การปลกู ข้าว
ผ้จู ัดทา
นาย ณรงค์ชัย ชะใบรัมย์
ชัน้ ม.3
ครทู ี่ปรกึ ษา นายอเุ ทน สมบัตศิ รี
รายงานเล่มนเ้ี ป็นสว่ นหนึ่งรายวชิ าการสอื่ สารและการนาเสนอ(IS2)
โรงเรยี นหันห้วยทรายพทิ ยาคม อาเภอประทาย จังหวัดนครราชสีมา
สานักงานเขตพน้ื ท่กี ารศกึ ษามัธยมศึกษา เขต 31
ภาคเรยี นที่ 1 ปีการศึกษา 2563
การปลกู ขา้ ว
ผู้จดั ทา
นาย ณรงค์ชัย ชะใบรมั ย์
ชน้ั ม.3
ครทู ี่ปรกึ ษา นายอุเทน สมบัตศิ รี
รายงานเล่มนเ้ี ป็นสว่ นหน่ึงรายวิชาการสอ่ื สารและการนาเสนอ(IS2)
โรงเรยี นหันห้วยทรายพทิ ยาคม อาเภอประทาย จังหวัดนครราชสีมา
สานักงานเขตพื้นท่กี ารศกึ ษามธั ยมศกึ ษา เขต 31
ภาคเรียนที่ 1 ปกี ารศึกษา 2563
บทคัดย่อ
ข้าว” เปน็ อาหารมาชา้ นานแล้ว เชือ่ กันว่าเรม่ิ ปลูกทาง (ภาคอสี าน) โดยประเทศไทยเป็นแห่งแรก
ในเอเชียตะวนั ออก และไมไ่ ด้รับอทิ ธิพลมาจากทใ่ี ด เหน็ ไดจ้ ากหลกั ฐานทางโบราณคดีที่ตาบลบา้ นเชียง จงั หวัด
อุดรธานี ซึ่งพบซากของเมล็ดขา้ วโรยอยูร่ อบๆ โครงกระดูกท่ีมีอายรุ าว 5,600 ปี นอกจากนยี้ ังพบเมลด็ ข้าวที่ถ้าปุ
งฮงุ จังหวดั แมฮ่ ่องสอน ทีแ่ สดงใหเ้ หน็ วา่ มกี ารปลกู ข้าวบรเิ วณนี้มานานกวา่ 5,400 ปีมาแล้ว
ในระยะแรกเร่มิ ของการปลกู ข้าว สันนษิ ฐานวา่ นา่ จะเปน็ การปลูก “แบบเลอ่ื นลอย” คือในแตล่ ะปหี รอื สองปี จะ
มกี ารปลูกขา้ โดยอาศัยน้าจากธรรมชาตแิ ละความอดุ มสมบรู ณ์ของดินท่เี หมาะสม โดยใช้เมลด็ ขา้ วหวา่ นลงไปในดนิ
เมือ่ ปลูกได้ปี หรือสองปกี ็ยา้ ยทปี่ ลูกใหมไ่ ปเร่ือยๆ เนื่องจากดนิ จะขาดความอุดมสมบูรณ์ เป็นเชน่ นว้ี นเวยี นไปรอบๆ
ท่ีอยู่อาศัย
หลงั จากน้ันประมาณ 3,600 – 2,500 ปีมาแล้ว ไดม้ กี ารพฒั นาดา้ นเคร่ืองมือเครอ่ื งใช้ และรจู้ ักใชแ้ รงงานสตั ว์ใน
การไถพรวน โดยเปลี่ยนมาสู่ “ระบบทดน้า” ท่ใี ห้ผลผลติ สงู กวา่ ระยะแรก ซ่ึงพบหลกั ฐานประเภทเครอื่ งเกยี่ ว คล้าย
เคยี ว หรอื ขอเกี่ยวในการเกบ็ ข้าว
ตอ่ มาประมาณ 3,000 – 2,300 ปีมาแลว้ มีหลักฐานทแี่ สดงใหเ้ หน็ วา่ ชาวบา้ นเชียงร้จู ักการ “ดานา” ปลกู ขา้ ว
แล้ว เพราะพบหลักฐานรปู ป้ันควายและโครงกระดกู สัตว์ทใี่ ช้เปน็ แรงงาน นอกจากน้ียังมีภาพเขียนสบี นผนงั หิน
