The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

เล่ม E-book ของวิชานวัตกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศทางการศึกษา

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Prem Patipat, 2023-04-29 23:06:58

วิชานวัตกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศทางการศึกษา

เล่ม E-book ของวิชานวัตกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศทางการศึกษา

Keywords: นวัตกรรม,เทคโนโลยีสารสนเทศทางการศึกษา

1 บทที่ 4 สื่อการเรียนการสอนและการออกแบบระบบการเรียนการสอน 4.1 ความหมายของสื่อการเรียนการสอน สื่อ (Media) หมายถึง ตัวกลางที่ใช่ถ่ายทอดหรือนำความรู้ ในลักษณะต่าง ๆ จากผู้ส่งไปยัง ผู้รับให้เข้าใจ ความหมายได้ตรงกันในการเรียนการสอนสื่อที่ใช้เป็นตัวกลางนำความรู้ในกระบวนการ สื่อความหมายระหว่างผู้สอนกับผู้เรียนเรียกว่าสื่อการสอน (Instruction Media) ในทางการศึกษามีคำที่มีความหมายแนวเดียวกันกับสื่อการเรียนการสอน เช่น สื่อการสอน (Instructional Media or Teaching Media) สื่อการสอน (Educational media) อุปกรณ์ช่วยสอน (Teaching Aids) เป็นต้น ในปัจจุบันนักการศึกษามักจะเรียกการนำสื่อการเรียนการสอนชนิดต่าง ๆ มารวมกันว่า เทคโนโลยีทางการศึกษา ซึ่งหมายถึงการนำเอาวัสดุอุปกรณ์และวิธีการมาใช้ร่วมกัน อย่างมีระบบในการเรียนการสอน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการสอน สื่อการเรียนการสอน หมายถึง สิ่งต่างๆ ที่เป็นบุคคล วัสดุ อุปกรณ์ ตลอดจนเทคนิควิธีการ ซึ่งเป็นตัวกลางทำให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ตามจุดประสงค์ของการเรียนการสอนที่กำหนดไว้ได้ อย่างง่ายและรวดเร็ว เป็นเครื่องมือและตัวกลางซึ่งมีความสำคัญในกระบวนการเรียนการสอนมีหน้าที่ เป็นตัวนำความต้องการของครูไปสู่ตัวนักเรียนอย่างถูกต้องและรวดเร็วเป็นผลให้นักเรียนเปลี่ยนแปลง พฤติกรรมไปตามจุดมุ่งหมายการเรียนการสอนได้อย่างถูกต้องเหมาะสม นักการศึกษาเรียกชื่อ การสอนด้วยชื่อต่าง ๆ เช่น อุปกรณ์การสอน โสตทัศนูปกรณ์ เทคโนโลยีการศึกษา สื่อการเรียนการ สอนสื่อการศึกษา เป็นต้น 4.2 ประเภทของสื่อการเรียนการสอน 4.2.1 สื่อการเรียนการสอน แบ่งตามคุณลักษณะ ได้ 4 ประเภทคือ 1. สื่อประเภทวัสดุ ได้แก่สไลด์แผ่นใส