาปศุสัตว์ สัตว์เศรษฐกิจสารบัญ ปีที่ 40 ฉบับที่ 936 มกราคม 2569บรรณาธิการ ผู้พิมพ์, ผู้โฆษณา :มุกดา วนิชกุลที่ปรึกษา :รศ.ดร.เยาวมาลย์ ค้าเจริญผศ.นาม ศิริเสถียรรศ.อุทัย คันโธศ.น.สพ.ดร.รุ่งโรจน์ ธนาวงษ์นุเวชผศ.ดร.เสกสม อาตมางกูรอาจารย์ศักดิ์ชัย โตภาณุรักษ์บรรณาธิการบริหาร :ทิพารัตน์ อธิภัทรพงศ์กองบรรณาธิการ : วิษณุ เจริญพงศ์พูลกองจัดการ :เอกบุรุษ อุมากูลออกแบบรูปเล่ม : Chinพิสูจน์อักษร : รัชดา กูใหญ่สำานักงาน : 74/423-424 ซ.รามคำาแหง 180 ถ.รามคำาแหง มีนบุรี กรุงเทพฯ 10510โทร. 0-2916-3786-7แฟกซ์ : 0-2916-8005E-mail : [email protected] โรงพิมพ์ : ก.พลพิมพ์เพลท : กรกนก กราฟฟิกโทร. 082-458-4318จัดจำาหน่าย : นานาสาส์น936


8 สัตว์เศรษฐกิจออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจได้ทันที ต้องรอรัฐบาลชุดใหม่เข้ามาบริหาร ส่งผลให้การฟื้นตัวของกำาลังซื้อยังล่าช้า อย่างไรก็ตามด้วยสถานการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมดนี้ ทำาให้ตลาดไข่ไก่ในช่วงต้นปีเผชิญแรงกดดันรอบด้าน ทั้งจากเศรษฐกิจซบเซา กำาลังซื้ออ่อนแรง และปริมาณไข่ไก่ล้นตลาด กลายเป็นโจทย์ใหญ่ที่ผู้ประกอบการและเกษตรกรต้องรับมืออย่างหนักในระยะนี้ ด้าน บมจ.ไทยฟู้ดส์ กรุ๊ป [TFG] ระบุว่า ตามที่สำานักงานคณะกรรมการกำากับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ใช้มาตรการลงโทษทางแพ่งกับ นายวินัย เตียวสมบูรณ์กิจ ในกรณีการใช้ข้อมูลภายในซื้อหุ้นของบริษัทฯ เมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2568ต่อมาวันนี้บริษัทได้รับหนังสือแจ้งการลาออกจากการดำารงตำาแหน่งกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ นายวินัย โดยให้มีผลนับตั้งแต่วันที่ 26 ธันวาคม 2568 เป็นต้นไป ซึ่งนายวินัย ไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่ หรือมีส่วนร่วมในการดำาเนินงานของบริษัทฯ หรือมีส่วนร่วมในการตัดสินใจใด ๆ ในฐานะกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหารตั้งแต่วันที่ 26 ธันวาคม 2568 การพ้นจากตำาแหน่งกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหารของนายวินัยไม่ส่งผลกระทบต่อการดำาเนินธุรกิจและนโยบายของบริษัทฯ เนื่องจากบริษัทฯ ยังคงมีกรรมการและผู้บริหารที่มีความรู้ความสามารถอีกหลายท่านที่ยังคงปฏิบัติหน้าที่และดูแลการดำาเนินงานของบริษัทฯ อยู่ โดยปัจจุบัน บริษัทฯมีผู้บริหารและผู้มีอำานาจลงนามอีก 2 ท่าน ดังนี้: 1. นายเพชรนันทวิสัย ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ 2. นางสาวศิริลักษณ์ตั้งวิบูลย์พาณิชย์ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายบัญชีและการเงิน ผู้บริหารทั้ง 2 ท่านยังคงสามารถกำากับดูแลกิจการร่วมกับคณะกรรมการของบริษัทฯ ทั้งนี้บริษัทฯ อยู่ระหว่างการพิจารณาคัดเลือกและแต่งตั้งบุคคลที่เหมาะสมเพื่อทดแทนตำาแหน่งที่ว่างลง และบริษัทฯ จะยังคงดำาเนินธุรกิจตามปกติและมุ่งมั่นสู่การบรรลุเป้าหมายเชิงกลยุทธ์ที่ตั้งไว้ จึงขอให้ผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่ายให้ความเชื่อมั่นและไว้วางใจบริษัทฯ ว่าจะยังคงดำาเนินธุรกิจและปฏิบัติตามแนวทางการกำากับดูแลกิจการที่ดีของบริษัทจดทะเบียนต่อไป...สวัสดีบอกกล่าวเล่าสิบบอกกล่าวเล่าสิบ ประจำาฉบับที่ 936 เดือนมกราคม 2569...เริ่มจาก นายเดือนเด่น ยิ้มแย้ม กรรมการสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ และกรรมการสมาคมผู้เลี้ยงสุกรภาค ตะวันออกเฉียงเหนือเปิดเผยว่า ภาพรวมยอดขายเนื้อสุกรช่วงเทศกาลปีใหม่ปี2569 นี้ลดลงจากปีก่อนอย่างชัดเจน ทั้งที่การเดินทางท่องเที่ยวและการจับจ่ายของประชาชนยังคงมีให้เห็นตามปกติ รวมทั้งพฤติกรรมผู้บริโภคอาจเปลี่ยนไป โดยหันไปเลือกซื้อสินค้าอื่นมาทดแทน หรือใช้จ่ายอย่างระมัดระวังมากขึ้น เนื่องจากความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจในอนาคต ทำาให้คนส่วนใหญ่เลือก “ชะลอการใช้เงิน” มากกว่าการจับจ่ายฟุ่มเฟือย ที่น่ากังวลคือ เมื่อเทียบกับช่วงการระบาดของโรคโควิด-19 ซึ่งเป็นช่วงวิกฤตหนัก ยอดขายหมูกลับยังดีกว่า ซึ่งปัจจุบันเห็นชัดว่าผู้บริโภคซื้อสินค้าในปริมาณน้อยลง เช่น ไข่ไก่จากที่เคยซื้อเป็นแผงหรือ 10 ฟอง ปัจจุบันเหลือเพียง 4 - 5 ฟอง ในราคาไม่เกิน 20บาท เพื่อควบคุมค่าใช้จ่ายในครัวเรือนสำาหรับนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ เขามองว่า รัฐบาลชุดใหม่ควรเร่งอัดฉีดจากฐานราก เพื่อให้รายได้หมุนเวียนในระบบ โดยเฉพาะในภาคอีสาน นโยบาย “คนละครึ่งพลัส” ยังไม่ตอบโจทย์เท่าที่ควรและ ยังสู้ บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ไม่ได้ แต่ติดข้อจำากัดจำานวนเงินช่วยเหลือค่อนข้างน้อย และกระตุ้นการใช้จ่ายได้เพียงช่วงต้นเดือนเท่านั้น แหล่งข่าวในวงการไข่ไก่ เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยในขณะนี้เข้าสู่ภาวะ “เงินฝืด” อย่างแท้จริง หลังผู้บริโภคใช้จ่ายไปกับการเดินทางและท่องเที่ยวช่วงเทศกาลปีใหม่เกือบหมด ส่งผลให้กำาลังซื้อในตลาดอาหารและสินค้าอุปโภคบริโภคชะลอตัวอย่างชัดเจน ล่าสุด ราคาไข่ไก่คละหน้าฟาร์มประกาศอยู่ที่ 3.40 บาทต่อฟอง แต่ในทางปฏิบัติราคาซื้อขายจริงในตลาดอยู่เพียง ประมาณ3.30 บาทต่อฟอง สะท้อนปัญหาไข่ไก่ล้นตลาด จากปริมาณผลผลิตที่ออกมามากกว่าความต้องการ ทำาให้ราคาขยับขึ้นไม่ได้แม้จะมีการประกาศราคาอ้างอิงก็ตาม แหล่งข่าว ระบุว่า ผู้ที่มีอำานาจในการประกาศราคาไข่ไก่ควรใช้ดุลยพินิจอย่างรอบคอบ เพราะแม้การประกาศราคาจะมีอำานาจเชิงสัญลักษณ์แต่หากไม่สอดคล้องกับกลไกตลาด ก็ไม่สามารถพยุงราคาได้จริง และจะยิ่งทำาให้ความน่าเชื่อถือเสียหายเหมือนที่ผ่านมา พร้อมเตือนว่า “อย่าฝืนตลาด” ในช่วงที่อุปทานล้นเกินเช่นนี้ยิ่งไปกว่านั้นสถานการณ์ยังถูกซ้ำาเติมจากภาวะ รัฐบาลสุญญากาศ ที่ยังไม่สามารถLIVESTOCK PRODUCTION MAGAZINE


สัตว์เศรษฐกิจ 9ข่าวสารและสาระสำาหรับวงการเลี้ยงสัตว์ น้อมรำ�ลึกในพระมห น้อมรำ�ลึกในพระมห�กรุณ�ธิคุณ ถว�ยผลิตภัณฑ์นมไทย-เดนม ยผลิตภัณฑ์นมไทย-เดนม�ร์ค แก่โรงครัวพระร แก่โรงครัวพระร�ชท�น เพื่ออำ�นวยคว เพื่ออำ�นวยคว�มสะดวกแก่พสกนิกรที่เข้ มสะดวกแก่พสกนิกรที่เข้�ถว�ยบังคมพระบรมศพ ยบังคมพระบรมศพ สมเด็จพระน สมเด็จพระน�งเจ้�สิริกิติ์ สิริกิติ์ พระบรมร พระบรมร�ชินีน�ถ พระบรมร พระบรมร�ชชนนีพันปีหลวง ชชนนีพันปีหลวง น้อมรำ�ลึกในพระมห น้อมรำ�ลึกในพระมห�กรุณ�ธิคุณ ถว�ยผลิตภัณฑ์นมไทย-เดนม ยผลิตภัณฑ์นมไทย-เดนม�ร์ค แก่โรงครัวพระร แก่โรงครัวพระร�ชท�น เพื่ออำ�นวยคว เพื่ออำ�นวยคว�มสะดวกแก่พสกนิกรที่เข้ มสะดวกแก่พสกนิกรที่เข้�ถว�ยบังคมพระบรมศพ ยบังคมพระบรมศพ สมเด็จพระน สมเด็จพระน�งเจ้�สิริกิติ์ สิริกิติ์ พระบรมร พระบรมร�ชินีน�ถ พระบรมร พระบรมร�ชชนนีพันปีหลวง ชชนนีพันปีหลวงองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) น้อมสำานึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยการสนับสนุนผลิตภัณฑ์นมคุณภาพเพื่อดูแลประชาชนที่เดินทางมาถวายสักการะ ณ พระบรมมหาราชวังตามที่สำานักพระราชวังได้พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้พสกนิกรเข้าถวายบังคมพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท พระบรมมหาราชวัง ตั้งแต่วันที่ 9 พฤศจิกายน 2568 เป็นต้นไปนั้นนางสาววัชรี วรรณศรี ผู้อำานวยการองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) มอบนโยบายให้ ผู้บริหารและพนักงานในสังกัด นำาผลิตภัณฑ์นมไทย-เดนมาร์ค (รสจืด) เข้าถวาย แด่โรงครัวพระราชทาน โดยผลิตภัณฑ์นมนี้ส่วนหนึ่งมาจากการการสนับสนุนของชุมนุมสหกรณ์โคนมแห่งประเทศไทย เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม บริษัทห้างร้าน และประชาชนที่เป็นพันธมิตรกับอ.ส.ค. ได้ร่วมถวายผลิตภัณฑ์นมไทย-เดนมาร์ค เพื่อใช้ในการจัดเตรียมและแจกจ่ายเป็นเครื่องดื่มบำารุงสุขภาพแก่ประชาชนที่เดินทางมาจากทุกภูมิภาคทั่วประเทศ ที่เข้าถวายสักการะและแสดงความอาลัยด้วยความจงรักภักดี โดยน้อมสำานึกใน พระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้นางสาววัชรี วรรณศรี ผู้อำานวยการ อ.ส.ค. กล่าวว่า “ในโอกาสอันสำาคัญนี้อ.ส.ค. ในฐานะหน่วยงานภายใต้สังกัดกระทรวงเกษตรฯ ที่มีความผูกพันกับพระราชกรณียกิจในด้านการเลี้ยงโคนม รู้สึกสำานึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ที่พระองค์ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจเพื่อประโยชน์สุขของพสกนิกรชาวไทยตลอดรัชสมัย เราจึงตั้งใจนำาผลิตภัณฑ์นมไทย-เดนมาร์ค ซึ่งเป็น“นมโคสดแท้100% ไม่ผสมนมผง” มาสนับสนุนโรงครัวพระราชทาน เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการดูแลสุขภาพและอำานวยความสะดวกให้กับพี่น้องประชาชนที่มาด้วยจิตใจอันมุ่งมั่น” ซึ่งมีการแจกผลิตภัณฑ์นมไทย-เดนมาร์ค ในทุกวัน จำานวนวันละ 3,600 กล่อง ซึ่งในแต่ละวันจะเต็มไปด้วยพสกนิกรจากทั่วทุกสารทิศ ทั้งนี้ อ.ส.ค. ยังคงยึดมั่นในการสืบสานพระราชปณิธานในการส่งเสริมอาชีพพระราชทานและดูแลสุขอนามัยของคนไทยผ่านผลิตภัณฑ์นมคุณภาพต่อไป8 สัตว์เศรษฐกิจออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจได้ทันที ต้องรอรัฐบาลชุดใหม่เข้ามาบริหาร ส่งผลให้การฟื้นตัวของกำาลังซื้อยังล่าช้า อย่างไรก็ตามด้วยสถานการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมดนี้ ทำาให้ตลาดไข่ไก่ในช่วงต้นปีเผชิญแรงกดดันรอบด้าน ทั้งจากเศรษฐกิจซบเซา กำาลังซื้ออ่อนแรง และปริมาณไข่ไก่ล้นตลาด กลายเป็นโจทย์ใหญ่ที่ผู้ประกอบการและเกษตรกรต้องรับมืออย่างหนักในระยะนี้ ด้าน บมจ.ไทยฟู้ดส์ กรุ๊ป [TFG] ระบุว่า ตามที่สำานักงานคณะกรรมการกำากับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ใช้มาตรการลงโทษทางแพ่งกับ นายวินัย เตียวสมบูรณ์กิจ ในกรณีการใช้ข้อมูลภายในซื้อหุ้นของบริษัทฯ เมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2568ต่อมาวันนี้บริษัทได้รับหนังสือแจ้งการลาออกจากการดำารงตำาแหน่งกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ นายวินัย โดยให้มีผลนับตั้งแต่วันที่ 26 ธันวาคม 2568 เป็นต้นไป ซึ่งนายวินัย ไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่ หรือมีส่วนร่วมในการดำาเนินงานของบริษัทฯ หรือมีส่วนร่วมในการตัดสินใจใด ๆ ในฐานะกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหารตั้งแต่วันที่ 26 ธันวาคม 2568 การพ้นจากตำาแหน่งกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหารของนายวินัยไม่ส่งผลกระทบต่อการดำาเนินธุรกิจและนโยบายของบริษัทฯ เนื่องจากบริษัทฯ ยังคงมีกรรมการและผู้บริหารที่มีความรู้ความสามารถอีกหลายท่านที่ยังคงปฏิบัติหน้าที่และดูแลการดำาเนินงานของบริษัทฯ อยู่ โดยปัจจุบัน บริษัทฯมีผู้บริหารและผู้มีอำานาจลงนามอีก 2 ท่าน ดังนี้: 1. นายเพชรนันทวิสัย ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ 2. นางสาวศิริลักษณ์ตั้งวิบูลย์พาณิชย์ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายบัญชีและการเงิน ผู้บริหารทั้ง 2 ท่านยังคงสามารถกำากับดูแลกิจการร่วมกับคณะกรรมการของบริษัทฯ ทั้งนี้บริษัทฯ อยู่ระหว่างการพิจารณาคัดเลือกและแต่งตั้งบุคคลที่เหมาะสมเพื่อทดแทนตำาแหน่งที่ว่างลง และบริษัทฯ จะยังคงดำาเนินธุรกิจตามปกติและมุ่งมั่นสู่การบรรลุเป้าหมายเชิงกลยุทธ์ที่ตั้งไว้ จึงขอให้ผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่ายให้ความเชื่อมั่นและไว้วางใจบริษัทฯ ว่าจะยังคงดำาเนินธุรกิจและปฏิบัติตามแนวทางการกำากับดูแลกิจการที่ดีของบริษัทจดทะเบียนต่อไป...สวัสดีบอกกล่าวเล่าสิบบอกกล่าวเล่าสิบ ประจำาฉบับที่ 936 เดือนมกราคม 2569...เริ่มจาก นายเดือนเด่น ยิ้มแย้ม กรรมการสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ และกรรมการสมาคมผู้เลี้ยงสุกรภาค ตะวันออกเฉียงเหนือเปิดเผยว่า ภาพรวมยอดขายเนื้อสุกรช่วงเทศกาลปีใหม่ปี2569 นี้ลดลงจากปีก่อนอย่างชัดเจน ทั้งที่การเดินทางท่องเที่ยวและการจับจ่ายของประชาชนยังคงมีให้เห็นตามปกติ รวมทั้งพฤติกรรมผู้บริโภคอาจเปลี่ยนไป โดยหันไปเลือกซื้อสินค้าอื่นมาทดแทน หรือใช้จ่ายอย่างระมัดระวังมากขึ้น เนื่องจากความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจในอนาคต ทำาให้คนส่วนใหญ่เลือก “ชะลอการใช้เงิน” มากกว่าการจับจ่ายฟุ่มเฟือย ที่น่ากังวลคือ เมื่อเทียบกับช่วงการระบาดของโรคโควิด-19 ซึ่งเป็นช่วงวิกฤตหนัก ยอดขายหมูกลับยังดีกว่า ซึ่งปัจจุบันเห็นชัดว่าผู้บริโภคซื้อสินค้าในปริมาณน้อยลง เช่น ไข่ไก่จากที่เคยซื้อเป็นแผงหรือ 10 ฟอง ปัจจุบันเหลือเพียง 4 - 5 ฟอง ในราคาไม่เกิน 20บาท เพื่อควบคุมค่าใช้จ่ายในครัวเรือนสำาหรับนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ เขามองว่า รัฐบาลชุดใหม่ควรเร่งอัดฉีดจากฐานราก เพื่อให้รายได้หมุนเวียนในระบบ โดยเฉพาะในภาคอีสาน นโยบาย “คนละครึ่งพลัส” ยังไม่ตอบโจทย์เท่าที่ควรและ ยังสู้ บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ไม่ได้ แต่ติดข้อจำากัดจำานวนเงินช่วยเหลือค่อนข้างน้อย และกระตุ้นการใช้จ่ายได้เพียงช่วงต้นเดือนเท่านั้น แหล่งข่าวในวงการไข่ไก่ เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยในขณะนี้เข้าสู่ภาวะ “เงินฝืด” อย่างแท้จริง หลังผู้บริโภคใช้จ่ายไปกับการเดินทางและท่องเที่ยวช่วงเทศกาลปีใหม่เกือบหมด ส่งผลให้กำาลังซื้อในตลาดอาหารและสินค้าอุปโภคบริโภคชะลอตัวอย่างชัดเจน ล่าสุด ราคาไข่ไก่คละหน้าฟาร์มประกาศอยู่ที่ 3.40 บาทต่อฟอง แต่ในทางปฏิบัติราคาซื้อขายจริงในตลาดอยู่เพียง ประมาณ3.30 บาทต่อฟอง สะท้อนปัญหาไข่ไก่ล้นตลาด จากปริมาณผลผลิตที่ออกมามากกว่าความต้องการ ทำาให้ราคาขยับขึ้นไม่ได้แม้จะมีการประกาศราคาอ้างอิงก็ตาม แหล่งข่าว ระบุว่า ผู้ที่มีอำานาจในการประกาศราคาไข่ไก่ควรใช้ดุลยพินิจอย่างรอบคอบ เพราะแม้การประกาศราคาจะมีอำานาจเชิงสัญลักษณ์แต่หากไม่สอดคล้องกับกลไกตลาด ก็ไม่สามารถพยุงราคาได้จริง และจะยิ่งทำาให้ความน่าเชื่อถือเสียหายเหมือนที่ผ่านมา พร้อมเตือนว่า “อย่าฝืนตลาด” ในช่วงที่อุปทานล้นเกินเช่นนี้ยิ่งไปกว่านั้นสถานการณ์ยังถูกซ้ำาเติมจากภาวะ รัฐบาลสุญญากาศ ที่ยังไม่สามารถLIVESTOCK PRODUCTION MAGAZINE


10 สัตว์เศรษฐกิจ ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลกสงครามการค้า เงินเฟ้อ และความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ภาคปศุสัตว์ไทยกลับเป็นหนึ่งในไม่กี่ภาคการผลิตที่ “เดินสวนกระแส” ได้อย่างน่าจับตาตัวเลขการส่งออกสินค้าปศุสัตว์ช่วง 10 เดือนแรกของปี2568 ยังคงขยายตัว 2.25% และมีสัญญาณชัดเจนว่าในปี2569 แนวโน้มการเติบโตยังไม่สะดุด ปรากฏการณ์นี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ หากแต่สะท้อนบทบาทของประเทศไทยในฐานะ “ฐานผลิตอาหารปลอดภัยของโลก” ที่ได้รับความเชื่อมั่นจากประเทศคู่ค้าอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่หลายประเทศเริ่มกังวลต่อความมั่นคงทางอาหารมากกว่าที่เคยตัวเลขชัด ส่งออก 10 เดือนทะลุ 2.7 แสนล้านบาท ข้อมูลจากการให้สัมภาษณ์ของ สมชวนรัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ ระบุว่า ช่วงเดือนมกราคม-ตุลาคม 2568 ไทยมีมูลค่าการส่งออกสินค้าปศุสัตว์รวม 277,387 ล้านบาทเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนซึ่งอยู่ที่ 271,296ล้านบาท หากประเมินทั้งปี 2568 มีโอกาสสูงที่LIVESTOCK PRODUCTION MAGAZINEปศุสัตว์ไทย ปี 69ฝ่าวิกฤตโลกผันผวน คาดโตต่อ 1-2% มูลค่าการส่งออกจะขยับแตะระดับ 3.3 แสนล้านบาท เพิ่มจากปี2567 ซึ่งอยู่ที่ราว 3.23 แสนล้านบาท ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนความจริงข้อหนึ่งอย่างชัดเจนว่า แม้โลกจะเผชิญความเสี่ยงรอบด้าน แต่“อาหาร” ยังคงเป็นสินค้ายุทธศาสตร์ที่ทุกประเทศจำาเป็นต้องนำาเข้าอย่างต่อเนื่อง ในมุมของเศรษฐกิจมหภาค ภาคปศุสัตว์จึงไม่ได้เป็นเพียงภาคเกษตรกรรมดั้งเดิมอีกต่อไป หากแต่กำาลังก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ ที่ช่วยพยุงรายได้ประเทศในยุคโลกผันผวนไก่แปรรูป-อาหารสัตว์เลี้ยง ตัวขับเคลื่อนหลัก เมื่อเจาะลึกโครงสร้างการส่งออก จะเห็นว่าสินค้าที่เป็นแรงขับสำาคัญยังคงเป็น “ไก่แปรรูป” และ “อาหารสัตว์เลี้ยง” ซึ่งตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคโลกยุคใหม่อย่างตรงจุด สินค้าไก่แปรรูปและสินค้าแช่แข็ง (Frozen) ได้รับอานิสงส์จากความกังวลด้านความมั่นคงอาหารของหลายประเทศ จากทั้งสงครามรัสเซีย-ยูเครน ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง รวมถึงความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศ ทำาให้ประเทศผู้นำาเข้าเร่งสำารองอาหารระยะยาว ในช่วง 10 เดือนแรกของปี 2568 ไทยส่งออกสินค้ากลุ่มแช่แข็งคิดเป็นมูลค่า 141,257 ล้านบาท เพิ่มจากปีก่อนที่ 138,356ล้านบาท สะท้อนว่าภาพลักษณ์ “แหล่งผลิตอาหารปลอดภัย” ของไทยยังคงเป็นแต้มต่อสำาคัญในตลาดโลก


สัตว์เศรษฐกิจ 11ข่าวสารและสาระสำาหรับวงการเลี้ยงสัตว์อาหารสัตว์เลี้ยง ดาวรุ่งหลังโควิด อีกหนึ่งสินค้าที่โดดเด่นไม่แพ้กันคือ “อาหารสัตว์เลี้ยง” ซึ่งเติบโตตามกระแส Pet Humanizationในสหรัฐอเมริกา ยุโรป และจีน สัตว์เลี้ยงถูกยกระดับจากสัตว์เลี้ยงธรรมดาเป็นสมาชิกในครอบครัว ส่งผลให้ความต้องการอาหารพรีเมียมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แม้เศรษฐกิจโลกจะชะลอตัว แต่ผู้บริโภคจำานวนมากกลับไม่ลดค่าใช้จ่ายด้านสัตว์เลี้ยงตัวเลขการส่งออกในปี2568 จึงทรงตัวใกล้เคียงกับปีก่อน และในปี2569 มีแนวโน้มขยายตัวเพิ่มขึ้นจากความต้องการอาหารที่เน้นคุณค่าทางโภชนาการคุณภาพวัตถุดิบ และมาตรฐานความปลอดภัยระดับสูงมาตรฐานเข้มทั้งห่วงโซ่ จุดแข็งที่คู่ค้าเชื่อมั่น ความสำาเร็จของการส่งออกสินค้าปศุสัตว์ไทยไม่ได้เกิดจากดีมานด์โลกเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการควบคุมคุณภาพอย่างเข้มงวดตลอดห่วงโซ่การผลิต ตั้งแต่ฟาร์มเลี้ยงสัตว์โรงฆ่าสัตว์โรงงานแปรรูป ไปจนถึงสถานที่จำาหน่าย ระบบการผลิตที่สอดคล้องกับมาตรฐานสากลไม่ว่าจะเป็น GHPs และ HACCP รวมถึงการตรวจสอบย้อนกลับ ทำาให้สินค้าปศุสัตว์ไทยสามารถตอบโจทย์เงื่อนไขของประเทศคู่ค้าได้อย่างต่อเนื่องนอกจากนี้ ยังมีการกำาหนดมาตรฐานด้านสุขภาพสัตว์ ความปลอดภัยอาหาร สวัสดิภาพสัตว์ และสิ่งแวดล้อม ให้สอดรับกับกฎระเบียบสากล ทั้งหมดนี้ช่วยตอกย้ำาสถานะของไทยในฐานะประเทศผู้ผลิตอาหารที่น่าเชื่อถือในเวทีโลกปี 2569 รัฐเดินหน้าเปิดตลาดใหม่ มองไปข้างหน้าในปี 2569 กรมปศุสัตว์ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังคงเดินหน้าเจรจาการค้า เพื่อขยายตลาดเดิมและเปิดตลาดใหม่ในสินค้าปศุสัตว์สำาคัญ ทั้งเนื้อสัตว์ปีกแช่แข็ง เนื้อแปรรูป ไข่และผลิตภัณฑ์จากไข่ รวมถึงอาหารสัตว์เลี้ยง นโยบายการยกระดับสินค้าเกษตรให้มีคุณภาพและความปลอดภัยตามหลักสากล ควบคู่กับการเจรจาทางการค้า เป็นปัจจัยสำาคัญที่ทำาให้ภาคปศุสัตว์ไทยยังมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง แม้โลกจะยังไม่พ้นความผันผวน การเติบโตของการส่งออกสินค้าปศุสัตว์ ไม่ได้หมายถึงเพียงตัวเลขเงินตราที่ไหลเข้าประเทศ แต่ยังสร้างการจ้างงานตลอดห่วงโซ่การผลิต ตั้งแต่เกษตรกรผู้ปลูกพืชวัตถุดิบอาหารสัตว์ โรงงานอาหารสัตว์ ฟาร์มเลี้ยงสัตว์ ไปจนถึงโรงงานแปรรูปและโลจิสติกส์ ในภาพรวม ภาคปศุสัตว์จึงเป็นมากกว่าอุตสาหกรรมอาหารหากแต่เป็นฐานเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่เชื่อมโยงคนจำานวนมหาศาลและมีบทบาทสำาคัญต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจไทยในระยะยาว ในวันที่โลกยังไม่แน่นอน “อาหารปลอดภัย” คือคำาตอบ และปศุสัตว์ไทยกำาลังพิสูจน์ให้เห็นว่า ประเทศเล็กในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แห่งนี้ ยังสามารถยืนหยัดเป็นหนึ่งในเสาหลักความมั่นคงอาหารของโลกได้อย่างสง่างามภาวะเศรษฐกิจการเกษตรปี 2568 และแนวโน้มปี 2569 ภาวะเศรษฐกิจการเกษตรปี2568 ขยายตัวร้อยละ 3.3 เมื่อเทียบกับปี2567 โดย สาขาพืช สาขาปศุสัตว์สาขาบริการทางการเกษตร และสาขาป่าไม้ขยายตัว ขณะที่สาขาประมงยังหดตัว ปัจจัยบวก ปริมาณฝนที่เพิ่มขึ้นตั้งแต่ช่วงปลายปี 2567 ต่อเนื่องมาถึงช่วงต้นปี2568 ส่ง ผลให้มีปริมาณน้ำาในอ่างเก็บน้ำาและแหล่งน้ำาตามธรรมชาติมากกว่าปีที่ผ่านมา เพียงพอสำาหรับการเพาะปลูกพืชในช่วงฤดูแล้งประกอบกับสภาพอากาศโดยทั่วไปเอื้ออำานวยต่อการเจริญเติบโตของพืชไม่ประสบภาวะภัยแล้งหรือฝนทิ้งช่วงทำาให้เกษตรกรมีการขยายพื้นที่เพาะปลูกในพื้นที่ที่เคยปล่อยว่าง และทำาการเพาะปลูกได้มากกว่าปีที่ผ่านมา การบริหารจัดการแปลงและฟาร์มที่ดีขึ้นมีการบำารุงดูแลและเฝ้าระวังโรคอย่างต่อเนื่องทำาให้สามารถควบคุมโรคระบาดในพืชและสัตว์ได้ดีการดำาเนินนโยบายของภาครัฐในการขับเคลื่อนการพัฒนาภาคการเกษตร และการแก้ไขปัญหาด้านการเกษตรอย่างต่อเนื่อง อาทิ การเตรียมพร้อมรับมือต่อความแปรปรวนของสภาพอากาศและภัยพิบัติทางธรรมชาติ ทั้งการวางแผนบริหารจัดการน้ำาจัดเตรียมเครื่องจักรกลและเจ้าหน้าที่ประจำาพื้นที่เสี่ยง เพื่อให้ความช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนให้กับเกษตรกร การส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อพัฒนาศักยภาพการผลิตและยกระดับสินค้าเกษตรให้ได้คุณภาพและมาตรฐาน ส่วนเศรษฐกิจไทยยังคงขยายตัวได้ โดยเฉพาะด้านการบริโภคที่ขยายตัวได้อย่างต่อเนื่อง รวมถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ ทำาให้มีความต้องการบริโภคสินค้าเกษตรและอาหารเพิ่มขึ้น ปัจจัยลบ เริ่มจากพายุและภัยธรรมชาติเกิดขึ้นหลายช่วงซึ่งไทยได้รับผลกระทบจากอิทธิพลของพายุตั้งแต่เดือนกรกฎาคม -พฤศจิกายน 2568 โดยพายุหลายลูกส่งผลกระทบทำาให้ฝนตกหนักและฝนตกสะสมเกิดน้ำาหลากและน้ำาล้นตลิ่ง โดยเฉพาะพายุ “วิภา”และ “คาจิกิ” ที่ส่งผลกระทบในพื้นที่ภาคเหนือ ภาคตะวันออก10 สัตว์เศรษฐกิจ ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลกสงครามการค้า เงินเฟ้อ และความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ภาคปศุสัตว์ไทยกลับเป็นหนึ่งในไม่กี่ภาคการผลิตที่ “เดินสวนกระแส” ได้อย่างน่าจับตาตัวเลขการส่งออกสินค้าปศุสัตว์ช่วง 10 เดือนแรกของปี2568 ยังคงขยายตัว 2.25% และมีสัญญาณชัดเจนว่าในปี2569 แนวโน้มการเติบโตยังไม่สะดุด ปรากฏการณ์นี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ หากแต่สะท้อนบทบาทของประเทศไทยในฐานะ “ฐานผลิตอาหารปลอดภัยของโลก” ที่ได้รับความเชื่อมั่นจากประเทศคู่ค้าอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่หลายประเทศเริ่มกังวลต่อความมั่นคงทางอาหารมากกว่าที่เคยตัวเลขชัด ส่งออก 10 เดือนทะลุ 2.7 แสนล้านบาท ข้อมูลจากการให้สัมภาษณ์ของ สมชวนรัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ ระบุว่า ช่วงเดือนมกราคม-ตุลาคม 2568 ไทยมีมูลค่าการส่งออกสินค้าปศุสัตว์รวม 277,387 ล้านบาทเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนซึ่งอยู่ที่ 271,296ล้านบาท หากประเมินทั้งปี 2568 มีโอกาสสูงที่LIVESTOCK PRODUCTION MAGAZINEปศุสัตว์ไทย ปี 69ฝ่าวิกฤตโลกผันผวน คาดโตต่อ 1-2% มูลค่าการส่งออกจะขยับแตะระดับ 3.3 แสนล้านบาท เพิ่มจากปี2567 ซึ่งอยู่ที่ราว 3.23 แสนล้านบาท ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนความจริงข้อหนึ่งอย่างชัดเจนว่า แม้โลกจะเผชิญความเสี่ยงรอบด้าน แต่“อาหาร” ยังคงเป็นสินค้ายุทธศาสตร์ที่ทุกประเทศจำาเป็นต้องนำาเข้าอย่างต่อเนื่อง ในมุมของเศรษฐกิจมหภาค ภาคปศุสัตว์จึงไม่ได้เป็นเพียงภาคเกษตรกรรมดั้งเดิมอีกต่อไป หากแต่กำาลังก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ ที่ช่วยพยุงรายได้ประเทศในยุคโลกผันผวนไก่แปรรูป-อาหารสัตว์เลี้ยง ตัวขับเคลื่อนหลัก เมื่อเจาะลึกโครงสร้างการส่งออก จะเห็นว่าสินค้าที่เป็นแรงขับสำาคัญยังคงเป็น “ไก่แปรรูป” และ “อาหารสัตว์เลี้ยง” ซึ่งตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคโลกยุคใหม่อย่างตรงจุด สินค้าไก่แปรรูปและสินค้าแช่แข็ง (Frozen) ได้รับอานิสงส์จากความกังวลด้านความมั่นคงอาหารของหลายประเทศ จากทั้งสงครามรัสเซีย-ยูเครน ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง รวมถึงความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศ ทำาให้ประเทศผู้นำาเข้าเร่งสำารองอาหารระยะยาว ในช่วง 10 เดือนแรกของปี 2568 ไทยส่งออกสินค้ากลุ่มแช่แข็งคิดเป็นมูลค่า 141,257 ล้านบาท เพิ่มจากปีก่อนที่ 138,356ล้านบาท สะท้อนว่าภาพลักษณ์ “แหล่งผลิตอาหารปลอดภัย” ของไทยยังคงเป็นแต้มต่อสำาคัญในตลาดโลก


12 สัตว์เศรษฐกิจLIVESTOCK PRODUCTION MAGAZINEเฉียงเหนือตอนบน และภาคกลาง ส่งผลให้ผลผลิตสินค้าเกษตรบางส่วนได้รับความเสียหาย มาตรการกีดกันทางการค้าที่เข้มงวดมากขึ้น และนโยบายภาษีนำาเข้าของสหรัฐอเมริกา ทำาให้เศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าหลายประเทศชะลอตัว ส่งผลกระทบต่อการค้าและความต้องการสินค้าเกษตรของไทยความขัดแย้งระหว่างประเทศในหลายภูมิภาคทั่วโลกส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานโลกและการค้าระหว่างประเทศ ทำาให้เศรษฐกิจโลกฟื้นตัวช้า ค่าเงินบาทที่มีทิศทางแข็งค่า ส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขันด้านการค้าสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์ของไทย ส่งผลต่อเนื่องมายังปริมาณการผลิตและราคาสินค้าเกษตรภายในประเทศเลิกเลี้ยง ด้าน ราคาสินค้าปศุสัตว์ที่มีราคาเฉลี่ยเพิ่มขึ้น ในเดือนมกราคม - ตุลาคม 2568 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกัน ของปี2567ได้แก่ ไก่เนื้อ ราคาเพิ่มขึ้น เนื่องจากความต้องการบริโภคทั้งในและต่างประเทศที่มีอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับผู้บริโภคหันมาบริโภคเนื้อไก่แทนเนื้อสุกรที่มีราคาสูงขึ้น ทำาให้ราคาปรับตัวเพิ่มขึ้น สุกรราคาเพิ่มขึ้นเนื่องจากการควบคุมปริมาณสุกรให้สอดคล้องกับความต้องการบริโภคตามโครงการ รักษาเสถียรภาพราคาสุกรตั้งแต่ช่วงกลางปี2567 ส่งผลให้ราคาสุกรปรับตัวเพิ่มขึ้น และน้ำานมดิบ ราคาเพิ่มขึ้น เนื่องจากมีการปรับราคาตามคุณภาพน้ำานม และให้สอดคล้องกับต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น ประกอบกับมีการพัฒนาผลิตภัณฑ์นมเพื่อเพิ่มมูลค่า เช่น นมออร์แกนิก นมสำาหรับผู้สูงอายุ และนมผสมโพรไบโอติก สินค้าปศุสัตว์ที่มีราคาเฉลี่ยลดลง ในเดือนมกราคม -ตุลาคม 2568 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกัน ของปี2567 ได้แก่ ไข่ไก่ราคาลดลง เนื่องจากกำาลังซื้อของผู้บริโภคลดลง ขณะที่ ผลผลิตยังออกสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับสภาพอากาศแปรปรวน ทำาให้มีไข่ไก่ขนาดเล็กในสัดส่วนเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ราคา ไข่ไก่ปรับตัวลดลงและโคเนื้อราคาปรับตัวลดลง เนื่องจากตลาดซื้อขายโคเนื้อในประเทศซบเซา และ ตลาดต่างประเทศชะลอตัว โดยเฉพาะผลกระทบจากการปิดด่านชั่วคราวตามแนวชายแดนไทย - กัมพูชาการส่งออกสินค้าปศุสัตว์และผลิตภัณฑ์ ที่มีปริมาณและมูลค่าส่งออกเพิ่มขึ้นในเดือนมกราคม - กันยายน 2568 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2567 ได้แก่ เนื้อไก่และผลิตภัณฑ์มีปริมาณ และมูลค่าส่งออกเพิ่มขึ้น เนื่องจากประเทศคู่ค้าหลัก ได้แก่ ญี่ปุ่นสหราชอาณาจักร และมาเลเซีย มีความต้องการนำาเข้าเนื้อไก่และผลิตภัณฑ์เพิ่มขึ้น รวมถึงตลาดส่งออกใหม่ อาทิ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์มีการนำาเข้าไก่สดแช่เย็นแช่แข็งเพิ่มขึ้นจากความต้องการไก่ฮาลาลที่เพิ่มขึ้น ไข่ไก่สด มีปริมาณและมูลค่าส่งออกเพิ่มขึ้นเนื่องจากประเทศคู่ค้าที่สำาคัญ ได้แก่ สิงคโปร์ ฮ่องกง ญี่ปุ่น และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ มีความต้องการนำาเข้าเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะญี่ปุ่น ซึ่งมีการแพร่ระบาด ของโรคไข้หวัดนก มีการนำาเข้าไข่ไก่จากสาขาปศุสัตว์ ในปี 2568 ขยายตัวร้อยละ0.5 เมื่อเทียบกับปี2567 โดย สินค้าปศุสัตว์ที่มีผลผลิตเพิ่มขึ้น ได้แก่ ไก่เนื้อ ผลผลิตเพิ่มขึ้นเนื่องจากมีการขยายการผลิตเพื่อรองรับความต้องการบริโภคที่เพิ่มขึ้น ทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ สุกร ผลผลิตเพิ่มขึ้นเล็กน้อย เนื่องจากปริมาณการเลี้ยงสุกรที่เพิ่มขึ้น และเกษตรกรมีการบริหารจัดการฟาร์มสุกรที่มีมาตรฐานการผลิตเพิ่มขึ้น ไข่ไก่ ผลผลิตเพิ่มขึ้น เนื่องจากเกษตรกร ชะลอการปลดระวางแม่ไก่ไข่ตามเกณฑ์อายุที่เหมาะสมซึ่งเป็นผลจากสถานการณ์ชายแดนไทย - กัมพูชาทำาให้การส่งออกแม่ไก่ไข่ปลดระวางหยุดชะงัก และมีแม่ไก่ไข่คงค้างในประเทศจำานวนมาก ส่งผลให้มีปริมาณไข่ไก่เพิ่มขึ้น และ น้ำานมดิบ ผลผลิตเพิ่มขึ้น เนื่องจากเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมมีการพัฒนาระบบ การเลี้ยงและพันธุ์ โคนม รวมทั้งสามารถจัดการฟาร์มได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้การผลิตน้ำานมดิบ มีปริมาณและคุณภาพเพิ่มขึ้นสินค้าปศุสัตว์ที่มีผลผลิตลดลง คือ โคเนื้อ เนื่องจากต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น ทำาให้เกษตรกรประสบภาวะขาดทุน บางส่วนไม่ขยายการผลิต และ