บริเวณผาหมอนน้อย ตาบลหว้ ยไผ่ จังหวดั อุบลราชธานี แสดงการเพาะปลูกธญั พืชชนิดหนึ่ง ดูเหมือนข้าวแบบนา
เมอื ง ลักษณะของตน้ ขา้ วเขียนงา่ ยๆ ด้วยสแี ดงขีดเรยี งเปน็ กอๆ อยา่ งเป็นระเบียบ
ซ่งึ รปู ลกั ษณ์ และความนยิ มของขา้ วในแตล่ ะพุทธศตวรรษ กม็ ีลกั ษณะเปลยี่ นไป เชน่ ในพุทธศตวรรษท่ี 16 มีขา้ ว
เมลด็ ป้อมมาก รองลงมาเปน็ ข้าวเมล็ดใหญ่ ในพทุ ธศตวรรษท่ี 16 - 20 ยังมีข้าวเมล็ดปอ้ มอยู่ แตข่ า้ วเมลด็ เรียว
กลบั มีการปลูกมากข้ึนท่วั ประเทศ สว่ นข้าวเมลด็ ใหญก่ ็มีจานวนลดลง ในพุทธศตวรรษที่ 20 - 24 เป็นตน้ มา ข้าว
เมล็ดเรยี วเป็นทน่ี ิยมปลกู ในภาคกลาง สว่ นข้าวเมล็ดป้อมและเมลด็ ใหญ่กลับปลกู กันเฉพาะในภาคเหนอื และ
ตะวันออกเฉียงเหนือ
ในสมยั โบราณน้ัน คาวา่ “ขา้ ว” เรียกวา่ “เขา้ ” บางสาเนียงท้องถ่นิ ชาวอีสานก็ออกเสียง
วา่ “เค้า” หรือ “เข่า” ซึ่งตามหลักฐานทางวัฒนธรรมนั้น ข้าวเหนยี วหรอื ข้าวนึ่ง เป็นพนั ธ์ขุ ้าวพ้นื เมืองเก่าแกข่ อง
คนไทย แต่ขา้ วเจา้ เปน็ พนั ธข์ุ า้ วจากตา่ งประเทศ ที่ชนชั้นสงู รับเข้ามาเพื่อปลูกบริโภคในภายหลงั จนเป็นทน่ี ยิ ม
มากกวา่ ข้าวเหนียวในปัจจบุ ัน
ข้าวผกู พันกับคนไทยอย่างลึกซ้งึ และยาวนาน จนมีวัฒนธรรม ประเพณี และความเชื่อหลายอยา่ งตกทอดมาถึงทุก
วนั นี้ อาทิ ความเชื่อเรือ่ ง “พระแมโ่ พสพ” ทีช่ าวนาเชื่อกนั วา่ เป็นเทพธิดาท่ีปกปกั ษ์รกั ษาขา้ ว การเคารพบชู าจะทา
ให้ผลิตผลอดุ มสมบรู ณ์ มกี ารทาพิธี “แหน่ างแมว” หรือ “บุญบั้งไฟ” เพอ่ื ขอให้ฝนฟ้าตกตอ้ งตามฤดูกาล มี
คำนำ
ชมุ ชน/ท้องถ่ินเปน็ ฐานหลกั ของสังคม แนวคิดการพัฒนาระดับชุมชนและท้องถน่ิ ให้เขม้ แข็ง นา่ อยู่
ปลอดภัย มีพัฒนาการพง่ึ พาตนเองไดอ้ ย่างย่ังยืน ทั้งด้านสังคม การศกึ ษา วัฒนธรรม เศรษฐกิจ สง่ิ แวดลอ้ ม จะ
ส่งผลให้ประชาชนในชุมชนมีสุขภาวะที่ดี และหากทุกชุมชน/ทอ้ งถิน่ มุ่งม่นั ดาเนินการอยา่ งกวา้ งขวาง ประเทศไทยก็
จะพฒั นาอย่างมีทศิ ทาง เป็นประเทศท่นี า่ อยู่ที่สุด
ชุมชนจะเข้มแข็ง น่าอยู่ และพงึ่ ตนเองได้ ต้องอาศัยความรับผดิ ชอบ การเรยี นรู้ รว่ มคดิ ร่วมทา ตลอดจน
อาศยั ความร่วมมือและข้อมูลทางวิชาการจากหนว่ ยงานในท้องถิน่ ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานภาครัฐหรอื เอกชน เพอ่ื