เอกสาร ตำรา สารเคมีสิ่งพิมพ์ต่าง ๆ และ คู่มือการฝึกปฏิบัติ 2. สื่อประเภทอุปกรณ์ได้แก่ของจริง หุ่นจำลอง เครื่องเล่นเทปเสียง เครื่องเล่นวีดี ทัศน์ เครื่องฉายแผ่นใส อุปกรณ์และเครื่องมือในห้องปฏิบัติการ 3. สื่อประเภทเทคนิคหรือวิธีการ ได้แก่การสาธิต การอภิปรายกลุ่ม การฝึก ปฏิบัติการฝึกงานการจัดนิทรรศการ และสถานการณ์จำลอง 4. สื่อประเภทคอมพิวเตอร์ได้แก่คอมพิวเตอร์ช่วยสอน (CAI) การนำเสนอด้วย คอมพิวเตอร์ (Computer presentation) การใช้ Intranet และ Internet เพื่อการสื่อสาร (Electronic mail: E-mail) และการใช้ WWW (World Wide Web) 4.2.2 สื่อการเรียนการสอนจำแนกตามประสบการณ์ (Dale’s Cone of Experience) 1. ประสบการณ์ตรงและมีความมุ่งหมาย ประสบการณ์ขั้นนี้เป็นรากฐานสำคัญของ การศึกษาทั้งปวง เป็นประสบการณ์ที่ผู้เรียนได้รับมาจากความเป็นจริงและด้วยตัวเองโดยตรง ผู้รับประสบการณ์นี้จะได้เห็น ได้จับ ได้ทำ ได้รู้สึก และได้ดมกลิ่นจากของจริง ดังนั้นสื่อการสอนที่ไห้ ประสบการณ์การเรียนรู้ในขั้นนี้ก็คือของจริงหรือ ความเป็นจริงในชีวิตของคนเรานั่นเอง 2. ประสบการณ์จำลอง เป็นที่ยอมรับกันว่าศาสตร์ต่างๆ ในโลก มีมากเกินกว่าที่จะ เรียนรู้ได้หมดสิ้นจากประสบการณ์ตรงในชีวิต บางกรณีก็อยู่ในอดีต หรือซับซ้อนเร้นลับหรือเป็น


2 อันตรายไม่สะดวกต่อการเรียนรู้จากประสบการณ์จริง จึงได้มีการจำลองสิ่งต่าง ๆ เหล่านั้นมาเพื่อ การศึกษาของจำลองบางอย่างอาจจะเรียนได้ง่ายกว่าและสะดวกกว่า 3. ประสบการณ์นาฏการ ประสบการณ์ต่าง ๆ ของคนเรานั้นมีหลายสิ่งหลายอย่างที่เรา ไม่สามารถประสบได้ด้วยตนเอง เช่น เหตุการณ์ในอดีต เรื่องราวในวรรณคดีการเรียนในเรื่องที่มี ปัญหาเกี่ยวกับสถานที่ หรือเรื่องธรรมชาติที่เป็นนามธรรม การแสดงละครจะช่วยไปให้เราได้เข้าไป ใกล้ความเป็นจริงมากที่สุด เช่น ฉาก เครื่องแต่งตัว เครื่องมือ หุ่นต่าง ๆ เป็นต้น 4. การสาธิต การสาธิตคือ การอธิบายถึงข้อเท็จจริงหรือแบ่งความคิด หรือกระบวนการ ต่างๆ ให้ผู้ฟังแลเห็นไปด้วย เช่น ครูวิทยาศาสตร์เตรียมก๊าซออกซิเจนให้นักเรียนดูก็เป็นการสาธิต การสาธิตก็เหมือนกับนาฏการ หรือการศึกษานอกสถานที่ เราถือเป็นสื่อการสอนอย่างหนึ่ง ซึ่งในการ สาธิตนี้อาจรวมเอาสิ่งของที่ใช้ประกอบหลายอย่าง นับตั้งแต่ของจริงไปจนถึงตัวหนังสือ หรือคำพูดเข้า