สัตว์เศรษฐกิจ 13ข่าวสารและสาระสำาหรับวงการเลี้ยงสัตว์ไทยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงต้นปี 2568และโคเนื้อมีชีวิตมีการส่งออกเพิ่มขึ้น เนื่องจากมาตรการผลักดันการส่งออกโคมีชีวิตไปตลาดต่างประเทศ สินค้าปศุสัตว์และผลิตภัณฑ์ที่มีปริมาณและมูลค่าส่งออกลดลงในเดือนมกราคม - กันยายน2568 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี2567 ได้แก่เนื้อสุกรและผลิตภัณฑ์มีปริมาณและมูลค่าส่งออกลดลง เนื่องจากความต้องการของประเทศคู่ค้าปรับตัวลดลงจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว และความกังวล เกี่ยวกับเรื่องการกีดกันทางการค้าและมาตรการการค้าชายแดน โดยสินค้าส่งออกที่ลดลงได้แก่ เนื้อสุกรปรุงแต่ง ซึ่งมีสัดส่วนมูลค่าส่งออกที่สูง ส่งผลให้ภาพรวมของการส่งออกเนื้อสุกรและผลิตภัณฑ์ลดลง และนมและผลิตภัณฑ์มีปริมาณการผลิตและมูลค่าส่งออกลดลงเล็กน้อย เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจ ในประเทศคู่ค้า ได้แก่ ฟิลิปปินส์สิงคโปร์ ญี่ปุ่น และจีน ชะลอตัว ประกอบกับค่าเงินบาทที่ แข็งค่าขึ้น ทำาให้การแข่งขันด้านราคาของไทยลดลงสาขาประมง ในปี2568 หดตัวร้อยละ 1.0เมื่อเทียบกับปี2567 โดยกุ้งขาวแวนนาไม ผลผลิตลดลง เนื่องจากสภาพอากาศแปรปรวน โดยปริมาณน้ำาฝนที่มากกว่าปกติและความผันผวนของอุณหภูมิทำาให้คุณภาพน้ำาในบ่อเลี้ยงไม่เหมาะสมกุ้งเจริญเติบโตช้า และเกิดปัญหากุ้งน็อคน้ำาตาย ส่งผลให้ผลผลิตต่อรอบการเลี้ยงลดลง นอกจากนี้ต้นทุนการผลิตที่ อยู่ในระดับสูงยังเป็นแรงกดดันให้เกษตรกรลดอัตราการปล่อยลูกกุ้ง ส่งผลให้ผลผลิตลดลง สัตว์น้ำาที่นำาขึ้นท่าเทียบเรือ ผลผลิตลดลงโดยเฉพาะในภาคใต้ เนื่องจากสภาพอากาศแปรปรวน ส่งผลให้ผู้ประกอบการออกเรือจับสัตว์น้ำาลดลง ประกอบกับราคาน้ำามันเชื้อเพลิง ซึ่งเป็นต้นทุนการผลิตหลักของการทำาประมงทะเลยังคงอยู่ในระดับสูง และปลานิลและปลาดุก ผลผลิตลดลง เนื่องจากราคาอาหารสัตว์น้ำา ซึ่งเป็นต้นทุนการผลิตหลักทรงตัวอยู่ในระดับสูง ประกอบกับราคาขายไม่จูงใจ ส่งผลให้เกษตรกรปรับลดปริมาณการปล่อยลูกพันธุ์ปลา ทำาให้ปริมาณผลผลิตลดลงด้านราคาสินค้าประมงที่มีราคาเฉลี่ยเพิ่มขึ้นในเดือนมกราคม - ตุลาคม 2568 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกัน ของปี 2567 คือ กุ้งขาวแวนนาไมเนื่องจากผลผลิตออกสู่ตลาดลดลง นอกจากนี้ยังมีการส่งเสริมการรณรงค์ให้บริโภคกุ้งภายในประเทศมากขึ้น ซึ่งช่วยกระตุ้นการบริโภคในตลาดท้องถิ่น รวมถึงร้านค้าและร้านอาหาร ทำาให้ความต้องการบริโภคภายในประเทศมีมากขึ้น สินค้าประมงที่มีราคาเฉลี่ยลดลงในเดือนมกราคม - ตุลาคม 2568 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกัน ของปี2567 คือ ปลานิลและปลาดุก เนื่องจากความต้องการของผู้บริโภคลดลง ทำาให้มีปริมาณผลผลิตมากกว่าความต้องการของตลาด ด้านการส่งออก สินค้าประมงและผลิตภัณฑ์ที่มีปริมาณและมูลค่าส่งออกลดลงในเดือนมกราคม - กันยายน 2568เทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2567 ได้แก่ ปลาและผลิตภัณฑ์มีปริมาณและมูลค่าส่งออกลดลง เนื่องจากประเทศคู่ค้าสำาคัญ ได้แก่ญี่ปุ่น เวียดนาม และสหรัฐอเมริกา มีความต้องการลดลง ปลาหมึกและผลิตภัณฑ์ มีปริมาณและมูลค่าส่งออกลดลง เนื่องจากตลาดส่งออกที่สำาคัญอย่างอิตาลีและญี่ปุ่น มีความต้องการลดลง และกุ้งและผลิตภัณฑ์ มีปริมาณและมูลค่าส่งออกลดลง เนื่องจากประเทศคู่ค้าสำาคัญอย่างสหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่นมีความต้องการนำาเข้าลดลงประกอบกับผลผลิตกุ้งของผู้ผลิตรายใหญ่ เช่น เอกวาดอร์ อินเดียมีปริมาณเพิ่มขึ้น ในขณะที่ความต้องการของผู้บริโภคยังคงทรงตัวทำาให้มีการแข่งขันในตลาดส่งออกสูงสาขาพืช ในปี 2568 ขยายตัวร้อยละ 4.6 เมื่อเทียบกับปี2567 เนื่องจากสภาพอากาศในช่วงปลายปี2567 เอื้ออำานวยต่อการออกดอกติดผลของไม้ผล และสภาวะลานีญาในปี2568 ทำาให้ฝนตกมากขึ้น มีปริมาณน้ำาเพียงพอต่อการเพาะปลูกพืช ส่งผลให้พืชไร่และไม้ผลหลายชนิดเจริญเติบโตได้ดีและให้ผลผลิตเพิ่มขึ้น พืชสำาคัญที่มีผลผลิตเพิ่มขึ้น ได้แก่ ข้าวนาปรัง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ปาล์มน้ำามันโดยข้าวนาปรัง ผลผลิตเพิ่มขึ้น เนื่องจากปริมาณน้ำาในอ่างเก็บน้ำาและปริมาณน้ำาตามแหล่งน้ำาธรรมชาติมากกว่าปีที่ผ่านมา ส่งผลให้น้ำาต้นทุนมีเพียงพอ สำาหรับการเพาะปลูก เกษตรกรมีการเพาะปลูกเพิ่มขึ้นทั้งในเขตชลประทานและนอกเขตชลประทานประกอบกับภาครัฐมีมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวนาปรัง ปี 2568ทำาให้เกษตรกรขยายเนื้อที่เพาะปลูกในพื้นที่ที่เคยปล่อยว่าง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ผลผลิตเพิ่มขึ้น เนื่องจากฝนที่ตกต่อเนื่องตั้งแต่ต้นฤดูเพาะปลูก ทำาให้เกษตรกรบางพื้นที่สามารถเพาะปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์รุ่น1 ได้2 รอบ ประกอบกับเกษตรกรหลายรายมีการเพาะปลูกในพื้นที่12 สัตว์เศรษฐกิจLIVESTOCK PRODUCTION MAGAZINEเฉียงเหนือตอนบน และภาคกลาง ส่งผลให้ผลผลิตสินค้าเกษตรบางส่วนได้รับความเสียหาย มาตรการกีดกันทางการค้าที่เข้มงวดมากขึ้น และนโยบายภาษีนำาเข้าของสหรัฐอเมริกา ทำาให้เศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าหลายประเทศชะลอตัว ส่งผลกระทบต่อการค้าและความต้องการสินค้าเกษตรของไทยความขัดแย้งระหว่างประเทศในหลายภูมิภาคทั่วโลกส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานโลกและการค้าระหว่างประเทศ ทำาให้เศรษฐกิจโลกฟื้นตัวช้า ค่าเงินบาทที่มีทิศทางแข็งค่า ส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขันด้านการค้าสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์ของไทย ส่งผลต่อเนื่องมายังปริมาณการผลิตและราคาสินค้าเกษตรภายในประเทศเลิกเลี้ยง ด้าน ราคาสินค้าปศุสัตว์ที่มีราคาเฉลี่ยเพิ่มขึ้น ในเดือนมกราคม - ตุลาคม 2568 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกัน ของปี2567ได้แก่ ไก่เนื้อ ราคาเพิ่มขึ้น เนื่องจากความต้องการบริโภคทั้งในและต่างประเทศที่มีอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับผู้บริโภคหันมาบริโภคเนื้อไก่แทนเนื้อสุกรที่มีราคาสูงขึ้น ทำาให้ราคาปรับตัวเพิ่มขึ้น สุกรราคาเพิ่มขึ้นเนื่องจากการควบคุมปริมาณสุกรให้สอดคล้องกับความต้องการบริโภคตามโครงการ รักษาเสถียรภาพราคาสุกรตั้งแต่ช่วงกลางปี2567 ส่งผลให้ราคาสุกรปรับตัวเพิ่มขึ้น และน้ำานมดิบ ราคาเพิ่มขึ้น เนื่องจากมีการปรับราคาตามคุณภาพน้ำานม และให้สอดคล้องกับต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น ประกอบกับมีการพัฒนาผลิตภัณฑ์นมเพื่อเพิ่มมูลค่า เช่น นมออร์แกนิก นมสำาหรับผู้สูงอายุ และนมผสมโพรไบโอติก สินค้าปศุสัตว์ที่มีราคาเฉลี่ยลดลง ในเดือนมกราคม -ตุลาคม 2568 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกัน ของปี2567 ได้แก่ ไข่ไก่ราคาลดลง เนื่องจากกำาลังซื้อของผู้บริโภคลดลง ขณะที่ ผลผลิตยังออกสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับสภาพอากาศแปรปรวน ทำาให้มีไข่ไก่ขนาดเล็กในสัดส่วนเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ราคา ไข่ไก่ปรับตัวลดลงและโคเนื้อราคาปรับตัวลดลง เนื่องจากตลาดซื้อขายโคเนื้อในประเทศซบเซา และ ตลาดต่างประเทศชะลอตัว โดยเฉพาะผลกระทบจากการปิดด่านชั่วคราวตามแนวชายแดนไทย - กัมพูชาการส่งออกสินค้าปศุสัตว์และผลิตภัณฑ์ ที่มีปริมาณและมูลค่าส่งออกเพิ่มขึ้นในเดือนมกราคม - กันยายน 2568 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2567 ได้แก่ เนื้อไก่และผลิตภัณฑ์มีปริมาณ และมูลค่าส่งออกเพิ่มขึ้น เนื่องจากประเทศคู่ค้าหลัก ได้แก่ ญี่ปุ่นสหราชอาณาจักร และมาเลเซีย มีความต้องการนำาเข้าเนื้อไก่และผลิตภัณฑ์เพิ่มขึ้น รวมถึงตลาดส่งออกใหม่ อาทิ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์มีการนำาเข้าไก่สดแช่เย็นแช่แข็งเพิ่มขึ้นจากความต้องการไก่ฮาลาลที่เพิ่มขึ้น ไข่ไก่สด มีปริมาณและมูลค่าส่งออกเพิ่มขึ้นเนื่องจากประเทศคู่ค้าที่สำาคัญ ได้แก่ สิงคโปร์ ฮ่องกง ญี่ปุ่น และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ มีความต้องการนำาเข้าเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะญี่ปุ่น ซึ่งมีการแพร่ระบาด ของโรคไข้หวัดนก มีการนำาเข้าไข่ไก่จากสาขาปศุสัตว์ ในปี 2568 ขยายตัวร้อยละ0.5 เมื่อเทียบกับปี2567 โดย สินค้าปศุสัตว์ที่มีผลผลิตเพิ่มขึ้น ได้แก่ ไก่เนื้อ ผลผลิตเพิ่มขึ้นเนื่องจากมีการขยายการผลิตเพื่อรองรับความต้องการบริโภคที่เพิ่มขึ้น ทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ สุกร ผลผลิตเพิ่มขึ้นเล็กน้อย เนื่องจากปริมาณการเลี้ยงสุกรที่เพิ่มขึ้น และเกษตรกรมีการบริหารจัดการฟาร์มสุกรที่มีมาตรฐานการผลิตเพิ่มขึ้น ไข่ไก่ ผลผลิตเพิ่มขึ้น เนื่องจากเกษตรกร ชะลอการปลดระวางแม่ไก่ไข่ตามเกณฑ์อายุที่เหมาะสมซึ่งเป็นผลจากสถานการณ์ชายแดนไทย - กัมพูชาทำาให้การส่งออกแม่ไก่ไข่ปลดระวางหยุดชะงัก และมีแม่ไก่ไข่คงค้างในประเทศจำานวนมาก ส่งผลให้มีปริมาณไข่ไก่เพิ่มขึ้น และ น้ำานมดิบ ผลผลิตเพิ่มขึ้น เนื่องจากเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมมีการพัฒนาระบบ การเลี้ยงและพันธุ์ โคนม รวมทั้งสามารถจัดการฟาร์มได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้การผลิตน้ำานมดิบ มีปริมาณและคุณภาพเพิ่มขึ้นสินค้าปศุสัตว์ที่มีผลผลิตลดลง คือ โคเนื้อ เนื่องจากต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น ทำาให้เกษตรกรประสบภาวะขาดทุน บางส่วนไม่ขยายการผลิต และ


14 สัตว์เศรษฐกิจLIVESTOCK PRODUCTION MAGAZINEที่เคยประสบภาวะแล้งและปล่อยว่างในปีที่ผ่านมาและบางรายปรับเปลี่ยนพื้นที่มาปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์แทน มันสำาปะหลังที่มีราคาลดลงและได้รับผลกระทบจากโรคใบด่าง สำาหรับพืชที่มีผลผลิตลดลง ได้แก่ ข้าวนาปีและมันสำาปะหลัง โดย ข้าวนาปีผลผลิต ลดลงเล็กน้อย หรือทรงตัวเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา เนื่องจากราคาที่เกษตรกรขายได้ไม่จูงใจให้เกษตรกรทำาการเพาะปลูก ทำาให้มีเนื้อที่เพาะปลูกลดลง โดยบางพื้นที่ ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือปรับเปลี่ยนไปปลูกอ้อยโรงงาน ที่ให้ผลตอบแทนที่ดีกว่า ประกอบกับพื้นที่ทางภาคเหนือประสบอุทกภัยและเกิดน้ำาท่วมขัง ทำาให้ผลผลิตบางส่วนได้รับความเสียหาย และพื้นที่รับน้ำาในภาคกลางสามารถทำาการเพาะปลูกข้าวได้รอบเดียวอย่างไรก็ตาม หลายพื้นที่มีสภาพอากาศเหมาะสมและปริมาณน้ำาเพียงพอ ทำาให้ผลผลิตต่อไร่เพิ่มขึ้นส่งผลให้ผลผลิตภาพรวมใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมาและมันสำาปะหลัง ผลผลิตลดลง เนื่องจากภาวะแล้งในช่วงต้นปี 2567 ทำาให้ท่อนพันธุ์ที่รอปลูกในปีเพาะปลูก 2567/68 แห้งตาย ส่งผลให้ท่อนพันธุ์ขาดแคลน เกษตรกร จึงปรับเปลี่ยนไปปลูกอ้อยข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และยางพารา และในหลายพื้นที่ยังมีการระบาด ของโรคใบด่างอย่างต่อเนื่อง ทำาให้ต้นมันสำาปะหลังเจริญเติบโตไม่เต็มที่บางส่วนยืนต้นตาย ไม่สามารถ เก็บเกี่ยผลผลิตได้อีกทั้งในเดือนสิงหาคม - กันยายน 2568 ซึ่งเป็นช่วงมันสำาปะหลังลงหัวและสะสมอาหาร มีฝนตกชุก ทำาให้หัวมันสำาปะหลังบางส่วนเน่าเสียหาย สินค้าพืชที่มีราคาเฉลี่ยลดลงในเดือนมกราคม- ตุลาคม 2568 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกัน ของปี2567 ได้แก่ ข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์มันสำาปะหลังเนื่องจากผลผลิตออกสู่ตลาดมากขึ้น โดยเฉพาะข้าวนาปรัง และในบางพื้นที่ ผลผลิตข้าวมีความชื้นสูงจากฝนที่ตกมากขึ้น ทำาให้โรงสีปรับลดราคารับซื้อนอกจากนี้ อุปทานข้าวของโลก ที่เพิ่มขึ้น ทำาให้ราคาข้าวในตลาดโลกปรับตัวลดลง ประเทศคู่ค้าหันไปสั่งซื้อข้าวจากประเทศคู่แข่งอย่างเวียดนาม และอินเดียที่มีราคาถูกกว่า ทำาให้ราคาส่งออกข้าวของไทยปรับตัวลดลง ส่งผลต่อเนื่องให้ราคาข้าว ภายในประเทศลดลงด้วยข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ราคาลดลง เนื่องจากปริมาณผลผลิตออกสู่ตลาดมากขึ้น ประกอบกับมีฝนตกชุก ทำาให้ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์มีความชื้นสูงและคุณภาพลดลง อีกทั้งโรงงานผลิตอาหารสัตว์หลายแห่งยังมีสต็อกเพียงพอต่อความต้องการใช้จึงจำากัด ปริมาณการรับซื้อมันสำาปะหลัง ราคาลดลง เนื่องจากความต้องการใช้มันสำาปะหลังของประเทศคู่ค้าหลักลดลง โดยเฉพาะประเทศจีนที่มีการผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ภายในประเทศเพิ่มขึ้น ทำาให้การนำาเข้ามันสำาปะหลัง จากไทยซึ่งเป็นสินค้าทดแทนข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ลดลง ส่งผลให้ราคาส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำาปะหลังลดลง ประกอบกับผลผลิตมันสำาปะหลังบางส่วนมีคุณภาพไม่ตรงตามมาตรฐาน ทำาให้โรงงานแปรรูปรับซื้อในราคาที่ลดลงสาขาบริการทางการเกษตร สาขาบริการทางการเกษตรในปี2568 ขยายตัวร้อยละ 2.6 เมื่อเทียบกับปี 2567 เนื่องจากฝนที่ตกต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงปลายปี 2567 ถึงช่วงกลางปี 2568 ทำาให้มีปริมาณน้ำาในอ่างเก็บน้ำาและแหล่งน้ำาธรรมชาติรวมถึงน้ำาต้นทุนเพียงพอสำาหรับการเพาะปลูกในช่วงต้นปี2568 ประกอบกับสภาพอากาศโดยทั่วไปเอื้ออำานวยต่อการเจริญเติบโตของพืช และช่วงต้นฤดูเพาะปลูกไม่ประสบภาวะฝนทิ้งช่วง ทำาให้เกษตรกรมีการเพิ่มรอบการเพาะปลูก และขยายพื้้นที่เพาะปลูกในพื้นที่ที่เคยปล่อยว่างส่งผลให้กิจกรรมการจ้าง บริการเตรียมดินและเก็บเกี่ยวผลผลิตพืชที่สำาคัญเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะข้าวนาปรัง อ้อยโรงงาน ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และสับปะรดสาขาป่าไม้ สาขาป่าไม้ในปี2568 ขยายตัวร้อยละ 1.3 เมื่อเทียบกับปี 2567 โดยผลผลิตสินค้าป่าไม้สำาคัญที่เพิ่มขึ้น ได้แก่ไม้ยูคาลิปตัส ถ่านไม้และรังนก โดยไม้ยูคาลิปตัสเป็นที่ต้องการของอุตสาหกรรม การผลิตเยื่อกระดาษทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดย


14 สัตว์เศรษฐกิจLIVESTOCK PRODUCTION MAGAZINEที่เคยประสบภาวะแล้งและปล่อยว่างในปีที่ผ่านมาและบางรายปรับเปลี่ยนพื้นที่มาปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์แทน มันสำาปะหลังที่มีราคาลดลงและได้รับผลกระทบจากโรคใบด่าง สำาหรับพืชที่มีผลผลิตลดลง ได้แก่ ข้าวนาปีและมันสำาปะหลัง โดย ข้าวนาปีผลผลิต ลดลงเล็กน้อย หรือทรงตัวเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา เนื่องจากราคาที่เกษตรกรขายได้ไม่จูงใจให้เกษตรกรทำาการเพาะปลูก ทำาให้มีเนื้อที่เพาะปลูกลดลง โดยบางพื้นที่ ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือปรับเปลี่ยนไปปลูกอ้อยโรงงาน ที่ให้ผลตอบแทนที่ดีกว่า ประกอบกับพื้นที่ทางภาคเหนือประสบอุทกภัยและเกิดน้ำาท่วมขัง ทำาให้ผลผลิตบางส่วนได้รับความเสียหาย และพื้นที่รับน้ำาในภาคกลางสามารถทำาการเพาะปลูกข้าวได้รอบเดียวอย่างไรก็ตาม หลายพื้นที่มีสภาพอากาศเหมาะสมและปริมาณน้ำาเพียงพอ ทำาให้ผลผลิตต่อไร่เพิ่มขึ้นส่งผลให้ผลผลิตภาพรวมใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมาและมันสำาปะหลัง ผลผลิตลดลง เนื่องจากภาวะแล้งในช่วงต้นปี 2567 ทำาให้ท่อนพันธุ์ที่รอปลูกในปีเพาะปลูก 2567/68 แห้งตาย ส่งผลให้ท่อนพันธุ์ขาดแคลน เกษตรกร จึงปรับเปลี่ยนไปปลูกอ้อยข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และยางพารา และในหลายพื้นที่ยังมีการระบาด ของโรคใบด่างอย่างต่อเนื่อง ทำาให้ต้นมันสำาปะหลังเจริญเติบโตไม่เต็มที่บางส่วนยืนต้นตาย ไม่สามารถ เก็บเกี่ยผลผลิตได้อีกทั้งในเดือนสิงหาคม - กันยายน 2568 ซึ่งเป็นช่วงมันสำาปะหลังลงหัวและสะสมอาหาร มีฝนตกชุก ทำาให้หัวมันสำาปะหลังบางส่วนเน่าเสียหาย สินค้าพืชที่มีราคาเฉลี่ยลดลงในเดือนมกราคม- ตุลาคม 2568 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกัน ของปี2567 ได้แก่ ข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์มันสำาปะหลังเนื่องจากผลผลิตออกสู่ตลาดมากขึ้น โดยเฉพาะข้าวนาปรัง และในบางพื้นที่ ผลผลิตข้าวมีความชื้นสูงจากฝนที่ตกมากขึ้น ทำาให้โรงสีปรับลดราคารับซื้อนอกจากนี้ อุปทานข้าวของโลก ที่เพิ่มขึ้น ทำาให้ราคาข้าวในตลาดโลกปรับตัวลดลง ประเทศคู่ค้าหันไปสั่งซื้อข้าวจากประเทศคู่แข่งอย่างเวียดนาม และอินเดียที่มีราคาถูกกว่า ทำาให้ราคาส่งออกข้าวของไทยปรับตัวลดลง ส่งผลต่อเนื่องให้ราคาข้าว ภายในประเทศลดลงด้วยข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ราคาลดลง เนื่องจากปริมาณผลผลิตออกสู่ตลาดมากขึ้น ประกอบกับมีฝนตกชุก ทำาให้ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์มีความชื้นสูงและคุณภาพลดลง อีกทั้งโรงงานผลิตอาหารสัตว์หลายแห่งยังมีสต็อกเพียงพอต่อความต้องการใช้จึงจำากัด ปริมาณการรับซื้อมันสำาปะหลัง ราคาลดลง เนื่องจากความต้องการใช้มันสำาปะหลังของประเทศคู่ค้าหลักลดลง โดยเฉพาะประเทศจีนที่มีการผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ภายในประเทศเพิ่มขึ้น ทำาให้การนำาเข้ามันสำาปะหลัง จากไทยซึ่งเป็นสินค้าทดแทนข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ลดลง ส่งผลให้ราคาส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำาปะหลังลดลง ประกอบกับผลผลิตมันสำาปะหลังบางส่วนมีคุณภาพไม่ตรงตามมาตรฐาน ทำาให้โรงงานแปรรูปรับซื้อในราคาที่ลดลงสาขาบริการทางการเกษตร สาขาบริการทางการเกษตรในปี2568 ขยายตัวร้อยละ 2.6 เมื่อเทียบกับปี 2567 เนื่องจากฝนที่ตกต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงปลายปี 2567 ถึงช่วงกลางปี 2568 ทำาให้มีปริมาณน้ำาในอ่างเก็บน้ำาและแหล่งน้ำาธรรมชาติรวมถึงน้ำาต้นทุนเพียงพอสำาหรับการเพาะปลูกในช่วงต้นปี2568 ประกอบกับสภาพอากาศโดยทั่วไปเอื้ออำานวยต่อการเจริญเติบโตของพืช และช่วงต้นฤดูเพาะปลูกไม่ประสบภาวะฝนทิ้งช่วง ทำาให้เกษตรกรมีการเพิ่มรอบการเพาะปลูก และขยายพื้้นที่เพาะปลูกในพื้นที่ที่เคยปล่อยว่างส่งผลให้กิจกรรมการจ้าง บริการเตรียมดินและเก็บเกี่ยวผลผลิตพืชที่สำาคัญเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะข้าวนาปรัง อ้อยโรงงาน ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และสับปะรดสาขาป่าไม้ สาขาป่าไม้ในปี2568 ขยายตัวร้อยละ 1.3 เมื่อเทียบกับปี 2567 โดยผลผลิตสินค้าป่าไม้สำาคัญที่เพิ่มขึ้น ได้แก่ไม้ยูคาลิปตัส ถ่านไม้และรังนก โดยไม้ยูคาลิปตัสเป็นที่ต้องการของอุตสาหกรรม การผลิตเยื่อกระดาษทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยสัตว์เศรษฐกิจ 15ข่าวสารและสาระสำาหรับวงการเลี้ยงสัตว์มีการส่งออกไปยังคู่ค้าสำาคัญทั้ง จีน และญี่ปุ่นสำาหรับถ่านไม้เพิ่มขึ้น เนื่องจากความต้องการนำาเข้าของจีน ศรีลังกา และออสเตรเลีย ที่เพิ่มขึ้นรวมถึง ความต้องการใช้ของภาคบริการภายในประเทศที่ยังมีอย่างต่อเนื่้อง และผลผลิตรังนกที่มีคุณภาพสูง ยังเป็นที่ต้องการของอุตสาหกรรมแปรรูปรังนกทั้งภายในและภายนอกประเทศโดยเฉพาะกลุ่มผู้บริโภคชาวจีน ขณะที่ ไม้ยางพารามีผลผลิตลดลงตามพื้นที่เป้าหมายการตัดโค่นพื้นที่สวนยางพาราเก่าและปลูกทดแทน ด้วยยางพาราพันธุ์ดีหรือพืชเศรษฐกิจอื่นของการยางแห่งประเทศไทย ประกอบกับความต้องการใช้ในอุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์ของจีนที่ ชะลอตัวลงสำาหรับผลผลิตครั่งลดลง เนื่องจากได้รับผลกระทบจาก สภาพอากาศที่แปรปรวนบริหารจัดการทรัพยากรน้ำา ทั้งระบบ การควบคุมและเฝ้าระวังโรคระบาดในพืชและสัตว์ตลอดจน การเตรียมพร้อมรับมือต่อความแปรปรวนของสภาพอากาศและสถานการณ์ภัยพิบัติทางธรรมชาติเศรษฐกิจไทยปี2568 ที่มีแนวโน้มขยายตัว โดยการบริโภคภายในประเทศ การลงทุน ภาคเอกชน การใช้จ่ายภาครัฐ รวมถึงการท่องเที่ยว มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ความต้องการสินค้าเกษตรในตลาดโลกที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้น โดยหลายประเทศเริ่มให้ความสำาคัญกับความมั่นคงทางอาหาร เนื่องจากได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทำาให้ต้องเผชิญปัญหาจากภัยพิบัติต่าง ๆ รวมถึงปัญหาด้านห่วงโซ่อุปทานจากความขัดแย้งระหว่าง ประเทศและสงครามการค้า อย่างไรก็ตาม ภาวะเศรษฐกิจการเกษตรปี2569 ยังมีปัจจัยเสี่ยงและสถานการณ์สำาคัญที่ต้องติดตาม ดังนี้1. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทำาให้สภาพอากาศแปรปรวนมากขึ้น เกิดวาตภัยภัยแล้ง และอุทกภัยที่ สร้างความเสียหายต่อพื้นที่ และผลผลิตทางการเกษตร 2. เศรษฐกิจโลกมีทิศทางชะลอตัว โดยเฉพาะประเทศคู่ค้าสำาคัญทั้ง จีน ญี่ปุ่น ประเทศ ในกลุ่มยูโรโซน และอาเซียนส่งผลต่อการค้าและความต้องการสินค้าเกษตรของไทย 3. มาตรการกีดกันทางการค้าและกฎระเบียบที่เข้มงวดมากขึ้น ส่งผลกระทบต่อการแข่งขัน และการส่งออกสินค้าเกษตรของไทย อาทิมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมและด้านสุขอนามัยของสหภาพยุโรป และการตรวจสอบคุณภาพและมาตรฐานสินค้าที่เข้มงวดมากขึ้นของจีน 4. นโยบายภาษีนำาเข้าของสหรัฐอเมริกา ที่ส่งผลต่อเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าหลายประเทศ รวมถึงการวางแผนการผลิตและการค้าสินค้าเกษตรของไทย 5. ความขัดแย้งระหว่างประเทศในหลายภูมิภาคของโลกอาทิความขัดแย้งระหว่างรัสเซีย และยูเครน ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง และสงครามการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีน ส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานโลกและการค้าระหว่างประเทศทำาให้เศรษฐกิจโลกฟื้นตัวช้า เป็นอุปสรรคต่อการส่งออกสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์ของไทยสาขาปศุสัตว์ ในปี 2569 คาดว่า จะขยายตัวอยู่ ในช่วงร้อยละ 1.0 - 2.0 โดยสินค้าปศุสัตว์ที่มีแนวโน้มเพิ่้มขึ้้น ได้แก่สุกร ไก่เนื้้อ ไข่ไก่ โคเนื้อ และน้ำานมดิบ โดยสุกร คาดว่าจะมีผลผลิต เพิ่มขึ้นเล็กน้อย เนื่องจากเกษตรกรยังคงรักษาระดับการผลิตจากภาวะต้นทุนที่อยู่ในเกณฑ์สูง รวมถึงนโยบาย ด้านภาษีของสหรัฐอเมริกาที่อาจส่งผลให้เกษตรกรชะลอการขยายกำาลังการผลิตทำาให้ปริมาณการผลิตสุกร ในภาพรวมเพิ่มขึ้นเล็กน้อย ไก่เนื้อคาดว่าจะมีผลผลิตเพิ่มขึ้น เนื่องจากความต้องการบริโภคในประเทศที่เพิ่มขึ้น และความต้องการบริโภคเนื้อไก่ของต่างประเทศที่เพิ่มขึ้นไข่ไก่ คาดว่า จะมีผลผลิตเพิ่มขึ้นเล็กน้อย เนื่องจากความต้องการบริโภคในประเทศเพิ่มขึ้น และขยายการผลิตเพื่อรองรับความต้องการของต่างประเทศ โคเนื้อ คาดว่า จะมีผลผลิตเพิ่มขึ้น เนื่องจากนโยบายการส่งเสริมการเลี้ยงโคเนื้อ รวมถึงการเจรจาเพื่อขยายการแนวโน้มเศรษฐกิจการเกษตรปี 2569 คาดว่าจะขยายตัวอยู่ในช่วงร้อยละ 2.0 - 3.0 โดยมีปัจจัยสนับสนุน ดังนี้ ปริมาณน้ำาในอ่างเก็บน้ำาและแหล่งน้ำาธรรมชาติรวมถึง น้ำาต้นทุน ที่เพิ่มขึ้นมาก จากฝนที่ตก อย่างต่อเนื่องในช่วงปลายปี 2568 เป็นผลดีต่อการเพาะปลูกและการเจริญเติบโตของพืช ในช่วงฤดูแล้ง รวมถึงการเพาะปลูกในรอบถัดไป การดำาเนินนโยบายของภาครัฐในการขับเคลื่อนการพัฒนาภาคเกษตรและแก้ไขปัญหา ด้านการเกษตรอย่างต่อเนื่อง อาทิ การพัฒนาศักยภาพการผลิตและบริหารจัดการสินค้าเกษตรให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด การส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมในการผลิตและการแปรรูปสินค้า เกษตรการยกระดับสินค้าเกษตรให้ได้มาตรฐานและมีมูลค่าสูง การพัฒนาระบบโลจิสติกส์สินค้าเกษตร การ


16 สัตว์เศรษฐกิจLIVESTOCK PRODUCTION MAGAZINEส่งออกโคเนื้อมีชีวิตและผลิตภัณฑ์ไปยังตลาดต่างประเทศ และน้ำานมดิบ คาดว่า จะมีผลผลิตเพิ่มขึ้น เนื่องจากแม่โครีดนมมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามโคสาวที่เข้ามาทดแทน เกษตรกรมีการปรับตัวโดยนำาเทคโนโลยีดิจิทัลมาปรับใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและคุณภาพของน้ำานมดิบ รวมถึงการป้องกันโรคระบาดสัตว์ทำาให้ปริมาณน้ำานมดิบรวมทั้งประเทศมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ด้านราคาสินค้าปศุสัตว์ที่คาดว่าราคาจะปรับตัวเพิ่้มขึ้น ได้แก่ ไก่เนื้อ สุกร ไข่ไก่และโคเนื้อ โดยไก่เนื้อ คาดว่าราคาจะเพิ่มขึ้น เนื่องจากความต้องการของตลาดที่มีอย่างต่อเนื่องประกอบกับมีการจัดการฟาร์มให้ได้มาตรฐานเป็นที่ทนทานต่อเชื้อก่อโรค และมีการจัดการฟาร์มอย่างยั่งยืน จูงใจให้เกษตรกร ปรับเพิ่มอัตราการปล่อยลูกกุ้ง ส่งผลให้ผลผลิตกุ้งต่อรอบการเลี้ยงเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม ผลผลิตกุ้งยังคงมีปัจจัยเสี่ยงจากโรคระบาด และต้นทุนการผลิตที่ยังผันผวนทั้งราคาอาหารสัตว์น้ำา ราคาพลังงาน และราคาลูกกุ้ง สำาหรับผลผลิตปริมาณสัตว์น้ำาขึ้นท่าเทียบเรือ คาดว่า จะใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา เนื่องจากสภาพอากาศยังคงมีความแปรปรวน ส่งผลต่อความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรสัตว์น้ำา และราคาน้ำามันเชื้อเพลิง ซึ่งเป็นปัจจัยการผลิตหลักยังมีความผันผวน ส่วนผลผลิตประมงน้ำาจืดทั้งปลานิลและ ปลาดุกคาดว่ามีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเล็กน้อย เนื่องจากปริมาณน้ำาในแหล่งน้ำาต่าง ๆ มีเพียงพอ และเกษตรกร มีการบริหารจัดการฟาร์มที่ดีด้านราคา สินค้าประมงที่คาดว่าราคาจะอยู่ในระดับใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา คือ กุ้งขาวแวนนาไม เนื่องจาก ความต้องการบริโภคค่อนข้างทรงตัว ประกอบกับราคาในตลาดโลกยังคงมีความผันผวนส่งผลให้ราคา ในประเทศไม่สามารถปรับตัวสูงขึ้นได้สินค้าประมงที่คาดว่าราคาจะลดลง คือ ปลานิลและปลาดุก เนื่องจากความต้องการบริโภคที่ลดลงสาขาพืช ในปี2569 คาดว่า จะขยายตัวอยู่ ในช่วงร้อยละ2.5 - 3.5 โดยสินค้าพืชที่มีผลผลิต เพิ่มขึ้น ได้แก่ ข้าวนาปีข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ โดยข้าวนาปีคาดว่าผลผลิตจะเพิ่มขึ้น เนื่องจากสภาพอากาศ เอื้ออำานวยปริมาณน้ำาฝนมีเพียงพอต่อการเพาะปลูกและการเจริญเติบโตของต้นข้าว คาดว่าผลผลิตต่อไร่ จะเพิ่มขึ้นและส่งผลให้ผลผลิตภาพรวมทั้งประเทศเพิ่มขึ้น ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์คาดว่าผลผลิตจะเพิ่มขึ้น เนื่องจากผลผลิตต่อไร่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น จากสภาพอากาศที่เอื้ออำานวยต่อการเจริญเติบโตและปริมาณน้ำาที่มีมากกว่าในปี2568ทำาให้ภาพรวมของผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เพิ่มขึ้น สินค้าพืชที่มีผลผลิตลดลง ได้แก่ ข้าวนาปรัง และมันสำาปะหลัง โดยข้าวนาปรังคาดว่าผลผลิต จะลดลง เนื่องจากราคาผลผลิตมีแนวโน้มตกต่ำาลงและปัจจัยการผลิตยังคงอยู่ในเกณฑ์สูง ทำาให้เกษตรกร งดทำาการเพาะปลูกและปล่อยพื้นที่ ให้ว่าง หรือลดรอบการเพาะปลูกเหลือเพียง 1 รอบ บางรายปรับเปลี่ยน ไปปลูกอ้อยโรงงานและข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่ให้ผลตอบแทนที่ดีกว่า นอกจากนี้สถานการณ์น้ำาที่ยังคงท่วมขังอยู่ ในหลายพื้นที่ อาจทำาให้การเพาะปลูกข้าวนาปรังมีความล่าช้า ส่งผลให้รอบการปลูก ไม่สามารถดำาเนินการได้ตามปกติและมันสำาปะหลัง คาดว่าผลผลิตจะลดลง เนื่องจากราคาที่เกษตรกรขายได้ปรับตัวลดลง ไม่จูงใจให้เกษตรกรขยายพื้นที่เพาะปลูก ประกอบกับขาดแคลนท่อนพันธุ์ต้านทานและทนต่อโรคใบด่าง เกษตรกรจึงปรับเปลี่ยนไปปลูกอ้อยโรงงาน ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์รวมถึงปรับเปลี่ยนเป็นพื้นที่นิคมอุตสาหกรรม และบางส่วน ปล่อยเป็นพื้นที่ว่าง ภาพรวมผลผลิตจึงลดลงตามการลดลงของพื้นที่ เพาะปลูก ด้านราคา สินค้าพืชที่คาดว่าราคาจะปรับตัวเพิ่มขึ้น โดยมันสำาปะหลัง คาดว่า ราคาจะเพิ่มขึ้น เนื่องจากผลผลิตมีแนวโน้มลดลง ในขณะที่ความต้องการใช้ในอุตสาหกรรมอาหารและยอมรับของคู่ค้า สุกร คาดว่าราคาจะเพิ่มขึ้นจากมาตรการรักษาเสถียรภาพราคาสุกร โดยการควบคุมปริมาณสุกรให้สอดคล้องความต้องการบริโภคไข่ไก่ คาดว่าราคาจะเพิ่ม ขึ้นเล็กน้อย เนื่องจากการดำาเนินการของภาครัฐในการรักษาเสถียรภาพราคาไข่ไก่ และโคเนื้อคาดว่า ราคาจะเพิ่มขึ้นเนื่องจาก การสนับสนุนให้มีการขยายตลาดการส่งออกโคเนื้อมีชีวิตและผลิตภัณฑ์ไปยังตลาดต่างประเทศ สินค้าปศุสัตว์ที่คาดว่า ราคาจะอยู่ในระดับใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา คือ น้ำานมดิบเนื่องจากผลผลิตออกสู่ตลาดสอดคล้องกับความต้องการ และคาดว่าจะมีการปรับราคาให้สอดคล้องกับต้นทุนการผลิต และคุณภาพน้ำานมดิบสาขาประมง สาขาประมงในปี2569 คาดว่าจะขยายตัวอยู่ในช่วงร้อยละ 0.3 - 1.3 โดยผลผลิตกุ้งขาวแวนนาไม คาดว่าจะใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมาเนื่องจากภาวะเศรษฐกิจมีการฟื้นตัวอย่างช้า ๆประกอบกับ ภาครัฐมีการส่งเสริมให้เกษตรกรวางแผนการผลิตเพื่อให้ได้กุ้งตรงตามขนาดที่ตลาดต้องการ และบริหารจัดการ ผลผลิตให้เหมาะสมกับฤดูการผลิต เพื่อลดปัญหาผลผลิตล้นตลาด รวมทั้งส่งเสริมการใช้สายพันธุ์กุ้งที่เจริญเติบโตดีและ