ปรบั เปล่ียนวิธคี ิด ปรบั พฤติกรรมการผลิตและการบริโภคโดยยดึ หลกั ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพยี ง รกั ษาส่ิงแวดล้อม
เนน้ การพึ่งตนเอง เปน็ สงั คมเออ้ื อาทร พ่ึงพาอาศัยกันได้ และไมท่ อดทิง้ กัน
สารบัญ หนา้
เร่อื ง
1
ขนั้ ตอนการดาเนินการ
1.การเตรียมดิน ตอ้ งทาการเตรียมดินใหด้ กี วา่ การปลูกข้าวไร่ โดยมกี ารไถดะ การไถแปร และ
การคราด ปกติการไถและคราดในนาดามักจะใช้แรง ววั ควาย หรือแทรกเตอร์ขนาดเลก็ ที่เรยี กวา่
ควายเหล็กหรือไถยนต์เดนิ ตาม ทงั้ นเี้ ปน็ เพราะพ้ืนทนี่ าดาน้นั ไดม้ ีคนั นาแบ่งก้นั ออกเปน็ แปลงเลก็ ๆ
ขนาด ๑-๒ ไร่ คนั นามีไวส้ าหรับกกั เกบ็ นา้ หรือปลอ่ ยน้าทิง้ จากแปลง นา นาดาจงึ มกี ารบงั คับระดบั นา้
ในนาไดบ้ ้างพอสมควร กอ่ นทจ่ี ะทาการไถ ตอ้ งรอให้ดนิ มคี วามชืน้ พอทจ่ี ะไถไดเ้ สียก่อน ปกติจะต้องรอ
ให้ฝนตก จนมีนา้ ขังในผนื นา หรอื ไขน้าเข้าไปในนา เพ่ือทาใหด้ ินเปียก การไถดะ หมายถึง การไถคร้งั
แรกเพอ่ื ทาลายวชั พืชในนา และ พลิกกลบั หนา้ ดนิ แลว้ ปลอ่ ยทงิ้ ไวป้ ระมาณ ๑ สัปดาห์ จงึ ทาการไถ
แปร ซึง่ หมายถงึ การไถเพ่ือตัดกบั รอยไถดะ ทาให้รอยไถดะแตกออกเป็นก้อนเลก็ ๆ จนวัชพชื หลุดออก
จากดิน การไถแปรอาจไถมากกว่าหนงึ่ คร้ัง ทั้งนข้ี ้ึนอยกู่ ับระดับน้าในนา ตลอดถงึ ชนิดและปรมิ าณของ
วัชพชื เมอื่ ไถแปรแล้วก็ทาการคราดไดท้ ันที การคราด คือ การคราดเอาวัชพืชออกจากผนื นา และปรับ
พน้ื ท่นี าให้ได้ระดบั เป็นทร่ี าบเสมอกนั ดว้ ยนาที่มรี ะดบั เปน็ ท่รี าบ ตน้ ข้าวจะได้รบั น้าเท่าๆ กนั และ
สะดวกแก่ การไขนา้ เขา้ ออก
2
2.การตกกล้หมายถงึ การเอาเมล็ดไปหวา่ นให้งอกและเจริญเตบิ โตข้ึนมาเป็นต้นกล้า เพือ่ เอาไป
ปกั ดา การตกกล้าสามารถทาไดห้ ลายวธิ ดี ้วยกนั เชน่ การตกกลา้ ในดินเปียก การตกกลา้ ในดินแห้ง
และการตกกล้าแบบดาปก
การตกกล้าในดินเปียก จะต้องเลือกหาพืน้ ทีท่ ่ีมีความอุดมสมบรู ณข์ องดนิ ดเี ป็นพิเศษ สามารถป้องกนั
นกและหนู ท่จี ะเขา้ ทาลายตน้ กลา้ ได้เปน็ อยา่ งดี และมนี ้าพอเพยี งกับความต้องการ การเตรยี มดินกม็ ี