ไว้ด้วยแต่เราไม่เพ่งเล็งถึงสิ่งเหล่านี้เราจะให้ความสำคัญกับกระบวนการทั้งหมดที่ผู้เรียนจะต้องเฝ้า สังเกตอยู่โดยตลอด 5. การศึกษานอกสถานที่ การพานักเรียนไปศึกษานอกสถานที่ เป็นการสร้างเสริม ประสบการณ์ชีวิตเพื่อให้นักเรียนได้เรียนจากแหล่งข้อมูล แหล่งความรู้ที่มีอยู่จริงภายนอกห้องเรียน ดังนั้นการศึกษานอกสถานที่จึงเป็นวิธีการหนึ่งที่เป็นสื่อกลางให้นักเรียน ได้เรียนจากของจริง 6. นิทรรศการ นิทรรศการมีความหมายที่กว้างขวาง เพราะหมายถึง การจัดแสดง สิ่งต่าง ๆ เพื่อให้ความรู้แก่ผู้ชม ดังนั้นนิทรรศการจึงเป็นการรวมสื่อต่าง ๆ มากมายหลายชนิด การจัด นิทรรศการ ที่ให้ผู้เรียนมามีส่วนร่วมในการจัด จะส่งเสริมให้ผู้เรียนได้มีโอกาสคิดสร้างสรรค์มีส่วนร่วม และได้รับข้อมูลย้อนกลับด้วยตัวของเขาเอง 7. โทรทัศน์และภาพยนตร์โทรทัศน์เป็นสื่อการสอนที่มีบทบาทมากในปัจจุบัน เพราะได้ เห็นทั้งภาพและได้ยินเสียงในเวลาเดียวกัน และยังสามารถแพร่และถ่ายทอดเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้น ได้ด้วยนอกจากนั้นโทรทัศน์ยังมีหลายรูปแบบ เช่น โทรทัศน์วงจรปิด ซึ่งโรงเรียนสามารถนำมาใช้ใน การเรียนการสอนได้เป็นอย่างดีนอกจากนี้ยังมีโทรทัศน์วงจรปิด ที่เอื้อประโยชน์ต่อการศึกษาอย่าง กว้างขวางภาพยนตร์เป็นสื่อที่จำลองเหตุการณ์มาให้ผู้ชมหรือผู้เรียนได้ดูและได้ฟัง อย่างใกล้เคียงกับ ความจริงแต่ไม่สามารถถ่ายทอดเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นได้ถึงอย่างไรก็ตามภาพยนตร์ก็ยังนับว่าเป็น สื่อที่มีบทบาทมากในการเรียนการสอน เช่นเดียวกันกับโทรทัศน์ 8. ภาพนิ่ง การบันทึกเสียง และวิทยุ ภาพนิ่ง ได้แก่ ภาพถ่าย ภาพวาดซึ่งมีทั้งภาพทึบ แสงและโปร่งแสง ภาพทึบแสงคือรูปถ่าย ภาพวาด หรือภาพในสิ่งพิมพ์ต่าง ๆ ส่วนภาพนิ่งโปร่งใส หมายถึงสไลด์ฟิล์มสตริป ภาพโปร่งใสที่ใช้กับเครื่องฉายวัสดุโปร่งใส เป็นต้น ภาพนิ่งสามารถจำลอง ความเป็นจริงมาให้เราศึกษาบนจอได้การบันทึกเสียง ได้แก่ แผ่นเสียงและเครื่องเล่นแผ่นเสียง เทป และเครื่องบันทึกเสียง และเครื่องขยายเสียงตลอดจนอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับเสียง ซึ่งนอกจาก จะสามารถนำมาใช้อย่างอิสระในการเรียนการสอนด้วยแล้ว ยังใช้กับรายการวิทยุและกิจกรรม การศึกษาอื่น ๆ ได้ด้วย ส่วนวิทยุนั้น