สัตว์เศรษฐกิจ 17ข่าวสารและสาระสำาหรับวงการเลี้ยงสัตว์อาหารสัตว์ยังคงมีอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับลาวมีนโยบายลดการส่งออกหัวมันสำาปะหลังสดไปต่างประเทศ และการปิดด่านชายแดนไทย -กัมพูชาจากปัญหาความขัดแย้งระหว่างประเทศส่งผลให้ราคามีแนวโน้มเพิ่มขึ้น สินค้าพืชที่คาดว่าราคา จะอยู่ในระดับใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา ได้แก่ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ เนื่องจากมีการดำาเนินมาตรการเพื่อรักษาเสถียรภาพ ราคาและส่งเสริมการผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ตามคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ เพื่อเสริมความมั่นคงด้านรายได้ของเกษตรกร เพิ่มศักยภาพการแข่งขันของ ห่วงโซ่อุปทาน และกระตุ้นให้มีการปรับปรุงคุณภาพการผลิตอย่างยั่งยืน อย่างไรก็ตามราคาที่เกษตรกรขายได้ยังขึ้นกับคุณภาพของผลผลิต และราคาพืชทดแทน เช่น ข้าวสาลีและข้าวบาร์เลย์ เป็น สินค้าพืชที่คาดว่าราคาจะปรับตัวลดลง คือ ข้าว เนื่องจากอุปทานในตลาดโลกมีมากกว่าความต้องการ โดยเฉพาะจากอินเดียที่กลับมาส่งออกข้าวขาวอีกครั้ง ขณะเดียวกันประเทศผู้นำาเข้ารายใหญ่ อาทิ ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซียมีการสำารองข้าวไว้อย่างเพียงพอ จึงชะลอการสั่งซื้อ ส่งผลให้ราคาข้าวในตลาดโลกลดลงอย่างรวดเร็ว และส่งผลกระทบต่อราคาที่ เกษตรกรขายได้ในประเทศสาขาบริการทางการเกษตร สาขาบริการทางการเกษตรในปี2569 คาดว่าจะขยายตัวอยู่ ในช่วงร้อยละ 0.7 - 1.7 เนื่องจากปริมาณน้ำาในแหล่งน้ำาต่าง ๆ และน้ำาต้นทุนมีเพียงพอสำาหรับการเพาะปลูก ทำาให้เกษตรกรมีแนวโน้ม ที่จะขยายพื้นที่เพาะปลูก โดยเฉพาะพืชที่มีราคาอยู่ในเกณฑ์ดีอาทิข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และสับปะรดปัตตาเวียอย่างไรก็ตาม ราคาพืชหลายชนิดยังมีแนวโน้มลดลงอาจทำาให้เกษตรกรบางส่วนชะลอ ลด หรืองด ทำาการเพาะปลูกส่งผลให้กิจกรรมการจ้างบริการเตรียมดินและเก็บเกี่ยวผลผลิตพืชเพิ่มขึ้นไม่มากนักสาขาป่าไม้ สาขาป่าไม้ในปี2569 คาดว่าจะขยายตัวอยู่ในช่วงร้อยละ 0.2 - 1.2 โดยคาดว่าไม้ยูคาลิปตัส จะเพิ่มขึ้นตามความต้องการของอุตสาหกรรมเยื่อกระดาษในประเทศและต่างประเทศโดยเฉพาะจีน และญี่ปุ่น รวมทั้งความต้องการใช้สำาหรับผลิตไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงชีวมวลยังมีอย่างต่อเนื่อง ด้านถ่านไม้คาดว่า จะเพิ่มขึ้นจากความต้องการใช้ภายในประเทศตามการขยายตัวของธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับภาคบริการ ด้านอาหารและการท่องเที่ยว รวมถึงการส่งออกไปยังประเทศคู่ค้าสำาคัญทั้งจีนและญี่ปุ่น และรังนกยังเป็นที่ต้องการของตลาดจีน อย่างไรก็ตาม การแข่งขันที่มีแนวโน้มรุนแรงขึ้นจากคู่แข่งสำาคัญทั้งมาเลเซีย อินโดนีเซีย และเวียดนาม อาจส่งผลต่อศักยภาพการส่งออกรังนกไทยในอนาคต สำาหรับไม้ยางพาราคาดว่า จะลดลง ตามพื้นที่การตัดโค่นสวนยางพาราเก่าและปลูกทดแทนด้วยยางพารา หรือพืชเศรษฐกิจอื่น ประกอบกับ ราคายางพารามีแนวโน้มอยู่ในเกณฑ์ดี ส่งผลให้เกษตรกรตัดโค่นไม้ยางพาราลดลง รวมถึงแนวโน้ม การส่งออกไปยังจีนซึ่งเป็นผู้ค้าหลักลดลง ส่วนผลผลิตครั่้งมีแนวโน้มทรงตัว แต่ยังคงต้องเฝ้าระวังผลกระทบจากความแปรปรวนของสภาพอากาศ ซึ่งเป็นปัจจัยสำาคัญต่อการเจริญเติบโตของครั่งตารางที่ อัตราการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมภาคเกษตร หน่วย: ร้อยละ สาขา ปี2568 ปี2569 ภาคเกษตร 3.3 2.0 - 3.0 พืช 4.6 2.5 - 3.5 ปศุสัตว์ 0.5 1.0 - 2.0 ประมง -1.0 0.3 - 1.3 บริการทางการเกษตร 2.6 0.7 - 1.7 ป่าไม้ 1.3 0.2 - 1.2ที่มา:กองนโยบายและแผนพัฒนาการเกษตร สำานักงานเศรษฐกิจการเกษตร (ประมาณการ ณ เดือนพฤศจิกายน 2568)16 สัตว์เศรษฐกิจLIVESTOCK PRODUCTION MAGAZINEส่งออกโคเนื้อมีชีวิตและผลิตภัณฑ์ไปยังตลาดต่างประเทศ และน้ำานมดิบ คาดว่า จะมีผลผลิตเพิ่มขึ้น เนื่องจากแม่โครีดนมมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามโคสาวที่เข้ามาทดแทน เกษตรกรมีการปรับตัวโดยนำาเทคโนโลยีดิจิทัลมาปรับใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและคุณภาพของน้ำานมดิบ รวมถึงการป้องกันโรคระบาดสัตว์ทำาให้ปริมาณน้ำานมดิบรวมทั้งประเทศมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ด้านราคาสินค้าปศุสัตว์ที่คาดว่าราคาจะปรับตัวเพิ่้มขึ้น ได้แก่ ไก่เนื้อ สุกร ไข่ไก่และโคเนื้อ โดยไก่เนื้อ คาดว่าราคาจะเพิ่มขึ้น เนื่องจากความต้องการของตลาดที่มีอย่างต่อเนื่องประกอบกับมีการจัดการฟาร์มให้ได้มาตรฐานเป็นที่ทนทานต่อเชื้อก่อโรค และมีการจัดการฟาร์มอย่างยั่งยืน จูงใจให้เกษตรกร ปรับเพิ่มอัตราการปล่อยลูกกุ้ง ส่งผลให้ผลผลิตกุ้งต่อรอบการเลี้ยงเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม ผลผลิตกุ้งยังคงมีปัจจัยเสี่ยงจากโรคระบาด และต้นทุนการผลิตที่ยังผันผวนทั้งราคาอาหารสัตว์น้ำา ราคาพลังงาน และราคาลูกกุ้ง สำาหรับผลผลิตปริมาณสัตว์น้ำาขึ้นท่าเทียบเรือ คาดว่า จะใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา เนื่องจากสภาพอากาศยังคงมีความแปรปรวน ส่งผลต่อความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรสัตว์น้ำา และราคาน้ำามันเชื้อเพลิง ซึ่งเป็นปัจจัยการผลิตหลักยังมีความผันผวน ส่วนผลผลิตประมงน้ำาจืดทั้งปลานิลและ ปลาดุกคาดว่ามีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเล็กน้อย เนื่องจากปริมาณน้ำาในแหล่งน้ำาต่าง ๆ มีเพียงพอ และเกษตรกร มีการบริหารจัดการฟาร์มที่ดีด้านราคา สินค้าประมงที่คาดว่าราคาจะอยู่ในระดับใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา คือ กุ้งขาวแวนนาไม เนื่องจาก ความต้องการบริโภคค่อนข้างทรงตัว ประกอบกับราคาในตลาดโลกยังคงมีความผันผวนส่งผลให้ราคา ในประเทศไม่สามารถปรับตัวสูงขึ้นได้สินค้าประมงที่คาดว่าราคาจะลดลง คือ ปลานิลและปลาดุก เนื่องจากความต้องการบริโภคที่ลดลงสาขาพืช ในปี2569 คาดว่า จะขยายตัวอยู่ ในช่วงร้อยละ2.5 - 3.5 โดยสินค้าพืชที่มีผลผลิต เพิ่มขึ้น ได้แก่ ข้าวนาปีข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ โดยข้าวนาปีคาดว่าผลผลิตจะเพิ่มขึ้น เนื่องจากสภาพอากาศ เอื้ออำานวยปริมาณน้ำาฝนมีเพียงพอต่อการเพาะปลูกและการเจริญเติบโตของต้นข้าว คาดว่าผลผลิตต่อไร่ จะเพิ่มขึ้นและส่งผลให้ผลผลิตภาพรวมทั้งประเทศเพิ่มขึ้น ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์คาดว่าผลผลิตจะเพิ่มขึ้น เนื่องจากผลผลิตต่อไร่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น จากสภาพอากาศที่เอื้ออำานวยต่อการเจริญเติบโตและปริมาณน้ำาที่มีมากกว่าในปี2568ทำาให้ภาพรวมของผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เพิ่มขึ้น สินค้าพืชที่มีผลผลิตลดลง ได้แก่ ข้าวนาปรัง และมันสำาปะหลัง โดยข้าวนาปรังคาดว่าผลผลิต จะลดลง เนื่องจากราคาผลผลิตมีแนวโน้มตกต่ำาลงและปัจจัยการผลิตยังคงอยู่ในเกณฑ์สูง ทำาให้เกษตรกร งดทำาการเพาะปลูกและปล่อยพื้นที่ ให้ว่าง หรือลดรอบการเพาะปลูกเหลือเพียง 1 รอบ บางรายปรับเปลี่ยน ไปปลูกอ้อยโรงงานและข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่ให้ผลตอบแทนที่ดีกว่า นอกจากนี้สถานการณ์น้ำาที่ยังคงท่วมขังอยู่ ในหลายพื้นที่ อาจทำาให้การเพาะปลูกข้าวนาปรังมีความล่าช้า ส่งผลให้รอบการปลูก ไม่สามารถดำาเนินการได้ตามปกติและมันสำาปะหลัง คาดว่าผลผลิตจะลดลง เนื่องจากราคาที่เกษตรกรขายได้ปรับตัวลดลง ไม่จูงใจให้เกษตรกรขยายพื้นที่เพาะปลูก ประกอบกับขาดแคลนท่อนพันธุ์ต้านทานและทนต่อโรคใบด่าง เกษตรกรจึงปรับเปลี่ยนไปปลูกอ้อยโรงงาน ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์รวมถึงปรับเปลี่ยนเป็นพื้นที่นิคมอุตสาหกรรม และบางส่วน ปล่อยเป็นพื้นที่ว่าง ภาพรวมผลผลิตจึงลดลงตามการลดลงของพื้นที่ เพาะปลูก ด้านราคา สินค้าพืชที่คาดว่าราคาจะปรับตัวเพิ่มขึ้น โดยมันสำาปะหลัง คาดว่า ราคาจะเพิ่มขึ้น เนื่องจากผลผลิตมีแนวโน้มลดลง ในขณะที่ความต้องการใช้ในอุตสาหกรรมอาหารและยอมรับของคู่ค้า สุกร คาดว่าราคาจะเพิ่มขึ้นจากมาตรการรักษาเสถียรภาพราคาสุกร โดยการควบคุมปริมาณสุกรให้สอดคล้องความต้องการบริโภคไข่ไก่ คาดว่าราคาจะเพิ่ม ขึ้นเล็กน้อย เนื่องจากการดำาเนินการของภาครัฐในการรักษาเสถียรภาพราคาไข่ไก่ และโคเนื้อคาดว่า ราคาจะเพิ่มขึ้นเนื่องจาก การสนับสนุนให้มีการขยายตลาดการส่งออกโคเนื้อมีชีวิตและผลิตภัณฑ์ไปยังตลาดต่างประเทศ สินค้าปศุสัตว์ที่คาดว่า ราคาจะอยู่ในระดับใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา คือ น้ำานมดิบเนื่องจากผลผลิตออกสู่ตลาดสอดคล้องกับความต้องการ และคาดว่าจะมีการปรับราคาให้สอดคล้องกับต้นทุนการผลิต และคุณภาพน้ำานมดิบสาขาประมง สาขาประมงในปี2569 คาดว่าจะขยายตัวอยู่ในช่วงร้อยละ 0.3 - 1.3 โดยผลผลิตกุ้งขาวแวนนาไม คาดว่าจะใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมาเนื่องจากภาวะเศรษฐกิจมีการฟื้นตัวอย่างช้า ๆประกอบกับ ภาครัฐมีการส่งเสริมให้เกษตรกรวางแผนการผลิตเพื่อให้ได้กุ้งตรงตามขนาดที่ตลาดต้องการ และบริหารจัดการ ผลผลิตให้เหมาะสมกับฤดูการผลิต เพื่อลดปัญหาผลผลิตล้นตลาด รวมทั้งส่งเสริมการใช้สายพันธุ์กุ้งที่เจริญเติบโตดีและ


18 สัตว์เศรษฐกิจLIVESTOCK PRODUCTION MAGAZINE ในธุรกิจการเลี้ยงสุกร ไม่มีปัจจัยใดสำาคัญไปกว่า แม่พันธุ์สุกร เพราะแม่พันธุ์ไม่เพียงเป็นแหล่งกำาเนิดของลูกสุกรทุกตัว แต่ยังเป็นจุดตั้งต้นของต้นทุน ประสิทธิภาพและผลกำาไรทั้งฟาร์ม หากแม่พันธุ์แข็งแรง ระบบสืบพันธุ์สมบูรณ์และได้รับการจัดการที่เหมาะสม กระบวนการผลิตตั้งแต่คลอด หย่านม อนุบาล ไปจนถึงขุน จะดำาเนินไปอย่างราบรื่นและคาดการณ์ได้ ในทางกลับกัน หากแม่พันธุ์มีปัญหา ไม่ว่าจะเป็นโรค ภูมิคุ้มกันต่ำา หรือการจัดการที่ไม่สอดคล้อง ความเสียหายจะไม่หยุดอยู่แค่แม่หมูตัวเดียว แต่จะลุกลามไปตลอดห่วงโซ่การผลิตโดยที่ฟาร์มอาจไม่รู้ตัวศักยภาพสุกรไทย สะท้อนจากผลงานแม่พันธุ์ ข้อมูลจากภาคสนามสะท้อนชัดว่า การเลี้ยงสุกรของประเทศไทยได้พัฒนาอย่างต่อเนื่อง และมีศักยภาพอยู่ในระดับแนวหน้าของโลก โดยฟาร์มสุกรที่มีการบริหารจัดการแม่พันธุ์อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถสร้างผลงานด้านการผลิตได้ในระดับสูง ตัวอย่างเช่น ฟาร์มขนาดประมาณ 1,200 แม่ ที่มีการจัดการเป็นระบบ สามารถทำาขนาดครอกเฉลี่ยมากกว่า 17 ตัว ลูกมีชีวิตกว่า 15 ตัว อัตราการเข้าคลอดสูงถึงร้อยละ 95 และมีจำานวนลูกหย่านมต่อแม่ต่อปีมากกว่า 33 ตัว ตัวเลขเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่า เป้าหมายการผลิตลูกหย่านม 30 ตัวต่อแม่ต่อปีไม่ใช่เรื่องไกลเกินเอื้อม หากจุดตั้งต้นคือแม่พันธุ์มีคุณภาพและได้รับการดูแลอย่างถูกต้องแม่พันธุ์: จุดวิกฤตที่ต้องควบคุมอย่างรอบด้าน ประสิทธิภาพของแม่พันธุ์ไม่ได้ขึ้นอยู่กับปัจจัยใดปัจจัยหนึ่ง หากแต่เป็นผลรวมของหลายองค์ประกอบที่เชื่อมโยงกัน ตั้งแต่การจัดการสุกรสาวทดแทน เปอร์เซ็นต์แม่ตายแม่พันธุ์ จุดเริ่มต้นของความสำาเร็จฟาร์มสุกร แม่พันธุ์ จุดเริ่มต้นของความสำาเร็จฟาร์มสุกร


สัตว์เศรษฐกิจ 19ข่าวสารและสาระสำาหรับวงการเลี้ยงสัตว์อัตราการเข้าคลอด โครงสร้างกลุ่มผสมและการไหลสุกร การคัดทิ้งทดแทน คุณภาพนมน้ำาเหลือง หากจุดใดจุดหนึ่งอ่อนแอ ระบบทั้งหมดจะเริ่มเสียสมดุลทันทีสุกรสาวทดแทน จุดเสี่ยงที่ฟาร์มมองข้ามไม่ได้ จากประสบการณ์ในฟาร์มสุกรไทย พบว่าปัญหาโรคที่สร้างความเสียหายมากกว่าครึ่งหนึ่ง มีจุดเริ่มต้นจาก สุกรสาวทดแทนเนื่องจากสุกรสาวมีระดับภูมิคุ้มกันต่ำากว่าแม่สุกรนาง โดยเฉพาะต่อโรคสำาคัญอย่าง PRRS และ PED งานวิจัยชี้ชัดว่า ฟาร์มที่มีการทดแทนสุกรสาวในสัดส่วนสูง มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคเหล่านี้มากกว่าฟาร์มที่มีการทดแทนอย่างเหมาะสมอย่างมีนัยสำาคัญ ดังนั้น ฟาร์มที่ไม่สามารถแยกยูนิตแม่ท้องแรกออกจากฝูงได้จำาเป็นต้องให้ความสำาคัญกับ การเตรียมสุกรสาวให้มีภูมิคุ้มกันใกล้เคียงแม่พันธุ์ก่อนเข้าฝูง มากกว่าการเร่งขยายจำานวนภูมิคุ้มกันที่ไม่เท่ากัน จุดเริ่มต้นของความเสียหาย การศึกษาระดับภูมิคุ้มกันในแม่สุกรตามลำาดับท้อง พบว่า แม่ท้องแรกมีภูมิคุ้มกันต่ำากว่าลำาดับท้องอื่น ส่งผลให้มีโอกาสติดเชื้อสูงกว่า และถ่ายทอดภูมิคุ้มกันผ่านนมน้ำาเหลืองไปสู่ลูกสุกรได้น้อยกว่าเมื่อลูกสุกรจากแม่ท้องแรกถูกนำามาเลี้ยงรวมในโรงเรือนอนุบาลความเสี่ยงในการเกิดปัญหาสุขภาพจึงเพิ่มสูงขึ้น ด้วยเหตุนี้ฟาร์มที่บริหารจัดการอย่างมืออาชีพ จะไม่พิจารณาเพียงการทำาวัคซีนตามโปรแกรม แต่ให้ความสำาคัญกับ การตรวจวัดระดับภูมิคุ้มกันจริงและความสม่ำาเสมอของฝูง เพื่อให้ระบบมีเสถียรภาพในระยะยาวPED บทเรียนของการสร้างภูมิคุ้มกันที่ต้องทำาอย่างเข้าใจ โรค PED เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่สะท้อนว่า การสร้างภูมิคุ้มกันไม่ใช่เพียงทำาตามขั้นตอน แต่ต้องเข้าใจรายละเอียดทั้งวิธีการ ความสม่ำาเสมอ และคุณภาพของวัสดุที่ใช้ฟาร์มจำานวนไม่น้อยพบว่า แม้สุกรสาวจะผ่านการทำาวัคซีนหรือการป้อนไส้แล้ว ระดับภูมิคุ้มกันก็ยังต่ำากว่าแม่สุกรนาง ส่งผลให้ความเสี่ยงยังคงอยู่ หากการจัดการไม่ละเอียดเพียงพอเฝ้าระวัง ASF: โรคที่ไม่มีวัคซีน แต่ต้องไม่ให้หลุดเข้าฟาร์ม นอกเหนือจาก PRRS และ PED อีกโรคหนึ่งที่ฟาร์มสุกรไทย“ห้ามประมาทแม้แต่วินาทีเดียว” คือ โรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร(ASF) ซึ่งเป็นโรคที่ ไม่มีวัคซีน ไม่มีการรักษา และหากเกิดขึ้นจะสร้างความเสียหายรุนแรงที่สุดต่อฝูงแม่พันธุ์ แม้แม่พันธุ์จะมีสุขภาพดีเพียงใด แต่หาก ASF หลุดเข้าฟาร์มความเสียหายจะเกิดขึ้นในระดับ ยกฟาร์ม และต้องใช้เวลาฟื้นฟูนานหลายปี จุดเสี่ยง ASF ที่เกี่ยวข้องกับแม่พันธุ์โดยตรง เริ่มจาก สุกรสาวทดแทนจากแหล่งที่ไม่ปลอดภัย คน รถ อาหาร และอุปกรณ์ที่เข้า-ออกฟาร์ม การนำาสุกรที่แท้ง กลับสัด หรือป่วย มาปะปนในระบบ เศษอาหารหรือวัตถุดิบที่ปนเปื้อนเชื้อ แนวทางดูแลและเฝ้าระวัง ASF ในระบบแม่พันธุ์ ปิดฟาร์มจริงจัง ควบคุมคน รถและอุปกรณ์เข้า-ออก แยกพื้นที่สะอาด-สกปรกชัดเจน โดยเฉพาะโซนแม่พันธุ์ กักสุกรสาวทดแทนในระบบที่ปลอดภัย ตรวจสุขภาพก่อนเข้าฝูง ทำาความสะอาด ฆ่าเชื้อ โรงเรือนและจุดเสี่ยงอย่างสม่ำาเสมอ สร้างวินัยบุคลากร ให้เข้าใจว่า ASF ป้องกันได้ด้วย“พฤติกรรม” มากกว่ายา สิ่งสำาคัญคือ ASF ไม่ได้ป้องกันด้วยวัคซีนแต่ป้องกันด้วยระบบ และระบบนั้นต้องเริ่มต้นจากแม่พันธุ์เช่นเดียวกันเปอร์เซ็นต์แม่ตาย ดัชนีชี้วัดสุขภาพฝูง เปอร์เซ็นต์แม่ตายเป็นตัวเลขที่สะท้อนสถานะสุขภาพของฝูงแม่พันธุ์ได้อย่างชัดเจน หากแม่ตายเกินร้อยละ 5 แสดงให้เห็นว่าฝูงกำาลังมีปัญหาสุขภาพ เพราะการตายของแม่สุกรเปรียบเสมือนยอดภูเขาน้ำาแข็ง ใต้น้ำายังมีแม่สุกรที่ป่วยแฝงอยู่อีกจำานวนมาก ซึ่งจะส่งผลต่อคุณภาพลูกสุกรและประสิทธิภาพการผลิตในระยะยาวอัตราการเข้าคลอด ปัจจัยที่พัฒนาได้โดยไม่ต้องลงทุนสูง ต่างจากการเพิ่มขนาดครอกที่ต้องพึ่งพาพันธุกรรมและต้นทุนสูง อัตราการเข้าคลอดสามารถพัฒนาได้จาก ความรู้ความชำานาญและการจัดการที่ถูกต้อง โดยเฉพาะการจับสัดและการผสมในช่วงเวลาที่เหมาะสม ฟาร์มที่มีอัตราการเข้าคลอดดีมักมีระบบสืบพันธุ์ที่แข็งแรง การกลับสัดต่ำา และมีความเสี่ยงด้านโรคน้อยกว่าในระยะยาวนมน้ำาเหลือง รากฐานสุขภาพลูกสุกร แม้ฟาร์มจะพัฒนาขนาดครอกให้สูงเพียงใด แต่หากลูกสุกรไม่ได้รับนมน้ำาเหลืองอย่างเพียงพอ ปัญหาสุขภาพในระยะอนุบาลย่อมตามมา ลูกสุกรที่ได้รับนมน้ำาเหลืองและมีน้ำาหนักหย่านมดีจะกินอาหารได้เร็ว เจริญเติบโตสม่ำาเสมอ และมีความทนทานต่อโรคสูงกว่า ซึ่งมีความสำาคัญอย่างยิ่งในยุคที่การใช้ยาปฏิชีวนะถูกจำากัดมากขึ้นแม่พันธุ์แข็งแรง = ฟาร์มมั่นคง แม่พันธุ์ไม่ใช่เพียงต้นทางของลูกสุกร แต่คือ ต้นทางของความมั่นคง ความปลอดภัย และความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจของฟาร์ม การดูแลแม่พันธุ์ที่ดีควบคู่กับการเฝ้าระวังโรคสำาคัญอย่าง PRRS, PEDและ ASF อย่างเป็นระบบ จะช่วยให้ฟาร์มลดความสูญเสีย คุมต้นทุนได้ป้องกันความเสี่ยงรุนแรงในอนาคต และยืนอยู่ได้อย่างยั่งยืน ในวันที่ต้นทุนสูง โรคแรง และการแข่งขันเข้มข้นขึ้นทุกปีฟาร์มที่ชนะ ไม่ใช่ฟาร์มที่ใหญ่ที่สุด แต่คือฟาร์มที่ดูแล “แม่พันธุ์”ได้ดีที่สุดตั้งแต่ต้นทาง18 สัตว์เศรษฐกิจLIVESTOCK PRODUCTION MAGAZINE ในธุรกิจการเลี้ยงสุกร ไม่มีปัจจัยใดสำาคัญไปกว่า แม่พันธุ์สุกร เพราะแม่พันธุ์ไม่เพียงเป็นแหล่งกำาเนิดของลูกสุกรทุกตัว แต่ยังเป็นจุดตั้งต้นของต้นทุน ประสิทธิภาพและผลกำาไรทั้งฟาร์ม หากแม่พันธุ์แข็งแรง ระบบสืบพันธุ์สมบูรณ์และได้รับการจัดการที่เหมาะสม กระบวนการผลิตตั้งแต่คลอด หย่านม อนุบาล ไปจนถึงขุน จะดำาเนินไปอย่างราบรื่นและคาดการณ์ได้ ในทางกลับกัน หากแม่พันธุ์มีปัญหา ไม่ว่าจะเป็นโรค ภูมิคุ้มกันต่ำา หรือการจัดการที่ไม่สอดคล้อง ความเสียหายจะไม่หยุดอยู่แค่แม่หมูตัวเดียว แต่จะลุกลามไปตลอดห่วงโซ่การผลิตโดยที่ฟาร์มอาจไม่รู้ตัวศักยภาพสุกรไทย สะท้อนจากผลงานแม่พันธุ์ ข้อมูลจากภาคสนามสะท้อนชัดว่า การเลี้ยงสุกรของประเทศไทยได้พัฒนาอย่างต่อเนื่อง และมีศักยภาพอยู่ในระดับแนวหน้าของโลก โดยฟาร์มสุกรที่มีการบริหารจัดการแม่พันธุ์อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถสร้างผลงานด้านการผลิตได้ในระดับสูง ตัวอย่างเช่น ฟาร์มขนาดประมาณ 1,200 แม่ ที่มีการจัดการเป็นระบบ สามารถทำาขนาดครอกเฉลี่ยมากกว่า 17 ตัว ลูกมีชีวิตกว่า 15 ตัว อัตราการเข้าคลอดสูงถึงร้อยละ 95 และมีจำานวนลูกหย่านมต่อแม่ต่อปีมากกว่า 33 ตัว ตัวเลขเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่า เป้าหมายการผลิตลูกหย่านม 30 ตัวต่อแม่ต่อปีไม่ใช่เรื่องไกลเกินเอื้อม หากจุดตั้งต้นคือแม่พันธุ์มีคุณภาพและได้รับการดูแลอย่างถูกต้องแม่พันธุ์: จุดวิกฤตที่ต้องควบคุมอย่างรอบด้าน ประสิทธิภาพของแม่พันธุ์ไม่ได้ขึ้นอยู่กับปัจจัยใดปัจจัยหนึ่ง หากแต่เป็นผลรวมของหลายองค์ประกอบที่เชื่อมโยงกัน ตั้งแต่การจัดการสุกรสาวทดแทน เปอร์เซ็นต์แม่ตายแม่พันธุ์ จุดเริ่มต้นของความสำาเร็จฟาร์มสุกร แม่พันธุ์ จุดเริ่มต้นของความสำาเร็จฟาร์มสุกร


SMARTFEEDMILLระบบควบคมุการผลติอาหารสตัว์แบบครบวงจร โดยทมีวศิวกรไทยมอือาชพีเทคโนโลยลี�ําสมยัจากผเู้ชยี�วชาญทอี�ุตสาหกรรมอาหารสตัวไ์วว้างใจมากวา่ 25 ป�CONTACTรบัวตัถดุบิ - บดละเอียด - ผสมแมน่ยาํ - อัดเมด็คณุภาพ - บรรจุภัณฑ์ควบคมุการผลิตแบบ Real-Time ผา่นแดชบอรด์ที�ใชง้านง่ายตรวจสอบยอ้นหลังไดท้กุกระบวนการ รองรบัมาตรฐาน Traceabilityบรหิารจดัการสตูรอาหารและแผนการผลิตดว้ยระบบอัจฉรยิะทีมวศิวกรมอือาชพีพรอ้มแก้ไขป�ญหาทันทีพรอ้มดแูลคณุตลอด 24 ชวั� โมงwww.tat.co.thWebsite:(+66) 88-779-2936Phone Number:อัพเดทระบบสม�าํเสมอเพ�อืรองรบัเทคโนโลยลี ่าสดุฝก�อบรมพนักงานของคณุให้ใชง้านระบบได้เต็มประสทิธภิาพระบบควบคมุการผลิต ครบทกุขนั�ตอนพลิกโฉมโรงงานของคณุสคู่ วามสาํเรจ็ในยุคดิจทิ ัลSMARTFEEDMILLระบบควบคมุการผลติอาหารสตัว์แบบครบวงจร โดยทมีวศิวกรไทยมอือาชพีเทคโนโลยลี�ําสมยัจากผเู้ชยี�วชาญทอี�ุตสาหกรรมอาหารสตัวไ์วว้างใจมากวา่ 25 ป�CONTACTรบัวตัถดุบิ - บดละเอียด - ผสมแมน่ยาํ - อัดเมด็คณุภาพ - บรรจุภัณฑ์ควบคมุการผลิตแบบ Real-Time ผา่นแดชบอรด์ที�ใชง้านง่ายตรวจสอบยอ้นหลังไดท้กุกระบวนการ รองรบัมาตรฐาน Traceabilityบรหิารจดัการสตูรอาหารและแผนการผลิตดว้ยระบบอัจฉรยิะทีมวศิวกรมอือาชพีพรอ้มแก้ไขป�ญหาทันทีพรอ้มดแูลคณุตลอด 24 ชวั� โมงwww.tat.co.thWebsite:(+66) 88-779-2936Phone Number:อัพเดทระบบสม�าํเสมอเพ�อืรองรบัเทคโนโลยลี ่าสดุฝก�อบรมพนักงานของคณุให้ใชง้านระบบได้เต็มประสทิธภิาพระบบควบคมุการผลิต ครบทกุขนั�ตอนพลิกโฉมโรงงานของคณุสคู่ วามสาํเรจ็ในยุคดิจทิ ัล


สัตว์เศรษฐกิจ 21 สมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติประเมินทิศทางอุตสาหกรรมสุกรปี69 ภาพรวมยังใกล้เคียงช่วงปลายปี68 โดยเฉพาะไตรมาส 1-2 ราคามีโอกาสขยับเล็กน้อยตามเศรษฐกิจแต่ย้ำาผู้เลี้ยงต้องคุมต้นทุน-คุมโรคอย่างเข้ม โดยเฉพาะ ASF และ PRRS หากพลาดอาจกระทบต้นทุนรุนแรง ขณะที่ราคาเนื้อแดงหน้าร้านยังไม่สูงเมื่อเทียบต้นทุนที่เพิ่มขึ้นหลายเท่าจากอดีตการผลิตสุกร ปี 2568 และแนวโน้ม ปี 2569 ปี2564 - 2568 การผลิตเนื้อสุกรของโลกมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในอัตราร้อยละ 1.73ต่อปีโดยปี2568 การผลิตเนื้อสุกรของโลกมีปริมาณรวม 116.680 ล้านตัน เพิ่มขึ้นจากปริมาณ 116.446 ล้านตัน ของปี2567 ร้อยละ 0.20 ประเทศจีนมีการผลิตสุกรมากที่สุด ปริมาณ 57.000 ล้านตัน รองลงมา ได้แก่ สหภาพยุโรป 21.050 ล้านตันสหรัฐอเมริกา 12.742 ล้านตัน และบราซิล 4.600 ล้านตัน โดยสหรัฐอเมริกา และบราซิลมีการผลิตเพิ่มขึ้นจากปี 2567 ร้อยละ 1.03 และร้อยละ 2.22 ตามลำาดับขณะที่จีน และสหภาพยุโรป มีการผลิตลดลงร้อยละ 0.11 และร้อยละ 0.94 ตามลำาดับ1.1.2 การตลาด ความต้องการบริโภค ปี 2564 - 2568 ความต้องการบริโภคเนื้อสุกรของโลกมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในอัตราร้อยละ 1.68 ต่อปีโดยปี2568 การบริโภคเนื้อสุกรของโลกมีปริมาณรวม 115.641 ล้านตัน เพิ่มขึ้นจากปริมาณ 115.096 ล้านตันของปี2567ร้อยละ 0.47 ประเทศจีนมีการบริโภคเนื้อสุกรมากที่สุด ปริมาณ 58.200 ล้านตันรองลงมา ได้แก่สหภาพยุโรป 18.250 ล้านตัน สหรัฐอเมริกา 10.093 ล้านตัน และรัสเซีย 4.143 ล้านตัน โดยจีน และสหภาพยุโรปมีความต้องการบริโภคลดลงจากปี2567 ร้อยละ 0.12 และร้อยละ 0.47 ตามลำาดับ ในขณะที่สหรัฐอเมริกา และรัสเซียมีการบริโภคเพิ่มขึ้นร้อยละ 1.72 และร้อยละ 1.10 ตามลำาดับข่าวสารและสาระสำาหรับวงการเลี้ยงสัตว์หมูปี 69 ยังไปต่อได้ แต่เกมอยู่ที่ ‘คุมต้นทุน–คุมโรค’หมูปี 69 ยังไปต่อได้ แต่เกมอยู่ที่ ‘คุมต้นทุน–คุมโรค’


22 สัตว์เศรษฐกิจLIVESTOCK PRODUCTION MAGAZINE การส่งออก ปี2564 - 2568 การส่งออกเนื้อสุกรของโลกมีแนวโน้มลดลงในอัตราร้อยละ 4.19 ต่อปีโดยปี2568 การส่งออกเนื้อสุกรมีปริมาณรวม 10.174 ล้านตัน ลดลงจากปริมาณ 10.317ล้านตัน ของปี 2567 ร้อยละ 1.39 สหรัฐอเมริกามีการส่งออกเนื้อสุกรมากที่สุด ปริมาณ 3.155 ล้านตัน รองลงมา ได้แก่ สหภาพยุโรป 2.900 ล้านตัน และบราซิล 1.600 ล้านตัน โดยสหรัฐอเมริกาและสหภาพยุโรป มีการส่งออกลดลงจากปี2567 ร้อยละ 2.23 และร้อยละ 3.78 ตามลำาดับ ขณะที่ บราซิล มีการส่งออกเพิ่มขึ้นร้อยละ 4.51 การนำาเข้า ปี 2564 - 2568 การนำาเข้าเนื้อสุกรของโลกมีแนวโน้มลดลงในอัตราร้อยละ 5.39 ต่อปีโดยปี 2568 การนำาเข้าเนื้อสุกรมีปริมาณรวม 9.088 ล้านตัน เพิ่มขึ้นจาก 8.998 ล้านตันของปี2567 ร้อยละ 1.00 ประเทศเม็กซิโกมีการนำาเข้าเนื้อสุกรมากที่สุด ปริมาณ 1.500 ล้านตัน รองลงมา ญี่ปุ่น ได้แก่ 1.460 ล้านตัน และจีน 1.300 ล้านตัน โดยเม็กซิโกมีการนำาเข้าเพิ่มขึ้นจากปี2567 ร้อยละ 2.04 ขณะที่ญี่ปุ่น และจีน มีการนำาเข้าลดลงจากปี2567 ร้อยละ 1.82 และร้อยละ 0.46 ตามลำาดับ สำาหรับประเทศไทย ปี2564 - 2568 การผลิตสุกรมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในอัตราร้อยละ 8.30 ต่อปีโดยปี2568 มีปริมาณการผลิตสุกร 23.584 ล้านตัว เพิ่มขึ้นจาก 23.457 ล้านตัว ของปี2567ร้อยละ 0.54 เนื่องจากการฟื้นตัวของโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร(African Swine Fever: ASF) ฟาร์มเลี้ยงสุกรสามารถปรับตัวในการทำาระบบการเลี้ยงสัตว์ให้มีความปลอดภัยทางชีวภาพ ทำาให้ประสิทธิภาพของแม่พันธุ์สุกรปรับเพิ่มขึ้น ส่งผลให้จำานวนสุกรขุนออกสู่ตลาดเพิ่มขึ้น ความต้องการบริโภค ปี2564 - 2568 ความต้องการบริโภคเนื้อสุกร มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในอัตราร้อยละ 9.36 ต่อปีซึ่งสุกรที่ผลิตได้ใช้บริโภคภายในประเทศเป็นหลัก โดยปี2568 มีการบริโภคสุกรปริมาณ 1,736 พันตัน ลดลงจากปริมาณ 1,737 พันตัน ของปี2567 ร้อยละ 0.03 การส่งออก ปี2564 - 2568 ปริมาณและมูลค่าการส่งออกสุกรพันธุ์ มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในอัตราร้อยละ 25.02 และร้อยละ 9.34ต่อปีตามลำาดับ โดยปี2568 มีการส่งออกสุกรพันธุ์ปริมาณ 170,000ตัว มูลค่า 1,000 ล้านบาทเพิ่มขึ้นจากปริมาณ 81,627 ตัว มูลค่า478 ล้านบาท ของปี2567 ร้อยละ 108.26 และร้อยละ 109.25ตามลำาดับ ปี 2564 - 2568 ปริมาณและมูลค่าการส่งออกสุกรมีชีวิตอื่น ๆ มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในอัตราร้อยละ 42.06 และร้อยละ 27.08ต่อปี ตามลำาดับ โดยปี 2568 มีการส่งออกสุกรมีชีวิตปริมาณ180,000 ตัวมูลค่า 800 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปริมาณ 121,677ตัว มูลค่า 564 ล้านบาท ของปี2567 คิดเป็นร้อยละ 47.93 และร้อยละ 41.88 ตามลำาดับ ปี2564 - 2568 ปริมาณและมูลค่าการส่งออกเนื้อสุกรแช่เย็นแช่แข็ง มีแนวโน้มลดลงในอัตรา ร้อยละ 24.35 และร้อยละ 28.60ต่อปีตามลำาดับ โดยปี2568 มีการส่งออกเนื้อสุกรแช่เย็นแช่แข็งปริมาณ 2,400 ตัน มูลค่า 275 ล้านบาท ปริมาณลดลงจาก 2,527ตัน ของปี2567 ร้อยละ 5.04 ขณะที่มูลค่าเพิ่มขึ้นจาก 255 ล้านบาท ร้อยละ 7.94 โดยตลาดส่งออกสำาคัญ ได้แก่ ฮ่องกง เมียนมาและ สปป.ลาว ปี2564 - 2568 ปริมาณและมูลค่าการส่งออกเนื้อสุกรแปรรูปมีแนวโน้มลดลงในอัตราร้อยละ 6.45 และร้อยละ 5.21 ต่อปีตามลำาดับ โดยปี2568 มีการส่งออกเนื้อสุกรแปรรูปปริมาณ 4,000 ตันมูลค่า 940 ล้านบาท ลดลงจากปริมาณ 4,632 ตัน มูลค่า 1,057ล้านบาท ของปี 2567 ร้อยละ 13.64 และร้อยละ 11.05 ตามลำาดับ โดยตลาดส่งออกสำาคัญ ได้แก่ ญี่ปุ่น กัมพูชา ฮ่องกง และสปป. ลาวโดยปริมาณการส่งออกในภาพรวมเพิ่มขึ้น เป็นผลจากความเข้มงวดด้านระบบความปลอดภัยทางชีวภาพ ทำาให้ผลิตภัณฑ์สุกรไทยมีคุณภาพเป็นที่ยอมรับของประเทศคู่ค้า การนำาเข้า ปี 2564 - 2568 ปริมาณการนำาเข้าผลิตภัณฑ์เนื้อสุกร มีแนวโน้มลดลงในอัตราร้อยละ 0.44 ต่อปีขณะที่ มูลค่านำาเข้าเพิ่มขึ้นในอัตราร้อยละ 5.32 ต่อปีโดยปี2568 มีการนำาเข้าผลิตภัณฑ์เนื้อสุกรปริมาณ 320 ตัน มูลค่า 115 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปริมาณ 274 ตัน มูลค่า 97 ล้านบาท ของปี2567 ร้อยละ16.60 และร้อยละ 17.44 ตามลำาดับ โดยนำาเข้าจากประเทศในสหภาพยุโรป ได้แก่ สเปน ฝรั่งเศส และเดนมาร์ก ปี2564 - 2568 ปริมาณและมูลค่าการนำาเข้าส่วนอื่น ๆ ที่บริโภคได้ของสุกร (หนัง ตับ และเครื่องในอื่น ๆ) มีแนวโน้มลดลงในอัตราร้อยละ 19.11 และร้อยละ 23.72 ต่อปีตามลำาดับ โดยปี2568 มีการนำาเข้าส่วนอื่น ๆ ที่บริโภคได้ของสุกร ปริมาณ 15,000ตัน มูลค่า 245 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปริมาณ 11,031 ตัน มูลค่า161 ล้านบาท ของปี2567 ร้อยละ 35.97 และร้อยละ 51.88 ตามลำาดับ โดยนำาเข้าจากประเทศสเปน ราคาที่เกษตรกรขายได้ปี2564 - 2568 ราคาที่เกษตรกรขายได้มีแนวโน้มลดลงในอัตราร้อยละ 3.25 ต่อปีโดยปี2568 ราคาสุกรที่เกษตรกรขายได้เฉลี่ยกิโลกรัมละ 74.50 บาท สูงขึ้นจากกิโลกรัมละ 68.90 บาท ของปี 2567 ร้อยละ 8.12 เนื่องจากผลผลิตออกสู่ตลาดสอคคล้องกับความต้องการบริโภค รวมทั้งมีการปราบปรามการลักลอบนำาเข้าเนื้อสุกรผิดกฎหมายอย่างต่อเนื่องประกอบกับผลจากการดำาเนินมาตรการรักษาเสถียรภาพราคาสุกรโดยการผลักดันการส่งออกของคณะกรรมการรักษาเสถียรภาพราคาสุกร ราคาส่งออก ปี2564 - 2568 ราคาส่งออกเนื้อสุกร สุกรแช่เย็นแช่แข็ง มีแนวโน้มลดลงในอัตราร้อยละ 5.60 ต่อปีขณะที่ราคาส่งออกเนื้อสุกรแปรรูปเพิ่มขึ้นในอัตราร้อยละ 1.33 ต่อปี โดยปี2568 ราคาส่งออกเนื้อสุกรแช่เย็นแช่แข็งและเนื้อสุกรแปรรูป เฉลี่ย