การไถดะ ไถแปร และคราด ดังไดก้ ล่าวมาแลว้ แตต่ ้องยกเป็น แปลงสูงจากระดบั นา้ ในผนื นาน้นั
ประมาณ ๓ เซนตเิ มตร ท้ังนี้ เพ่ือไมใ่ ห้เมล็ดท่หี วา่ นลงไปจมน้าและดนิ จนเปียกช่มุ อยูเ่ สมอ ถ้าจะใหด้ ี
ยิง่ ข้นึ ควรแบง่ แปลงน้อี อกเปน็ แปลงย่อยขนาดกว้าง ๕๐ เซนติเมตร และมีความยาวขนานไปกับ
ทิศทางลม ระหว่างแปลง เว้นช่องวา่ งไวส้ าหรับเดิน ประมาณ ๓๐ เซนตเิ มตร ทงั้ นี้ เพอื่ ลดแรงระบาด
ของโรคท่จี ะเข้าไปทาลายตน้ ข้าว เชน่ โรคไหม้า
การตกกลา้ ในดินแหง้ ในกรณที ีช่ าวนาไมม่ นี ้าเพียงพอสาหรับการตกกลา้ ในดินเปยี ก ชาวนาอาจ
ทาการตกกล้าบนท่ดี อน ซงึ่ ไมม่ ีน้าขงั โดยเอาเมล็ดพนั ธ์ทุ ี่สมบรู ณ์ ซงึ่ ยงั ไมไ่ ด้เพาะให้งอก ไปโรยไว้ใน
แถวท่ีเปิดเป็นร่องเล็กๆ ขนาดยาวประมาณ ๑ เมตร จานวนหลายแถว แลว้ กลบดิน เพื่อป้องกันนกและ
หนู หลงั จากนน้ั ก็รดนา้ ดว้ ยบัวรดน้าวนั ละ ๒-๓ ครัง้ เมล็ดจะงอกข้นึ มาเปน็ ต้นกลา้ เหมือนกบั การตก
กลา้ ในดินเปยี ก ปกติใช้เมล็ดพันธ์จุ านวน ๗-๑๐ กรมั /แถว ทม่ี ีความยาว ๑ เมตรและแถวห่างกัน
ประมาณ ๑๐ เซนติเมตร หลงั จากโรยเมล็ด และกลบดินแลว้ ควรหวา่ นปุ๋ยพวก ทใี่ ห้ธาตไุ นโตรเจน และ
ฟอสฟอรัส ในอัตราตา่ ลงไปดว้ ย การตกกล้าในดนิ แห้งจะไม่ทาให้ตน้ กล้า ท่ีมีอายมุ ากกว่า ๔๐ วนั มี
ปลอ้ งทล่ี าต้น เหมาะสาหรับการตกกลา้ ท่ีต้องรอนา้ ฝนสาหรบั ปักดา
การตกกลา้ แบบดาปก การตกกลา้ แบบนเี้ ปน็ ที่นิยมทากนั มากในประเทศฟิลปิ ปนิ ส์ ข้นั แรกทาการเตรียม
พ้นื ที่ดิน และแปลงกล้า ซ่งึ เหมือนกับการตกกลา้ ในดินเปียก หรือจะเป็นทดี่ อนเรียบก็ได้ แล้วใชก้ าบของตน้ กล้วย
ต่อกนั เป็นกรอบรปู ส่เี หลีย่ มผืนผา้ ขนาดกว้าง ๑ เมตร และยาวประมาณ ๑.๕ เมตร วางลงบนพน้ื ท่ที ่ีไดเ้ ตรียมไว้
ต่อจากนัน้ เอาใบกลว้ ยทไ่ี ม่มีก้านกลางวางเรียง เพื่อปูเป็นพนื้ ทใี่ นกรอบนนั้ ให้เอาด้านลา่ งของใบหงายข้ึน และไมใ่ ห้
มีรอยแตกของใบ เพราะฉะน้ันใบกลว้ ยทป่ี พู น้ื นั้นจะตอ้ งวางซอ้ นกนั เป็นทอดๆ แล้วเอาเมลด็ พนั ธ์ุท่ีสมบูรณ์ ซ่งึ ได้
เพาะให้งอกแบบการตกกล้าในดนิ เปยี ก โรยลงไปในกรอบทีเ่ ตรียมไว้นี้ โดยใชเ้ มลด็ พันธหุ์ นกั ๓ กโิ ลกรมั /เนื้อท่ี ๑
ตารางเมตร ดงั นัน้ เมลด็ พนั ธ์ุทโ่ี รยลงไปในกรอบ จะซ้อนกันเป็น ๒-๓ ชน้ั หลังจากโรยเมลด็ แล้ว จะตอ้ งใชบ้ ัวรดนา้
ชนิดรเู ลก็ มาก รดลงในกรอบทโ่ี รยเมลด็ นีว้ นั ละ ๒-๓ คร้ัง ในทส่ี ดุ เมลด็ กจ็ ะเจริญเตบิ โตขน้ึ มาเปน็ ตน้ กลา้ ตน้ กลา้
แบบนอี้ ายุประมาณ ๑๐-๑๔ วัน กพ็ รอ้ มทใ่ี ช้ปกั ดาได้ การท่ีจะเอาต้นกลา้ ไปปักดาไม่จาเปน็ ตอ้ งถอนต้นกล้า
เหมอื นกบั วิธีอน่ื ๆ เพราะรากของต้นกลา้ เกาะกันแนน่ ระหว่างตน้ และราก กไ็ ม่ไดท้ ะลุใบกล้วยลงไปในดิน ฉะนน้ั
3
ชาวนาจงึ ทาการม้วนใบกล้วยแบบม้วนเสอ่ื โดยมีตน้ กลา้ อยภู่ ายใน การม้วนกค็ วรม้วนหลวมๆ ถ้าม้วนแน่น จะทา
ใหต้ ้นกล้าเสยี หายได้ เมื่อถึงแปลงปักดาก็จะคล่ีมนั ออก แลว้ แบง่ ต้นกลา้ ไปปกั ดา การตกกลา้ วิธนี อ้ี าจเหมาะกับการ
ทากลา้ ซมิ ในภาคเหนือ (การทา กลา้ ซิม คือ การเอาตน้ กลา้ ทม่ี ีอายุ ๑๐-๑๔ วัน ไปปักดาในนา โดยปกั ดาถ่ีและปกั
ดากอละหลายๆ ต้น หลงั จากกล้าซมิ มีอายุได้ ๒๐ วนั ก็พรอ้ มที่จะถอนไปปกั ดา ตามปกติ)
3.การปลูกข้าวนาหว่าน เปน็ การปลูกขา้ วโดย เอาเมล็ดพนั ธห์ุ ว่านลงไปในพืน้ ทีน่ าที่ได้ไถเตรยี มดินไว้
การเตรยี มดินกม็ ีการไถดะและไถแปร ปกติชาวนา จะเริ่มไถนา เพอื่ ปลกู ขา้ วนาหวา่ น ตง้ั แต่เดือนเมษายน เนอ่ื งจาก
พืน้ ทนี่ าสาหรับปลกู ข้าวนาหว่าน ไม่มีคนั นากน้ั แบ่งออกเป็นผืนเล็กๆ จึงสะดวกแกก่ ารไถดว้ ยรถแทรกเตอร์ขนาด
ใหญ่ อยา่ งไรกต็ าม ยังมชี าวนาอกี จานวนมากทใี่ ช้แรงวัวและควายไถนา การปลูกข้าวนาหว่านมีหลายวธิ ีด้วยกัน
เชน่ การหวา่ นสารวย การหว่านคราดกลบ หรอื ไถกลบ การหวา่ นหลังขไ้ี ถ และการหวา่ นน้าตม
การหว่านสารวย การหวา่ นวิธีนช้ี าวนาจะตอ้ ง เริ่มไถนาเตรยี มดนิ ตั้งแตเ่ ดือนเมษายน ซ่ึงมีการไถดะ และ
ไถแปร แล้วเอาเมลด็ พันธท์ุ ่ีไมไ่ ดเ้ พาะให้งอกหว่าน ลงไปโดยตรง ปกตใิ ชเ้ มลด็ พันธุ์ ๑-๒ ถัง/ไร่ เมล็ด พนั ธุ์ท่ีหวา่ น
ลงไปบางส่วนจะตกลงไปอยู่ตามซอก ระหว่างก้อนดินและรอยไถ เมื่อฝนตกลงมา ทาให้ดนิ เปยี กและเมล็ดทไ่ี ดร้ บั
ความชน้ื กจ็ ะงอกขึน้ มาเป็นตน้ กล้า การหวา่ นวธิ ีนใี้ ชเ้ ฉพาะในท้องท่ที ่ฝี นตกตาม ฤดกู าล
การหว่านคราดกลบหรอื ไถกลบ ในกรณีที่ดินมคี วามช้ืนอยบู่ า้ งแล้ว และเปน็ เวลาทฝ่ี นจะเร่มิ ตกตาม ฤดูกาล