สัตว์เศรษฐกิจ 23ข่าวสารและสาระสำาหรับวงการเลี้ยงสัตว์ การตลาด เริ่มจากความต้องการบริโภค ปี2569 คาดว่าความต้องการบริโภคเนื้อสุกรของโลกจะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากปี2568 โดยคาดว่าประเทศจีน จะมีการบริโภคมากที่สุด รองลงมา ได้แก่ สหภาพยุโรป และสหรัฐอเมริการาคาน าเข้า ปี 2564 - 2568ราคาน าเข้าเนื้อสุกรแปรรูป (ผลิตภัณฑ์เนื้อสุกร) และตับสุกร มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในอัตราร้อยละ 5.76 และร้อย 0.83 ต่อปี ตามล าดับ ขณะที่ส่วนอื่น ๆ ที่บริโภคได้ของสุกรลดลงในอัตราร้อยละ 5.75 ต่อปี โดยปี 2568ราคาน าเข้าเนื้อสุกรแปรรูป (ผลิตภัณฑ์เนื้อสุกร) ส่วนอื่น ๆ ที่บริโภคได้ของสุกรและตับสุกร เฉลี่ยกิโลกรัมละ 357.50 บาท 16.30 บาท และ 24.00 บาท สูงขึ้นจากกิโลกรัมละ 355.26 บาท 14.62 บาท และ 21.03 บาท ของปี 2567ร้อยละ 0.63 ร้อยละ 11.53และร้อยละ 14.11 ตามล าดับแนวโน้มการผลิตสุกรของโลก ปี 2569 คาดว่าการผลิตเนื้อสุกรของโลกจะมีแนวโน้มใกล้เคียงกับปี 2568 โดยคิดว่าประเทศจีนจะมีการผลิตมากที่สุด รองลงมา ได้แก่ สหภาพยุโรป และสหรัฐอเมริกาการตลาด เริ่มจากความต้องการบริโภค ปี 2569 คาดว่าความต้องการบริโภคเนื้อสุกรของโลกจะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากปี 2568โดยคาดว่าประเทศจีน จะมีการบริโภคมากที่สุด รองลงมา ได้แก่ สหภาพยุโรป และสหรัฐอเมริกาการส่งออก ปี 2569 คาดว่า การส่งออกเนื้อสุกรของโลกจะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากปี 2568 โดยคาดว่าสหรัฐอเมริกา จะมีการส่งออกมากที่สุด รองลงมา ได้แก่ สหภาพยุโรป และบราซิลการน าเข้า ปี 2569 คาดว่า การน าเข้าเนื้อสุกรของโลกจะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากปี 2568 โดยประเทศเม็กซิโกจีน และญี่ปุ่ น ยังคงเป็นประเทศผู้น าเข้าที่ส าคัญกิโลกรัมละ 114.60 บาท และ 235.00 บาท สูงขึ้นจากกิโลกรัมละ 101.02 บาท และ 228.43 ของปี2567 ร้อยละ 13.45 และร้อยละ2.87 ตามลำาดับ ราคานำาเข้า ปี2564 - 2568 ราคานำาเข้าเนื้อสุกรแปรรูป (ผลิตภัณฑ์เนื้อสุกร) และตับสุกร มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในอัตราร้อยละ 5.76และร้อย 0.83 ต่อปีตามลำาดับ ขณะที่ส่วนอื่น ๆ ที่บริโภคได้ของสุกรลดลงในอัตราร้อยละ 5.75 ต่อปีโดยปี2568 ราคานำาเข้าเนื้อสุกรแปรรูป (ผลิตภัณฑ์เนื้อสุกร) ส่วนอื่น ๆ ที่บริโภคได้ของสุกรและตับสุกร เฉลี่ยกิโลกรัมละ 357.50 บาท 16.30 บาท และ 24.00 บาท สูงขึ้นจากกิโลกรัมละ 355.26 บาท 14.62 บาท และ 21.03 บาท ของปี2567 ร้อยละ 0.63 ร้อยละ 11.53 และร้อยละ 14.11 ตามลำาดับ แนวโน้มการผลิตสุกรของโลก ปี2569 คาดว่าการผลิตเนื้อสุกรของโลกจะมีแนวโน้มใกล้เคียงกับปี2568 โดยคิดว่าประเทศจีนจะมีการผลิตมากที่สุด รองลงมา ได้แก่ สหภาพยุโรป และสหรัฐอเมริกา22 สัตว์เศรษฐกิจLIVESTOCK PRODUCTION MAGAZINE การส่งออก ปี2564 - 2568 การส่งออกเนื้อสุกรของโลกมีแนวโน้มลดลงในอัตราร้อยละ 4.19 ต่อปีโดยปี2568 การส่งออกเนื้อสุกรมีปริมาณรวม 10.174 ล้านตัน ลดลงจากปริมาณ 10.317ล้านตัน ของปี 2567 ร้อยละ 1.39 สหรัฐอเมริกามีการส่งออกเนื้อสุกรมากที่สุด ปริมาณ 3.155 ล้านตัน รองลงมา ได้แก่ สหภาพยุโรป 2.900 ล้านตัน และบราซิล 1.600 ล้านตัน โดยสหรัฐอเมริกาและสหภาพยุโรป มีการส่งออกลดลงจากปี2567 ร้อยละ 2.23 และร้อยละ 3.78 ตามลำาดับ ขณะที่ บราซิล มีการส่งออกเพิ่มขึ้นร้อยละ 4.51 การนำาเข้า ปี 2564 - 2568 การนำาเข้าเนื้อสุกรของโลกมีแนวโน้มลดลงในอัตราร้อยละ 5.39 ต่อปีโดยปี 2568 การนำาเข้าเนื้อสุกรมีปริมาณรวม 9.088 ล้านตัน เพิ่มขึ้นจาก 8.998 ล้านตันของปี2567 ร้อยละ 1.00 ประเทศเม็กซิโกมีการนำาเข้าเนื้อสุกรมากที่สุด ปริมาณ 1.500 ล้านตัน รองลงมา ญี่ปุ่น ได้แก่ 1.460 ล้านตัน และจีน 1.300 ล้านตัน โดยเม็กซิโกมีการนำาเข้าเพิ่มขึ้นจากปี2567 ร้อยละ 2.04 ขณะที่ญี่ปุ่น และจีน มีการนำาเข้าลดลงจากปี2567 ร้อยละ 1.82 และร้อยละ 0.46 ตามลำาดับ สำาหรับประเทศไทย ปี2564 - 2568 การผลิตสุกรมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในอัตราร้อยละ 8.30 ต่อปีโดยปี2568 มีปริมาณการผลิตสุกร 23.584 ล้านตัว เพิ่มขึ้นจาก 23.457 ล้านตัว ของปี2567ร้อยละ 0.54 เนื่องจากการฟื้นตัวของโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร(African Swine Fever: ASF) ฟาร์มเลี้ยงสุกรสามารถปรับตัวในการทำาระบบการเลี้ยงสัตว์ให้มีความปลอดภัยทางชีวภาพ ทำาให้ประสิทธิภาพของแม่พันธุ์สุกรปรับเพิ่มขึ้น ส่งผลให้จำานวนสุกรขุนออกสู่ตลาดเพิ่มขึ้น ความต้องการบริโภค ปี2564 - 2568 ความต้องการบริโภคเนื้อสุกร มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในอัตราร้อยละ 9.36 ต่อปีซึ่งสุกรที่ผลิตได้ใช้บริโภคภายในประเทศเป็นหลัก โดยปี2568 มีการบริโภคสุกรปริมาณ 1,736 พันตัน ลดลงจากปริมาณ 1,737 พันตัน ของปี2567 ร้อยละ 0.03 การส่งออก ปี2564 - 2568 ปริมาณและมูลค่าการส่งออกสุกรพันธุ์ มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในอัตราร้อยละ 25.02 และร้อยละ 9.34ต่อปีตามลำาดับ โดยปี2568 มีการส่งออกสุกรพันธุ์ปริมาณ 170,000ตัว มูลค่า 1,000 ล้านบาทเพิ่มขึ้นจากปริมาณ 81,627 ตัว มูลค่า478 ล้านบาท ของปี2567 ร้อยละ 108.26 และร้อยละ 109.25ตามลำาดับ ปี 2564 - 2568 ปริมาณและมูลค่าการส่งออกสุกรมีชีวิตอื่น ๆ มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในอัตราร้อยละ 42.06 และร้อยละ 27.08ต่อปี ตามลำาดับ โดยปี 2568 มีการส่งออกสุกรมีชีวิตปริมาณ180,000 ตัวมูลค่า 800 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปริมาณ 121,677ตัว มูลค่า 564 ล้านบาท ของปี2567 คิดเป็นร้อยละ 47.93 และร้อยละ 41.88 ตามลำาดับ ปี2564 - 2568 ปริมาณและมูลค่าการส่งออกเนื้อสุกรแช่เย็นแช่แข็ง มีแนวโน้มลดลงในอัตรา ร้อยละ 24.35 และร้อยละ 28.60ต่อปีตามลำาดับ โดยปี2568 มีการส่งออกเนื้อสุกรแช่เย็นแช่แข็งปริมาณ 2,400 ตัน มูลค่า 275 ล้านบาท ปริมาณลดลงจาก 2,527ตัน ของปี2567 ร้อยละ 5.04 ขณะที่มูลค่าเพิ่มขึ้นจาก 255 ล้านบาท ร้อยละ 7.94 โดยตลาดส่งออกสำาคัญ ได้แก่ ฮ่องกง เมียนมาและ สปป.ลาว ปี2564 - 2568 ปริมาณและมูลค่าการส่งออกเนื้อสุกรแปรรูปมีแนวโน้มลดลงในอัตราร้อยละ 6.45 และร้อยละ 5.21 ต่อปีตามลำาดับ โดยปี2568 มีการส่งออกเนื้อสุกรแปรรูปปริมาณ 4,000 ตันมูลค่า 940 ล้านบาท ลดลงจากปริมาณ 4,632 ตัน มูลค่า 1,057ล้านบาท ของปี 2567 ร้อยละ 13.64 และร้อยละ 11.05 ตามลำาดับ โดยตลาดส่งออกสำาคัญ ได้แก่ ญี่ปุ่น กัมพูชา ฮ่องกง และสปป. ลาวโดยปริมาณการส่งออกในภาพรวมเพิ่มขึ้น เป็นผลจากความเข้มงวดด้านระบบความปลอดภัยทางชีวภาพ ทำาให้ผลิตภัณฑ์สุกรไทยมีคุณภาพเป็นที่ยอมรับของประเทศคู่ค้า การนำาเข้า ปี 2564 - 2568 ปริมาณการนำาเข้าผลิตภัณฑ์เนื้อสุกร มีแนวโน้มลดลงในอัตราร้อยละ 0.44 ต่อปีขณะที่ มูลค่านำาเข้าเพิ่มขึ้นในอัตราร้อยละ 5.32 ต่อปีโดยปี2568 มีการนำาเข้าผลิตภัณฑ์เนื้อสุกรปริมาณ 320 ตัน มูลค่า 115 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปริมาณ 274 ตัน มูลค่า 97 ล้านบาท ของปี2567 ร้อยละ16.60 และร้อยละ 17.44 ตามลำาดับ โดยนำาเข้าจากประเทศในสหภาพยุโรป ได้แก่ สเปน ฝรั่งเศส และเดนมาร์ก ปี2564 - 2568 ปริมาณและมูลค่าการนำาเข้าส่วนอื่น ๆ ที่บริโภคได้ของสุกร (หนัง ตับ และเครื่องในอื่น ๆ) มีแนวโน้มลดลงในอัตราร้อยละ 19.11 และร้อยละ 23.72 ต่อปีตามลำาดับ โดยปี2568 มีการนำาเข้าส่วนอื่น ๆ ที่บริโภคได้ของสุกร ปริมาณ 15,000ตัน มูลค่า 245 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปริมาณ 11,031 ตัน มูลค่า161 ล้านบาท ของปี2567 ร้อยละ 35.97 และร้อยละ 51.88 ตามลำาดับ โดยนำาเข้าจากประเทศสเปน ราคาที่เกษตรกรขายได้ปี2564 - 2568 ราคาที่เกษตรกรขายได้มีแนวโน้มลดลงในอัตราร้อยละ 3.25 ต่อปีโดยปี2568 ราคาสุกรที่เกษตรกรขายได้เฉลี่ยกิโลกรัมละ 74.50 บาท สูงขึ้นจากกิโลกรัมละ 68.90 บาท ของปี 2567 ร้อยละ 8.12 เนื่องจากผลผลิตออกสู่ตลาดสอคคล้องกับความต้องการบริโภค รวมทั้งมีการปราบปรามการลักลอบนำาเข้าเนื้อสุกรผิดกฎหมายอย่างต่อเนื่องประกอบกับผลจากการดำาเนินมาตรการรักษาเสถียรภาพราคาสุกรโดยการผลักดันการส่งออกของคณะกรรมการรักษาเสถียรภาพราคาสุกร ราคาส่งออก ปี2564 - 2568 ราคาส่งออกเนื้อสุกร สุกรแช่เย็นแช่แข็ง มีแนวโน้มลดลงในอัตราร้อยละ 5.60 ต่อปีขณะที่ราคาส่งออกเนื้อสุกรแปรรูปเพิ่มขึ้นในอัตราร้อยละ 1.33 ต่อปี โดยปี2568 ราคาส่งออกเนื้อสุกรแช่เย็นแช่แข็งและเนื้อสุกรแปรรูป เฉลี่ย


24 สัตว์เศรษฐกิจLIVESTOCK PRODUCTION MAGAZINE การส่งออก ปี2569 คาดว่า การส่งออกเนื้อสุกรของโลกจะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากปี2568 โดยคาดว่าสหรัฐอเมริกา จะมีการส่งออกมากที่สุด รองลงมา ได้แก่ สหภาพยุโรป และบราซิล การนำาเข้า ปี2569 คาดว่า การนำาเข้าเนื้อสุกรของโลกจะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากปี2568 โดยประเทศเม็กซิโกจีน และญี่ปุ่นยังคงเป็นประเทศผู้นำาเข้าที่สำาคัญด้านการผลิตสุกรของไทย ปี 2569 คาดว่าการผลิตสุกรมีปริมาณ 23.642 ล้านตัว เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากปี 2568 ร้อยละ 0.25 เนื่องจากประสิทธิภาพของแม่พันธุ์สุกรที่สูงขึ้น ขณะที่เกษตรกรยังคงรักษาระดับการผลิตจากภาวะต้นทุนที่อยู่ในเกณฑ์สูง ส่งผลให้ปริมาณการผลิตสุกรในภาพรวมเพิ่มขึ้นเล็กน้อยการตลาด ความต้องการบริโภค ปี 2569 คาดว่าการบริโภคสุกรมีจะมีแนวโน้มใกล้เคิยงกับปี 2568โดยผลผลิตออกสู่ตลาดสอดรับกับความต้องการบริโภคทั้งในประเทศและต่างประเทศการส่งออก ปี 2569 คาดว่าการส่งออกสุกรมีชีวิต เนื้อสุกรแช่เย็นแช่แข็ง และเนื้อสุกรแปรรูปจะเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากปี 2568เนื่องจากประเทศคู่ค้ามีความเชื่อมั่นในมาตรฐานสินค้าปศุสัตว์ของไทยการส่งออก ปี 2569 คาดว่า การส่งออกเนื้อสุกรของโลกจะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากปี 2568 โดยคาดว่าสหรัฐอเมริกา จะมีการส่งออกมากที่สุด รองลงมา ได้แก่ สหภาพยุโรป และบราซิลการน าเข้า ปี 2569 คาดว่า การน าเข้าเนื้อสุกรของโลกจะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากปี 2568 โดยประเทศเม็กซิโกจีน และญี่ปุ่ น ยังคงเป็นประเทศผู้น าเข้าที่ส าคัญ


สัตว์เศรษฐกิจ 25ข่าวสารและสาระสำาหรับวงการเลี้ยงสัตว์ ด้านการผลิตสุกรของไทย ปี2569 คาดว่าการผลิตสุกรมีปริมาณ 23.642 ล้านตัว เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากปี2568 ร้อยละ 0.25 เนื่องจากประสิทธิภาพของแม่พันธุ์สุกรที่สูงขึ้น ขณะที่เกษตรกรยังคงรักษาระดับการผลิตจากภาวะต้นทุนที่อยู่ในเกณฑ์สูง ส่งผลให้ปริมาณการผลิตสุกรในภาพรวมเพิ่มขึ้นเล็กน้อย การตลาด ความต้องการบริโภค ปี2569 คาดว่าการบริโภคสุกรมีจะมีแนวโน้มใกล้เคิยงกับปี2568 โดยผลผลิตออกสู่ตลาดสอดรับกับความต้องการบริโภคทั้งในประเทศและต่างประเทศ การส่งออก ปี2569 คาดว่าการส่งออกสุกรมีชีวิต เนื้อสุกรแช่เย็นแช่แข็ง และเนื้อสุกรแปรรูปจะเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากปี2568 เนื่องจากประเทศคู่ค้ามีความเชื่อมั่นในมาตรฐานสินค้าปศุสัตว์ของไทยการน าเข้า ปี 2569 คาดว่าการน าเข้าผลิตภัณฑ์เนื้อสุกรและส่วนอื่น ๆ ที่บริโภคได้ของสุกร (หนัง ตับและเครื่องในอื่นๆ) จะใกล้เคียงกับปี 2568ราคา ปี 2569 คาดว่าราคาสุกรที่เกษตรกรขายได้จะใกล้เคียงกับปี 2568โดยเนื้อสุกรเป็นสินค้าที่มีมาตรการควบคุมราคา ท าให้ราคาอาจปรับเพิ่มไม่มากนักด้านการผลิตสุกรของไทย ปี 2569 คาดว่าการผลิตสุกรมีปริมาณ 23.642 ล้านตัว เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากปี 2568 ร้อยละ 0.25 เนื่องจากประสิทธิภาพของแม่พันธุ์สุกรที่สูงขึ้น ขณะที่เกษตรกรยังคงรักษาระดับการผลิตจากภาวะต้นทุนที่อยู่ในเกณฑ์สูง ส่งผลให้ปริมาณการผลิตสุกรในภาพรวมเพิ่มขึ้นเล็กน้อยการตลาด ความต้องการบริโภค ปี 2569 คาดว่าการบริโภคสุกรมีจะมีแนวโน้มใกล้เคิยงกับปี 2568โดยผลผลิตออกสู่ตลาดสอดรับกับความต้องการบริโภคทั้งในประเทศและต่างประเทศการส่งออก ปี 2569 คาดว่าการส่งออกสุกรมีชีวิต เนื้อสุกรแช่เย็นแช่แข็ง และเนื้อสุกรแปรรูปจะเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากปี 2568เนื่องจากประเทศคู่ค้ามีความเชื่อมั่นในมาตรฐานสินค้าปศุสัตว์ของไทย24 สัตว์เศรษฐกิจLIVESTOCK PRODUCTION MAGAZINE การส่งออก ปี2569 คาดว่า การส่งออกเนื้อสุกรของโลกจะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากปี2568 โดยคาดว่าสหรัฐอเมริกา จะมีการส่งออกมากที่สุด รองลงมา ได้แก่ สหภาพยุโรป และบราซิล การนำาเข้า ปี2569 คาดว่า การนำาเข้าเนื้อสุกรของโลกจะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากปี2568 โดยประเทศเม็กซิโกจีน และญี่ปุ่นยังคงเป็นประเทศผู้นำาเข้าที่สำาคัญด้านการผลิตสุกรของไทย ปี 2569 คาดว่าการผลิตสุกรมีปริมาณ 23.642 ล้านตัว เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากปี 2568 ร้อยละ 0.25 เนื่องจากประสิทธิภาพของแม่พันธุ์สุกรที่สูงขึ้น ขณะที่เกษตรกรยังคงรักษาระดับการผลิตจากภาวะต้นทุนที่อยู่ในเกณฑ์สูง ส่งผลให้ปริมาณการผลิตสุกรในภาพรวมเพิ่มขึ้นเล็กน้อยการตลาด ความต้องการบริโภค ปี 2569 คาดว่าการบริโภคสุกรมีจะมีแนวโน้มใกล้เคิยงกับปี 2568โดยผลผลิตออกสู่ตลาดสอดรับกับความต้องการบริโภคทั้งในประเทศและต่างประเทศการส่งออก ปี 2569 คาดว่าการส่งออกสุกรมีชีวิต เนื้อสุกรแช่เย็นแช่แข็ง และเนื้อสุกรแปรรูปจะเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากปี 2568เนื่องจากประเทศคู่ค้ามีความเชื่อมั่นในมาตรฐานสินค้าปศุสัตว์ของไทยการส่งออก ปี 2569 คาดว่า การส่งออกเนื้อสุกรของโลกจะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากปี 2568 โดยคาดว่าสหรัฐอเมริกา จะมีการส่งออกมากที่สุด รองลงมา ได้แก่ สหภาพยุโรป และบราซิลการน าเข้า ปี 2569 คาดว่า การน าเข้าเนื้อสุกรของโลกจะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากปี 2568 โดยประเทศเม็กซิโกจีน และญี่ปุ่ น ยังคงเป็นประเทศผู้น าเข้าที่ส าคัญ


26 สัตว์เศรษฐกิจLIVESTOCK PRODUCTION MAGAZINE ราคา ปี2569 คาดว่าราคาสุกรที่เกษตรกรขายได้จะใกล้เคียงกับปี2568 โดยเนื้อสุกรเป็นสินค้าที่มีมาตรการควบคุมราคา ทำาให้ราคาอาจปรับเพิ่มไม่มากนักปัจจัยทมี่ีผลกระทบต่อการผลิตหรือการส่งออกภาวะโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร (ASF) ยังคงมีอยู่ในประเทศผู้ผลิตของภูมิภาคเอเชีย และสหภาพยุโรป ท าให้การผลิตในหลายประเทศผันผวน จึงเป็นโอกาสในการส่งออกสินค้าสุกรแปรรูปของไทยมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล ตลอดจนความร่วมมือของภาครัฐ เอกชน สถาบันเกษตรกรในการส่งเสริมการบริโภค เป็นปัจจัยบวกส่งผลให้ความต้องการสุกรในประเทศเพิ่มขึ้นต้นทุนการผลิตยังคงอยู่ในระดับสูง โดยเฉพาะค่าอาหารสัตว์ ค่าพลังงาน และค่าใช้จ่ายด้านความปลอดภัยทางชีวภาพ อาจส่งผลต่อต้นทุนการผลิตและความสามารถด้านการแข่งขันในตลาดโลกด้าน คุณสิทธิพันธ์ ธนาเกียรติภิญโญ นายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ เปิดเผยถึงทิศทางอุตสาหกรรมสุกรในปีหน้าว่า ภาพรวมสถานการณ์ไม่น่าจะแตกต่างจากช่วงปลายปีนี้มากนัก โดยเฉพาะในช่วงไตรมาสที่ 1 และไตรมาสที่ 2 ซึ่งตลาดยังคงอยู่ในภาวะ “ทรงตัว”อย่างไรก็ตาม หลังเข้าสู่ช่วงฤดูฝน จ าเป็นต้องติดตามปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ อย่างใกล้ชิด ทั้งเรื่องโรคระบาด ต้นทุน และสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ ขณะที่บรรยากาศทางการเมือง โดยเฉพาะการเลือกตั้ง อาจเป็นหนึ่งในแรงหนุนให้เศรษฐกิจมีการหมุนเวียนมากขึ้น ส่งผลให้ราคาสุกรมีโอกาสขยับขึ้นเล็กน้อย และอาจต่อเนื่องไปจนถึงไตรมาสแรกและไตรมาสที่สองของปีถัดไปนายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรฯ ระบุว่า ปัจจุบันต้นทุนการเลี้ยงสุกรยังอยู่ในระดับใกล้เคียงกับราคาขาย โดยเฉพาะฟาร์มที่สามารถผลิตลูกหมูเองได้ จะมีความได้เปรียบด้านต้นทุนมากกว่า ขณะที่ฟาร์มที่ต้องซื้อลูกหมูจากภายนอก สถานการณ์เริ่มดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง หลังจากก่อนหน้านี้ในช่วง 3–4 เดือน เคยเผชิญแรงกดดันด้านต้นทุนค่อนข้างหนัก“โจทย์ใหญ่ของผู้เลี้ยงตอนนี้ ไม่ได้มีแค่เรื่องราคา แต่รวมถึงความต้องการของตลาด และปริมาณการเลี้ยงที่ต้องบริหารให้สมดุล หากผลิตมากเกินไปก็จะกดราคา แต่ถ้าผลิตน้อยเกินไปก็เสียโอกาส” นายสิทธิพันธ์กล่าวการน าเข้า ปี 2569 คาดว่าการน าเข้าผลิตภัณฑ์เนื้อสุกรและส่วนอื่น ๆ ที่บริโภคได้ของสุกร (หนัง ตับและเครื่องในอื่นๆ) จะใกล้เคียงกับปี 2568ราคา ปี 2569 คาดว่าราคาสุกรที่เกษตรกรขายได้จะใกล้เคียงกับปี 2568โดยเนื้อสุกรเป็นสินค้าที่มีมาตรการควบคุมราคา ท าให้ราคาอาจปรับเพิ่มไม่มากนัก การนำาเข้า ปี2569 คาดว่าการนำาเข้าผลิตภัณฑ์เนื้อสุกรและส่วนอื่น ๆ ที่บริโภคได้ของสุกร (หนัง ตับและเครื่องในอื่นๆ) จะใกล้เคียงกับปี2568


26 สัตว์เศรษฐกิจLIVESTOCK PRODUCTION MAGAZINE ราคา ปี2569 คาดว่าราคาสุกรที่เกษตรกรขายได้จะใกล้เคียงกับปี2568 โดยเนื้อสุกรเป็นสินค้าที่มีมาตรการควบคุมราคา ทำาให้ราคาอาจปรับเพิ่มไม่มากนักปัจจัยทมี่ีผลกระทบต่อการผลิตหรือการส่งออกภาวะโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร (ASF) ยังคงมีอยู่ในประเทศผู้ผลิตของภูมิภาคเอเชีย และสหภาพยุโรป ท าให้การผลิตในหลายประเทศผันผวน จึงเป็นโอกาสในการส่งออกสินค้าสุกรแปรรูปของไทยมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล ตลอดจนความร่วมมือของภาครัฐ เอกชน สถาบันเกษตรกรในการส่งเสริมการบริโภค เป็นปัจจัยบวกส่งผลให้ความต้องการสุกรในประเทศเพิ่มขึ้นต้นทุนการผลิตยังคงอยู่ในระดับสูง โดยเฉพาะค่าอาหารสัตว์ ค่าพลังงาน และค่าใช้จ่ายด้านความปลอดภัยทางชีวภาพ อาจส่งผลต่อต้นทุนการผลิตและความสามารถด้านการแข่งขันในตลาดโลกด้าน คุณสิทธิพันธ์ ธนาเกียรติภิญโญ นายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ เปิดเผยถึงทิศทางอุตสาหกรรมสุกรในปีหน้าว่า ภาพรวมสถานการณ์ไม่น่าจะแตกต่างจากช่วงปลายปีนี้มากนัก โดยเฉพาะในช่วงไตรมาสที่ 1 และไตรมาสที่ 2 ซึ่งตลาดยังคงอยู่ในภาวะ “ทรงตัว”อย่างไรก็ตาม หลังเข้าสู่ช่วงฤดูฝน จ าเป็นต้องติดตามปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ อย่างใกล้ชิด ทั้งเรื่องโรคระบาด ต้นทุน และสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ ขณะที่บรรยากาศทางการเมือง โดยเฉพาะการเลือกตั้ง อาจเป็นหนึ่งในแรงหนุนให้เศรษฐกิจมีการหมุนเวียนมากขึ้น ส่งผลให้ราคาสุกรมีโอกาสขยับขึ้นเล็กน้อย และอาจต่อเนื่องไปจนถึงไตรมาสแรกและไตรมาสที่สองของปีถัดไปนายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรฯ ระบุว่า ปัจจุบันต้นทุนการเลี้ยงสุกรยังอยู่ในระดับใกล้เคียงกับราคาขาย โดยเฉพาะฟาร์มที่สามารถผลิตลูกหมูเองได้ จะมีความได้เปรียบด้านต้นทุนมากกว่า ขณะที่ฟาร์มที่ต้องซื้อลูกหมูจากภายนอก สถานการณ์เริ่มดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง หลังจากก่อนหน้านี้ในช่วง 3–4 เดือน เคยเผชิญแรงกดดันด้านต้นทุนค่อนข้างหนัก“โจทย์ใหญ่ของผู้เลี้ยงตอนนี้ ไม่ได้มีแค่เรื่องราคา แต่รวมถึงความต้องการของตลาด และปริมาณการเลี้ยงที่ต้องบริหารให้สมดุล หากผลิตมากเกินไปก็จะกดราคา แต่ถ้าผลิตน้อยเกินไปก็เสียโอกาส” นายสิทธิพันธ์กล่าวการน าเข้า ปี 2569 คาดว่าการน าเข้าผลิตภัณฑ์เนื้อสุกรและส่วนอื่น ๆ ที่บริโภคได้ของสุกร (หนัง ตับและเครื่องในอื่นๆ) จะใกล้เคียงกับปี 2568ราคา ปี 2569 คาดว่าราคาสุกรที่เกษตรกรขายได้จะใกล้เคียงกับปี 2568โดยเนื้อสุกรเป็นสินค้าที่มีมาตรการควบคุมราคา ท าให้ราคาอาจปรับเพิ่มไม่มากนัก การนำาเข้า ปี2569 คาดว่าการนำาเข้าผลิตภัณฑ์เนื้อสุกรและส่วนอื่น ๆ ที่บริโภคได้ของสุกร (หนัง ตับและเครื่องในอื่นๆ) จะใกล้เคียงกับปี2568สัตว์เศรษฐกิจ 27ข่าวสารและสาระสำาหรับวงการเลี้ยงสัตว์ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อการผลิตหรือการส่งออก ภาวะโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร (ASF) ยังคงมีอยู่ในประเทศผู้ผลิตของภูมิภาคเอเชีย และสหภาพยุโรป ทำาให้การผลิตในหลายประเทศผันผวน จึงเป็นโอกาสในการส่งออกสินค้าสุกรแปรรูปของไทย มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล ตลอดจนความร่วมมือของภาครัฐ เอกชน สถาบันเกษตรกรในการส่งเสริมการบริโภค เป็นปัจจัยบวกส่งผลให้ความต้องการสุกรในประเทศเพิ่มขึ้น ต้นทุนการผลิตยังคงอยู่ในระดับสูง โดยเฉพาะค่าอาหารสัตว์ค่าพลังงาน และค่าใช้จ่ายด้านความปลอดภัยทางชีวภาพ อาจส่งผลต่อต้นทุนการผลิตและความสามารถด้านการแข่งขันในตลาดโลก ด้าน คุณสิทธิพันธ์ ธนาเกียรติภิญโญ นายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ เปิดเผยถึงทิศทางอุตสาหกรรมสุกรในปีหน้าว่า ภาพรวมสถานการณ์ไม่น่าจะแตกต่างจากช่วงปลายปีนี้มากนัก โดยเฉพาะในช่วงไตรมาสที่ 1 และไตรมาสที่ 2 ซึ่งตลาดยังคงอยู่ในภาวะ “ทรงตัว” อย่างไรก็ตาม หลังเข้าสู่ช่วงฤดูฝน จำาเป็นต้องติดตามปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ อย่างใกล้ชิด ทั้งเรื่องโรคระบาด ต้นทุน และสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ ขณะที่บรรยากาศทางการเมือง โดยเฉพาะการเลือกตั้ง อาจเป็นหนึ่งในแรงหนุนให้เศรษฐกิจมีการหมุนเวียนมากขึ้นส่งผลให้ราคาสุกรมีโอกาสขยับขึ้นเล็กน้อย และอาจต่อเนื่องไปจนถึงไตรมาสแรกและไตรมาสที่สองของปีถัดไป นายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรฯ ระบุว่า ปัจจุบันต้นทุนการเลี้ยงสุกรยังอยู่ในระดับใกล้เคียงกับราคาขาย โดยเฉพาะฟาร์มที่สามารถผลิตลูกหมูเองได้ จะมีความได้เปรียบด้านต้นทุนมากกว่า ขณะที่ฟาร์มที่ต้องซื้อลูกหมูจากภายนอก สถานการณ์เริ่มดีขึ้นอย่างต่อเนื่องหลังจากก่อนหน้านี้ในช่วง 3-4 เดือน เคยเผชิญแรงกดดันด้านต้นทุนค่อนข้างหนัก “โจทย์ใหญ่ของผู้เลี้ยงตอนนี้ ไม่ได้มีแค่เรื่องราคา แต่รวมถึงความต้องการของตลาด และปริมาณการเลี้ยงที่ต้องบริหารให้สมดุลหากผลิตมากเกินไปก็จะกดราคา แต่ถ้าผลิตน้อยเกินไปก็เสียโอกาส”นายสิทธิพันธ์กล่าว อีกประเด็นที่สมาคมฯ เน้นย้ำาคือ การป้องกันโรค ซึ่งถือเป็นต้นทุนที่มองไม่เห็น แต่หากเกิดขึ้นจริงจะมีค่าใช้จ่ายสูงมาก โดยไม่ใช่เพียงโรค ASF เท่านั้น แต่ยังรวมถึง PRRS และโรคอื่น ๆ ที่สามารถกระทบต่อประสิทธิภาพการผลิตได้ทั้งระบบ “ถ้าฟาร์มเผลอปล่อยให้โรคเข้ามา ไม่ว่าจะเป็น ASF หรือPRRS ต้นทุนจะสูงขึ้นทันทีทั้งจากการสูญเสียผลผลิต การจัดการและระยะเวลาฟื้นฟูฟาร์ม ดังนั้น การลงทุนด้านชีวอนามัยและการป้องกันโรค ยังเป็นเรื่องที่จำาเป็นที่สุดในช่วงนี้” นายกสมาคมฯ กล่าว ในมุมของผู้บริโภค นายสิทธิพันธ์มองว่า ราคาเนื้อสุกรหรือเนื้อแดงในระดับ 110-150 บาทต่อกิโลกรัม ยังถือว่าไม่สูง เมื่อเทียบกับต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วงหลายปีที่ผ่านมายกตัวอย่างเช่น วัตถุดิบอาหารสัตว์อย่างข้าวโพด ซึ่งในอดีตเคยมีราคาประมาณ กิโลกรัมละ 3-4 บาท แต่ปัจจุบันขยับขึ้นมาอยู่ที่มากกว่า 9 บาทต่อกิโลกรัม ส่งผลให้ต้นทุนการเลี้ยงสุกรเพิ่มขึ้นตามไปด้วยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ “วันนี้ผู้เลี้ยงต้องบริหารจัดการให้รอบคอบมากขึ้น ทั้งเรื่องอาหาร การจัดการฟาร์ม และการป้องกันโรค เพื่อให้อยู่ได้ทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภค” นายสิทธิพันธ์กล่าวทิ้งท้าย


28 สัตว์เศรษฐกิจLIVESTOCK PRODUCTION MAGAZINE อาหารกลางวันหนึ่งมื้อ อาจเปลี่ยนวันธรรมดาให้มีความหมายสำ�หรับเด็กในพื้นที่ห่�งไกล ไข่ไก่ฟองเดียวเป็นทั้งโภชน�ก�รที่ดี พลังสู่การเรียนรู้ และเป็นความหวัง ... โครงการ “ซีพีเลี้ยงไก่ไข่เพื่ออาหารกลางวันนักเรียน” ดำ�เนินง�นต่อเนื่องสู่ปีที่ 37 ที่เป็นอีกแรงขับเคลื่อนในการวางรากฐานอาหารกลางวันที่ยั่งยืน และช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตเด็กไทยอย่างเป็นรูปธรรมภาวะโภชนาการไม่สมดุล “วิกฤตเงียบ” ของเด็กในพื้นที่ห่างไกลข้อมูลจ�กกรมอน�มัยเผยว่� เด็กไทยวัยเรียนกว่� 1 ใน 7 คน กำาลังเผชิญภาวะโภชนาการไม่สมดุล ทั้งเตี้ย แคระแกร็น ผอมหรืออ้วนเกินเกณฑ์ ซึ่งเป็นผลจาก “การเข้าถึงอาหารไม่เท่าเทียม”โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกล ภาพความเหลื่อมล้ำานี้สะท้อนปัญหาที่ลึกกว่า “ความหิว” แต่คือการสูญเสียศักยภาพของชาติในอนาคตไข่ไก่...คำ�ตอบของโภชน�ก�รที่ดี เครือซีพีโดยมูลนิธิเจริญโภคภัณฑ์พัฒนาชีวิตชนบท (มูลนิธิซีพี) จึงน้อมนำาแนวพระราชดำาริสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในการส่งเสริมภาวะโภชนาการแก่นักเรียนในถิ่นธุรกันดาร โดยเริ่มต้นโครงการตั้งแต่ พ.ศ. 2532 เพื่อส่งเสริมให้โรงเรียนในชนบท สามารถเลี้ยงไก่ไข่เองได้จริง โดยมีเด็กนักเรียนเป็นผู้ลงมือดูแลไก่ไข่ร่วมกับครูพี่เลี้ยงในโรงเรียน ได้ผลผลิตไข่ไก่สด สะอาดคุณภาพดีสร้าง “ภาวะโภชนการที่ดี” ให้เด็กไทย โดยมีซีพีเอฟนำาความเชี่ยวชาญของบริษัทฯมาใช้ถ่ายทอดความรู้ประสบการณ์การปรับใช้เทคโนโลยีต่าง ๆ ให้กับนักเรียนและคุณครูในโรงเรียน พร้อมสนับสนุนโรงเรือน-อุปกรณ์มาตรฐานแม่พันธุ์ไก่ไข่ และอาหารไก่ในการเลี้ยงรุ่นแรก พร้อมส่งนักสัตวบาลให้คำาแนะนำาและติดตามการเลี้ยงตลอดโครงการอย่างต่อเนื่อง ทุกฟองที่ได้ไม่เพียงเป็นอาหารกลางวันสดใหม่ ยังกลายเป็น“ห้องเรียนโภชนาการ” ที่เด็ก ๆ ได้เรียนรู้จากการลงมือทำาจริง “จากเดิมเด็กนักเรียนบริโภคไข่เฉลี่ยปีละ 156 ฟอง หลังเข้าร่วมโครงการ เพิ่มเป็น 276 ฟองต่อคนต่อปีเพิ่มขึ้นกว่า 77%”เลี้ยงไก่ไข่ให้ยั่งยืนได้ด้วยตัวเอง โครงการนี้ไม่ใช่แค่ให้ไก่ แต่ “ให้ระบบคิด” ผ่านโมเดล “ลงทุนครั้งเดียว โรงเรียนเลี้ยงต่อเนื่อง” โรงเรียนสามารถสร้างรายได้จากการขายไข่และแม่ไก่ปลดในแต่ละรุ่น เกิด “กองทุนหมุนเวียน”มากกว่า 1 แสนบาท ตั้งแต่รุ่นที่ 1 และกองทุนสะสมเติบโตเฉลี่ยรุ่นละกว่า 3 หมื่นบาท เพื่อใช้ซื้อแม่พันธุ์และอาหารรุ่นต่อไปในราคาต้นทุนจากบริษัทฯ โดยไม่ต้องพึ่งพาการสนับสนุนภายนอกอีก“ไข่ไก่” จากอาหารกลางวัน สู่โอกาสของเยาวชน“ไข่ไก่” จากอาหารกลางวัน สู่โอกาสของเยาวชน


สัตว์เศรษฐกิจ 29ข่าวสารและสาระสำาหรับวงการเลี้ยงสัตว์ หลายโรงเรียน เช่น โรงเรียนราชประชานุเคราะห์47 จ.เพชรบุรีและโรงเรียน ตชด.บ้านป่าหมาก จ.ประจวบคีรีขันธ์ดำาเนินโครงการต่อเนื่องมากว่า 20-29 ปีจนกลายเป็น “ศูนย์กลางการเรียนรู้ของชุมชน”น้องส้มโอ - ด.ญ.วรรณศิริ สุขแสงดาว ชั้นป. 5 โรงเรียนวัดบางปิดล่าง (ราษฎร์สงเคราะห์) อ.แหลมงอบ จ.ตราด เล่าว่าตนเองเริ่มเลี้ยงตั้งแต่ ป.3 ได้เรียนรู้วิธีเลี้ยงไก่ รู้สึกภูมิใจที่ได้ดูแลไก่จนได้ไข่ไก่เป็นอาหารกลางวันให้กับทุกคน ชอบทานไข่ไก่โดยเฉพ�ะเมนูไข่พะโล้ ที่ทั้งอร่อยและไข่ก็เป็นโปรตีนที่ดีสำ�หรับร่�งก�ยผลลัพธ์ที่ม�กกว่�อ�ห�รกล�งวัน วันนี้ โครงการฯ ขยายครอบคลุม 1,018 โรงเรียน ใน 74จังหวัดทั่วประเทศ มีนักเรียน 229,673 คน ครู-บุคลากร 17,473คน และชุมชน 2,690 แห่ง ได้รับประโยชน์ ทั้งด้านอาหารการศึกษา และอาชีพ โดยเฉพาะผู้พิการ 535 คน ที่มีงานทำาจากการจ้างงานโดยซีพีเอฟ เพื่อทำาหน้าที่เป็นบุคลากรผู้ช่วยเลี้ยงไก่ไข่ให้แก่โรงเรียนในชุมชนพวกเขาเอง และเป็นส่วนหนึ่งของสังคมที่เท่�เทียมและเอื้ออ�ทร เด็กมีอาหารโปรตีนคุณภาพดี โรงเรียนมีรายได้หมุนเวียนชุมชนได้ไข่ราคาย่อมเยา ประเทศมีบุคลากรคุณภาพในอนาคต พร้อมต่อยอดขยายผลเกิดเป็นกิจการเพื่อสังคม (Social Enterprise) และพึ่งพ�ตนเองได้อย่�งยั่งยืนพัฒน�ไม่หยุด สู่ยุค ‘เกษตรดิจิทัล’ ซีพีเอฟยังยกระดับโรงเรียนต้นแบบด้วยระบบ IoT และแอปพลิเคชันติดตามผลแบบเรียลไทม์ เพื่อดูแลสภาพแวดล้อมโรงเรือน วิเคราะห์ประสิทธิภาพการเลี้ยง และควบคุมระบบน้ำา แสงและอุณหภูมิอัตโนมัติช่วยลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต และฝึกเด็กให้รู้เท่าทันเทคโนโลยีเกษตรยุคใหม่ นอกจากนี้ โครงการฯ ยังช่วยสร้างประสบการณ์การเรียนรู้จากการปฏิบัติทั้งการเลี้ยงไก่ การจัดการฟาร์ม และการบริหารจัดการผลผลิต ที่สามารถพัฒนาสู่การเป็น “แหล่งเรียนรู้ ActionBase Learning”จ�กโรงเรียนสู่ชุมชน ทุกโรงเรียนในโครงการไม่ได้เป็นแค่ผู้ผลิตไข่ แต่เป็น “ศูนย์เรียนรู้ชุมชน” ถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการเลี้ยงไก่ การจัดการกองทุน และการบริหารขยะจากมูลไก่สู่ปุ๋ยอินทรีย์ ต้นแบบของCommunity Eco-System ที่ขับเคลื่อนโดยคนในพื้นที่เอง ที่สำาคัญยังเป็น “คลังอาหารชุมชน” ผู้สร้างแหล่งโปรตีนสำาคัญให้กับชาวชุมชนได้อย่�งแท้จริง ไข่หนึ่งฟองจากโครงการซีพีเลี้ยงไก่ไข่ฯ ไม่ได้เป็นเพียงมื้อเที่ยงแต่นั่นคือ ‘หนึ่งฟองจากใจ ซีพี-ซีพีเอฟ เพื่ออนาคตเด็กไทยกินดีโตดีมีคุณค่า’ เป็นการลงทุนในพลังสมองและอนาคตของเด็กไทยที่จะกลายเป็นโมเดลการเลี้ยงไก่ที่สร้างรายได้หมุนเวียน ต่อยอดสู่การฝึกทักษะสู่ชุมชน เป็นสูตรสำาเร็จที่ทำาได้และขยายผลได้จริง ./ คลิกชมคลิป >> https://youtu.be/JAGs-2gWhOE?si=I00_j2bUGtfBlleR28 สัตว์เศรษฐกิจLIVESTOCK PRODUCTION MAGAZINE อาหารกลางวันหนึ่งมื้อ อาจเปลี่ยนวันธรรมดาให้มีความหมายสำ�หรับเด็กในพื้นที่ห่�งไกล ไข่ไก่ฟองเดียวเป็นทั้งโภชน�ก�รที่ดี พลังสู่การเรียนรู้ และเป็นความหวัง ... โครงการ “ซีพีเลี้ยงไก่ไข่เพื่ออาหารกลางวันนักเรียน” ดำ�เนินง�นต่อเนื่องสู่ปีที่ 37 ที่เป็นอีกแรงขับเคลื่อนในการวางรากฐานอาหารกลางวันที่ยั่งยืน และช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตเด็กไทยอย่างเป็นรูปธรรมภาวะโภชนาการไม่สมดุล “วิกฤตเงียบ” ของเด็กในพื้นที่ห่างไกลข้อมูลจ�กกรมอน�มัยเผยว่� เด็กไทยวัยเรียนกว่� 1 ใน 7 คน กำาลังเผชิญภาวะโภชนาการไม่สมดุล ทั้งเตี้ย แคระแกร็น ผอมหรืออ้วนเกินเกณฑ์ ซึ่งเป็นผลจาก “การเข้าถึงอาหารไม่เท่าเทียม”โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกล ภาพความเหลื่อมล้ำานี้สะท้อนปัญหาที่ลึกกว่า “ความหิว” แต่คือการสูญเสียศักยภาพของชาติในอนาคตไข่ไก่...คำ�ตอบของโภชน�ก�รที่ดี เครือซีพีโดยมูลนิธิเจริญโภคภัณฑ์พัฒนาชีวิตชนบท (มูลนิธิซีพี) จึงน้อมนำาแนวพระราชดำาริสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในการส่งเสริมภาวะโภชนาการแก่นักเรียนในถิ่นธุรกันดาร โดยเริ่มต้นโครงการตั้งแต่ พ.ศ. 2532 เพื่อส่งเสริมให้โรงเรียนในชนบท สามารถเลี้ยงไก่ไข่เองได้จริง โดยมีเด็กนักเรียนเป็นผู้ลงมือดูแลไก่ไข่ร่วมกับครูพี่เลี้ยงในโรงเรียน ได้ผลผลิตไข่ไก่สด สะอาดคุณภาพดีสร้าง “ภาวะโภชนการที่ดี” ให้เด็กไทย โดยมีซีพีเอฟนำาความเชี่ยวชาญของบริษัทฯมาใช้ถ่ายทอดความรู้ประสบการณ์การปรับใช้เทคโนโลยีต่าง ๆ ให้กับนักเรียนและคุณครูในโรงเรียน พร้อมสนับสนุนโรงเรือน-อุปกรณ์มาตรฐานแม่พันธุ์ไก่ไข่ และอาหารไก่ในการเลี้ยงรุ่นแรก พร้อมส่งนักสัตวบาลให้คำาแนะนำาและติดตามการเลี้ยงตลอดโครงการอย่างต่อเนื่อง ทุกฟองที่ได้ไม่เพียงเป็นอาหารกลางวันสดใหม่ ยังกลายเป็น“ห้องเรียนโภชนาการ” ที่เด็ก ๆ ได้เรียนรู้จากการลงมือทำาจริง “จากเดิมเด็กนักเรียนบริโภคไข่เฉลี่ยปีละ 156 ฟอง หลังเข้าร่วมโครงการ เพิ่มเป็น 276 ฟองต่อคนต่อปีเพิ่มขึ้นกว่า 77%”เลี้ยงไก่ไข่ให้ยั่งยืนได้ด้วยตัวเอง โครงการนี้ไม่ใช่แค่ให้ไก่ แต่ “ให้ระบบคิด” ผ่านโมเดล “ลงทุนครั้งเดียว โรงเรียนเลี้ยงต่อเนื่อง” โรงเรียนสามารถสร้างรายได้จากการขายไข่และแม่ไก่ปลดในแต่ละรุ่น เกิด “กองทุนหมุนเวียน”มากกว่า 1 แสนบาท ตั้งแต่รุ่นที่ 1 และกองทุนสะสมเติบโตเฉลี่ยรุ่นละกว่า 3 หมื่นบาท เพื่อใช้ซื้อแม่พันธุ์และอาหารรุ่นต่อไปในราคาต้นทุนจากบริษัทฯ โดยไม่ต้องพึ่งพาการสนับสนุนภายนอกอีก“ไข่ไก่” จากอาหารกลางวัน สู่โอกาสของเยาวชน“ไข่ไก่” จากอาหารกลางวัน สู่โอกาสของเยาวชน


30 สัตว์เศรษฐกิจLIVESTOCK PRODUCTION MAGAZINE สถานการณ์ปี 2568 การผลิต ปี 2564 - 2568 ภาพรวมการผลิตไข่ไก่ของประเทศไทยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในอัตราร้อยละ 1.10 ต่อปีโดยปี2568 การผลิตไข่ไก่มีปริมาณ 16,056.340 ล้านฟอง เพิ่มขึ้นจาก 15,868.361 ล้านฟอง ของปี2567 ร้อยละ 1.18 เนื่องจากเกษตรกรมีการจัดการเลี้ยงไก่ไข่ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น ทำาให้ผลผลิตเพิ่มขึ้น การตลาด ความต้องการบริโภค ปี2564 - 2568 ความต้องการบริโภคไข่ไก่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในอัตราร้อยละ 0.70 ต่อปีโดยปี2568 ความต้องการบริโภคไข่ไก่มีปริมาณ 15,537.722 ล้านฟอง เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจาก 15,454.333 ล้านฟอง ของปี2567 ร้อยละ 0.54 ซึ่งเป็นผลมาจากความต้องการบริโภคขยายตัวตามภาวะเศรษฐกิจโดยไข่ไก่เป็นอาหารโปรตีนที่มีราคาถูกและสามารถปรุงอาหารได้ง่ายเมื่อเทียบกับโปรตีนชนิดอื่น การส่งออก ไข่ไก่สด ปี 2564 - 2568 ปริมาณและมูลค่าการส่งออกไข่ไก่สดมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในอัตราร้อยละ 18.83 และร้อยละ 22.45 ต่อปีตามลำาดับ โดยปี2568 การส่งออกไข่ไก่สดมีปริมาณ 518.618 ล้านฟอง มูลค่า 1,850.626 ล้านบาทเพิ่มขึ้นจากปริมาณ 414.028 ล้านฟอง มูลค่า 1,647.401 ล้านบาท ของปี 2567ร้อยละ 25.26 และร้อยละ 12.34 ตามลำาดับ ตลาดส่งออกที่สำาคัญของไทย คือ สิงคโปร์และฮ่องกง โดยมีสัดส่วนการส่งออก ร้อยละ 79.42 และร้อยละ 8.98 ของปริมาณการส่งออกไข่ไก่สดทั้งหมด ตามลำาดับ การส่งออกผลิตภัณฑ์จากไข่ไก่ ปี2564 - 2568 ปริมาณและมูลค่าการส่งออกผลิตภัณฑ์จากไข่ไก่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในอัตราร้อยละ 6.97 และร้อยละ 11.02 ต่อปีตามลำาดับ โดยปี2568 มีการส่งออกผลิตภัณฑ์จากไข่ไก่ ปริมาณ 5,646.892 ตัน มูลค่า620.956 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปริมาณ 5,284.843 ตัน มูลค่า 593.999 ล้านบาทไก่ไข่ ปี 69 รักษาสมดุลตลาด สร้างเสถียรภาพราคา ไก่ไข่ ปี 69 รักษาสมดุลตลาด สร้างเสถียรภาพราคา


สัตว์เศรษฐกิจ 31ข่าวสารและสาระสำาหรับวงการเลี้ยงสัตว์ของปี2567 ร้อยละ 6.85 และร้อยละ 4.54 ตามลำาดับ ผลิตภัณฑ์ที่ส่งออกมากที่สุด คือ ไข่เหลวรวม ตลาดส่งออก ที่สำาคัญ คือ ญี่ปุ่นและสหรัฐอเมริกา โดยมีสัดส่วนการส่งออกร้อยละ 66.89 และร้อยละ 25.03 ของปริมาณการส่งออกไข่เหลวทั้งหมด ตามลำาดับไก่ไข่ ปี 69 รักษาสมดุลตลาด สร้างเสถียรภาพราคา สถานการณ์ปี 2568 การผลิต ปี 2564 - 2568 ภาพรวมการผลิตไข่ไก่ของประเทศไทยมีแนวโนม้เพิ่มขึ้้นในอตัรารอ้ยละ 1.10 ต่อปีโดยปี 2568 การผลิตไข่ไก่มีปริมาณ 16,056.340 ล้านฟอง เพิ่มขึ้นจาก 15,868.361 ล้านฟอง ของปี 2567ร้อยละ 1.18 เนื่องจากเกษตรกรมีการจัดการเลี้ยงไก่ไข่ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น ท าให้ผลผลิตเพิ่มขึ้นการตลาด ความต้องการบริโภค ปี 2564 - 2568 ความต้องการบริโภคไข่ไก่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในอัตราร้อยละ 0.70 ต่อปี โดยปี 2568 ความต้องการบริโภคไข่ไก่มีปริมาณ 15,537.722 ล้านฟอง เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจาก 15,454.333 ล้านฟอง ของปี2567 ร้อยละ 0.54 ซึ่งเป็นผลมาจากความต้องการบริโภคขยายตัวตามภาวะเศรษฐกิจ โดยไข่ไก่เป็นอาหารโปรตีนที่มีราคาถูกและสามารถปรุงอาหารได้ง่ายเมื่อเทียบกับโปรตีนชนิดอื่นการส่งออก ไข่ไก่สด ปี 2564 - 2568 ปริมาณและมลูค่าการส่งออกไข่ไก่สดมีแนวโนม้เพิ่มขึ้้นในอตัรารอ้ยละ18.83และร้อยละ 22.45 ต่อปี ตามล าดับ โดยปี 2568 การส่งออกไข่ไก่สดมีปริมาณ 518.618 ล้านฟอง มูลค่า 1,850.626 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปริมาณ 414.028 ล้านฟอง มูลค่า 1,647.401 ล้านบาท ของปี 2567 ร้อยละ 25.26 และร้อยละ 12.34 ตามล าดับ ตลาดส่งออกที่ส าคัญของไทย คือ สิงคโปร์ และฮ่องกง โดยมีสัดส่วนการส่งออก ร้อยละ 79.42 และร้อยละ 8.98 ของปริมาณการส่งออกไข่ไก่สดทั้งหมด ตามล าดับการส่งออกผลิตภัณฑ์จากไข่ไก่ ปี 2564 - 2568 ปริมาณและมลูค่าการส่งออกผลิตภณัฑจ์ากไข่ไก่มีแนวโนม้เพิ่่มขึ้้นในอัตราร้อยละ 6.97 และร้อยละ 11.02 ต่อปีตามล าดับ โดยปี 2568 มีการส่งออกผลิตภัณฑ์จากไข่ไก่ ปริมาณ 5,646.892 ตัน มูลค่า 620.956 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปริมาณ 5,284.843 ตัน มูลค่า 593.999 ล้านบาท ของปี 2567 ร้อยละ 6.85 และร้อยละ 4.54 ตามลา ดับ ผลิตภัณฑ์ท่ีส่งออกมากท่ี่สุด คือ ไข่เหลวรวม ตลาดส่งออก ที่ส าคัญ คือ ญี่ปุ่ น และสหรัฐอเมริกา โดยมีสัดส่วนการส่งออกร้อยละ 66.89 และร้้อยละ 25.03 ของปริมาณการส่งออกไข่เหลวทั้งหมด ตามล าดับการน าเข้า ปี 2564 - 2568 ปริมาณและมูลค่าการน าเข้าผลิตภัณฑ์จากไข่ไก่มีแนวโน้มลดลงในอัตราร้อยละ 14.11 ต่อปี และร้อยละ 8.01 ต่อปีตามล าดับ โดยในปี 2568 มีการน าเข้าผลิตภัณฑ์จากไข่ไก่ปริมาณ 3,499.216 ตัน มูลค่า 627.657 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปริมาณ 3,299.125 ตัน ของปี 2567 ร้อยละ 6.06 การนำาเข้า ปี2564 - 2568 ปริมาณและมูลค่าการนำาเข้าผลิตภัณฑ์จากไข่ไก่มีแนวโน้มลดลงในอัตราร้อยละ 14.11 ต่อปีและร้อยละ8.01 ต่อปีตามลำาดับ โดยในปี2568 มีการนำาเข้าผลิตภัณฑ์จากไข่ไก่ปริมาณ 3,499.216 ตัน มูลค่า 627.657 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปริมาณ3,299.125 ตัน ของปี2567 ร้อยละ 6.06ขณะที่มูลค่าลดลงจาก 732.266 ล้านบาท ของปี 2567 ร้อยละ 14.29 โดยผลิตภัณฑ์น าเข้าจะใช้เป็นส่วนผสมในการผลิตผลิตภัณฑ์ต่างๆ เพื่อใช้้ในประเทศและเพื่อการส่งออก ซึ่งผลิตภัณฑ์ที่น าเข้ามากที่สุด คือ ไข่ขาวผง โดยน าเข้าจากประเทศอิตาลีมากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 32.31 ของปริมาณน าเข้าไข่ขาวผงทั้งหมด รองลงมา ได้แก่ โปแลนด์ เนเธอร์แลนด์ และเบลเยียม ตามล าดับราคาท่ี่เกษตรกรขายได้ปี 2564 - 2568 ราคาไข่ไก่ที่เกษตรกรขายไดม้ีแนวโนม้เพิ่่มขึน้ในอัตรารอ้ยละ5.52 ต่อปีโดยปี 2568 ราคาไข่ไก่ที่เกษตรกรขายได้เฉลี่ยฟองละ 3.50 บาท ลดลงจากฟองละ 3.67 บาท ของปี 2567 ร้อยละ 4.63 ซึ่งปรับตัวตามต้นทุนการผลิตที่ลดลง ประกอบกับมีผลผลิตออกสู่ตลาดปริมาณมากราคาส่งออก ปี 2564 - 2568 ราคาส่งออกไข่ไก่สดและผลิตภัณฑ์จากไข่ไก่ มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในอัตราร้อยละ 3.06 และร้อยละ 3.79 ต่อปีตามล าดับ โดยปี 2568 ราคาส่งออกไข่ไก่สดเฉลี่ยฟองละ 3.57 บาท ราคาผลิตภัณฑ์จากไข่ไก่เฉลี่ยกโลกรัมละ 109.96 บาท ลดลงจากฟองละ 3.98 บาท และกิโลกรัมละ 112.40 บาท ของปี 2567 ร้อยละ 10.30 และร้อยละ 2.17 ตามล าดับราคาน าเข้า ปี 2564 - 2568 ราคาน าเข้าผลิตภัณฑ์จากไข่ไก่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในอัตราร้อยละ 7.10 ต่อปีโดยปี 2568 ราคาน าเข้าผลิตภัณฑ์จากไข่ไก่เฉลี่ยกิโลกรัมละ 179.37 บาท ลดลงจากกิโลกรัมละ 221.96 บาทของปี 2567 ร้อยละ 19.19แนวโน้ม ปี 2569 การผลิตปี 2569 คาดว่า จะมีการผลิตไข่ไก่ปริมาณ 16,108.317 ล้านฟอง เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจาก 16,056.340 ล้านฟองของปี 2568 ร้อยละ 0.32 เนื่องจากความตอ้งการบรโิภคในประเทศท่ีเพิ่มขึน้จากภาวะเศรษฐกิจท่ี่ฟื้นตวั ขณะที่มูลค่าลดลงจาก 732.266 ล้านบาท ของปี2567 ร้อยละ 14.29 โดยผลิตภัณฑ์นำาเข้าจะใช้เป็นส่วนผสมในการผลิตผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ เพื่อใช้ในประเทศและเพื่อการส่งออก ซึ่งผลิตภัณฑ์ที่นำาเข้ามากที่สุด คือ ไข่ขาวผง โดยนำาเข้าจากประเทศอิตาลีมากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 32.31 ของปริมาณนำาเข้าไข่ขาวผงทั้งหมด รองลงมา ได้แก่ โปแลนด์ เนเธอร์แลนด์และเบลเยียม ตามลำาดับ ราคาที่เกษตรกรขายได้ปี2564 - 2568 ราคาไข่ไก่ที่เกษตรกรขายได้มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในอัตราร้อยละ 5.52 ต่อปีโดยปี2568 ราคาไข่ไก่ที่เกษตรกรขายได้เฉลี่ยฟองละ 3.50 บาท ลดลงจากฟองละ 3.67 บาท ของปี2567 ร้อยละ 4.63 ซึ่งปรับตัวตามต้นทุนการผลิตที่ลดลง ประกอบกับมีผลผลิตออกสู่ตลาดปริมาณมาก ราคาส่งออก ปี2564 - 2568 ราคาส่งออกไข่ไก่สดและผลิตภัณฑ์จากไข่ไก่ มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในอัตราร้อยละ 3.06 และร้อยละ 3.79ต่อปีตามลำาดับ โดยปี2568 ราคาส่งออกไข่ไก่สดเฉลี่ยฟองละ 3.57 บาท ราคาผลิตภัณฑ์จากไข่ไก่เฉลี่ยกิโลกรัมละ 109.96 บาท ลดลงจากฟองละ 3.98 บาท และกิโลกรัมละ 112.40 บาท ของปี2567 ร้อยละ 10.30 และร้อยละ 2.17 ตามลำาดับ ราคานำาเข้า ปี2564 - 2568 ราคานำาเข้าผลิตภัณฑ์จากไข่ไก่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในอัตราร้อยละ 7.10 ต่อปีโดยปี2568 ราคานำาเข้าผลิตภัณฑ์จากไข่ไก่เฉลี่ยกิโลกรัมละ 179.37 บาท ลดลงจากกิโลกรัมละ 221.96 บาทของปี2567 ร้อยละ 19.1930 สัตว์เศรษฐกิจLIVESTOCK PRODUCTION MAGAZINE สถานการณ์ปี 2568 การผลิต ปี 2564 - 2568 ภาพรวมการผลิตไข่ไก่ของประเทศไทยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในอัตราร้อยละ 1.10 ต่อปีโดยปี2568 การผลิตไข่ไก่มีปริมาณ 16,056.340 ล้านฟอง เพิ่มขึ้นจาก 15,868.361 ล้านฟอง ของปี2567 ร้อยละ 1.18 เนื่องจากเกษตรกรมีการจัดการเลี้ยงไก่ไข่ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น ทำาให้ผลผลิตเพิ่มขึ้น การตลาด ความต้องการบริโภค ปี2564 - 2568 ความต้องการบริโภคไข่ไก่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในอัตราร้อยละ 0.70 ต่อปีโดยปี2568 ความต้องการบริโภคไข่ไก่มีปริมาณ 15,537.722 ล้านฟอง เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจาก 15,454.333 ล้านฟอง ของปี2567 ร้อยละ 0.54 ซึ่งเป็นผลมาจากความต้องการบริโภคขยายตัวตามภาวะเศรษฐกิจโดยไข่ไก่เป็นอาหารโปรตีนที่มีราคาถูกและสามารถปรุงอาหารได้ง่ายเมื่อเทียบกับโปรตีนชนิดอื่น การส่งออก ไข่ไก่สด ปี 2564 - 2568 ปริมาณและมูลค่าการส่งออกไข่ไก่สดมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในอัตราร้อยละ 18.83 และร้อยละ 22.45 ต่อปีตามลำาดับ โดยปี2568 การส่งออกไข่ไก่สดมีปริมาณ 518.618 ล้านฟอง มูลค่า 1,850.626 ล้านบาทเพิ่มขึ้นจากปริมาณ 414.028 ล้านฟอง มูลค่า 1,647.401 ล้านบาท ของปี 2567ร้อยละ 25.26 และร้อยละ 12.34 ตามลำาดับ ตลาดส่งออกที่สำาคัญของไทย คือ สิงคโปร์และฮ่องกง โดยมีสัดส่วนการส่งออก ร้อยละ 79.42 และร้อยละ 8.98 ของปริมาณการส่งออกไข่ไก่สดทั้งหมด ตามลำาดับ การส่งออกผลิตภัณฑ์จากไข่ไก่ ปี2564 - 2568 ปริมาณและมูลค่าการส่งออกผลิตภัณฑ์จากไข่ไก่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในอัตราร้อยละ 6.97 และร้อยละ 11.02 ต่อปีตามลำาดับ โดยปี2568 มีการส่งออกผลิตภัณฑ์จากไข่ไก่ ปริมาณ 5,646.892 ตัน มูลค่า620.956 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปริมาณ 5,284.843 ตัน มูลค่า 593.999 ล้านบาทไก่ไข่ ปี 69 รักษาสมดุลตลาด สร้างเสถียรภาพราคา ไก่ไข่ ปี 69 รักษาสมดุลตลาด สร้างเสถียรภาพราคา


32 สัตว์เศรษฐกิจ การตลาด ความต้องการบริโภค ปี 2569 คาดว่า ความต้องการบริโภคไข่ไก่จะเพิ่มขึ้นจากปี 2568 ตามภาวะเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวตาม นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล ประกอบกับไข่ไก่สามารถทำาเมนูอาหารได้ง่าย และหลากหลายประเภทรวมทั้งเป็นแหล่งโปรตีนราคาถูก นอกจากนี้ ภาครัฐและเอกชนมีการรณรงค์การบริโภคไข่ไก่ภายในประเทศ โดยการประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับคุณประโยชน์ของไข่ไก่และปริมาณการบริโภคไข่ไก่ที่เหมาะสมกับทุกเพศทุกวัยอย่างต่อเนื่อง การส่งออก ปี2568 คาดว่า การส่งออกไข่ไก่สดและผลิตภัณฑ์จากไข่ไก่จะเพิ่มขึ้นเล็กน้อย เมื่อเทียบกับปี 2567 เนื่องจากต้องรักษาระดับราคาไข่ไก่ภายในประเทศ และรักษาตลาดส่งออก รวมทั้งประเทศคู่ค้า ที่สำาคัญ อาทิสิงคโปร์และฮ่องกง มีความต้องการนำาเข้าไข่ไก่จากไทยเพิ่มขึ้น การนำาเข้า ปี2569 คาดว่า การนำาเข้าผลิตภัณฑ์จากไข่ไก่จะทรงตัวหรือเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากปี2568 เนื่องจากโรงงานแปรรูปไข่ไก่ภายในประเทศไทยยังไม่สามารถที่จะผลิตผลิตภัณฑ์จากไข่ไก่LIVESTOCK PRODUCTION MAGAZINEขณะที่มูลค่าลดลงจาก 732.266 ล้านบาท ของปี 2567 ร้อยละ 14.29 โดยผลิตภัณฑ์น าเข้าจะใช้เป็นส่วนผสมในการผลิตผลิตภัณฑ์ต่างๆ เพื่อใช้้ในประเทศและเพื่อการส่งออก ซึ่งผลิตภัณฑ์ที่น าเข้ามากที่สุด คือ ไข่ขาวผง โดยน าเข้าจากประเทศอิตาลีมากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 32.31 ของปริมาณน าเข้าไข่ขาวผงทั้งหมด รองลงมา ได้แก่ โปแลนด์ เนเธอร์แลนด์ และเบลเยียม ตามล าดับราคาท่ี่เกษตรกรขายได้ปี 2564 - 2568 ราคาไข่ไก่ที่เกษตรกรขายไดม้ีแนวโนม้เพิ่่มขึน้ในอัตรารอ้ยละ5.52 ต่อปีโดยปี 2568 ราคาไข่ไก่ที่เกษตรกรขายได้เฉลี่ยฟองละ 3.50 บาท ลดลงจากฟองละ 3.67 บาท ของปี 2567 ร้อยละ 4.63 ซึ่งปรับตัวตามต้นทุนการผลิตที่ลดลง ประกอบกับมีผลผลิตออกสู่ตลาดปริมาณมากราคาส่งออก ปี 2564 - 2568 ราคาส่งออกไข่ไก่สดและผลิตภัณฑ์จากไข่ไก่ มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในอัตราร้อยละ 3.06 และร้อยละ 3.79 ต่อปีตามล าดับ โดยปี 2568 ราคาส่งออกไข่ไก่สดเฉลี่ยฟองละ 3.57 บาท ราคาผลิตภัณฑ์จากไข่ไก่เฉลี่ยกโลกรัมละ 109.96 บาท ลดลงจากฟองละ 3.98 บาท และกิโลกรัมละ 112.40 บาท ของปี 2567 ร้อยละ 10.30 และร้อยละ 2.17 ตามล าดับราคาน าเข้า ปี 2564 - 2568 ราคาน าเข้าผลิตภัณฑ์จากไข่ไก่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในอัตราร้อยละ 7.10 ต่อปีโดยปี 2568 ราคาน าเข้าผลิตภัณฑ์จากไข่ไก่เฉลี่ยกิโลกรัมละ 179.37 บาท ลดลงจากกิโลกรัมละ 221.96 บาทของปี 2567 ร้อยละ 19.19แนวโน้ม ปี 2569 การผลิตปี 2569 คาดว่า จะมีการผลิตไข่ไก่ปริมาณ 16,108.317 ล้านฟอง เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจาก 16,056.340 ล้านฟองของปี 2568 ร้อยละ 0.32 เนื่องจากความตอ้งการบรโิภคในประเทศท่ีเพิ่มขึน้จากภาวะเศรษฐกิจท่ี่ฟื้นตวั แนวโน้ม ปี2569 การผลิตปี2569 คาดว่า จะมีการผลิตไข่ไก่ปริมาณ 16,108.317 ล้านฟอง เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจาก 16,056.340 ล้านฟองของปี 2568 ร้อยละ 0.32 เนื่องจากความต้องการบริโภคในประเทศที่เพิ่มขึ้นจากภาวะเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวตามนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการนโยบายพัฒนาไก่ไข่และผลิตภัณฑ์ (Egg Board) ได้ดำาเนินมาตรการรักษาเสถียรภาพราคาไข่ไก่ด้วยการปรับสมดุลการผลิตให้เหมาะสมกับความต้องการตลาด โดยขอความร่วมมือเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่ให้ปลดไก่ไข่ยืนกรงตามอายุที่เหมาะสมตามนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการนโยบายพัฒนาไก่ไข่และผลิตภัณฑ์ (Egg Board) ได้ด าเนินมาตรการรักษาเสถียรภาพราคาไข่ไก่ด้วยการปรับสมดุลการผลิตให้เหมาะสมกับความต้องการตลาด โดยขอความร่วมมือเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่ให้ปลดไก่ไข่ยืนกรงตามอายุที่เหมาะสมการตลาด ความต้องการบริโภค ปี 2569 คาดว่า ความต้องการบริโภคไข่ไก่จะเพิ่มขึ้นจากปี2568 ตามภาวะเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวตาม นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล ประกอบกับไข่ไก่สามารถท าเมนูอาหารได้ง่าย และหลากหลายประเภทรวมทั้งเป็นแหล่งโปรตีนราคาถูก นอกจากนี้ ภาครัฐและเอกชนมีการรณรงค์การบริโภคไข่ไก่ภายในประเทศ โดยการประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับคุณประโยชน์ของไข่ไก่และปริมาณการบริโภคไข่ไก่ที่เหมาะสมกับทุกเพศทุกวัยอย่างต่อเนื่องการส่งออก ปี 2568 คาดว่า การส่งออกไข่ไก่สดและผลิตภัณฑ์จากไข่ไก่จะเพิ่มขึ้นเล็กน้อย เมื่อเทียบกับปี 2567เนื่องจากต้องรักษาระดับราคาไข่ไก่ภายในประเทศ และรักษาตลาดส่งออก รวมทั้งประเทศคู่ค้า ที่ส าคัญ อาทิสิงคโปร์และฮ่องกง มีความต้องการน าเข้าไข่ไก่จากไทยเพิ่มขึ้นการน าเข้า ปี 2569 คาดว่า การน าเข้าผลิตภัณฑ์จากไข่ไก่จะทรงตัวหรือเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากปี 2568 เนื่องจากโรงงานแปรรูปไข่ไก่ภายในประเทศไทยยังไม่สามารถที่จะผลิตผลิตภัณฑ์จากไข่ไก่ประเภทต่างๆ ได้อย่างเพียงพอและอุตสาหกรรมแปรรูปอาหารเพื่อการส่งออกบางประเภทยังต้องใช้ผลิตภัณฑ์จากไข่ไก่จากประเทศที่สหภาพยุโรปให้การรับรองให้ใช้เป็นส่วนประกอบได้ราคา ปี 2569 คาดว่า ราคาไข่ไก่ที่เกษตรกรขายได้เฉลี่ย ทั้งประเทศจะสูงขึ้นเล็กน้อยจากปี2568 เน่ื่องจากมีการจัดท าแผนการน าเข้าพ่อแม่พันธุ์ไก่ไข่ที่เหมาะสม เพื่อรักษาเสถียรภาพราคาไข่ไก่ในประเทศ รวมทั้งมีความต้องการบริโภคที่ ขยายตัวเพิ่มขึ้นปัจจัยที่ม่ีผลกระทบต่อการผลิตและการตลาดปัจจัยบวก 1) ปัญหาการระบาดของโรคไข้หวัดนกในต่างประเทศ ท าให้มีความต้องการน าเข้าไข่ไก่ จึงเป็นโอกาสในการส่งออกของไทย ซึ่งจะช่วยสร้างเสถียรภาพราคาไข่ไก่ภายในประเทศ 2) การรณรงค์ส่งเสริมการบริโภคไข่ไก่อย่างต่อเนื่องของหน่วยงานจากภาครัฐและภาคเอกชน อาทิการจัดกิจกรรมงานวันไข่่โลก การรณรงค์ส่งเสริมการบริโภคไข่ไก่ ซึ่งส่งผลให้มีการบริโภคไข่ไก่เพิ่มขึ้น


สัตว์เศรษฐกิจ 33ข่าวสารและสาระสำาหรับวงการเลี้ยงสัตว์ประเภทต่าง ๆ ได้อย่างเพียงพอและอุตสาหกรรมแปรรูปอาหารเพื่อการส่งออกบางประเภทยังต้องใช้ผลิตภัณฑ์จากไข่ไก่จากประเทศที่สหภาพยุโรปให้การรับรองให้ใช้เป็นส่วนประกอบได้ ราคา ปี2569 คาดว่า ราคาไข่ไก่ที่เกษตรกรขายได้เฉลี่ย ทั้งประเทศจะสูงขึ้นเล็กน้อยจากปี2568 เนื่องจากมีการจัดทำาแผนการนำาเข้าพ่อแม่พันธุ์ไก่ไข่ที่เหมาะสม เพื่อรักษาเสถียรภาพราคาไข่ไก่ในประเทศ รวมทั้งมีความต้องการบริโภคที่ขยายตัวเพิ่มขึ้นปัจจัยที่มีผลกระทบต่อการผลิตและการตลาดปัจจัยบวก 1) ปัญหาการระบาดของโรคไข้หวัดนกในต่างประเทศ ทำาให้มีความต้องการนำาเข้าไข่ไก่ จึงเป็นโอกาสในการส่งออกของไทย ซึ่งจะช่วยสร้างเสถียรภาพราคาไข่ไก่ภายในประเทศ 2) การรณรงค์ส่งเสริมการบริโภคไข่ไก่อย่างต่อเนื่องของหน่วยงานจากภาครัฐและภาคเอกชน อาทิ การจัดกิจกรรมงานวันไข่โลก การรณรงค์ส่งเสริมการบริโภคไข่ไก่ ซึ่งส่งผลให้มีการบริโภคไข่ไก่เพิ่มขึ้นปัจจัยลบ 1) สภาพอากาศที่่แปรปรวน มีผลต่อสุขภาพของไก่ไข่ อาจทำาให้ไก่มีภูมิคุ้มกันลดลง และเป็นโรคได้ง่ายขึ้นส่งผลให้อัตราการให้ไข่ลดลงได้2) ต้นทุนการผลิตยังอยู่ในระดับสูง ด้าน ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานคณะกรรมการนโยบายพัฒนาไก่ไข่และผลิตภัณฑ์ (Egg Board) ครั้งที่1/2569 โดยมี นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผู้บริหารในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และภาคเอกชน ทั้งนี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้กล่าวแสดงความชื่นชมและขอบคุณสมาคมผู้เลี้ยงไก่ไข่รวมถึงเกษตรกรทั่วประเทศ ที่มีส่วนสำาคัญในการช่วยเหลือประชาชนให้ผ่านพ้นวิกฤตภัยพิบัติในพื้นที่อำาเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลาอำาเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย และในพื้นที่จังหวัดน่าน ซึ่งไข่ไก่ที่เป็นอาหารคุณภาพเข้าถึงง่าย ถือเป็นพลังสำาคัญในการช่วยบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่ผู้ประสบภัยได้อย่างรวดเร็วในภาวะฉุกเฉินได้เป็นอย่างดี สำาหรับที่ประชุมมีมติเห็นชอบ 3 ประเด็น ได้แก่ 1) ปี2569ให้ใช้ค่าประสิทธิภาพการผลิตเท่ากับปี 2568 โดยปู่ย่าพันธุ์ไก่ไข่(GP) 1 ตัว ผลิตลูกพ่อแม่พันธุ์ไก่ไข่ (PS) ได้77 ตัว ปลดที่อายุ72 สัปดาห์ พ่อแม่พันธุ์ไก่ไข่ (PS) 1 ตัว ผลิตลูกไก่ไข่เพศเมียได้107 ตัว ปลดที่อายุ 72 สัปดาห์แม่ไก่ไข่ยืนกรง 1 ตัว ผลิตไข่ไก่ได้361 ฟอง ปลดที่อายุ 80 สัปดาห์ทั้งนี้สามารถปรับขยายอายุการเลี้ยงได้หากเกิดภาวะวิกฤตผลผลิตไม่สมดุลกับความต้องการของตลาด โดยมอบอำานาจให้คณะกรรมการรักษาเสถียรภาพราคาเป็นผู้พิจารณา 2) แผนการนำาเข้าเลี้ยงไก่ไข่พันธุ์ (GP และ PS)ปี2569 โดยให้นำาเข้าปู่ย่าพันธุ์ไก่ไข่ (GP) จำานวน 3,800 ตัว และพ่อแม่พันธุ์ไก่ไข่ (PS) จำานวน 440,000 ตัว ซึ่งเท่ากับปี2568ซึ่งเหมาะสมกับความต้องการบริโภคของคนไทย และต้องให้ความเป็นธรรมกับผู้ประกอบการรายเดิมที่ร่วมมาตรการรักษาเสถียรภาพราคามาตลอด และ 3) มอบหมายให้ฝ่ายเลขานุการศึกษาข้อมูลเชิงประจักษ์และตรวจสอบความพร้อมของสถานที่ รวมถึงเอกสารของบริษัทที่ต้องการยื่นเรื่องขอเลี้ยงพ่อแม่พันธุ์ไก่ไข่ (PS) รายใหม่ เพื่อไม่ให้กลุ่มเกษตรกรรายย่อยเสียเปรียบ และเป็นการรักษาสมดุลการค้าไม่ให้ไข่ไก่ล้นตลาด สรุปภาพรวมการผลิตและการตลาดไก่ไข่ ข้อมูล ณ วันที่ 31ธันวาคม 2568 พบว่าการเลี้ยงปู่ย่าพันธุ์ไก่ไข่ (GP) ปี2568 มีแผนการเลี้ยงจำานวน 3,800 ตัว นำาเข้าเลี้ยงแล้ว จำานวน 3,740ตัว (98.42%) (ข้อมูล ณ 31 ธันวาคม 2568) (ข้อมูล กองสารวัตรและกักกัน/บมจ.ซีพีเอฟ) การเลี้ยงพ่อแม่พันธุ์ไก่ไข่ (PS) ปี2568มีแผนการเลี้ยงจำานวน 440,000 ตัว นำาเข้าเลี้ยงแล้ว จำานวน450,128 ตัว (102.30%) มีจำานวนไก่ไข่ยืนกรงปัจจุบัน จำานวน51.55 ล้านตัว ประมาณการผลผลิต 42.78 ล้านฟองต่อวัน ในส่วนการส่งออกไข่ไก่สด ปี2568 (มกราคม - พฤศจิกายน) จำานวน479.98 ล้านฟอง มูลค่า 1,707.07 ล้านบาท ปริมาณและมูลค่าเพิ่มขึ้นร้อยละ 27.00 และร้อยละ 12.47 ตามลำาดับ เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว ประเทศคู่ค้าที่สำาคัญ ได้แก่สิงคโปร์79% ฮ่องกง 9% ญี่ปุ่น 6% สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์4%และประเทศอื่น ๆ 2% ในด้านราคา ณ วันที่ 12 มกราคม 2569ไข่ไก่คละ เฉลี่ยฟองละ 3.60 บาท (ข้อมูล: กรมการค้าภายใน)ลูกไก่ไข่ ตัวละ 28 บาท (ข้อมูล: บมจ.ซีพีเอฟ) ไก่ไข่รุ่นตัวละ 175บาท (ข้อมูล: บมจ.ซีพีเอฟ) เดือนธันวาคม 2568 ราคาไข่ไก่เฉลี่ยฟองละ 3.52 บาท ลดลงจากช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้วร้อยละ2.22 แต่เพิ่มขึ้นจากเดือนที่ผ่านมาร้อยละ 8.31 ด้านมาตรการรักษาเสถียรภาพราคา กรมปศุสัตว์ได้ร่วมกับภาคเอกชนดำาเนินนโยบายเชิงรุกเพื่อควบคุมปริมาณผลผลิตไม่ให้ล้นตลาด ผ่านการขอความร่วมมือปลดไก่ไข่ตามอายุที่เหมาะสม โดยฟาร์มขนาดใหญ่ให้ปลดที่อายุไม่เกิน 78 สัปดาห์ และฟาร์มทั่วไปไม่เกิน 80 สัปดาห์ โดยยกเว้นรายย่อยที่เลี้ยงต่ำากว่า 30,000 ตัวที่ไม่ใช่ฟาร์มในระบบเกษตรพันธะสัญญาของผู้ประกอบการรายใหญ่และฟาร์มที่เลี้ยงรูปแบบอื่น ๆ หรือเพื่อวัตถุประสงค์ที่ไม่เกี่ยวกับการค้า พร้อมเร่งผลักดันโครงการ PS SUPPORT เพื่อกระตุ้นการส่งออกในช่วงปลายปีซึ่งดำาเนินการไปได้แล้วกว่า 41 ล้านฟอง หรือคิดเป็นร้อยละ 68.75 ของเป้าหมาย ควบคู่ไปกับการยกระดับการเฝ้าระวังการลักลอบเคลื่อนย้ายสินค้าที่ผิดกฎหมาย เพื่อสร้างความมั่นใจในด้านราคาและมาตรฐานความปลอดภัยให้แก่เกษตรกรและผู้บริโภคอย่างยั่งยืน...32 สัตว์เศรษฐกิจ การตลาด ความต้องการบริโภค ปี 2569 คาดว่า ความต้องการบริโภคไข่ไก่จะเพิ่มขึ้นจากปี 2568 ตามภาวะเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวตาม นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล ประกอบกับไข่ไก่สามารถทำาเมนูอาหารได้ง่าย และหลากหลายประเภทรวมทั้งเป็นแหล่งโปรตีนราคาถูก นอกจากนี้ ภาครัฐและเอกชนมีการรณรงค์การบริโภคไข่ไก่ภายในประเทศ โดยการประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับคุณประโยชน์ของไข่ไก่และปริมาณการบริโภคไข่ไก่ที่เหมาะสมกับทุกเพศทุกวัยอย่างต่อเนื่อง การส่งออก ปี2568 คาดว่า การส่งออกไข่ไก่สดและผลิตภัณฑ์จากไข่ไก่จะเพิ่มขึ้นเล็กน้อย เมื่อเทียบกับปี 2567 เนื่องจากต้องรักษาระดับราคาไข่ไก่ภายในประเทศ และรักษาตลาดส่งออก รวมทั้งประเทศคู่ค้า ที่สำาคัญ อาทิสิงคโปร์และฮ่องกง มีความต้องการนำาเข้าไข่ไก่จากไทยเพิ่มขึ้น การนำาเข้า ปี2569 คาดว่า การนำาเข้าผลิตภัณฑ์จากไข่ไก่จะทรงตัวหรือเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากปี2568 เนื่องจากโรงงานแปรรูปไข่ไก่ภายในประเทศไทยยังไม่สามารถที่จะผลิตผลิตภัณฑ์จากไข่ไก่LIVESTOCK PRODUCTION MAGAZINEขณะที่มูลค่าลดลงจาก 732.266 ล้านบาท ของปี 2567 ร้อยละ 14.29 โดยผลิตภัณฑ์น าเข้าจะใช้เป็นส่วนผสมในการผลิตผลิตภัณฑ์ต่างๆ เพื่อใช้้ในประเทศและเพื่อการส่งออก ซึ่งผลิตภัณฑ์ที่น าเข้ามากที่สุด คือ ไข่ขาวผง โดยน าเข้าจากประเทศอิตาลีมากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 32.31 ของปริมาณน าเข้าไข่ขาวผงทั้งหมด รองลงมา ได้แก่ โปแลนด์ เนเธอร์แลนด์ และเบลเยียม ตามล าดับราคาท่ี่เกษตรกรขายได้ปี 2564 - 2568 ราคาไข่ไก่ที่เกษตรกรขายไดม้ีแนวโนม้เพิ่่มขึน้ในอัตรารอ้ยละ5.52 ต่อปีโดยปี 2568 ราคาไข่ไก่ที่เกษตรกรขายได้เฉลี่ยฟองละ 3.50 บาท ลดลงจากฟองละ 3.67 บาท ของปี 2567 ร้อยละ 4.63 ซึ่งปรับตัวตามต้นทุนการผลิตที่ลดลง ประกอบกับมีผลผลิตออกสู่ตลาดปริมาณมากราคาส่งออก ปี 2564 - 2568 ราคาส่งออกไข่ไก่สดและผลิตภัณฑ์จากไข่ไก่ มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในอัตราร้อยละ 3.06 และร้อยละ 3.79 ต่อปีตามล าดับ โดยปี 2568 ราคาส่งออกไข่ไก่สดเฉลี่ยฟองละ 3.57 บาท ราคาผลิตภัณฑ์จากไข่ไก่เฉลี่ยกโลกรัมละ 109.96 บาท ลดลงจากฟองละ 3.98 บาท และกิโลกรัมละ 112.40 บาท ของปี 2567 ร้อยละ 10.30 และร้อยละ 2.17 ตามล าดับราคาน าเข้า ปี 2564 - 2568 ราคาน าเข้าผลิตภัณฑ์จากไข่ไก่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในอัตราร้อยละ 7.10 ต่อปีโดยปี 2568 ราคาน าเข้าผลิตภัณฑ์จากไข่ไก่เฉลี่ยกิโลกรัมละ 179.37 บาท ลดลงจากกิโลกรัมละ 221.96 บาทของปี 2567 ร้อยละ 19.19แนวโน้ม ปี 2569 การผลิตปี 2569 คาดว่า จะมีการผลิตไข่ไก่ปริมาณ 16,108.317 ล้านฟอง เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจาก 16,056.340 ล้านฟองของปี 2568 ร้อยละ 0.32 เนื่องจากความตอ้งการบรโิภคในประเทศท่ีเพิ่มขึน้จากภาวะเศรษฐกิจท่ี่ฟื้นตวั แนวโน้ม ปี2569 การผลิตปี2569 คาดว่า จะมีการผลิตไข่ไก่ปริมาณ 16,108.317 ล้านฟอง เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจาก 16,056.340 ล้านฟองของปี 2568 ร้อยละ 0.32 เนื่องจากความต้องการบริโภคในประเทศที่เพิ่มขึ้นจากภาวะเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวตามนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการนโยบายพัฒนาไก่ไข่และผลิตภัณฑ์ (Egg Board) ได้ดำาเนินมาตรการรักษาเสถียรภาพราคาไข่ไก่ด้วยการปรับสมดุลการผลิตให้เหมาะสมกับความต้องการตลาด โดยขอความร่วมมือเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่ให้ปลดไก่ไข่ยืนกรงตามอายุที่เหมาะสมตามนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการนโยบายพัฒนาไก่ไข่และผลิตภัณฑ์ (Egg Board) ได้ด าเนินมาตรการรักษาเสถียรภาพราคาไข่ไก่ด้วยการปรับสมดุลการผลิตให้เหมาะสมกับความต้องการตลาด โดยขอความร่วมมือเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่ให้ปลดไก่ไข่ยืนกรงตามอายุที่เหมาะสมการตลาด ความต้องการบริโภค ปี 2569 คาดว่า ความต้องการบริโภคไข่ไก่จะเพิ่มขึ้นจากปี2568 ตามภาวะเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวตาม นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล ประกอบกับไข่ไก่สามารถท าเมนูอาหารได้ง่าย และหลากหลายประเภทรวมทั้งเป็นแหล่งโปรตีนราคาถูก นอกจากนี้ ภาครัฐและเอกชนมีการรณรงค์การบริโภคไข่ไก่ภายในประเทศ โดยการประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับคุณประโยชน์ของไข่ไก่และปริมาณการบริโภคไข่ไก่ที่เหมาะสมกับทุกเพศทุกวัยอย่างต่อเนื่องการส่งออก ปี 2568 คาดว่า การส่งออกไข่ไก่สดและผลิตภัณฑ์จากไข่ไก่จะเพิ่มขึ้นเล็กน้อย เมื่อเทียบกับปี 2567เนื่องจากต้องรักษาระดับราคาไข่ไก่ภายในประเทศ และรักษาตลาดส่งออก รวมทั้งประเทศคู่ค้า ที่ส าคัญ อาทิสิงคโปร์และฮ่องกง มีความต้องการน าเข้าไข่ไก่จากไทยเพิ่มขึ้นการน าเข้า ปี 2569 คาดว่า การน าเข้าผลิตภัณฑ์จากไข่ไก่จะทรงตัวหรือเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากปี 2568 เนื่องจากโรงงานแปรรูปไข่ไก่ภายในประเทศไทยยังไม่สามารถที่จะผลิตผลิตภัณฑ์จากไข่ไก่ประเภทต่างๆ ได้อย่างเพียงพอและอุตสาหกรรมแปรรูปอาหารเพื่อการส่งออกบางประเภทยังต้องใช้ผลิตภัณฑ์จากไข่ไก่จากประเทศที่สหภาพยุโรปให้การรับรองให้ใช้เป็นส่วนประกอบได้ราคา ปี 2569 คาดว่า ราคาไข่ไก่ที่เกษตรกรขายได้เฉลี่ย ทั้งประเทศจะสูงขึ้นเล็กน้อยจากปี2568 เน่ื่องจากมีการจัดท าแผนการน าเข้าพ่อแม่พันธุ์ไก่ไข่ที่เหมาะสม เพื่อรักษาเสถียรภาพราคาไข่ไก่ในประเทศ รวมทั้งมีความต้องการบริโภคที่ ขยายตัวเพิ่มขึ้นปัจจัยที่ม่ีผลกระทบต่อการผลิตและการตลาดปัจจัยบวก 1) ปัญหาการระบาดของโรคไข้หวัดนกในต่างประเทศ ท าให้มีความต้องการน าเข้าไข่ไก่ จึงเป็นโอกาสในการส่งออกของไทย ซึ่งจะช่วยสร้างเสถียรภาพราคาไข่ไก่ภายในประเทศ 2) การรณรงค์ส่งเสริมการบริโภคไข่ไก่อย่างต่อเนื่องของหน่วยงานจากภาครัฐและภาคเอกชน อาทิการจัดกิจกรรมงานวันไข่่โลก การรณรงค์ส่งเสริมการบริโภคไข่ไก่ ซึ่งส่งผลให้มีการบริโภคไข่ไก่เพิ่มขึ้น


34 สัตว์เศรษฐกิจLIVESTOCK PRODUCTION MAGAZINEพาณิชย์ คุมเข้มนำาเข้า ข้าวโพด-ข้าวสาลี ปี 69 พาณิชย์ คุมเข้มนำาเข้า ข้าวโพด-ข้าวสาลี ปี 69 พาณิชย์ออก 4 กฎ คุมเข้มการนำาเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์-ข้าวสาลีปี 2569 ...ชูมาตรการใหม่ คุมนำาเข้า“ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่ปลอดการเผา” เพื่อป้องกันสุขภาพประชาชน และยกระดับมาตรฐานสินค้าของไทยตามนโยบายรัฐบาลนางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศเปิดเผยว่า กระทรวงพาณิชย์โดยกรมการค้าต่างประเทศเดินหน้ากำากับดูแลการนำาเข้าวัตถุดิบอาหารสัตว์อย่างเป็นระบบ ล่าสุดได้ออกกฎระเบียบว่าด้วยการนำาเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และข้าวสาลีสำาหรับใช้เป็นวัตถุดิบอาหารสัตว์ สำาหรับปี 2569 รวม 4 ฉบับ ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่ 1มกราคม 2569 สอดคล้องกับมติคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าวโพดเลี้ยงสัตว์(นบขพ.) และผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีแล้ว โดยมีกฎระเบียบการนำาเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่ปลอดการเผา ซึ่งถือเป็นประเด็นใหม่ที่ผู้ประกอบการนำาเข้าต้องให้ความสำาคัญเป็นพิเศษ “ปลอดการเผา” กติกาใหม่ เพิ่มมิติสิ่งแวดล้อมในการค้านางอารดาฯ อธิบายว่า การออกประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่อง กำาหนดให้ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เป็นสินค้าที่ต้องมีหนังสือรับรองและต้องปฏิบัติตามมาตรการจัดระเบียบในการนำาเข้ามาในราชอาณาจักร พ.ศ. 2568 เพื่อกำาหนดการนำาเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่ปลอดการเผาเป็นการเฉพาะซึ่งนับเป็นกฎหมายใหม่ที่เพิ่มเงื่อนไขด้านสิ่งแวดล้อม โดยกำาหนดให้ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่นำาเข้ามาใช้เป็นวัตถุดิบอาหารสัตว์ต้องมาจากแหล่งผลิตหรือการทำาการเกษตรที่ไม่ใช้วิธีการเผาในกระบวนการเพาะปลูก มาตรการดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อลดปัญหาหมอกควันและฝุ่นละออง PM 2.5 ข้ามแดน สนับสนุนเกษตรกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และยกระดับมาตรฐานห่วงโซ่อุปทานสินค้าเกษตรให้สอดรับกับแนวโน้มการค้าโลก โดยผู้นำาเข้าจำาเป็นต้องจัดเตรียมเอกสาร ข้อมูลแหล่งผลิต และหลักฐานที่เกี่ยวข้อง เพื่อแสดงว่าสินค้าที่นำาเข้าเป็นไปตามเงื่อนไข “ปลอดการเผา” ที่กฎหมายกำาหนดอย่างชัดเจน


สัตว์เศรษฐกิจ 35ข่าวสารและสาระสำาหรับวงการเลี้ยงสัตว์ สำาหรับหนังสือที่ต้องแสดงประกอบพิธีการตรวจปล่อยของกรมศุลกากรในการนำาเข้า มี2 รูปแบบ เนื่องจากในช่วงแรกเป็นช่วงปรับตัวไม่ให้กระทบต่อการนำาเข้ามากนัก จึงให้ผู้นำาเข้าสามารถใช้“หนังสือรับรองตนเอง” ตามแบบฟอร์มที่กำาหนด ซึ่งต้องมีข้อมูลด้านการเพาะปลูก ที่ตั้งแปลงปลูก และปริมาณการนำาเข้าเพื่อให้สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้หรือสามารถใช้ “เอกสารหลักฐานที่ออกโดยหน่วยงานของรัฐที่มีอำานาจของประเทศผู้ส่งออก หรือที่ออกโดยหน่วยงานหรือสถาบันที่ได้รับการรับรองหรือมอบหมายจากประเทศผู้ส่งออก หรือที่ออกให้โดยองค์กรที่ได้รับการรับรองอย่างเป็นสากล”เพื่อให้เกิดความคล่องตัวทางการค้าด้วย โดยผู้นำาเข้าต้องเก็บข้อมูลและเอกสารหลักฐานดังกล่าวเป็นเวลา 5 ปี เพื่อการตรวจสอบย้อนกลับ ทั้งนี้จะมีหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้เป็นหน่วยงานของรัฐที่มีอำานาจ (CompetentAuthority : CA) ของไทย เป็นผู้เผยแพร่รายชื่อหน่วยงานที่ออกเอกสารดังกล่าวของประเทศส่งออกให้ทราบต่อไป ผู้นำาเข้าและผู้ใช้วัตถุดิบอาหารสัตว์จึงควรเตรียมพร้อมปรับระบบจัดหาสินค้าและตรวจสอบแหล่งที่มาอย่างเข้มข้นขึ้น เพื่อให้สอดคล้องกับข้อกำาหนดใหม่ของประกาศฉบับนี้ ซึ่งมีผลใช้บังคับกับการนำาเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากทุกประเทศ กฎระเบียบนำาเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ WTO - อาเซียน ยังใช้กรอบเดิมต่อเนื่องขณะเดียวกัน กรมการค้าต่างประเทศได้กำาหนดกฎระเบียบจำานวน 2 ฉบับ สำาหรับการนำาเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ภายใต้กรอบ WTO และกรอบอาเซียน ได้แก่ (1) ประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่อง การนำาข้าวโพดที่ใช้เป็นวัตถุดิบอาหารสัตว์เข้ามาในราชอาณาจักรตามความตกลงภายใต้เขตการค้าเสรีอาเซียน สำาหรับปี2569 พ.ศ. 2568 และ (2) ระเบียบกระทรวงพาณิชย์ว่าด้วยการออกหนังสือรับรองแสดงการได้รับสิทธิชำาระภาษีตามพันธกรณีตามความตกลงการเกษตรภายใต้องค์การการค้าโลก (WTO) สำาหรับสินค้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ปี 2569 พ.ศ. 2568 โดยเป็นการออกกฎหมายในลักษณะต่อเนื่องจากปีก่อน เพื่อใช้เป็นเครื่องมือบริหารจัดการตลาดและปริมาณนำาเข้าให้สอดคล้องกับสถานการณ์การผลิตในประเทศ สำาหรับการใช้สิทธิพิเศษทางภาษีตามความตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียน (AFTA/ ATIGA) ในปี 2569 กำาหนดให้สามารถนำาเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่มีถิ่นกำาเนิดและส่งตรงมาจากประเทศสมาชิกอาเซียนได้ไม่จำากัดปริมาณในอัตราภาษีร้อยละ 0 แต่ให้ปรับลดช่วงระยะเวลาในการนำาเข้าสำาหรับกรณีผู้นำาเข้าทั่วไป เหลือ 5 เดือน(ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์- 30 มิถุนายน 2569) เพื่อไม่ให้กระทบต่อผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ของเกษตรกรไทยในช่วงฤดูกาลผลิตหลักตามมติครม. เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2568 และยังคงข้อกำาหนดเอกสารแสดงถิ่นกำาเนิดสินค้าหรือเอกสารที่เกี่ยวข้อง และด่านที่นำาเข้า รวมถึงข้อกำาหนดที่ให้องค์การคลังสินค้านำาเข้าได้ตลอดทั้งปีไว้ตามเดิม สำาหรับการใช้สิทธิพิเศษทางภาษีตามพันธกรณีภายใต้ WTOในปี2569 ได้ปรับปรุงคุณสมบัติของผู้นำาเข้าและขยายปริมาณการนำาเข้าในโควตา WTO จากเดิม ที่ให้องค์การคลังสินค้า (อคส.)นำาเข้าในปริมาณ 54,700 ตันต่อปีเป็น ให้ทั้ง อคส. และผู้นำาเข้าทั่วไป นำาเข้าในปริมาณ 1 ล้านตันต่อปีตามมติครม. เมื่อวันที่11 พฤศจิกายน 2568 ทั้งนี้กระทรวงการคลังจะเป็นผู้ออกประกาศกำาหนดอัตราภาษีนำาเข้าดังกล่าว ข้าวสาลีอาหารสัตว์ ออกตามรอบปี เน้นเสถียรภาพวัตถุดิบนางอารดาฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า ในส่วนของการนำาเข้าข้าวสาลีเพื่อใช้เป็นวัตถุดิบอาหารสัตว์ กรมการค้าต่างประเทศได้ออกระเบียบกระทรวงพาณิชย์ว่าด้วยการขออนุญาตและการอนุญาตให้นำาข้าวสาลีเข้ามาในราชอาณาจักร สำาหรับปี2569 พ.ศ. 2568 ตามแนวทางเดียวกับปีที่ผ่านมา เพื่อให้ภาคอุตสาหกรรมอาหารสัตว์มีวัตถุดิบเพียงพอและต่อเนื่อง โดยไม่ได้เพิ่มเงื่อนไขใหม่ที่มีนัยสำาคัญเชิงนโยบายเหมือนกรณีสินค้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ แนะผู้นำาเข้าโฟกัส “ปลอดการเผา” ลดความเสี่ยงทางกฎหมายกรมการค้าต่างประเทศแนะนำาให้ผู้ประกอบการนำาเข้า ให้ความสำาคัญกับกฎระเบียบข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ปลอดการเผาเป็นลำาดับแรกเนื่องจากเป็นกฎหมายใหม่ที่มีรายละเอียดด้านเอกสารและการตรวจสอบเพิ่มขึ้นจากเดิม ขณะที่กฎระเบียบฉบับอื่นเป็นการดำาเนินการตามกรอบเดิมที่ผู้ประกอบการคุ้นเคยอยู่แล้ว ทั้งนี้สามารถศึกษาข้อมูลกฎระเบียบ แบบคำาขอ และแนวทางปฏิบัติเพิ่มเติมได้จากเว็บไซต์กรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์(www.dft.go.th) หัวข้อ “กฎหมาย” หรือสอบถามเพิ่มเติมจากกองบริหารสินค้าข้อตกลงและมาตรการการค้า โทร. 0 25474734 และสายด่วน 1385 เพื่อให้การนำาเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และข้าวสาลีเป็นไปอย่างถูกต้อง ลดความเสี่ยง และสอดรับกับทิศทางนโยบายการค้าและสิ่งแวดล้อมของประเทศพาณิชย์ คุมเข้มนำาเข้า ข้าวโพด-ข้าวสาลี ปี 69 34 สัตว์เศรษฐกิจLIVESTOCK PRODUCTION MAGAZINEพาณิชย์ คุมเข้มนำาเข้า ข้าวโพด-ข้าวสาลี ปี 69 พาณิชย์ คุมเข้มนำาเข้า ข้าวโพด-ข้าวสาลี ปี 69 พาณิชย์ออก 4 กฎ คุมเข้มการนำาเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์-ข้าวสาลีปี 2569 ...ชูมาตรการใหม่ คุมนำาเข้า“ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่ปลอดการเผา” เพื่อป้องกันสุขภาพประชาชน และยกระดับมาตรฐานสินค้าของไทยตามนโยบายรัฐบาลนางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศเปิดเผยว่า กระทรวงพาณิชย์โดยกรมการค้าต่างประเทศเดินหน้ากำากับดูแลการนำาเข้าวัตถุดิบอาหารสัตว์อย่างเป็นระบบ ล่าสุดได้ออกกฎระเบียบว่าด้วยการนำาเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และข้าวสาลีสำาหรับใช้เป็นวัตถุดิบอาหารสัตว์ สำาหรับปี 2569 รวม 4 ฉบับ ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่ 1มกราคม 2569 สอดคล้องกับมติคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าวโพดเลี้ยงสัตว์(นบขพ.) และผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีแล้ว โดยมีกฎระเบียบการนำาเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่ปลอดการเผา ซึ่งถือเป็นประเด็นใหม่ที่ผู้ประกอบการนำาเข้าต้องให้ความสำาคัญเป็นพิเศษ “ปลอดการเผา” กติกาใหม่ เพิ่มมิติสิ่งแวดล้อมในการค้านางอารดาฯ อธิบายว่า การออกประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่อง กำาหนดให้ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เป็นสินค้าที่ต้องมีหนังสือรับรองและต้องปฏิบัติตามมาตรการจัดระเบียบในการนำาเข้ามาในราชอาณาจักร พ.ศ. 2568 เพื่อกำาหนดการนำาเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่ปลอดการเผาเป็นการเฉพาะซึ่งนับเป็นกฎหมายใหม่ที่เพิ่มเงื่อนไขด้านสิ่งแวดล้อม โดยกำาหนดให้ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่นำาเข้ามาใช้เป็นวัตถุดิบอาหารสัตว์ต้องมาจากแหล่งผลิตหรือการทำาการเกษตรที่ไม่ใช้วิธีการเผาในกระบวนการเพาะปลูก มาตรการดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อลดปัญหาหมอกควันและฝุ่นละออง PM 2.5 ข้ามแดน สนับสนุนเกษตรกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และยกระดับมาตรฐานห่วงโซ่อุปทานสินค้าเกษตรให้สอดรับกับแนวโน้มการค้าโลก โดยผู้นำาเข้าจำาเป็นต้องจัดเตรียมเอกสาร ข้อมูลแหล่งผลิต และหลักฐานที่เกี่ยวข้อง เพื่อแสดงว่าสินค้าที่นำาเข้าเป็นไปตามเงื่อนไข “ปลอดการเผา” ที่กฎหมายกำาหนดอย่างชัดเจน


36 สัตว์เศรษฐกิจLIVESTOCK PRODUCTION MAGAZINE “อธิบดีนิรันดร์มูลธิดา” เดินหน้าเต็มสูบแก้ปัญหาสหกรณ์โคนมสู่ความยั่งยืน เน้นรวมกลุ่มคลัสเตอร์สหกรณ์เล็กเป็นเครือข่ายสหกรณ์ใหญ่ส่งน้ำานมดิบ(ส่วนเกิน)แปรรูปเพิ่มมูลค่า เตรียมหารือปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จัดทำาแปลงใหญ่โคนม ใช้อุปกรณ์แปรรูป สร้างโรงงานอาหารสัตว์ร่วมกัน หวังลดต้นทุนอาหารโค นายนิรันดร์มูลธิดา อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์เปิดเผยภายหลังลงพื้นที่ดูงานกิจการสหกรณ์โคนมวังน้ำาเย็น จำากัด อ.วังน้ำาเย็น จ.สระแก้ว ร่วมกับนายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งเป็นสหกรณ์โคนมแห่งเดียวในประเทศไทยที่ใช้เทคโนโลยีการเป่า แปรเปลี่ยนจากน้ำานมดิบเป็นนมผง โดยปัจจุบันสหกรณ์โคนมวังน้ำาเย็น จำากัด สามารถผลิตนมผงได้ปีละประมาณ 6,500 ตัน จากปริมาณน้ำานมดิบส่วนเกินกว่า 70,000 ตัน ซึ่งเป็นกระบวนการผลิตนมผงที่มีคุณภาพและได้มาตรฐานเทียบเท่ากับต่างประเทศ“สหกรณ์โคนมวังน้ำาเย็น เป็นสหกรณ์เดียวในขณะนี้ที่มีเทคโนโลยีการเป่าแปรสภาพน้ำานมดิบให้เป็นนมผงโดยนำาน้ำานมดิบส่วนที่เกินจากผลิตเป็นนมพร้อมดื่ม มาแปรรูปเป็นนมผง โดยใช้เทคโนโลยีการเป่า ซึ่งสหกรณ์สามารถผลิตนมผงได้เทียบเท่ามาตรฐานต่างประเทศ และได้รับการรับรองคุณภาพในระดับสากลซึ่งในเบื้องต้น เราจะเจรจากับผู้ประกอบการภาคเอกชน ซึ่งจะดูต้นทุนก่อนว่าสหกรณ์จะดำาเนินการได้ตามสเปคที่ทางบริษัทที่จะซื้อกำาหนดได้หรือไม่ เพราะว่าสเปคค่อนข้างสูง เขาใช้สเปคของนิวซีแลนด์และออสเตรเลีย ซึ่งลูกค้าจะต้องส่งสเปคนมผงที่ต้องการไปให้สหกรณ์ก่อน สหกรณ์ก็จะดำาเนินการตามคุณภาพและมาตรฐานตามที่กำาหนด ซึ่งก็ไม่น่าจะมีปัญหาเพราะที่ผ่านมาเราก็ทำาร่วมกับเอกชนอยู่แล้ว” อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์เผยนายนิรันดร์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันสหกรณ์โคนมวังน้ำาเย็น จำากัด มีความพร้อมในการผลิตแบบครบวงจร ทั้งเทคโนโลยีการเป่าที่ทีคุณภาพและได้มาตรฐานระดับโลก มีทั้งห้องแลป และรับจ้างผลิตหรือโออีเอ็ม (OEM) ให้กับบริษัทเอกชนจำาหน่ายนมยักษ์ใหญ่ในตลาดหลายแห่ง นอกจากนี้ยังผลิตนมยูเอสที (UHT) นมพาสเจอร์ไรส์และสามารถแยกเป็นชีสได้ด้วย สหกรณ์โคนมที่วังน้ำาเย็นใหญ่ที่สุด นอกนั้นยังมีสหกรณ์โคนมหนองโพ สหกรณ์โคนมเชียงใหม่ สหกรณ์โคนมห้วยสัตว์ใหญ่ สหกรณ์สหกรณ์โคนมวังนํ้าเย็น ต้นแบบแก้ปัญหาโคนมยั่งยืน


36 สัตว์เศรษฐกิจLIVESTOCK PRODUCTION MAGAZINE “อธิบดีนิรันดร์มูลธิดา” เดินหน้าเต็มสูบแก้ปัญหาสหกรณ์โคนมสู่ความยั่งยืน เน้นรวมกลุ่มคลัสเตอร์สหกรณ์เล็กเป็นเครือข่ายสหกรณ์ใหญ่ส่งน้ำานมดิบ(ส่วนเกิน)แปรรูปเพิ่มมูลค่า เตรียมหารือปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จัดทำาแปลงใหญ่โคนม ใช้อุปกรณ์แปรรูป สร้างโรงงานอาหารสัตว์ร่วมกัน หวังลดต้นทุนอาหารโค นายนิรันดร์มูลธิดา อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์เปิดเผยภายหลังลงพื้นที่ดูงานกิจการสหกรณ์โคนมวังน้ำาเย็น จำากัด อ.วังน้ำาเย็น จ.สระแก้ว ร่วมกับนายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งเป็นสหกรณ์โคนมแห่งเดียวในประเทศไทยที่ใช้เทคโนโลยีการเป่า แปรเปลี่ยนจากน้ำานมดิบเป็นนมผง โดยปัจจุบันสหกรณ์โคนมวังน้ำาเย็น จำากัด สามารถผลิตนมผงได้ปีละประมาณ 6,500 ตัน จากปริมาณน้ำานมดิบส่วนเกินกว่า 70,000 ตัน ซึ่งเป็นกระบวนการผลิตนมผงที่มีคุณภาพและได้มาตรฐานเทียบเท่ากับต่างประเทศ“สหกรณ์โคนมวังน้ำาเย็น เป็นสหกรณ์เดียวในขณะนี้ที่มีเทคโนโลยีการเป่าแปรสภาพน้ำานมดิบให้เป็นนมผงโดยนำาน้ำานมดิบส่วนที่เกินจากผลิตเป็นนมพร้อมดื่ม มาแปรรูปเป็นนมผง โดยใช้เทคโนโลยีการเป่า ซึ่งสหกรณ์สามารถผลิตนมผงได้เทียบเท่ามาตรฐานต่างประเทศ และได้รับการรับรองคุณภาพในระดับสากลซึ่งในเบื้องต้น เราจะเจรจากับผู้ประกอบการภาคเอกชน ซึ่งจะดูต้นทุนก่อนว่าสหกรณ์จะดำาเนินการได้ตามสเปคที่ทางบริษัทที่จะซื้อกำาหนดได้หรือไม่ เพราะว่าสเปคค่อนข้างสูง เขาใช้สเปคของนิวซีแลนด์และออสเตรเลีย ซึ่งลูกค้าจะต้องส่งสเปคนมผงที่ต้องการไปให้สหกรณ์ก่อน สหกรณ์ก็จะดำาเนินการตามคุณภาพและมาตรฐานตามที่กำาหนด ซึ่งก็ไม่น่าจะมีปัญหาเพราะที่ผ่านมาเราก็ทำาร่วมกับเอกชนอยู่แล้ว” อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์เผยนายนิรันดร์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันสหกรณ์โคนมวังน้ำาเย็น จำากัด มีความพร้อมในการผลิตแบบครบวงจร ทั้งเทคโนโลยีการเป่าที่ทีคุณภาพและได้มาตรฐานระดับโลก มีทั้งห้องแลป และรับจ้างผลิตหรือโออีเอ็ม (OEM) ให้กับบริษัทเอกชนจำาหน่ายนมยักษ์ใหญ่ในตลาดหลายแห่ง นอกจากนี้ยังผลิตนมยูเอสที (UHT) นมพาสเจอร์ไรส์และสามารถแยกเป็นชีสได้ด้วย สหกรณ์โคนมที่วังน้ำาเย็นใหญ่ที่สุด นอกนั้นยังมีสหกรณ์โคนมหนองโพ สหกรณ์โคนมเชียงใหม่ สหกรณ์โคนมห้วยสัตว์ใหญ่ สหกรณ์สหกรณ์โคนมวังนํ้าเย็น ต้นแบบแก้ปัญหาโคนมยั่งยืน สัตว์เศรษฐกิจ 37ข่าวสารและสาระสำาหรับวงการเลี้ยงสัตว์โคนมไชยปราการ แต่ยังเป่าเป็นนมผงไม่ได้ ผลิตแต่นมยูเอสที นมถุงพาสเจอร์ไรส์ และนมอัดเม็ดได้ ซึ่งเทคโนโลยีเป่ามีที่เดียวคือ สหกรณ์โคนมวังน้ำาเย็น แล้ววังน้ำาเย็นสามารถแยกเป็นชีสได้ด้วยอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์เผยต่อว่าในส่วนสหกรณ์โคนมขนาดเล็กทุกวันนี้เราพยายามจัดสรรเป็นโควต้าในแต่ละแห่งให้กับสหกรณ์ใกล้เคียงที่รับผลิตนมแปรรูป โดยจะให้ดำาเนินการเต็มศักยภาพของเครื่องจักร อย่างเช่นสหกรณ์โคนมเชียงใหม่ จำากัด สหกรณ์โคนมไชยปราการ จำากัด ก็จะรับน้ำานมดิบจากสมาชิกในเครือข่ายสหกรณ์ใกล้เคียงที่มีนมสดเกินความต้องการก็จะนำามาแปรรูปเป็นนมพาสเจอร์ไรส์ โดยจัดเป็นโควต้า รวมถึงส่งจำาหน่ายให้กับคู่ค้าที่เป็นบริษัทด้วย โดยจะกำาหนดว่าสหกรณ์ไหนควรไปส่งสหกรณ์ไหนหรือบริษัทใด ขึ้นอยู่กับความต้องการแต่ละแห่ง ทั้งนี้เพื่อป้องการกระจุกตัวของน้ำานมดิบและเป็นการแก้ปัญหาน้ำานมดิบล้นตลาดในระยะยาวส่วนอีกมาตรการที่เราจะเร่งดำาเนินการคือการแปรรูปนมอัดเม็ดซึ่งขณะนี้มีอยู่หลายสหกรณ์ ที่มีความพร้อมทางด้านเทคโนโลยีสามารถผลิตนมอัดเม็ดได้ ก็จะช่วยเพิ่มช่องทางการตลาดอีกทางนายนิรันดร์ย้ำาด้วยว่าในส่วนสหกรณ์ขนาดเล็กที่รับน้ำานมดิบจากเกษตรกรสมาชิกส่งสหกรณ์ขนาดใหญ่หรือบริษัทนำาไปแปรรูป จึงได้หารือกับท่านปลัดวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุขในเบื้องต้นว่าจะรวมสหกรณ์ขนาดเล็กเป็นกลุ่มคลัสเตอร์เข้าด้วยกัน ทำาลักษณะแปลงใหญ่ ใช้อุปกรณ์เทคโนโลยีแปรรูปร่วมกัน ผลิตอาหารสัตว์ โรงงานแปรรูปอาหารสัตว์ร่วมกัน เพื่อจะได้ประหยัดต้นทุนการผลิตของสหกรณ์และสมาชิก โดยเฉพาะอาหารโค ที่สูงขึ้น ทำาให้การผลิตน้ำานมดิบปัจจุบันยังมีต้นทุนที่สูง จึงสู้กับนมจากต่างประเทศไม่ได้ มีต้นทุนที่ถูกกว่าอย่างไรก็ตาม ปัจจุบันมีสหกรณ์สหกรณ์โคนมทั่วประเทศทั้งสิ้น 92 แห่งและชุมนุมสหกรณ์โคนม อีก 8 แห่ง กลุ่มเกษตรกร 1 แห่ง รวมเป็น 101 แห่ง ใน 33 จังหวัด สหกรณ์โคนมทั่วประเทศสามารถผลิตน้ำานมดิบได้ประมาณ 584,000 ตันต่อปี หรือเฉลี่ยวันละ 1,600 ตัน


38 สัตว์เศรษฐกิจLIVESTOCK PRODUCTION MAGAZINEนายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมหารือแนวทางบริหารจัดการน้ำานมโคที่ไม่มีแหล่งจำาหน่าย ณ ห้องประชุม 134 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยมีนายอภัย สุทธิสังข์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายบุญญกฤช ปิ่นประสงค์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายนิรันดร์ มูลธิดา อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ และผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) กรมปศุสัตว์ และภาคเอกชน เข้าร่วมประชุม เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและกำาหนดแนวทางแก้ไขปัญหาน้ำานมดิบส่วนเกินที่เกิดขึ้นในช่วงฤดูกาลผลิตสูงสุด ซึ่งจำาเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในห่วงโซ่อุตสาหกรรมนมโคปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ปัญหาน้ำานมดิบที่ไม่มีแหล่งจำาหน่าย เป็นปัญหาที่จำาเป็นต้องเร่งแก้ไขเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกร ซึ่งเป็นผลจากปริมาณผลผลิตที่เพิ่มสูงขึ้นตามฤดูกาล ประกอบกับข้อจำากัดด้านตลาดและกำาลังการรับซื้อ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จึงได้เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันพิจารณาแนวทางนำาปริมาณน้ำานมส่วนเกินเข้าสู่ระบบ ทั้งในรูปแบบการรับซื้อเพิ่มเติม การแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ชนิดอื่น รวมถึงการปรับรูปแบบผลิตภัณฑ์ให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด พร้อมรับฟังข้อเสนอแนะจากภาคเอกชน เพื่อให้การแก้ไขปัญหาเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืนทั้งนี้ จากข้อมูลสถานการณ์น้ำานมโคปัจจุบัน พบว่า มีน้ำานมโคคงเหลือที่ยังไม่มีคู่ค้าเข้ามารับซื้อตามบันทึกข้อตกลง (MOU) การซื้อขายน้ำานมโค ปี 2568/2569 รวม 181.713 ตันต่อวัน ลดลง 23.439 ตันต่อวัน จากเมื่อครั้งประชุมคณะกรรมการโคนมและผลิตภัณฑ์นม ครั้งที่ 7/2568 เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2568 เนื่องจากได้รับความช่วยเหลือจากสมาคมอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์อาหารนมไทยในการช่วยรับซื้อ รวมทั้งผลจากการหารือในครั้งนี้ อ.ส.ค. จะช่วยรับซื้อน้ำานมดิบในปริมาณ 108 ตันต่อวัน ส่วนที่เหลืออีก 73.713 ตันต่อวัน ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมนมภาคเอกชนมีความยินดีรับซื้อเพื่อนำาไปแปรรูปเป็นนมผงเต็มมันเนยต่อไป ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้เน้นย้ำาให้ทุกภาคส่วนร่วมกันหาแนวทางและช่องทางการจำาหน่ายรองรับผลิตภัณฑ์จากน้ำานมโค โดยเฉพาะการแปรรูปน้ำานมดิบส่วนเกินไปสู่ผลิตภัณฑ์ที่มีความหลากหลายและมูลค่าสูง อาทิ นมผง ครีม หรือผลิตภัณฑ์นมพรีเมียมรูปแบบใหม่ โดยคำานึงถึงต้นทุน ราคาน้ำานมดิบ และความเหมาะสมของตลาดเป็นสำาคัญ พร้อมขอความร่วมมือจากภาคธุรกิจและภาคเอกชนในการสนับสนุนด้านช่องทางการตลาดและการกระจายสินค้า เพื่อไม่ให้ภาระตกอยู่กับหน่วยงานหรือผู้ประกอบการรายใดรายหนึ่ง และเชื่อมั่นว่าหากทุกภาคส่วนร่วมกันแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ จะสามารถยกระดับศักยภาพอุตสาหกรรมนมโคของประเทศให้มีความเข้มแข็งและแข่งขันได้ในระยะยาวเร่งบูรณาการรัฐ เอกชน แก้ปัญหานมล้นตลาดอย่างเป็นระบบ