ชาวนาจะปลูกขา้ วแบบหว่านคราดกลบหรือ ไถกลบ โดยชาวนาจะทาการไถดะและไถแปร แลว้ เอา เมล็ดพนั ธทุ์ ี่ยัง
ไม่ได้ เพาะให้งอกจานวน ๑-๒ ถัง/ไร่ หวา่ นลงไปทนั ที แล้วคราดหรอื ไถ เพอื่ กลบเมล็ดที่หวา่ น ลงไปอีกคร้ังหน่งึ
เน่อื งจากดินมคี วามชืน้ อย่แู ล้วเมล็ด กจ็ ะเร่ิมงอกทันทหี ลังจากหว่านลงไปในดนิ วิธีนีด้ เู หมือนวา่ จะดีกว่าวธิ แี รก
เพราะเมล็ดจะงอกทนั ทีหลังจากที่ ได้หว่านลงไป นอกจากน้ี การตัง้ ตวั ของต้นกล้ากด็ ีกวา่ วธิ ีแรกดว้ ย เพราะเมล็ดท่ี
หว่านลงไปถูกดินกลบฝงั ลึก ลงไปในดิน
4
การดแู ลรกั ษา
ในระหว่างการเจริญเตบิ โตของตน้ ข้าวต้ังแตก่ าร หยอดเมล็ดเพ่อื ปลูกขา้ วไร่ การหว่านเมล็ดเพ่ือให้ได้ ต้นกลา้ การ
ปักดา เพอื่ ใหไ้ ดร้ วงข้าว และการหวา่ น เมลด็ ในการปลูกขา้ วนาหว่าน ต้นข้าวต้องการนา้ และ ปุ๋ย สาหรับการ
เจรญิ เตบิ โต ในระยะนี้ ตน้ ขา้ วอาจถกู โรคและแมลงศัตรูขา้ วหลายชนิดเข้ามาทาลายต้นขา้ ว โดยทาใหต้ ้นข้าวแห้ง
ตาย หรอื ผลติ ผลต่าและคุณภาพ เมลด็ ไมไ่ ด้มาตรฐาน เพราะฉะน้นั นอกจากจะมีวธิ ีการ ปลูกท่ดี ีแลว้ จะตอ้ งมี
วิธีการดแู ลรักษาทด่ี ีอีกด้วย ผูป้ ลกู จะต้องหม่นั ออกไปตรวจดูตน้ ขา้ วที่ปลกู ไวเ้ สมอๆ ในแปลงท่ีปลกู ข้าวไร่ จะต้องมี
การกาจัดวชั พืช ใส่ปุ๋ย และพ่นยาเคมี เพอ่ื ป้องกนั และกาจดั โรคแมลงศัตรูทอ่ี าจ เกดิ ระบาดขึ้นได้ ในแปลงกลา้ และ
แปลงปักดาจะต้อง มกี ารใส่ป๋ยุ มนี ้าเพยี งพอกับความต้องการของตน้ ขา้ ว และพน่ ยาเคมีปอ้ งกันกาจัดโรคแมลงศตั รู
ข้าว นอกจากนี้ ชาวนาจะต้องหม่ันกาจัดวัชพชื ในแปลงปักดาอีกด้วย เพราะวัชพืชเป็นตวั ทแี่ ย่งปยุ๋ ไปจากตน้ ข้าว
ในพืน้ ท่นี าหวา่ น ชาวนาจะต้องกาจดั วัชพชื โดยใชส้ ารเคมี หรือจะใช้แรงคนถอนท้ิงไปกไ็ ด้ นอกจากนจ้ี ะตอ้ งพ่น
สารเคมี เพอ่ื ป้องกันกาจดั โรคและแมลงอกี ดว้ ย เนอ่ื งจากพ้ืนที่ นาหวา่ นมกั จะมีระดับนา้ ลึกกว่านาดา ฉะน้ัน ชาวนา
ควรใส่ปยุ๋ ก่อนที่นา้ จะลึก ยกเว้นในพื้นทีท่ น่ี ้าไมล่ ึกมาก ก็ให้ใส่ป๋ยุ แบบนาดาทั่วๆ ไป
5
การเกบ็ เก่ยี วด้วยรถเกย่ี ว
โดยทัว่ ไปรถเก่ียวขา้ วจะมีต้นกาลังอย่ทู ่ี 24.5 -400 แรงม้า สามารถเก่ียวข้าวได้วันละ 50-70ไร่ ตัวถัง
และโครงสร้างของรถผลิตด้วยแสตนเลสเพ่ือป้องกนั การเกิดสนมิ ถกู ออกแบบช่วงลา่ งใหม้ ีความ
ทนทานแข็งแกร่ง บกึ บนึ พร้อมลยุ ในทอ้ งนาหล่มและนานา้ สมรรถนะไม่ต่างจากรถแบคโฮ เรยี กไดว้ ่า
สะเทิน้ นา้ สะเทนิ้ บกเลย และย่ิงรถเกีย่ วข้าวมีเคร่ืองยนตต์ ้นกาลังใหญ่ก็จะมแี รงฉุดดียิง่ ข้นึ ทาใหล้ ยุ งาน
หนกั ไดม้ ากขน้ึ โดยทั่วไปรถเกี่ยวข้าวจะมพี ้ืนที่เกบ็ ขา้ วขนาดใหญท่ ่ีสามารถบรรจุและเทข้าวไดค้ ร้ังละ
2-3 ตัน
รถเก่ียวข้าวเปน็ การผสานเคร่ืองมอื เก่ยี วขา้ วและนวดข้าวเขา้ ด้วยกัน โดยกระบวนการทางานเรมิ่ จาก
การตัดตน้ ข้าวขน้ึ มา แล้วสง่ ผา่ นเข้าสู่เครอ่ื งนวดข้าว เพอื่ คดั แยกข้าวกบั ฟางออกจากกนั และทาความ
สะอาด เม่อื สน้ิ สดุ กระบวนการกจ็ ะสง่ เมล็ดข้าวลงบรรจุในกระสอบเปน็ ขน้ั ตอนสุดทา้ ย ทาให้การเกบ็
เกย่ี วข้าวในยุคปัจจบุ ันทาไดร้ วดเร็วขน้ึ และลดความเสียหายของผลผลิตในท้องนาไดอ้ ยา่ งมาก
การทาความสะอาดเมลด็
เมล็ดขา้ วที่ไดม้ าจากการนวด จะมีสิ่งเจือปน หลายอยา่ ง เช่น ดิน กรวด ทราย เมลด็ ลีบ ฟางขา้ ว ทาให้ขายได้ราคา
ตา่ ฉะน้นั ชาวนาจะต้องทาความ สะอาดเมล็ดก่อนท่ีจะเอาข้าวเปลือกเกบ็ ไว้ในยุ้งฉาง หรือขายใหก้ ับพ่อค้า การทา
ความสะอาดเมลด็ ก็หมาย ถึง การเอาข้าวเปลือกออกจากส่ิงเจือปนอ่นื ๆ ซึ่งทาได้ โดยวิธตี ่างๆ ดังนี้
6
การตากข้าว
เพ่ือรกั ษาคณุ ภาพเมล็ดข้าวใหไ้ ดม้ าตรฐานอยู่ เป็นเวลานานๆ หลงั จากนวด และทาความสะอาดเมล็ดแล้ว จึง
จาเปน็ ตอ้ งเอาข้าวเปลอื กไปตากอกี ครั้งหนึ่ง ก่อนท่ีจะเอาไปเก็บไว้ในยงุ้ ฉาง ทั้งนีเ้ พอ่ื ใหไ้ ดเ้ มลด็ ขา้ ว เปลือกทแี่ ห้ง
และมคี วามชน้ื ของเมล็ด ประมาณ ๑๓- ๑๕% เมลด็ ขา้ วในยงุ้ ฉางทม่ี คี วามชน้ื สูงกว่าน้ี จะทาให้เกดิ ความรอ้ นสูง
จนคณุ ภาพขา้ วเสือ่ ม นอกจากนี้ จะทาให้เช้ือราต่างๆ ที่ตดิ มากับเมลด็ ขยายพันธ์ไุ ด้ดี จนสามารถทาลายเมล็ด
ข้าวเปลอื กได้เปน็ จานวนมาก การตากข้าวในระยะน้ี ควรตากบนลานทส่ี ามารถแผ่ กระจายเมลด็ ขา้ วใหไ้ ดร้ บั
แสงแดดโดยทั่วถึงกัน และ ควรตากไวน้ านประมาณ ๓-๔ แดด ในตา่ งประเทศ เขาใช้เคร่อื งอบข้าวเพ่ือลดความชน้ื
ในเมล็ด (drier) โดยใหเ้ มล็ดขา้ วผา่ นอากาศรอ้ นประมาณ ๑๐๐-๑๓๐ องศาฟาเรนไฮต์จานวน ๓-๔ คร้งั แต่ละครั้ง