38 สัตว์เศรษฐกิจLIVESTOCK PRODUCTION MAGAZINEนายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมหารือแนวทางบริหารจัดการน้ำานมโคที่ไม่มีแหล่งจำาหน่าย ณ ห้องประชุม 134 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยมีนายอภัย สุทธิสังข์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายบุญญกฤช ปิ่นประสงค์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายนิรันดร์ มูลธิดา อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ และผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) กรมปศุสัตว์ และภาคเอกชน เข้าร่วมประชุม เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและกำาหนดแนวทางแก้ไขปัญหาน้ำานมดิบส่วนเกินที่เกิดขึ้นในช่วงฤดูกาลผลิตสูงสุด ซึ่งจำาเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในห่วงโซ่อุตสาหกรรมนมโคปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ปัญหาน้ำานมดิบที่ไม่มีแหล่งจำาหน่าย เป็นปัญหาที่จำาเป็นต้องเร่งแก้ไขเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกร ซึ่งเป็นผลจากปริมาณผลผลิตที่เพิ่มสูงขึ้นตามฤดูกาล ประกอบกับข้อจำากัดด้านตลาดและกำาลังการรับซื้อ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จึงได้เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันพิจารณาแนวทางนำาปริมาณน้ำานมส่วนเกินเข้าสู่ระบบ ทั้งในรูปแบบการรับซื้อเพิ่มเติม การแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ชนิดอื่น รวมถึงการปรับรูปแบบผลิตภัณฑ์ให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด พร้อมรับฟังข้อเสนอแนะจากภาคเอกชน เพื่อให้การแก้ไขปัญหาเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืนทั้งนี้ จากข้อมูลสถานการณ์น้ำานมโคปัจจุบัน พบว่า มีน้ำานมโคคงเหลือที่ยังไม่มีคู่ค้าเข้ามารับซื้อตามบันทึกข้อตกลง (MOU) การซื้อขายน้ำานมโค ปี 2568/2569 รวม 181.713 ตันต่อวัน ลดลง 23.439 ตันต่อวัน จากเมื่อครั้งประชุมคณะกรรมการโคนมและผลิตภัณฑ์นม ครั้งที่ 7/2568 เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2568 เนื่องจากได้รับความช่วยเหลือจากสมาคมอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์อาหารนมไทยในการช่วยรับซื้อ รวมทั้งผลจากการหารือในครั้งนี้ อ.ส.ค. จะช่วยรับซื้อน้ำานมดิบในปริมาณ 108 ตันต่อวัน ส่วนที่เหลืออีก 73.713 ตันต่อวัน ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมนมภาคเอกชนมีความยินดีรับซื้อเพื่อนำาไปแปรรูปเป็นนมผงเต็มมันเนยต่อไป ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้เน้นย้ำาให้ทุกภาคส่วนร่วมกันหาแนวทางและช่องทางการจำาหน่ายรองรับผลิตภัณฑ์จากน้ำานมโค โดยเฉพาะการแปรรูปน้ำานมดิบส่วนเกินไปสู่ผลิตภัณฑ์ที่มีความหลากหลายและมูลค่าสูง อาทิ นมผง ครีม หรือผลิตภัณฑ์นมพรีเมียมรูปแบบใหม่ โดยคำานึงถึงต้นทุน ราคาน้ำานมดิบ และความเหมาะสมของตลาดเป็นสำาคัญ พร้อมขอความร่วมมือจากภาคธุรกิจและภาคเอกชนในการสนับสนุนด้านช่องทางการตลาดและการกระจายสินค้า เพื่อไม่ให้ภาระตกอยู่กับหน่วยงานหรือผู้ประกอบการรายใดรายหนึ่ง และเชื่อมั่นว่าหากทุกภาคส่วนร่วมกันแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ จะสามารถยกระดับศักยภาพอุตสาหกรรมนมโคของประเทศให้มีความเข้มแข็งและแข่งขันได้ในระยะยาวเร่งบูรณาการรัฐ เอกชน แก้ปัญหานมล้นตลาดอย่างเป็นระบบสัตว์เศรษฐกิจ 39 ช่วงปลายปีที่แล้ว มีข่าวสถานการณ์น่าสนใจมากเกิดขึ้นในวงการปศุสัตว์ของประเทศเพื่อนบ้านเรา นั่นคือ รายงานการระบาดของโรคสัตว์ชนิดหนึ่งในประเทศเวียดนาม อ้างอิงจากข้อมูลขององค์การสุขภาพสัตว์โลก (WOAH) ในวันที่26 พฤศจิกายน 2568 ประเทศเวียดนามได้ยืนยันการพบโรค Peste des Petits Ruminants หรือ PPR เป็นครั้งแรกของประเทศ คาดว่าติดรับเชื้อและเริ่มแพร่ระบาดตั้งแต่ช่วง 23 ตุลาคม 2568 มีแพะติดเชื้อ ป่วย แสดงอาการจำานวน 2 ตัว จากฝูงเลี้ยง 6 ตัว ที่เลี้ยงในเขตตอนใต้ของประเทศ เคสหนึ่งเกิดขึ้นที่จังหวัดด่งนาย (Dong Nai)ยืนยันติดเชื้อ 1 ตัว จากทั้งหมด 5 ตัว และอีกเคสที่จังหวัดเลิมด่ง (Lam Dong) ยืนยันติดเชื้อ 1 ตัว การสอบสวนทางระบาดวิทยายังไม่ทราบที่มาของโรคแน่ชัด ขณะนี้ได้ดำาเนินมาตรการควบคุมโรค เคลื่อนย้าย กักกันสัตว์เก็บตัวอย่างและตรวจโรค ทำาลายสัตว์ฝังซาก รวมถึงฆ่าเชื้อโรค เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ติดตามรอว่าจะพบโรคเพิ่มอีกหรือไม่ แม้เวียดนามจะไม่เคยมีรายงานการพบโรคนี้มาก่อน แต่โรคนี้ก็อยู่ในบัญชีรายชื่อโรคระบาดสัตว์สำาคัญของประเทศอยู่แล้ว เนื่องจากมีความเสี่ยงจากการค้าขาย และนำาเข้าส่งออกปศุสัตว์ข้ามชายแดนกับประเทศเพื่อนบ้านชื่อโรค Peste des Petits Ruminants หรือ PPR หรือ พีพีอาร์ ในไทยอาจเรียกโรคนี้ว่า “กาฬโรคสัตว์เคี้ยวเอื้องขนาดเล็ก” หรือ “พีพีอาร์ในแพะแกะ”ระบาดวิทยา รายงานการพบโรคนี้ครั้งแรกตั้งแต่ปี 1942 ที่ไอวอรี่โคสต์ ซึ่งเป็นประเทศในทวีปแอฟริกาตะวันตก ปัจจุบันพบการระบาดได้ในกว่า 70 ประเทศทั่วเอเชีย แอฟริกา ตะวันออกใกล้และตะวันออกกลาง ทั้งยังได้แพร่มาถึงยุโรปในปี 2016 (จอร์เจีย) ส่วนไทยยังไม่มีรายงานการพบโรคนี้ และกำาลังดำาเนินการขอสถานภาพปลอดโรคจาก WOAH เป็นอีกหนึ่งโรคที่ใช้เป็นข้อกีดกันทางการค้าสัตว์ระหว่างประเทศ WOAH และองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ(FAO) ได้ร่วมกันวางแผนยุทธศาสตร์เพื่อควบคุมและกำาจัด PPR โดยตั้งเป้าหมายที่จะกำาจัดโรคนี้ให้หมดไปภายในปี2030 น.สพ. ยุทธ เทียมสุวรรณ ผจู้ดัการฝ่ายวิชาการ บจก. เซน็ทรลัลิสก้าวเข้าสู่ช่วงปลายปี ช่วงนี้สภาพอากาศ และสภาพแวดล้อมก าลังเปลี่ยนแปลง อาจพบฝนประปรายสลับกับลมหนาวทั้งคน และสัตว์ในไทยนั้น อาจคุ้นเคย หรือชินกับการปรับร่างกายให้เข้ากับอุณหภูมิสูง หรืออากาศร้อนที่มีตลอดเกือบทั้งปีได้ดีกว่า ดังนั้นเมื่ออุณหภูมิลดต ่า มีลมหนาว สัตว์ก็อาจจะไม่คุ้นชิน ปรับสรีรวิทยาในร่างกายไม่ทัน เกิดความเครียด ภูมิคุ้มกันลดต ่าลง จึงมีโอกาสติดเชื้อใหม่ หรือเชื้อที่อาจพบแฝงอยู่ในร่างกายโดยปกติไม่ก่อโรค ก็กลับมาก่อโรคระบาดที่รุนแรงขึ้นได้ ดังตัวอย่างเช่น โรคคอบวมในโคกระบือ เป็นต้น ที่มักพบระบาดตั้งแต่ปลายฤดูฝนต่อเนื่องไปยังฤดูหนาวโรคคอบวม หรือ โรคเฮโมรายิก เซฟติซีเมีย (Haemorrhagic septicemia) เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย พาสทูเรลล่า มัลโตซิดา (Pasteurella multocida) แกรมลบ รูปร่างกลม รูปแท่งหัวท้ายมน มี 5 ไทป์(A, B, D, E, F) ที่พบมากในไทยคือ ไทป์ B พบเชื้อได้ในเกือบทุกประเทศ แต่พบมากในเอเชีย แอฟริกา และเขตที่มีการเลี้ยงกระบือมากๆ โรคนี้จะระบาดได้รวดเร็ว ท าให้เกิดการป่วยและตายจ านวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกระบือ ส่วนโคอาจรุนแรงน้อยกว่า ส่วนแพะ แกะ สุกร ม้า อูฐ กวาง กระทิง ลิง ช้าง ก็ติดโรคได้ แต่อาการแทบจะไม่รุนแรง และโรคนี้ไม่ติดต่อสู่คนแบคทีเรียชนิดนี้อยู่ในสิ่งแวดล้อมได้นานพอสมควร เช่น แปลงหญ้า ดินชื้นแฉะ มีรายงานว่าในแปลงหญ้าที่แห้งอาจอยู่ได้แค่ 24 ชม. แต่หากในดินหรือทุ่งหญ้าชื้นแฉะ หรือในน ้าอาจอยู่ได้นานหลายวัน จนถึง 2-3 สัปดาห์ หรือมีรายงานนานเป็นเดือนก็ได้ แต่แบคทีเรียนี้ก็ถูกท าลายได้ง่ายด้วยความร้อน แสงแดด รวมถึงยาฆ่าเชื้อทั่วไปก็สามารถฆ่าได้ง่ายเช่นกันแบคทีเรียจะถูกขับออกมาจากสัตว์ที่เป็นตัวเก็บเชื้อ หรือแพร่เชื้อผ่านทางสิ่งคัดหลั่ง หรือสิ่งขับถ่าย เช่น น ้ามูก น ้าลาย น ้านม อุจจาระ ปัสสาวะ และติดต่อไปสู่ตัวอื่นโดยทางการหายใจ หรือการกิน ไม่ว่าจะเป็นการสัมผัสโดยตรงกับสัตว์ป่วย หรือกินเชื้อที่ปนเปื้อนอยู่ในอาหาร น ้า หรือสิ่งปูรองนอน โดยที่โรคนี้ไม่ติดต่อผ่านแมลงในบริเวณที่มีความชุกโรคสูง จะพบเชื้อนี้ในตัวโคกระบือได้ประมาณ 5% ของฝูง อยู่ที่บริเวณโพรงจมูก คอหอย ทอนซิล โดยไม่แสดงอาการป่วย หรือเรียกง่ายๆ ว่าเป็นพาหะ หรือตัวเก็บกักเชื้อ แต่ในช่วงที่เกิดการระบาดขึ้นแล้ว จะพบตัวที่เป็นพาหะนี้เพิ่มมากขึ้นเป็น 20% เลยก็เป็นได้ปัจจัยเสริมที่ท าให้เชื้อก่อความรุนแรงเพิ่มขึ้น หรือแพร่ออกมานั้นได้แก่ ภาวะความเครียดจากการเปลี่ยนฤดูกาล ร้อนจัด หนาวจัด เคลื่อนย้ายสัตว์ ใช้แรงงานหนัก สภาพร่ายกายอ่อนแอ มีโรคอื่น พยาธิ สภาพแวดล้อมเปียกหรือชื้นแฉะ ไม่ค่อยมีแสงแดด ขาดอาหาร อาหารไม่มีคุณภาพ ได้รับวิตามินแร่ธาตุไม่ถูกต้องครบน.สพ. ยุทธ เทียมสุวรรณผู้จัดการฝ่ายวิชาการ บจก. เซ็นทรัลลิส น.สพ. ยุทธ เทียมสุวรรณ ผ้จูดัการฝ่ายวิชาการ บจก. เซน็ทรลัลิสช่วงปลายปีที่แล้ว มีข่าวสถานการณ์น่าสนใจมากเกิดขึ้นในวงการปศุสัตว์ของประเทศเพื่อนบ้านเรา นั่นคือ รายงานการระบาดของโรคสัตว์ชนิดหนึ่งในประเทศเวียดนาม อ้างอิงจากข้อมูลขององค์การสุขภาพสัตว์โลก (WOAH) ในวันที่ 26 พฤศจิกายน 2568 ประเทศเวียดนามได้ยืนยันการพบโรค Peste des Petits Ruminants หรือ PPR เป็นครั้งแรกของประเทศ คาดว่าติดรับเชื้อและเริ่มแพร่ระบาดตั้งแต่ช่วง 23 ตุลาคม 2568 มีแพะติดเชื้อ ป่วย แสดงอาการจ านวน 2 ตัว จากฝูงเลี้ยง 6 ตัว ที่เลี้ยงในเขตตอนใต้ของประเทศ เคสหนึ่งเกิดขึ้นที่จังหวัดด่งนาย (Dong Nai) ยืนยันติดเชื้อ 1 ตัว จากทั้งหมด 5 ตัว และอีกเคสที่จังหวัดเลิมด่ง (Lam Dong) ยืนยันติดเชื้อ 1 ตัว การสอบสวนทางระบาดวิทยายังไม่ทราบที่มาของโรคแน่ชัด ขณะนี้ได้ด าเนินมาตรการควบคุมโรค เคลื่อนย้าย กักกันสัตว์เก็บตัวอย่างและตรวจโรค ท าลายสัตว์ฝังซาก รวมถึงฆ่าเชื้อโรค เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ติดตามรอว่าจะพบโรคเพิ่มอีกหรือไม่แม้เวียดนามจะไม่เคยมีรายงานการพบโรคนี้มาก่อน แต่โรคนี้ก็อยู่ในบัญชีรายชื่อโรคระบาดสัตว์ส าคัญของประเทศอยู่แล้ว เนื่องจากมีความเสี่ยงจากการค้าขาย และน าเข้าส่งออกปศุสัตว์ข้ามชายแดนกับประเทศเพื่อนบ้านชื่อโรค Peste des Petits Ruminants หรือ PPR หรือ พีพีอาร์ ในไทยอาจเรียกโรคนี้ว่า “กาฬโรคสัตว์เคี้ยวเอื้องขนาดเล็ก” หรือ “พีพีอาร์ในแพะแกะ”ระบาดวิทยา รายงานการพบโรคนี้ครั้งแรกตั้งแต่ปี 1942 ที่ไอวอรี่โคสต์ ซึ่งเป็นประเทศในทวีปแอฟริกาตะวันตก ปัจจุบันพบการระบาดได้ในกว่า 70 ประเทศทั่วเอเชีย แอฟริกา ตะวันออกใกล้และตะวันออกกลาง ทั้งยังได้แพร่มาถึงยุโรปในปี 2016 (จอร์เจีย) ส่วนไทยยังไม่มีรายงานการพบโรคนี้ และก าลังด าเนินการขอสถานภาพปลอดโรคจาก WOAH เป็นอีกหนึ่งโรคที่ใช้เป็นข้อกีดกันทางการค้าสัตว์ระหว่างประเทศ WOAH และองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ได้ร่วมกันวางแผนยุทธศาสตร์เพื่อควบคุมและก าจัด PPR โดยตั้งเป้าหมายที่จะก าจัดโรคนี้ให้หมดไปภายในปี 2030PPR ในแพะแกะโรคระบาดใหม่-ไทยต้องระวัง น.สพ. ยุทธ เทียมสุวรรณ ผ้จูดัการฝ่ายวิชาการ บจก. เซน็ทรลัลิสช่วงปลายปีที่แล้ว มีข่าวสถานการณ์น่าสนใจมากเกิดขึ้นในวงการปศุสัตว์ของประเทศเพื่อนบ้านเรา นั่นคือ รายงานการระบาดของโรคสัตว์ชนิดหนึ่งในประเทศเวียดนาม อ้างอิงจากข้อมูลขององค์การสุขภาพสัตว์โลก (WOAH) ในวันที่ 26 พฤศจิกายน 2568 ประเทศเวียดนามได้ยืนยันการพบโรค Peste des Petits Ruminants หรือ PPR เป็นครั้งแรกของประเทศ คาดว่าติดรับเชื้อและเริ่มแพร่ระบาดตั้งแต่ช่วง 23 ตุลาคม 2568 มีแพะติดเชื้อ ป่วย แสดงอาการจ านวน 2 ตัว จากฝูงเลี้ยง 6 ตัว ที่เลี้ยงในเขตตอนใต้ของประเทศ เคสหนึ่งเกิดขึ้นที่จังหวัดด่งนาย (Dong Nai) ยืนยันติดเชื้อ 1 ตัว จากทั้งหมด 5 ตัว และอีกเคสที่จังหวัดเลิมด่ง (Lam Dong) ยืนยันติดเชื้อ 1 ตัว การสอบสวนทางระบาดวิทยายังไม่ทราบที่มาของโรคแน่ชัด ขณะนี้ได้ด าเนินมาตรการควบคุมโรค เคลื่อนย้าย กักกันสัตว์เก็บตัวอย่างและตรวจโรค ท าลายสัตว์ฝังซาก รวมถึงฆ่าเชื้อโรค เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ติดตามรอว่าจะพบโรคเพิ่มอีกหรือไม่แม้เวียดนามจะไม่เคยมีรายงานการพบโรคนี้มาก่อน แต่โรคนี้ก็อยู่ในบัญชีรายชื่อโรคระบาดสัตว์ส าคัญของประเทศอยู่แล้ว เนื่องจากมีความเสี่ยงจากการค้าขาย และน าเข้าส่งออกปศุสัตว์ข้ามชายแดนกับประเทศเพื่อนบ้านชื่อโรค Peste des Petits Ruminants หรือ PPR หรือ พีพีอาร์ ในไทยอาจเรียกโรคนี้ว่า “กาฬโรคสัตว์เคี้ยวเอื้องขนาดเล็ก” หรือ “พีพีอาร์ในแพะแกะ”ระบาดวิทยา รายงานการพบโรคนี้ครั้งแรกตั้งแต่ปี 1942 ที่ไอวอรี่โคสต์ ซึ่งเป็นประเทศในทวีปแอฟริกาตะวันตก ปัจจุบันพบการระบาดได้ในกว่า 70 ประเทศทั่วเอเชีย แอฟริกา ตะวันออกใกล้และตะวันออกกลาง ทั้งยังได้แพร่มาถึงยุโรปในปี 2016 (จอร์เจีย) ส่วนไทยยังไม่มีรายงานการพบโรคนี้ และก าลังด าเนินการขอสถานภาพปลอดโรคจาก WOAH เป็นอีกหนึ่งโรคที่ใช้เป็นข้อกีดกันทางการค้าสัตว์ระหว่างประเทศ WOAH และองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ได้ร่วมกันวางแผนยุทธศาสตร์เพื่อควบคุมและก าจัด PPR โดยตั้งเป้าหมายที่จะก าจัดโรคนี้ให้หมดไปภายในปี 2030สาเหตุของโรค เกิดจากเชื้อ PPR เป็นไวรัสในสกุล Morbillivirus วงศ์Paramyxoviridae รูปร่างทรงกลม หรือหลากหลายเหลี่ยม ชนิด RNA สายเดี่ยว มีเปลือกหุ้ม ขนาดค่อนข้างใหญ่ ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 100-300 nmเป็นไวรัสที่แพร่ระบาดได้รวดเร็วและรุนแรง มีเพียงซีโรไทป์เดียว ไวรัสถูกทำาลายที่ 50 ำC เป็นเวลานาน 60 นาทีpH<4 หรือ >11 ยาฆ่าเชื้อที่ได้ผลดีเช่น ฟีนอล โซดาไฟ ไวรัสนี้มีความใกล้ชิดกับไวรัสที่ก่อโรค Rinderpest ในข่าวสารและสาระสำาหรับวงการเลี้ยงสัตว์


40 สัตว์เศรษฐกิจLIVESTOCK PRODUCTION MAGAZINEสัตว์เคี้ยวเอื้อง สัตว์กีบคู่ และสุกรมาก ซึ่ง FAO ได้ประกาศการกำาจัดให้หมดไปจากโลกนี้อย่างเป็นทางการแล้วในปี2011 ไวรัสที่สำาคัญในสกุลนี้ที่ใกล้เคียงกันยังมีโรคหัดในคน และไข้หัดสุนัขสัตว์ที่ไวรับโรค สัตว์เคี้ยวเอื้องขนาดเล็ก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแพะแกะ ทั้งคู่ไวต่อโรคนี้แต่แพะมักแสดงอาการป่วยหนักมากกว่า โรคนี้ยังสามารถติดได้ในสัตว์เคี้ยวเอื้องขนาดเล็กที่เป็นสัตว์ป่า เช่น กวาง รวมถึงอูฐด้วย โดยกว่า80% ของประชากรสัตว์เคี้ยวเอื้องขนาดเล็กนั้นอยู่ในทวีปแอฟริกา ตะวันออกกลาง และเอเชีย จึงเป็นภูมิภาคที่ได้รับผลกระทบจากโรค PPR มากที่สุด โรคนี้ไม่ติดต่อสู่คน ทั้งนี้มีรายงานว่าโค กระบือ สุกร สามารถติดเชื้อได้แต่จะไม่ป่วยแสดงอาการ และไม่เป็นพาหะแพร่ไวรัสต่อ ทั้งภูมิคุ้มกันต่อโรค Rinderpest สามารถคุ้มข้ามสายพันธุ์มายัง PPRนี้ได้ด้วย แต่ด้วย Rinderpest ถูกกำาจัดไปหมดแล้ว อาจเป็นสาเหตุทำาให้PPR ระบาดมากขึ้นในช่วงหลังนี้ก็เป็นได้การติดต่อ ไวรัสแพร่กระจายออกมาจากสัตว์ป่วยผ่านสิ่งคัดหลั่งทางเดินหายใจ น้ำามูก น้ำาตา น้ำาลาย อุจจาระติดต่อสู่ตัวอื่นผ่านการสัมผัสกันทางตรงโดยการหายใจ ไอจามระยะใกล้ชิด รวมถึงติดผ่านการกินได้ การติดทางอ้อมผ่านอาหาร น้ำา และสิ่งแวดล้อม แม้ไม่ใช่ช่องทางหลัก แต่ก็ยืนยันว่าทำาให้ติดโรคนี้ได้เช่นกัน ไวรัสผ่านน้ำาเชื้อได้ติดจากแม่สู่ลูกผ่านรกและน้ำานมได้อุบัติการณ์อาจพบโรคมากขึ้นในช่วงฤดูฝน หรือช่วงแห้งแล้งยาวนาน มักพบในเขตที่เลี้ยงสัตว์หนาแน่น อีกทั้งแพะแกะมักมีการเลี้ยงแบบปล่อย ก็เสริมให้แพร่โรค ติดโรค เกิดการระบาดได้ง่ายขึ้นอาการทางคลินิก ระยะเวลาฟักตัว 4-6 วัน ไวรัสจะเพิ่มตัวในเนื้อเยื่อน้ำาเหลือง เยื่อบุผิวทางเดินหายใจและทางเดินอาหาร หากรุนแรงมากอาจตายโดยไม่แสดงอาการ หรือตายเฉียบพลันมีเลือดและฟองออกจากจมูก โดยทั่วไปสัตว์จะมีไข้สูง 40-41 ำC ซึม หรือกระสับกระส่าย อ่อนเพลีย ไม่กินอาหาร ขนหยาบกร้าน จมูกแห้ง จากนั้น 3-5วันต่อมาจะมีอาการน้ำาตาไหล เยื่อบุตาบวมแดงอักเสบหรืออาจเป็นหนอง มีอาการระบบทางเดินหายใจ เช่น เยื่อบุจมูกบวม มีน้ำามูกใส ไอ ต่อมาอาการจะรุนแรงเพิ่มมากขึ้น น้ำามูกขุ่นข้นเป็นหนองมีกลิ่นเหม็นเน่า เนื้อตายที่เยื่อบุจมูก จุดเลือดออกในโพรงจมูก กล่องเสียง หลอดลม มีอาการหอบ หายใจด้วยช่องท้อง ปอดอักเสบ อาการระบบทางเดินอาหาร เช่น น้ำาลายไหล เยื่อบุในช่องปากลอกหลุด เป็นแผลและเนื้อตายในช่องปาก เหงือก ริมฝีปาก เพดานปากกระพุ้งแก้ม ลิ้น ท้องเสียรุนแรง อาจมีเลือดปน กระเพาะอาหารและลำาไส้อักเสบ ในลำาไส้ใหญ่มักพบรอยโรคลักษณะเป็นลายทางสีขาวสลับดำาหรือแดงเข้มที่เกิดจากการอักเสบ มีเลือดออก เป็นเนื้อตายตามแนวรอยพับของเยื่อบุลำาไส้ดูคล้ายลายทางม้าลาย (zebra stripe) ต่อมน้ำาเหลืองบวมโต ผอมโทรม แห้งน้ำา น้ำาหนักลดรวดเร็ว อัตราการติดเชื้อป่วยประมาณ 90-100% และตายภายใน 5-10 วันหลังจากแสดงอาการ โดยอัตราการตายสูง 50-90% ขึ้นกับความรุนแรงของไวรัส สภาพแวดล้อมการเลี้ยงการจัดการ สถานภาพภูมิคุ้มกัน สัตว์อายุน้อยแสดงอาการรุนแรงและตายมากกว่า ส่วนแม่สัตว์ที่ตั้งท้องอาจแท้งการเฝ้าระวัง หากฟาร์มแพะแกะเลี้ยงน้อยกว่า 50 ตัว มีการตายกะทันหันมากกว่า 10% ภายใน 3-5 วัน ส่วนฟาร์มแพะแกะเลี้ยงมากกว่า 50 ตัว มีการตายกะทันหันมากกว่า 5 % ภายใน 3-5 วัน หรือมีอาการป่วยทางคลินิกใกล้เคียง สงสัย หรือคล้ายคลึงที่กล่าวมา ให้แจ้งเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ทันที เพื่อการสอบสวนทางระบาดวิทยา ดำาเนินมาตรการตามที่กำาหนดไว้ตลอดจนการกักสัตว์ควบคุมการเคลื่อนย้าย กำาจัดและทำาลายซาก โดยหากมีสัตว์ตายห้ามเคลื่อนย้าย ขาย หรือชำาแหละโดยเด็ดขาด โรคนี้เป็นอีกหนึ่งโรคร้ายแรงใน พรบ. โรคระบาดสัตว์ พ.ศ. 2558 ที่มีกฎหมายควบคุมให้ต้องปฏิบัติหรือห้ามปฏิบัติอย่างเข้มงวดการวินิจฉัย กรณีสัตว์ตายแนะนำาให้เก็บต่อมน้ำาเหลืองที่ขั้วลำาไส้ หรือที่หลอดลม ม้าม ปอด ลำาไส้เล็ก หรืออวัยวะภายในอื่น ๆ บรรจุในถุงพลาสติกสะอาด ปิดปากถุงมิดชิด แช่เย็น ส่วนกรณีที่เป็นสัตว์มีชีวิตแนะนำาให้เก็บตัวอย่างด้วยวิธีการ สวอปป้ายเชื้อจากในโพรงจมูก เยื่อบุตาขาว เยื่อบุช่องปาก เยื่อบุทวารหนัก เก็บใน VTMสาเหตุของโรค เกิดจากเชื้อ PPR เป็นไวรัสในสกุล Morbillivirus วงศ์ Paramyxoviridae รูปร่างทรงกลม หรือหลากหลายเหลี่ยม ชนิด RNA สายเดี่ยว มีเปลือกหุ้ม ขนาดค่อนข้างใหญ่ ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 100-300 nm เป็นไวรัสที่แพร่ระบาดได้รวดเร็วและรุนแรง มีเพียงซีโรไทป์ เดียว ไวรัสถูกท าลายที่ 50 C เป็นเวลานาน 60 นาที pH<4 หรือ >11 ยาฆ่าเชื้อที่ได้ผลดี เช่น ฟีนอล โซดาไฟ ไวรัสนี้มีความใกล้ชิดกับไวรัสที่ก่อโรค Rinderpest ในสัตว์เคี้ยวเอื้องสัตว์กีบคู่ และสุกรมากซึ่ง FAO ได้ประกาศการก าจัดให้หมดไปจากโลกนี้อย่างเป็นทางการแล้วในปี 2011 ไวรัสที่ส าคัญในสกุลนี้ที่ใกล้เคียงกันยังมี โรคหัดในคน และไข้หัดสุนัขสัตว์ที่ไวรับโรค สัตว์เคี้ยวเอื้องขนาดเล็ก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแพะแกะ ทั้งคู่ไวต่อโรคนี้แต่แพะมักแสดงอาการป่วยหนักมากกว่า โรคนี้ยังสามารถติดได้ในสัตว์เคี้ยวเอื้องขนาดเล็กที่เป็นสัตว์ป่า เช่น กวาง รวมถึงอูฐด้วย โดยกว่า 80% ของประชากรสัตว์เคี้ยวเอื้องขนาดเล็กนั้นอยู่ในทวีปแอฟริกา ตะวันออกกลาง และเอเชีย จึงเป็นภูมิภาคที่ได้รับผลกระทบจากโรค PPR มากที่สุด โรคนี้ไม่ติดต่อสู่คน ทั้งนี้มีรายงานว่าโค กระบือ สุกร สามารถติดเชื้อได้ แต่จะไม่ป่วยแสดงอาการ และไม่เป็นพาหะแพร่ไวรัสต่อ ทั้งภูมิคุ้มกันต่อโรค Rinderpest สามารถคุ้มข้ามสายพันธุ์มายัง PPR นี้ได้ด้วย แต่ด้วย Rinderpest ถูกก าจัดไปหมดแล้ว อาจเป็นสาเหตุท าให้ PPR ระบาดมากขึ้นในช่วงหลังนี้ก็เป็นได้ การติดต่อ ไวรัสแพร่กระจายออกมาจากสัตว์ป่วยผ่านสิ่งคัดหลั่งทางเดินหายใจ น ้ามูก น ้าตา น ้าลาย อุจจาระ ติดต่อสู่ตัวอื่นผ่านการสัมผัสกันทางตรงโดยการหายใจ ไอจามระยะใกล้ชิด รวมถึงติดผ่านการกินได้การติดทางอ้อมผ่านอาหาร น ้า และสิ่งแวดล้อม แม้ไม่ใช่ช่องทางหลัก แต่ก็ยืนยันว่าท าให้ติดโรคนี้ได้เช่นกัน ไวรัสผ่านน ้าเชื้อได้ ติดจากแม่สู่ลูกผ่านรกและน ้านมได้อุบัติการณ์อาจพบโรคมากขึ้นในช่วงฤดูฝน หรือช่วงแห้งแล้งยาวนาน มักพบในเขตที่เลี้ยงสัตว์หนาแน่น อีกทั้งแพะแกะมักมีการเลี้ยงแบบปล่อย ก็เสริมให้แพร่โรค ติดโรค เกิดการระบาดได้ง่ายขึ้นอาการทางคลินิก ระยะเวลาฟักตัว 4-6 วัน ไวรัสจะเพิ่มตัวในเนื้อเยื่อน ้าเหลือง เยื่อบุผิวทางเดินหายใจและทางเดินอาหาร หากรุนแรงมากอาจตายโดยไม่แสดงอาการ หรือตายเฉียบพลันมีเลือดและฟองออกจากจมูก โดยทั่วไปสัตว์จะมีไข้สูง40-41 C ซึม หรือกระสับกระส่าย อ่อนเพลีย ไม่กินอาหาร ขนหยาบกร้าน จมูกแห้ง จากนั้น 3-5 วันต่อมาจะมีอาการน ้าตาไหลเยื่อบุตาบวมแดงอักเสบหรืออาจเป็นหนอง มีอาการระบบทางเดินหายใจ เช่น เยื่อบุจมูกบวม มีน ้ามูกใส ไอ ต่อมาอาการจะรุนแรงเพิ่มมากขึ้น น ้ามูกขุ่นข้นเป็นหนองมีกลิ่นเหม็นเน่า เนื้อตายที่เยื่อบุจมูก จุดเลือดออกในโพรงจมูก กล่องเสียง หลอดลมมีอาการหอบ หายใจด้วยช่องท้อง ปอดอักเสบ อาการระบบทางเดินอาหาร เช่น น ้าลายไหล เยื่อบุในช่องปากลอกหลุด เป็นแผลและเนื้อตายในช่องปาก เหงือก ริมฝีปาก เพดานปาก กระพุ้งแก้ม ลิ้น ท้องเสียรุนแรง อาจมีเลือดปน กระเพาะอาหารและล าไส้อักเสบ ในล าไส้ใหญ่มักพบรอยโรคลักษณะเป็นลายทางสีขาวสลับด าหรือแดงเข้มที่เกิดจากการอักเสบ มีเลือดออก เป็นเนื้อตายตามแนวรอยพับของเยื่อบุล าไส้ ดูคล้ายลายทางม้าลาย (zebra stripe) ต่อมน ้าเหลืองบวมโต ผอมโทรม แห้งน ้า น ้าหนักลดรวดเร็ว อัตราการติดเชื้อป่วยประมาณ 90-100% และตายภายใน 5-10 วันหลังจากแสดงอาการ โดยอัตราการตายสูง 50-90% ขึ้นกับความรุนแรงของไวรัส สภาพแวดล้อมการเลี้ยงการจัดการ สถานภาพภูมิคุ้มกัน สัตว์อายุน้อยแสดงอาการรุนแรงและตายมากกว่า ส่วนแม่สัตว์ที่ตั้งท้องอาจแท้ง การเฝ้าระวัง หากฟาร์มแพะแกะเลี้ยงน้อยกว่า 50 ตัว มีการตายกะทันหันมากกว่า 10% ภายใน 3-5 วัน ส่วนฟาร์มแพะแกะเลี้ยงมากกว่า 50 ตัว มีการตายกะทันหันมากกว่า 5 % ภายใน 3-5 วัน หรือมีอาการป่วยทางคลินิกใกล้เคียง สงสัย หรือคล้ายคลึงที่กล่าวมา ให้แจ้งเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ทันที เพื่อการสอบสวนทางระบาดวิทยา ด าเนินมาตรการตามที่ก าหนดไว้ ตลอดจนการกักสัตว์ ควบคุมการเคลื่อนย้าย ก าจัดและท าลายซาก โดยหากมีสัตว์ตายห้ามเคลื่อนย้าย ขาย หรือช าแหละโดย


40 สัตว์เศรษฐกิจLIVESTOCK PRODUCTION MAGAZINEสัตว์เคี้ยวเอื้อง สัตว์กีบคู่ และสุกรมาก ซึ่ง FAO ได้ประกาศการกำาจัดให้หมดไปจากโลกนี้อย่างเป็นทางการแล้วในปี2011 ไวรัสที่สำาคัญในสกุลนี้ที่ใกล้เคียงกันยังมีโรคหัดในคน และไข้หัดสุนัขสัตว์ที่ไวรับโรค สัตว์เคี้ยวเอื้องขนาดเล็ก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแพะแกะ ทั้งคู่ไวต่อโรคนี้แต่แพะมักแสดงอาการป่วยหนักมากกว่า โรคนี้ยังสามารถติดได้ในสัตว์เคี้ยวเอื้องขนาดเล็กที่เป็นสัตว์ป่า เช่น กวาง รวมถึงอูฐด้วย โดยกว่า80% ของประชากรสัตว์เคี้ยวเอื้องขนาดเล็กนั้นอยู่ในทวีปแอฟริกา ตะวันออกกลาง และเอเชีย จึงเป็นภูมิภาคที่ได้รับผลกระทบจากโรค PPR มากที่สุด โรคนี้ไม่ติดต่อสู่คน ทั้งนี้มีรายงานว่าโค กระบือ สุกร สามารถติดเชื้อได้แต่จะไม่ป่วยแสดงอาการ และไม่เป็นพาหะแพร่ไวรัสต่อ ทั้งภูมิคุ้มกันต่อโรค Rinderpest สามารถคุ้มข้ามสายพันธุ์มายัง PPRนี้ได้ด้วย แต่ด้วย Rinderpest ถูกกำาจัดไปหมดแล้ว อาจเป็นสาเหตุทำาให้PPR ระบาดมากขึ้นในช่วงหลังนี้ก็เป็นได้การติดต่อ ไวรัสแพร่กระจายออกมาจากสัตว์ป่วยผ่านสิ่งคัดหลั่งทางเดินหายใจ น้ำามูก น้ำาตา น้ำาลาย อุจจาระติดต่อสู่ตัวอื่นผ่านการสัมผัสกันทางตรงโดยการหายใจ ไอจามระยะใกล้ชิด รวมถึงติดผ่านการกินได้ การติดทางอ้อมผ่านอาหาร น้ำา และสิ่งแวดล้อม แม้ไม่ใช่ช่องทางหลัก แต่ก็ยืนยันว่าทำาให้ติดโรคนี้ได้เช่นกัน ไวรัสผ่านน้ำาเชื้อได้ติดจากแม่สู่ลูกผ่านรกและน้ำานมได้อุบัติการณ์อาจพบโรคมากขึ้นในช่วงฤดูฝน หรือช่วงแห้งแล้งยาวนาน มักพบในเขตที่เลี้ยงสัตว์หนาแน่น อีกทั้งแพะแกะมักมีการเลี้ยงแบบปล่อย ก็เสริมให้แพร่โรค ติดโรค เกิดการระบาดได้ง่ายขึ้นอาการทางคลินิก ระยะเวลาฟักตัว 4-6 วัน ไวรัสจะเพิ่มตัวในเนื้อเยื่อน้ำาเหลือง เยื่อบุผิวทางเดินหายใจและทางเดินอาหาร หากรุนแรงมากอาจตายโดยไม่แสดงอาการ หรือตายเฉียบพลันมีเลือดและฟองออกจากจมูก โดยทั่วไปสัตว์จะมีไข้สูง 40-41 ำC ซึม หรือกระสับกระส่าย อ่อนเพลีย ไม่กินอาหาร ขนหยาบกร้าน จมูกแห้ง จากนั้น 3-5วันต่อมาจะมีอาการน้ำาตาไหล เยื่อบุตาบวมแดงอักเสบหรืออาจเป็นหนอง มีอาการระบบทางเดินหายใจ เช่น เยื่อบุจมูกบวม มีน้ำามูกใส ไอ ต่อมาอาการจะรุนแรงเพิ่มมากขึ้น น้ำามูกขุ่นข้นเป็นหนองมีกลิ่นเหม็นเน่า เนื้อตายที่เยื่อบุจมูก จุดเลือดออกในโพรงจมูก กล่องเสียง หลอดลม มีอาการหอบ หายใจด้วยช่องท้อง ปอดอักเสบ อาการระบบทางเดินอาหาร เช่น น้ำาลายไหล เยื่อบุในช่องปากลอกหลุด เป็นแผลและเนื้อตายในช่องปาก เหงือก ริมฝีปาก เพดานปากกระพุ้งแก้ม ลิ้น ท้องเสียรุนแรง อาจมีเลือดปน กระเพาะอาหารและลำาไส้อักเสบ ในลำาไส้ใหญ่มักพบรอยโรคลักษณะเป็นลายทางสีขาวสลับดำาหรือแดงเข้มที่เกิดจากการอักเสบ มีเลือดออก เป็นเนื้อตายตามแนวรอยพับของเยื่อบุลำาไส้ดูคล้ายลายทางม้าลาย (zebra stripe) ต่อมน้ำาเหลืองบวมโต ผอมโทรม แห้งน้ำา น้ำาหนักลดรวดเร็ว อัตราการติดเชื้อป่วยประมาณ 90-100% และตายภายใน 5-10 วันหลังจากแสดงอาการ โดยอัตราการตายสูง 50-90% ขึ้นกับความรุนแรงของไวรัส สภาพแวดล้อมการเลี้ยงการจัดการ สถานภาพภูมิคุ้มกัน สัตว์อายุน้อยแสดงอาการรุนแรงและตายมากกว่า ส่วนแม่สัตว์ที่ตั้งท้องอาจแท้งการเฝ้าระวัง หากฟาร์มแพะแกะเลี้ยงน้อยกว่า 50 ตัว มีการตายกะทันหันมากกว่า 10% ภายใน 3-5 วัน ส่วนฟาร์มแพะแกะเลี้ยงมากกว่า 50 ตัว มีการตายกะทันหันมากกว่า 5 % ภายใน 3-5 วัน หรือมีอาการป่วยทางคลินิกใกล้เคียง สงสัย หรือคล้ายคลึงที่กล่าวมา ให้แจ้งเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ทันที เพื่อการสอบสวนทางระบาดวิทยา ดำาเนินมาตรการตามที่กำาหนดไว้ตลอดจนการกักสัตว์ควบคุมการเคลื่อนย้าย กำาจัดและทำาลายซาก โดยหากมีสัตว์ตายห้ามเคลื่อนย้าย ขาย หรือชำาแหละโดยเด็ดขาด โรคนี้เป็นอีกหนึ่งโรคร้ายแรงใน พรบ. โรคระบาดสัตว์ พ.ศ. 2558 ที่มีกฎหมายควบคุมให้ต้องปฏิบัติหรือห้ามปฏิบัติอย่างเข้มงวดการวินิจฉัย กรณีสัตว์ตายแนะนำาให้เก็บต่อมน้ำาเหลืองที่ขั้วลำาไส้ หรือที่หลอดลม ม้าม ปอด ลำาไส้เล็ก หรืออวัยวะภายในอื่น ๆ บรรจุในถุงพลาสติกสะอาด ปิดปากถุงมิดชิด แช่เย็น ส่วนกรณีที่เป็นสัตว์มีชีวิตแนะนำาให้เก็บตัวอย่างด้วยวิธีการ สวอปป้ายเชื้อจากในโพรงจมูก เยื่อบุตาขาว เยื่อบุช่องปาก เยื่อบุทวารหนัก เก็บใน VTMสาเหตุของโรค เกิดจากเชื้อ PPR เป็นไวรัสในสกุล Morbillivirus วงศ์ Paramyxoviridae รูปร่างทรงกลม หรือหลากหลายเหลี่ยม ชนิด RNA สายเดี่ยว มีเปลือกหุ้ม ขนาดค่อนข้างใหญ่ ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 100-300 nm เป็นไวรัสที่แพร่ระบาดได้รวดเร็วและรุนแรง มีเพียงซีโรไทป์ เดียว ไวรัสถูกท าลายที่ 50 C เป็นเวลานาน 60 นาที pH<4 หรือ >11 ยาฆ่าเชื้อที่ได้ผลดี เช่น ฟีนอล โซดาไฟ ไวรัสนี้มีความใกล้ชิดกับไวรัสที่ก่อโรค Rinderpest ในสัตว์เคี้ยวเอื้องสัตว์กีบคู่ และสุกรมากซึ่ง FAO ได้ประกาศการก าจัดให้หมดไปจากโลกนี้อย่างเป็นทางการแล้วในปี 2011 ไวรัสที่ส าคัญในสกุลนี้ที่ใกล้เคียงกันยังมี โรคหัดในคน และไข้หัดสุนัขสัตว์ที่ไวรับโรค สัตว์เคี้ยวเอื้องขนาดเล็ก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแพะแกะ ทั้งคู่ไวต่อโรคนี้แต่แพะมักแสดงอาการป่วยหนักมากกว่า โรคนี้ยังสามารถติดได้ในสัตว์เคี้ยวเอื้องขนาดเล็กที่เป็นสัตว์ป่า เช่น กวาง รวมถึงอูฐด้วย โดยกว่า 80% ของประชากรสัตว์เคี้ยวเอื้องขนาดเล็กนั้นอยู่ในทวีปแอฟริกา ตะวันออกกลาง และเอเชีย จึงเป็นภูมิภาคที่ได้รับผลกระทบจากโรค PPR มากที่สุด โรคนี้ไม่ติดต่อสู่คน ทั้งนี้มีรายงานว่าโค กระบือ สุกร สามารถติดเชื้อได้ แต่จะไม่ป่วยแสดงอาการ และไม่เป็นพาหะแพร่ไวรัสต่อ ทั้งภูมิคุ้มกันต่อโรค Rinderpest สามารถคุ้มข้ามสายพันธุ์มายัง PPR นี้ได้ด้วย แต่ด้วย Rinderpest ถูกก าจัดไปหมดแล้ว อาจเป็นสาเหตุท าให้ PPR ระบาดมากขึ้นในช่วงหลังนี้ก็เป็นได้ การติดต่อ ไวรัสแพร่กระจายออกมาจากสัตว์ป่วยผ่านสิ่งคัดหลั่งทางเดินหายใจ น ้ามูก น ้าตา น ้าลาย อุจจาระ ติดต่อสู่ตัวอื่นผ่านการสัมผัสกันทางตรงโดยการหายใจ ไอจามระยะใกล้ชิด รวมถึงติดผ่านการกินได้การติดทางอ้อมผ่านอาหาร น ้า และสิ่งแวดล้อม แม้ไม่ใช่ช่องทางหลัก แต่ก็ยืนยันว่าท าให้ติดโรคนี้ได้เช่นกัน ไวรัสผ่านน ้าเชื้อได้ ติดจากแม่สู่ลูกผ่านรกและน ้านมได้อุบัติการณ์อาจพบโรคมากขึ้นในช่วงฤดูฝน หรือช่วงแห้งแล้งยาวนาน มักพบในเขตที่เลี้ยงสัตว์หนาแน่น อีกทั้งแพะแกะมักมีการเลี้ยงแบบปล่อย ก็เสริมให้แพร่โรค ติดโรค เกิดการระบาดได้ง่ายขึ้นอาการทางคลินิก ระยะเวลาฟักตัว 4-6 วัน ไวรัสจะเพิ่มตัวในเนื้อเยื่อน ้าเหลือง เยื่อบุผิวทางเดินหายใจและทางเดินอาหาร หากรุนแรงมากอาจตายโดยไม่แสดงอาการ หรือตายเฉียบพลันมีเลือดและฟองออกจากจมูก โดยทั่วไปสัตว์จะมีไข้สูง40-41 C ซึม หรือกระสับกระส่าย อ่อนเพลีย ไม่กินอาหาร ขนหยาบกร้าน จมูกแห้ง จากนั้น 3-5 วันต่อมาจะมีอาการน ้าตาไหลเยื่อบุตาบวมแดงอักเสบหรืออาจเป็นหนอง มีอาการระบบทางเดินหายใจ เช่น เยื่อบุจมูกบวม มีน ้ามูกใส ไอ ต่อมาอาการจะรุนแรงเพิ่มมากขึ้น น ้ามูกขุ่นข้นเป็นหนองมีกลิ่นเหม็นเน่า เนื้อตายที่เยื่อบุจมูก จุดเลือดออกในโพรงจมูก กล่องเสียง หลอดลมมีอาการหอบ หายใจด้วยช่องท้อง ปอดอักเสบ อาการระบบทางเดินอาหาร เช่น น ้าลายไหล เยื่อบุในช่องปากลอกหลุด เป็นแผลและเนื้อตายในช่องปาก เหงือก ริมฝีปาก เพดานปาก กระพุ้งแก้ม ลิ้น ท้องเสียรุนแรง อาจมีเลือดปน กระเพาะอาหารและล าไส้อักเสบ ในล าไส้ใหญ่มักพบรอยโรคลักษณะเป็นลายทางสีขาวสลับด าหรือแดงเข้มที่เกิดจากการอักเสบ มีเลือดออก เป็นเนื้อตายตามแนวรอยพับของเยื่อบุล าไส้ ดูคล้ายลายทางม้าลาย (zebra stripe) ต่อมน ้าเหลืองบวมโต ผอมโทรม แห้งน ้า น ้าหนักลดรวดเร็ว อัตราการติดเชื้อป่วยประมาณ 90-100% และตายภายใน 5-10 วันหลังจากแสดงอาการ โดยอัตราการตายสูง 50-90% ขึ้นกับความรุนแรงของไวรัส สภาพแวดล้อมการเลี้ยงการจัดการ สถานภาพภูมิคุ้มกัน สัตว์อายุน้อยแสดงอาการรุนแรงและตายมากกว่า ส่วนแม่สัตว์ที่ตั้งท้องอาจแท้ง การเฝ้าระวัง หากฟาร์มแพะแกะเลี้ยงน้อยกว่า 50 ตัว มีการตายกะทันหันมากกว่า 10% ภายใน 3-5 วัน ส่วนฟาร์มแพะแกะเลี้ยงมากกว่า 50 ตัว มีการตายกะทันหันมากกว่า 5 % ภายใน 3-5 วัน หรือมีอาการป่วยทางคลินิกใกล้เคียง สงสัย หรือคล้ายคลึงที่กล่าวมา ให้แจ้งเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ทันที เพื่อการสอบสวนทางระบาดวิทยา ด าเนินมาตรการตามที่ก าหนดไว้ ตลอดจนการกักสัตว์ ควบคุมการเคลื่อนย้าย ก าจัดและท าลายซาก โดยหากมีสัตว์ตายห้ามเคลื่อนย้าย ขาย หรือช าแหละโดยสัตว์เศรษฐกิจ 41ข่าวสารและสาระสำาหรับวงการเลี้ยงสัตว์เอกสารอ้างอิงและที่มารูปภาพhttps://dcontrol.dld.go.th/index.php/th/news-head/wikheraah-phunthi-seiyng-kar-keid-rokh-rabad-satw/rokh-xubati-him-laea-xubati-sa/pramein-khwam-seiyngvxyang-rwdrew-rra-rokh-ppr-peste-des-petits-ruminants-cak-weiydnamhttps://share.google/sIURDhtAFTtTUctZm (M. D. Baron MA, PhD, S. Parida BVSc, MVSc, PhD, C. A. L. Oura BVetMed, MSc, PhD, MRCVS. Volume169, Issue1. July 2011. Pages 16-21)https://www.researchgate.net/figure/Clinical-signs-and-post-mortem-findings-in-goats-with-peste-des-petits-ruminants-PPR_fig3_264903760 https://www.researchgate.net/figure/Typical-lesions-of-peste-des-petits-ruminants-in-goats-infected-with-the-disease_fig2_45166450 https://www.msdvetmanual.com/generalized-conditions/peste-des-petits-ruminants/peste-des-petits-ruminants https://eva.org.et/peste-des-petits-ruminants-ppr-a-viral-threat-to-ethiopian-sheep-and-goats/https://www.woah.org/fileadmin/Home/eng/Health_standards/tahm/3.08.09_PPR.pdf https://www.slideshare.net/slideshow/ppr-peste-des-petits-ruminants/81818000#4 https://www.plateforme-esa.fr/fr/peste-des-petits-ruminants-signes-cliniques https://drive.google.com/file/d/12RhniHh1MpqjtnO5hQKXF4wlSX-kpcDR/view https://www.woah.org/en/disease/peste-des-petits-ruminants/#ui-id-2 https://www.woah.org/en/disease/peste-des-petits-ruminants/#ui-id-5 https://eurl-ppr.cirad.fr/ppr2/peste-des-petits-ruminants https://nivedi.res.in/Nadres_v2/ppr.php#Clinical_Signsเด็ดขาด โรคนี้เป็นอีกหนึ่งโรคร้ายแรงใน พรบ. โรคระบาดสัตว์ พ.ศ. 2558 ที่มีกฎหมายควบคุมให้ต้องปฏิบัติ หรือห้ามปฏิบัติอย่างเข้มงวดการวินิจฉัย กรณีสัตว์ตายแนะน าให้เก็บต่อมน ้าเหลืองที่ขั้วล าไส้ หรือที่หลอดลม ม้าม ปอด ล าไส้เล็ก หรืออวัยวะภายในอื่นๆ บรรจุในถุงพลาสติกสะอาด ปิดปากถุงมิดชิด แช่เย็น ส่วนกรณีที่เป็นสัตว์มีชีวิตแนะน าให้เก็บตัวอย่างด้วยวิธีการสวอปป้ายเชื้อจากในโพรงจมูก เยื่อบุตาขาว เยื่อบุช่องปาก เยื่อบุทวารหนัก เก็บใน VTM (Viral transport media ซึ่งเป็นอาหารที่ใช้ส าหรับการเก็บตัวอย่างส่งตรวจที่ได้มาจากการสวอป เพื่อขนส่งตัวอย่างไปยังห้องปฏิบัติการ โดยไม่เสริมให้เชื้อเกิดการเจริญเติบโต แต่ยังคงรักษาให้ไวรัสคงมีชีวิตอยู่) หรือเก็บเลือดโดยใช้สารกันเลือดแข็งตัวชนิด EDTA ตรวจหาแอนติเจนด้วยวิธี PCR AGI ตรวจหาแอนติบอดีด้วยวิธี ELISA หรือ VN โรคที่คล้ายคลึงกันต้องวินิจฉัยแยกแยะคือ Rinderpest FMD บลูทังก์ ฝีดาษ บิด ซัลโมเนลโลซีส อีโคลัย เป็นต้นการประเมินความเสี่ยงและผลกระทบ โอกาสที่เชื้อจะเข้าประเทศไทยได้ มาจากปัจจัยเสี่ยงคือ การลักลอบเคลื่อนย้ายสัตว์ผ่านพรมแดนตามธรรมชาติจากประเทศเพื่อนบ้าน เช่น ลาว กัมพูชา เพื่อเข้ามาจ าหน่าย ซึ่งถือว่ามีระดับความเสี่ยงสูงมากที่จะน าโรคเข้าประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสัตว์ติดเชื้อที่ยังไม่แสดงอาการเนื่องจากอยู่ในช่วงฟักตัว ท าให้โรคหลุดรอดเข้ามาในประเทศได้ จากการคาดการณ์ระยะเวลาหากระบาดลามตามธรรมชาติอาจใช้เวลานาน 1-3 เดือนผ่านหมู่บ้านตามแนวชายแดน แต่หากระบาดผ่านการขนส่งทางรถยนต์ก็อาจใช้เวลาเพียงแค่ 1 สัปดาห์ จุดอันตรายที่แพร่กระจายโรคมากสุดต้องเฝ้าระวัง อาจเป็นตลาดนัดค้าสัตว์ ที่ท าให้เชื้อกระจายข้ามพื้นที่ได้รวดเร็วมาก หรือฝูงสัตว์ที่เลี้ยงปล่อยตามแนวชายแดนก็มีโอกาสสัมผัสกับสัตว์ที่ลักลอบน าเข้าได้เช่นกัน หากโรคเข้าประเทศจะกระทบต่อสุขภาพสัตว์ในประเทศอย่างรุนแรง ก่อให้เกิดการป่วยและตายสูงมากในแพะแกะที่ไม่มีภูมิคุ้มกัน ในแง่เศรษฐกิจ จะส่งผลกระทบต่อเกษตรกรผู้เลี้ยงรายย่อย สูญเสียสัตว์จากการตาย หรือถูกก าจัดท าลาย รวมถึงเสียงบประมาณ เพิ่มต้นทุนในการบริหารจัดการช่วงเกิดโรค และการลงทุนใหม่หลังโรคสงบอีก ในแง่การค้าระหว่างประเทศก็จะถูกระงับการส่งออกทันทีการรักษา ไม่มียารักษาจ าเพาะ รักษาพยุงตามอาการ และรักษาภาวะแทรกซ้อนเท่านั้นการป้องกัน ในขณะนี้ที่ยังไม่มีโรคในประเทศ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้มีมาตรการเข้มงวดในการเคลื่อนย้ายสัตว์ มีการตรวจรถบรรทุกสัตว์ในเส้นทางที่มาจากด่านชายแดนโดยเฉพาะทางภาคตะวันออก และตะวันออกเฉียงเหนือ ด่านตรวจและกักกันสัตว์มีการท างานกันอย่างเข้มงวดทุกแห่งทั่วประเทศ ตระเตรียมเวชภัณฑ์และวัคซีนป้องกันโรคเผื่อไว้ใช้ในพื้นที่ระบาดและกันชน ในส่วนของเกษตรกรก็ต้องป้องกันตนเองด้วยการห้ามลักลอบน าสัตว์เถื่อนจากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาโดยเด็ดขาด ส่วนเกษตรกรที่จะซื้อหรือน าแพะแกะใหม่เข้าฝูงมาเลี้ยง ก็ต้องรู้แหล่งที่มาชัดเจน ไม่มีความเสี่ยง และแม้มีที่มาชัดเจนจากในประเทศเอง ก็ห้ามน าแพะแกะใหม่เข้าฝูงในทันที ต้องแยกกักดูอาการอย่างน้อย 21 วันเสียก่อน ในประเทศที่มีโรคแล้วจะใช้วัคซีนเป็นเครื่องมือส าคัญและทรงประสิทธิภาพในการป้องกัน ควบคุม และก าจัดโรค ยกตัวอย่างเอกสารของ WOAH แนะน าฉีดวัคซีนเชื้อเป็นชนิดอ่อนแรงเข้าใต้ผิวหนังเข็มเดียว ในแพะแกะอายุ 3 เดือนขึ้นไป ซึ่งให้ความคุ้มโรคนานมากกว่า 3 ปี ขึ้นไป ซึ่งจากชื่อหัวข้อว่าโรคใหม่ แต่จริงๆ แล้ว PPR ไม่ใช่โรคระบาดที่เพิ่งอุบัติใหม่ขึ้นมาในโลกนี้แต่อย่างใด หากแต่มีและพบมานานแล้ว เพียงแต่อาจจะเป็นโรคระบาดใหม่ส าหรับไทยก็ได้ หากในอนาคตวันหนึ่งมีเชื้อไวรัสหลุดรอดเข้ามาก่อโรคในประเทศได้ แต่อย่างไรก็ตาม หากพวกเราทุกคน ทุกภาคส่วน ร่วมด้วยช่วยกัน ไทยก็อาจคงสถานภาพปลอดโรค PPR นี้ตลอดไปก็เป็นได้.....(Viral transport media ซึ่งเป็นอาหารที่ใช้สำาหรับการเก็บตัวอย่างส่งตรวจที่ได้มาจากการสวอป เพื่อขนส่งตัวอย่างไปยังห้องปฏิบัติการ โดยไม่เสริมให้เชื้อเกิดการเจริญเติบโต แต่ยังคงรักษาให้ไวรัสคงมีชีวิตอยู่) หรือเก็บเลือดโดยใช้สารกันเลือดแข็งตัวชนิด EDTA ตรวจหาแอนติเจนด้วยวิธีPCR AGI ตรวจหาแอนติบอดีด้วยวิธีELISA หรือ VNโรคที่คล้ายคลึงกันต้องวินิจฉัยแยกแยะคือ Rinderpest FMD บลูทังก์ฝีดาษ บิด ซัลโมเนลโลซีส อีโคลัย เป็นต้นการประเมินความเสี่ยงและผลกระทบ โอกาสที่เชื้อจะเข้าประเทศไทยได้มาจากปัจจัยเสี่ยงคือ การลักลอบเคลื่อนย้ายสัตว์ผ่านพรมแดนตามธรรมชาติจากประเทศเพื่อนบ้าน เช่น ลาว กัมพูชา เพื่อเข้ามาจำาหน่าย ซึ่งถือว่ามีระดับความเสี่ยงสูงมากที่จะนำาโรคเข้าประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสัตว์ติดเชื้อที่ยังไม่แสดงอาการเนื่องจากอยู่ในช่วงฟักตัวทำาให้โรคหลุดรอดเข้ามาในประเทศได้จากการคาดการณ์ระยะเวลาหากระบาดลามตามธรรมชาติอาจใช้เวลานาน 1-3เดือนผ่านหมู่บ้านตามแนวชายแดน แต่หากระบาดผ่านการขนส่งทางรถยนต์ก็อาจใช้เวลาเพียงแค่ 1 สัปดาห์จุดอันตรายที่แพร่กระจายโรคมากสุดต้องเฝ้าระวัง อาจเป็นตลาดนัดค้าสัตว์ที่ทำาให้เชื้อกระจายข้ามพื้นที่ได้รวดเร็วมากหรือฝูงสัตว์ที่เลี้ยงปล่อยตามแนวชายแดนก็มีโอกาสสัมผัสกับสัตว์ที่ลักลอบนำาเข้าได้เช่นกัน หากโรคเข้าประเทศจะกระทบต่อสุขภาพสัตว์ในประเทศอย่างรุนแรง ก่อให้เกิดการป่วยและตายสูงมากในแพะแกะที่ไม่มีภูมิคุ้มกัน ในแง่เศรษฐกิจจะส่งผลกระทบต่อเกษตรกรผู้เลี้ยงรายย่อย สูญเสียสัตว์จากการตาย หรือถูกกำาจัดทำาลาย รวมถึงเสียงบประมาณ เพิ่มต้นทุนในการบริหารจัดการช่วงเกิดโรค และการลงทุนใหม่หลังโรคสงบอีก ในแง่การค้าระหว่างประเทศก็จะถูกระงับการส่งออกทันทีการรักษา ไม่มียารักษาจำาเพาะ รักษาพยุงตามอาการ และรักษาภาวะแทรกซ้อนเท่านั้นการป้องกัน ในขณะนี้ที่ยังไม่มีโรคในประเทศ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้มีมาตรการเข้มงวดในการเคลื่อนย้ายสัตว์มีการตรวจรถบรรทุกสัตว์ในเส้นทางที่มาจากด่านชายแดนโดยเฉพาะทางภาคตะวันออก และตะวันออกเฉียงเหนือด่านตรวจและกักกันสัตว์มีการทำางานกันอย่างเข้มงวดทุกแห่งทั่วประเทศ ตระเตรียมเวชภัณฑ์และวัคซีนป้องกันโรคเผื่อไว้ใช้ในพื้นที่ระบาดและกันชน ในส่วนของเกษตรกรก็ต้องป้องกันตนเองด้วยการห้ามลักลอบนำาสัตว์เถื่อนจากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาโดยเด็ดขาด ส่วนเกษตรกรที่จะซื้อหรือนำาแพะแกะใหม่เข้าฝูงมาเลี้ยง ก็ต้องรู้แหล่งที่มาชัดเจน ไม่มีความเสี่ยง และแม้มีที่มาชัดเจนจากในประเทศเอง ก็ห้ามนำาแพะแกะใหม่เข้าฝูงในทันทีต้องแยกกักดูอาการอย่างน้อย21 วันเสียก่อน ในประเทศที่มีโรคแล้วจะใช้วัคซีนเป็นเครื่องมือสำาคัญและทรงประสิทธิภาพในการป้องกัน ควบคุม และกำาจัดโรค ยกตัวอย่างเอกสารของ WOAH แนะนำาฉีดวัคซีนเชื้อเป็นชนิดอ่อนแรงเข้าใต้ผิวหนังเข็มเดียว ในแพะแกะอายุ 3 เดือนขึ้นไป ซึ่งให้ความคุ้มโรคนานมากกว่า 3 ปีขึ้นไป ซึ่งจากชื่อหัวข้อว่าโรคใหม่ แต่จริง ๆ แล้ว PPR ไม่ใช่โรคระบาดที่เพิ่งอุบัติใหม่ขึ้นมาในโลกนี้แต่อย่างใด หากแต่มีและพบมานานแล้ว เพียงแต่อาจจะเป็นโรคระบาดใหม่สำาหรับไทยก็ได้หากในอนาคตวันหนึ่งมีเชื้อไวรัสหลุดรอดเข้ามาก่อโรคในประเทศได้แต่อย่างไรก็ตาม หากพวกเราทุกคน ทุกภาคส่วน ร่วมด้วยช่วยกัน ไทยก็อาจคงสถานภาพปลอดโรค PPR นี้ตลอดไปก็เป็นได้.....


42 สัตว์เศรษฐกิจLIVESTOCK PRODUCTION MAGAZINE วีเอ็นยูกรุ๊ป พร้อมพันธมิตรการจัดงานระดับนานาชาติ เตรียมเปิดเวทีอุตสาหกรรมเกษตร ปศุสัตว์ สุขภาพและโภชนาการสัตว์ครั้งสำาคัญของภูมิภาค กับงาน Health & Nutrition Asia และ Horti & Agri Asia 2026 ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 10-12 มีนาคม 2569 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค กรุงเทพฯ โดยจัดร่วมกับ VICTAM Asia เพื่อเชื่อมโยงอุตสาหกรรมตั้งแต่ต้นน้ำา กลางน้ำา จนถึงปลายน้ำาอย่างครบวงจรในช่วงเวลาเดียวกัน การจัดงานทั้งสามงานพร้อมกันในครั้งนี้ ตอบโจทย์ความท้าทายสำาคัญของโลกด้าน ความมั่นคงทางอาหาร สุขภาพสัตว์ และการผลิตอย่างยั่งยืน คาดว่าจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ สุขภาพและโภชนาการสัตว์ ตลอดจนภาคการเกษตร ซึ่งเป็นฐานสำาคัญของการผลิตโปรตีนจากสัตว์และวัตถุดิบอาหารสัตว์ในภูมิภาคเอเชียภายในงานจะรวบรวมผู้แสดงสินค้ากว่า 300 รายจากนานาชาติ บนพื้นที่จัดแสดงกว่า 9,000 ตารางเมตร พร้อมเวทีสัมมนาและกิจกรรมองค์ความรู้จากผู้เชี่ยวชาญกว่า 150 ท่าน ครอบคลุมธุรกิจปศุสัตว์ สัตว์น้ำา อาหารสัตว์ สุขภาพสัตว์ และการเกษตรสมัยใหม่ เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการ นักลงทุน ผู้ซื้อ นักวิชาการ และเกษตรกร ได้พบปะ แลกเปลี่ยน และต่อยอดโอกาสทางธุรกิจไฮไลท์VIV Health & Nutrition Asia 2026งานแสดงสินค้าระดับภูมิภาคด้านอาหารสัตว์ เภสัชภัณฑ์ และสุขภาพสัตว์ ภายใต้แนวคิด “ร่วมขับเคลื่อนอนาคตของอาหารสัตว์และสุขภาพสัตว์ ด้วยนวัตกรรมและความยั่งยืน (Shaping the Future of Animal Feed and Health through Sustainability & Innovation)” ผู้เข้าร่วมงานจะได้พบกับแบรนด์และองค์กรชั้นนำาจากนานาชาติ อาทิ Elanco, Catalysis และ Intracare พร้อมด้วย พาวิลเลียนจากประเทศญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ เป็นครั้งแรก ซึ่งสะท้อนถึงความเชื่อมั่นของตลาดโลกที่มีต่อแพลตฟอร์มแห่งนี้ และตอกย้ำาบทบาทของงานในฐานะเวทีสำาคัญในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมอาหารสัตว์และสุขภาพสัตว์ของภูมิภาคเอเชียอย่างยั่งยืน คุณนาตาชา ฮอลล์ผู้จัดการโครงการ วีเอ็นยูยุโรป กล่าวว่า “Health & Nutrition Asia 2026 คือแพลตฟอร์มที่เชื่อมโยงนวัตกรรม สุขภาพสัตว์ และโอกาสทางธุรกิจ เพื่อรองรับทิศทางใหม่ของอุตสาหกรรมที่มุ่งสู่ความยั่งยืนและความมั่นคงทางอาหาร” คุณชนิตา จันทสิงห์ ผู้จัดการโครงการ วีเอ็นยู เอเชีย แปซิฟิค เสริมว่า “เราออกแบบงานให้เป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้และการเชื่อมต่อทางธุรกิจอย่างแท้จริง เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมงานได้พูดคุย แลกเปลี่ยน และเจรจาธุรกิจเชิงลึกในบรรยากาศที่เป็นกันเอง เอื้อต่อการสร้างความร่วมมือคุณภาพในอุตสาหกรรมสุขภาพและโภชนาการสัตว์โดยเฉพาะ” น.สพ.ดร.ประพืด อักษรพันธ์Senior Country Director - TH,VN & CLM บริษัท อีแลนโค (ประเทศไทย) จำากัด กล่าวเสริมว่า “อุตสาหกรรมกำาลังมุ่งสู่โซลูชันด้านโภชนาการเพื่อการป้องกันโรคเปิดประตูสู่โอกาสทางธุรกิจ Health & Nutrition Asia และ Horti & Agri Asia 2026เปิดประตูสู่โอกาสทางธุรกิจ Health & Nutrition Asia และ Horti & Agri Asia 2026


42 สัตว์เศรษฐกิจLIVESTOCK PRODUCTION MAGAZINE วีเอ็นยูกรุ๊ป พร้อมพันธมิตรการจัดงานระดับนานาชาติ เตรียมเปิดเวทีอุตสาหกรรมเกษตร ปศุสัตว์ สุขภาพและโภชนาการสัตว์ครั้งสำาคัญของภูมิภาค กับงาน Health & Nutrition Asia และ Horti & Agri Asia 2026 ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 10-12 มีนาคม 2569 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค กรุงเทพฯ โดยจัดร่วมกับ VICTAM Asia เพื่อเชื่อมโยงอุตสาหกรรมตั้งแต่ต้นน้ำา กลางน้ำา จนถึงปลายน้ำาอย่างครบวงจรในช่วงเวลาเดียวกัน การจัดงานทั้งสามงานพร้อมกันในครั้งนี้ ตอบโจทย์ความท้าทายสำาคัญของโลกด้าน ความมั่นคงทางอาหาร สุขภาพสัตว์ และการผลิตอย่างยั่งยืน คาดว่าจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ สุขภาพและโภชนาการสัตว์ ตลอดจนภาคการเกษตร ซึ่งเป็นฐานสำาคัญของการผลิตโปรตีนจากสัตว์และวัตถุดิบอาหารสัตว์ในภูมิภาคเอเชียภายในงานจะรวบรวมผู้แสดงสินค้ากว่า 300 รายจากนานาชาติ บนพื้นที่จัดแสดงกว่า 9,000 ตารางเมตร พร้อมเวทีสัมมนาและกิจกรรมองค์ความรู้จากผู้เชี่ยวชาญกว่า 150 ท่าน ครอบคลุมธุรกิจปศุสัตว์ สัตว์น้ำา อาหารสัตว์ สุขภาพสัตว์ และการเกษตรสมัยใหม่ เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการ นักลงทุน ผู้ซื้อ นักวิชาการ และเกษตรกร ได้พบปะ แลกเปลี่ยน และต่อยอดโอกาสทางธุรกิจไฮไลท์VIV Health & Nutrition Asia 2026งานแสดงสินค้าระดับภูมิภาคด้านอาหารสัตว์ เภสัชภัณฑ์ และสุขภาพสัตว์ ภายใต้แนวคิด “ร่วมขับเคลื่อนอนาคตของอาหารสัตว์และสุขภาพสัตว์ ด้วยนวัตกรรมและความยั่งยืน (Shaping the Future of Animal Feed and Health through Sustainability & Innovation)” ผู้เข้าร่วมงานจะได้พบกับแบรนด์และองค์กรชั้นนำาจากนานาชาติ อาทิ Elanco, Catalysis และ Intracare พร้อมด้วย พาวิลเลียนจากประเทศญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ เป็นครั้งแรก ซึ่งสะท้อนถึงความเชื่อมั่นของตลาดโลกที่มีต่อแพลตฟอร์มแห่งนี้ และตอกย้ำาบทบาทของงานในฐานะเวทีสำาคัญในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมอาหารสัตว์และสุขภาพสัตว์ของภูมิภาคเอเชียอย่างยั่งยืน คุณนาตาชา ฮอลล์ผู้จัดการโครงการ วีเอ็นยูยุโรป กล่าวว่า “Health & Nutrition Asia 2026 คือแพลตฟอร์มที่เชื่อมโยงนวัตกรรม สุขภาพสัตว์ และโอกาสทางธุรกิจ เพื่อรองรับทิศทางใหม่ของอุตสาหกรรมที่มุ่งสู่ความยั่งยืนและความมั่นคงทางอาหาร” คุณชนิตา จันทสิงห์ ผู้จัดการโครงการ วีเอ็นยู เอเชีย แปซิฟิค เสริมว่า “เราออกแบบงานให้เป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้และการเชื่อมต่อทางธุรกิจอย่างแท้จริง เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมงานได้พูดคุย แลกเปลี่ยน และเจรจาธุรกิจเชิงลึกในบรรยากาศที่เป็นกันเอง เอื้อต่อการสร้างความร่วมมือคุณภาพในอุตสาหกรรมสุขภาพและโภชนาการสัตว์โดยเฉพาะ” น.สพ.ดร.ประพืด อักษรพันธ์Senior Country Director - TH,VN & CLM บริษัท อีแลนโค (ประเทศไทย) จำากัด กล่าวเสริมว่า “อุตสาหกรรมกำาลังมุ่งสู่โซลูชันด้านโภชนาการเพื่อการป้องกันโรคเปิดประตูสู่โอกาสทางธุรกิจ Health & Nutrition Asia และ Horti & Agri Asia 2026เปิดประตูสู่โอกาสทางธุรกิจ Health & Nutrition Asia และ Horti & Agri Asia 2026สัตว์เศรษฐกิจ 43ข่าวสารและสาระสำาหรับวงการเลี้ยงสัตว์ลดการใช้ยาปฏิชีวนะ และสร้างความยั่งยืนในระยะยาว ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางของงานนี้อย่างชัดเจน”ไฮไลท์ Horti & Agri Asia 2026งานแสดงสินค้านานาชาติสำาหรับอนาคตของการผลิตพืชพืชสวน และไม้ดอกไม้ประดับ ภายใต้แนวคิด “เวทีงานแสดงสินค้านานาชาติ เพื่ออนาคตของการผลิตพืช พืชสวน และไม้ดอกไม้ประดับ (The International Trade Show for Future Crop, Horticultural and Floricultural Production)” เปิดต้อนรับ เกษตรกร กลุ่มเกษตรรุ่นใหม่ นักวิชาการ และนักศึกษา ให้เข้ามาเรียนรู้และค้นหาโซลูชันที่สามารถนำาไปใช้ได้จริง โดยไฮไลท์สำาคัญ ได้แก่ โครงการจาก DEPA เป็นครั้งแรกในงาน เพื่อสนับสนุนเกษตรกรผู้ปลูกทุเรียนไทย ผ่านแอปพลิเคชันบันทึกข้อมูลและระบบน้ำาอัจฉริยะ (สมัครและใช้งานฟรี) รวมถึงเทคโนโลยีการเกษตรจากไทยและต่างประเทศ และเวทีสัมมนาด้านเกษตรสมัยใหม่ เช่น เกษตรคาร์บอนต่ำา การจัดการน้ำาและสารตกค้างเพื่อการส่งออก และการโชว์เคสการเลี้ยงผำาเป็นครั้งแรกคุณชนิดา คลาร์ค ผู้จัดการโครงการ วีเอ็นยูเอเชีย แปซิฟิคกล่าวว่า “Horti & Agri Asia 2026 คือเวทีที่เชื่อมโยงเทคโนโลยี องค์ความรู้ และผู้คนจากทุกภาคส่วนของห่วงโซ่การเกษตร เพื่อช่วยให้เกษตรกรและผู้ประกอบการสามารถปรับตัว รับมือความท้าทายด้านสภาพภูมิอากาศ ต้นทุน และตลาดโลก พร้อมยกระดับภาคเกษตรไทยสู่อนาคตที่แข็งแกร่ง มีมูลค่าเพิ่ม และยั่งยืนในระยะยาว”ด้านภาควิชาการและนโยบาย รศ.ดร.ธนาทิพย์ สุวรรณโสภีรองคณบดีฝ่ายบริหาร คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์กล่าวว่า “ธุรกิจเกษตรในปัจจุบันและอนาคตกำาลังก้าวสู่ระบบเกษตรอัจฉริยะ หรือ Smart Agriculture ที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล เทคโนโลยี และนวัตกรรมตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่การพัฒนาพันธุ์ การเพิ่มคุณภาพและปริมาณผลผลิต การใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ไปจนถึงระบบตรวจสอบย้อนกลับเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภค” ขณะที่ ศ.สพ.ญ.ดร. อัจฉริยา ไศละสูต ผู้อำานวยการ องค์การ สมาพันธ์สมาคมสัตว์แพทย์แห่งเอเชียสำานักงานกรุงเทพฯ ระบุว่า “แนวคิด One Health และความร่วมมือระหว่างทุกภาคส่วน เป็นกุญแจสำาคัญต่อความมั่นคงด้านสุขภาพและความปลอดภัยทางอาหารในระยะยาว”“ความท้าทายของระบบเกษตรและอาหารโลกในปัจจุบัน คือการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งเทคโนโลยีและนวัตกรรมคือกุญแจสำาคัญในการสร้างระบบนิเวศเกษตรและอาหาร โดยโครงการ ‘Farming The Future With KMITL’ สะท้อนพลังความร่วมมือทั้งในและต่างประเทศ เพื่อผสานองค์ความรู้และนวัตกรรมในการเสริมสร้างความมั่นคงทางอาหาร ควบคู่กับการฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพในระบบเกษตร” ผู้ช่วยศาสตราจารย์ดร.รัชนีกุลยานนท์ รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและนวัตกรรม สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง กล่าวลงทะเบียนล่วงหน้าเพื่อไม่พลาดโอกาสทางธุรกิจงาน Health & Nutrition Asia และ Horti & Agri Asia 2026 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 10-12 มีนาคม 2569 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค กรุงเทพฯ ผู้สนใจสามารถติดตามรายละเอียดและลงทะเบียนเข้าร่วมงานฟรีได้ที่https://healthandnutrition.viv.net/ และ https://hortiandagriasia.com/ สอบถามโทร. 02-1116611 ต่อ 330-335เปิดประตูสู่โอกาสทางธุรกิจ Health & Nutrition Asia และ Horti & Agri Asia 2026เปิดประตูสู่โอกาสทางธุรกิจ Health & Nutrition Asia และ Horti & Agri Asia 2026


44 สัตว์เศรษฐกิจLIVESTOCK PRODUCTION MAGAZINE นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์อธิบดีกรมปศุสัตว์เป็นประธานเปิดการประชุมวิชาการนานาชาติทางสัตวแพทย์และการเลี้ยงสัตว์ ครั้งที่ 47 หรือ The International Conference on Veterinary Science (ICVS 2025) จัดโดยสัตวแพทยสมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ร่วมกับแพทยสมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ระหว่างวันที่ 24-25 พฤศจิกายน 2568 ณ ห้องแกรนด์ไดมอนด์ บอลรูม อิมแพ็คฟอรั่ม เมืองทองธานี จังหวัดนนทบุรี ภายใต้แนวคิด “Accelerating ONE HEALTH - Integrating Human, Animal, and Environmental Health for a Sustainable Future” พร้อมรับรางวัลเกียรติยศ ประจำาปี 2568 ประเภทหน่วยงาน ซึ่งเป็นรางวัลเชิดชูเกียรติองค์กร ที่ทำาคุณประโยชน์หรือให้การสนับสนุนกิจการของวิชาชีพสัตวแพทย์อย่างโดดเด่น นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า การประชุมครั้งนี้เป็นความร่วมมือของทุกภาคส่วนด้านสุขภาพทั้งในและต่างประเทศ เพื่อบูรณาการองค์ความรู้ด้านคน สัตว์ และสิ่งแวดล้อม ตามแนวคิดสุขภาพหนึ่งเดียว โดยกรมปศุสัตว์ให้ความสำาคัญกับการยกระดับสุขภาพสัตว์และความปลอดภัยทางอาหาร ซึ่งเป็นรากฐานของความมั่นคงอาหารของประเทศ พร้อมสนับสนุนการพัฒนาองค์ความรู้และเทคโนโลยีร่วมกับทุกฝ่าย เพื่อให้ประเทศไทยก้าวทันการเปลี่ยนแปลงของโลกและตอบโจทย์ตลาดสากล ภายในงานมีกิจกรรมการจัดนิทรรศกาลผลงาน การวิจัย และการปาฐกถาพิเศษโดยอธิบดีกรมปศุสัตว์ ในหัวข้อ “การเสริมสร้างความเข้มแข็งสุขภาพหนึ่งเดียว “Strengthening One Health: The Role of the Department of Livestock Development” โดยกรมปศุสัตว์ได้ผลักดันมาตรฐานสุขภาพสัตว์ในระดับสากล และมุ่งมั่นพัฒนาต่อยอดองค์ความรู้ด้านสุขภาพหนึ่งเดียวให้มีความมั่นคง นอกจากนี้ได้มอบโล่ขอบคุณผู้สนับสนุน มอบโล่รางวัลสัตวแพทย์ตัวอย่าง ประจำาปี 2568 จำานวน 5 รางวัล ได้แก่ สัตวแพทย์ตัวอย่างสายงานวิชาการ : ศ.นายสัตวแพทย์ ดร.วิน สุรเชษฐพงษ์ สัตวแพทย์ตัวอย่างสายงานธุรกิจ : นายสัตวแพทย์วัชระ ปานวุ่น สัตวแพทย์ตัวอย่างสายงานเผยแพร่วิชาชีพและบริการสังคม : นายสัตวแพทย์ชัยวัฒน์ โยธคล สัตวแพทย์อาวุโส : รศ.นายสัตวแพทย์ ดร.ชัยณรงค์ โลหชิต และนายสัตวแพทย์รุ่นใหม่ : นายสัตวแพทย์กรธวัช โพธิ์เย็นญาติ และรางวัลเกียรติยศ ประจำาปี 2568 ประเภทบุคคล และหน่วยงานประชุมวิชาการนานาชาติสัตวแพทย์และการเลี้ยงสัตว์ ครั้งที่ 47 (ICVS 2025) ประชุมวิชาการนานาชาติสัตวแพทย์และการเลี้ยงสัตว์ ครั้งที่ 47 (ICVS 2025)


สัตว์เศรษฐกิจ 45ข่าวสารและสาระสำาหรับวงการเลี้ยงสัตว์44 สัตว์เศรษฐกิจLIVESTOCK PRODUCTION MAGAZINE นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์อธิบดีกรมปศุสัตว์เป็นประธานเปิดการประชุมวิชาการนานาชาติทางสัตวแพทย์และการเลี้ยงสัตว์ ครั้งที่ 47 หรือ The International Conference on Veterinary Science (ICVS 2025) จัดโดยสัตวแพทยสมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ร่วมกับแพทยสมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ระหว่างวันที่ 24-25 พฤศจิกายน 2568 ณ ห้องแกรนด์ไดมอนด์ บอลรูม อิมแพ็คฟอรั่ม เมืองทองธานี จังหวัดนนทบุรี ภายใต้แนวคิด “Accelerating ONE HEALTH - Integrating Human, Animal, and Environmental Health for a Sustainable Future” พร้อมรับรางวัลเกียรติยศ ประจำาปี 2568 ประเภทหน่วยงาน ซึ่งเป็นรางวัลเชิดชูเกียรติองค์กร ที่ทำาคุณประโยชน์หรือให้การสนับสนุนกิจการของวิชาชีพสัตวแพทย์อย่างโดดเด่น นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า การประชุมครั้งนี้เป็นความร่วมมือของทุกภาคส่วนด้านสุขภาพทั้งในและต่างประเทศ เพื่อบูรณาการองค์ความรู้ด้านคน สัตว์ และสิ่งแวดล้อม ตามแนวคิดสุขภาพหนึ่งเดียว โดยกรมปศุสัตว์ให้ความสำาคัญกับการยกระดับสุขภาพสัตว์และความปลอดภัยทางอาหาร ซึ่งเป็นรากฐานของความมั่นคงอาหารของประเทศ พร้อมสนับสนุนการพัฒนาองค์ความรู้และเทคโนโลยีร่วมกับทุกฝ่าย เพื่อให้ประเทศไทยก้าวทันการเปลี่ยนแปลงของโลกและตอบโจทย์ตลาดสากล ภายในงานมีกิจกรรมการจัดนิทรรศกาลผลงาน การวิจัย และการปาฐกถาพิเศษโดยอธิบดีกรมปศุสัตว์ ในหัวข้อ “การเสริมสร้างความเข้มแข็งสุขภาพหนึ่งเดียว “Strengthening One Health: The Role of the Department of Livestock Development” โดยกรมปศุสัตว์ได้ผลักดันมาตรฐานสุขภาพสัตว์ในระดับสากล และมุ่งมั่นพัฒนาต่อยอดองค์ความรู้ด้านสุขภาพหนึ่งเดียวให้มีความมั่นคง นอกจากนี้ได้มอบโล่ขอบคุณผู้สนับสนุน มอบโล่รางวัลสัตวแพทย์ตัวอย่าง ประจำาปี 2568 จำานวน 5 รางวัล ได้แก่ สัตวแพทย์ตัวอย่างสายงานวิชาการ : ศ.นายสัตวแพทย์ ดร.วิน สุรเชษฐพงษ์ สัตวแพทย์ตัวอย่างสายงานธุรกิจ : นายสัตวแพทย์วัชระ ปานวุ่น สัตวแพทย์ตัวอย่างสายงานเผยแพร่วิชาชีพและบริการสังคม : นายสัตวแพทย์ชัยวัฒน์ โยธคล สัตวแพทย์อาวุโส : รศ.นายสัตวแพทย์ ดร.ชัยณรงค์ โลหชิต และนายสัตวแพทย์รุ่นใหม่ : นายสัตวแพทย์กรธวัช โพธิ์เย็นญาติ และรางวัลเกียรติยศ ประจำาปี 2568 ประเภทบุคคล และหน่วยงานประชุมวิชาการนานาชาติสัตวแพทย์และการเลี้ยงสัตว์ ครั้งที่ 47 (ICVS 2025) ประชุมวิชาการนานาชาติสัตวแพทย์และการเลี้ยงสัตว์ ครั้งที่ 47 (ICVS 2025)


46 สัตว์เศรษฐกิจLIVESTOCK PRODUCTION MAGAZINE


46 สัตว์เศรษฐกิจLIVESTOCK PRODUCTION MAGAZINEสัตว์เศรษฐกิจ 47ข่าวสารและสาระสำาหรับวงการเลี้ยงสัตว์


48 สัตว์เศรษฐกิจLIVESTOCK PRODUCTION MAGAZINE


48 สัตว์เศรษฐกิจLIVESTOCK PRODUCTION MAGAZINEสัตว์เศรษฐกิจ 49ข่าวสารและสาระสำาหรับวงการเลี้ยงสัตว์


50 สัตว์เศรษฐกิจกิ จ ก ร ร ม เ ด่ น กิ จ ก ร ร ม เ ด่ น LIVESTOCK PRODUCTION MAGAZINE50 สัตว์เศรษฐกิจกิ จ ก ร ร ม เ ด่ น กิ จ ก ร ร ม เ ด่ น


Click to View FlipBook Version