ควรห่าง กนั ประมาณ ๒๐-๒๔ ชว่ั โมง
7
การเก็บรักษาข้าว
หลังจากชาวนาไดต้ ากเมลด็ ขา้ วจนแหง้ และมคี วาม ชืน้ ในเมล็ดประมาณ ๑๓-๑๕% แล้วน้ัน ชาวนาจะเกบ็ ขา้ วไว้
ในยุ้งฉาง เพือ่ ไวบ้ ริโภค และแบ่งขายเม่ือขา้ วมี ราคาสูง และอกี ส่วนหนง่ึ ชาวนาจะแบ่งไว้ทาพนั ธุ์ ฉะนัน้ ข้าวพวกนี้
จะตอ้ งเก็บไว้เป็นอย่างดี โดยรักษาให้ ข้าวนน้ั มคี ณุ ภาพไดม้ าตรฐานอยูต่ ลอดเวลา และไมส่ ูญ เสียความงอก ข้าว
พวกนคี้ วรเกบ็ ไว้ในยุ้งฉาง ยุ้งฉางที่ ดีจะต้องเป็นยงุ้ ฉางท่ีทาดว้ ยไม้ยกพื้นสูงจากพนื้ ดิน อย่างน้อย ๑ เมตร อากาศ
ถ่ายเทไดส้ ะดวก เพือ่ จะได้ ระบายความชืน้ และความรอ้ นออกไปจากยุ้งฉาง นอก จากนี้ หลังคาของฉางจะต้องไม่ร่ัว
กันน้าฝนไม่ใหห้ ยด ลงไปในฉางได้เปน็ อนั ขาด ก่อนเอาข้าวขน้ึ ไปเก็บไว้ ในย้งุ ฉาง จาเปน็ ต้องทาความสะอาดฉาง
เสียก่อนโดย ปัดกวาดแล้วพ่นด้วยยาฆา่ แมลง
8
ขอ้ สอบการปลกู ข้าว
จานวน 10ข้อ พร้อมเฉลย
1.ขั้นตอนการปลกู ขา้ วเริม่ จากข้ันตอนใดกอ่ น
ก.เตรยี มดิน
ข.การตกกล้า
ค.การปลกู ข้าว
ง.การรักษาขา้ ว
2.คนส่วนมากใช้อะไรเกี่ยวข้าวในปัจจุบัน
ก.ใชค้ น
ข.ใชร้ ถตขี ้าว
ค.รถเกยี่ วขา้ ว
ง.รถไถนา
3.การปลูกขา้ วสว่ นมากปลูกทีภ่ าคใด
ก.ภาคเหนือ
ข.ภาคกลาง
ค.ภาคใต้
ง.ภาคอีสาน
4.การทานาปรงั มกั จะทากนั ในฤดใู ด
ก. กลางฤดูฝน
ข. ตน้ ฤดแู ลง้
ค. ตน้ ฤดูฝน
ง.ปลายฤดแู ล้ง
9
5. .โดยทวั่ ๆ ไปใบมีหนา้ ทหี่ ลาย ๆ อย่าง ยกเวน้
ก. คายน้า
ข. สะสมอาหาร
ค. สร้างอาหาร
ง. แลกเปล่ียนแก๊ส
6.กสิกรรมหมายถึงอะไร
ก. การทาไรข่ ้าวโพด
ข. การทานา
ค.การทาสวนผลไม้
ง. ถกู ทุกข้อ
7.ดินพลุพบมากในภาคใด
ก. ภาคเหนือ
ข. ภาคใต้
ค. ภาคกลาง
ง.ภาคตะวนั ออกเฉียงเหนือ
8.สารโรทีโนนและไพรธี รนิ มีประโยชนเ์ หมือนกันอย่างหน่ึง คอื
ก.ใช้กาจดั แมลง
ข. ใชก้ าจัดวชั พชื
ค.ใชเ้ พิม่ การตดิ ผล (ไม)้
ง.ใช้กาจัดเชอื้ รา
9.การทาใหพ้ ชื ใบเลี้ยงค่แู ตกยอดมากขน้ึ ทาไดโ้ ดย
ก. เดด็ ยอดทิ้ง
ข. ใชส้ ารเคมี
ค. ใหน้ ้ามากขนึ้
ง. ให้ปุ๋ยมากขน้ึ
10
10.ดอกไมท้ ใี่ ห้ผลได้ดีหลายชนดิ ยกเว้น
ก. ดอกตัวผู้
ข.ดอกไมส่ มบรู ณ์
ค. ดอกตัวเมีย
ง. ดอกไม่สมบูรณ์เพศ