ปัจจุบันที่ยอมรับกันแล้วว่า ช่วยการศึกษาและการเรียนการสอน ได้มาก ซึ่งไม่จำกัดอยู่แต่เพียงวิทยุโรงเรียนเท่านั้น แต่ยังหมายรวมถึงวิทยุทั่วไปอีกด้วย 9. ทัศนสัญลักษณ์สื่อการสอนประเภททัศนสัญลักษณ์นี้ มีมากมายหลายชนิด เช่น แผนภูมิแผนภาพ แผนที่ แผนผัง ภาพโฆษณา การ์ตูน เป็นต้น สื่อเหล่านี้เป็นสื่อที่มีลักษณะเป็น สัญลักษณ์สำหรับถ่ายทอดความหมายให้เข้าใจได้รวดเร็วขึ้น


3 10. วัจนสัญลักษณ์สื่อขั้นนี้เป็นสื่อที่จัดว่า เป็นขั้นที่เป็นนามธรรมมากที่สุด ซึ่งได้แก่ ตัวหนังสือหรืออักษร สัญลักษณ์ทางคำพูดที่เป็นเสียงพูด ความเป็นรูปธรรมของสื่อประเภทนี้จะไม่คง เหลืออยู่เลยอย่างไรก็ดีถึงแม้สื่อประเภทนี้จะมีลักษณะที่เป็นนามธรรมที่สุดก็ตาม เราก็ใช้ประโยชน์ จากสื่อประเภทนี้มาก เพราะต้องใช้ในการสื่อความหมายอยู่ตลอดเวลา 4.2.3 สื่อการเรียนการสอนจำแนกตามคุณสมบัติ Wilbure Young ได้จัดแบ่งไว้ดังนี้ 1. ทัศนวัสดุ (Visual Materials) เช่น กระดานดำ กระดานผ้าสำลี) แผนภูมิรูปภาพ ฟิล์มสตริป สไลด์ฯลฯ 2. โสตวัสดุ (Audio Materials ) เช่น เครื่องบันทึกเสียง (Tape Recorder) เครื่องรับวิทยุห้องปฏิบัติการทางภาษา ระบบขยายเสียง ฯลฯ 3. โสตทัศนวัสดุ (Audio Visual Materials) เช่น ภาพยนตร์โทรทัศน์ฯลฯ 4. เครื่องมือหรืออุปกรณ์ (Equipment) เช่น เครื่องฉายภาพยนตร์เครื่องฉายฟิล์ม สตริป เครื่องฉายสไลด์ 5. กิจกรรมต่าง ๆ (Activities) เช่น นิทรรศการ การสาธิต ทัศนศึกษา ฯลฯ 4.2.4 สื่อการเรียนการสอนจำแนกตามรูปแบบ (Form) Louis Shores ได้แบ่งประเภทสื่อการสอนตามรูปแบบไว้ดังนี้ 1. สิ่งตีพิมพ์ (Printed Materials) เช่น หนังสือแบบเรียน เอกสารการสอน ฯลฯ 2. วัสดุกกราฟิก เช่น แผนภูมิ ( Charts) แผนสถิติ (Graph) แผนภาพ (Diagram) ฯลฯ 3. วัสดุฉายและเครื่องฉาย (Projected Materials and Equipment) เช่น ภาพยนตร์สไลด์ฯลฯ 4. วัสดุถ่ายทอดเสียง (Transmission) เช่น วิทยุ เครื่องบันทึกเสียง สื่อการเรียนการ สอนตามลักษณะและการใช้ในทางเทคโนโลยีการศึกษา 4.1. เครื่องมือหรืออุปกรณ์ (Hardware) หรือสื่อใหญ่ (Big Media) หมายถึง สิ่ง ที่เป็นอุปกรณ์ทางเทคนิคทั้งหลายที่ประกอบด้วยกลไก ไฟฟ้า และอิเล็กทรอนิกส์ซึ่งไม่ใช่สิ่งสิ้นเปลือง ได้แก่ เครื่องฉายประเภทต่าง ๆ เช่น เครื่องฉายภาพยนตร์เครื่องฉายสไลด์เครื่องฉายภาพข้ามศีรษะ เครื่องฉายภาพจากคอมพิวเตอร์เครื่องรับโทรทัศน์เครื่องเล่นซีดี/ดีวีดีเครื่องเสียง รวมทั้งเครื่องมือหรือ อุปกรณ์ทางเทคนิคอื่น ๆ ที่เป็นทางผ่านของความรู้เช่น เครื่องฉายจุลชีวะ เครื่องคอมพิวเตอร์เป็นต้น 4.2 วัสดุ (Software) หรือสื่อเล็ก (Small Media) ซึ่งเป็นวัสดุที่เก็บความรู้ใน ลักษณะของภาพ เสียง และตัวอักษร ในรูปแบบต่าง ๆ โดยจำแนกได้ 2 ประเภทคือ - วัสดุที่ต้องอาศัยเครื่องมืออุปกรณ์ (Hardware) เพื่อการนำเสนอเรื่องราว ข้อมูลหรือความรู้ออกมาสื่อความหมายแก่ผู้เรียน ได้แก่ ฟิล์ม แผ่นใส เทปบันทึกเสียง แผ่นซีดี/ดีวีดี วัสดุบันทึกข้อมูลคอมพิวเตอร์เป็นต้น - วัสดุที่เสนอความรู้ได้ด้วยตัวเอง โดยไม่ต้องอาศัยเครื่องมือหรือ อุปกรณ์ใด ๆ เช่น เอกสาร ตำรา หนังสือ คู่มือ รูปภาพ แผนภาพ ของจริง ของตัวอย่าง หุ่นจำลอง เป็นต้น


4 4.3. เทคนิคหรือวิธีการ (Techniques or Methods) การสื่อความหมายในการ เรียนการสอนบางครั้งไม่อาจทำได้ด้วยเครื่องมืออุปกรณ์หรือวัสดุแต่จะต้องอาศัยเทคนิคหรือวิธีการ เพื่อการให้เกิดการเรียนรู้หรือใช้ทั้งวัสดุอุปกรณ์และวิธีการไปพร้อม ๆ กัน แต่เน้นที่วิธีการเป็นสำคัญ เช่น การสาธิตประกอบการใช้เครื่องมือเครื่องจักร การทดลอง การแสดงบทบาท การศึกษานอกสถานที่ การจัดนิทรรศการ เป็นต้น ดังนั้นเทคนิคหรือวิธีการต่าง ๆ ดังกล่าว จึงจัดว่าเป็นสื่อการเรียนการสอนอีกประเภทหนึ่ง แต่สื่อประเภทนี้มักจะใช้ร่วมกับสื่อ 2 ประเภทแรก จึงจะได้ผลดี 4.3 ความสำคัญของสื่อการเรียนการสอน ชวลิต เข่งทอง (ม.ป.ป.) กล่าวว่า สื่อการเรียนการสอน นับเป็นองค์ประกอบที่สำคัญมาก ประการหนึ่งในกระบวนการเรียนการสอน สื่อการเรียนการสอนก็คือตัวกลางหรือช่องทาง ที่ใช้ในการ นำเรื่องราวข้อมูลข่าวสารจากผู้สอนไปสู่ผู้เรียน เพื่อทำให้การเรียนรู้หรือการเรียนการสอนบรรลุผล สำเร็จตามวัตถุประสงค์หรือจุดมุ่งหมายที่วางไว้ได้เป็นอย่างดีจึงอาจกล่าวได้ว่า สื่อการเรียนการสอน นับได้ว่าเป็นปัจจัยสำคัญประการหนึ่งที่จะทำให้การเรียนการสอนดำเนินไปได้อย่างมีประสิทธิภาพสื่อ การเรียนการสอนมีหลายประเภท แต่ละประเภทก็มีคุณลักษณะหรือคุณสมบัติต่างกันไป ผู้สอนที่ตระหนักในคุณค่าของสื่อการเรียนการสอน จะต้องศึกษาให้เข้าใจถึงเงื่อนไขการเลือกใช้สื่อ และใช้งานได้อย่างถูกต้องเต็มตามประสิทธิภาพของสื่อการเรียนการสอนนั้น ๆ ตลอดจนการทดลอง การผลิตหรือดำเนินการ ก่อนที่จะนำเข้ามาดำเนินการจริงในธุรกิจ ผลลัพธ์ของระบบนี้ มักอยู่ในรูปของ สิ่งประดิษฐ์ ตัวแบบ รูปแบบ เป็นต้น 4.3.1 ความสำคัญของของสื่อการเรียนการสอน 4.3.1.1 คุณค่าด้านวิชาการ 4.3.1.1.1 ทำให้ผู้เรียนรับประสบการณ์ตรง และเรียนรู้ได้มากกว่าที่ไม่ใช้สื่อการสอน 4.3.1.1.2 ลักษณะที่เป็นรูปธรรมของสื่อการสอน ช่วยทำให้ผู้เรียนเข้าใจความหมาย ของสิ่งต่างๆ ได้ดีขึ้นและยังช่วยส่งเสริมด้านความคิดและการแก้ปัญหาอีกด้วย 4.3.1.1.3 ผลจากการสรุปวิจัยสรุปได้ว่า สื่อการสอนให้ประสบการณ์ที่เป็นจริงแก่ ผู้เรียน ทำให้ผู้เรียนเรียนรู้อย่างถูกต้อง ทั้งยังช่วยให้ผู้เรียนจดจำเรื่องราว ต่างๆได้มาก และจำได้นาน 4.3.1.1.4 สื่อการสอนบางชนิด เช่น ภาพยนตร์ ภาพนิ่ง จะช่วยเร่งทักษะในการ เรียนรู้ 4.3.1.2 คุณค่าทางด้านจิตวิทยาการเรียนรู้ 4.3.1.2.1 สื่อการสอนทำให้ผู้เรียนเกิดความสนใจ และต้องการเรียนรู้สิ่งต่างๆ มาก ขึ้น เช่น การอ่านความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ จินตนาการ เจตตคติ การแก้ปัญหาและความซาบซึ้งทาง ศิลป 4.3.1.2.2 สื่อการสอนทำให้ผู้เรียนเกิดความคิดรวบยอดเป็นอย่างเดียวกัน ทั้งมีเจต คติที่ดีต่อการเรียนด้วย 4.3.1.2.3 สื่อการสอนเร้าให้ผู้เรียนเกิดความพอใจ และยั่วยุให้กระทำกิจกรรมด้วย ตนเอง


5 4.3.1.2 คุณค่าทางเศรษฐกิจการศึกษา 4.3.1.2.1 สื่อการสอนช่วยให้นักเรียนที่เรียนช้า เรียนได้เร็วและมากขึ้น 4.3.1.2.2 ถ้าใช้สื่อการสอนจะช่วยขจัดความสิ้นเปลือง และยังช่วยให้ครูที่สอยดีอยู่ แล้วสอนได้ดียิ่งขึ้น 4.3.1.2.3 สื่อการสอนช่วยประหยัดคำพูดและเวลาของครู 4.3.1.2.4 สื่อการสอนช่วยขจัดปัญหาเรื่องสถานที่ เวลาและระยะทาง 4.3.1.2.5 สื่อการสอนช่วยลดการตกซ้ำชั้นของนักเรียนได้จำนวนมากปรับเปลี่ยน เงื่อนไขและกระบวนการพิจารณาได้ โดยอาศัยประสบการณ์ และ ความสามารถของผู้บริหารเอง ผู้บริหารอาจกำหนดเงื่อนไขและทำการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขต่างๆ ไปจนกระทั่งพบสถานการณ์ที่ เหมาะสมที่สุด แล้วใช้เป็นสารสนเทศที่ช่วยตัดสินใจ รูปแบบของผลลัพธ์ อาจจะอยู่ในรูปของ รายงาน เฉพาะกิจ รายงานการวิเคราะห์เพื่อตัดสินใจ การทำนาย หรือ พยากรณ์เหตุการณ์ 4.3.1.2.6 ระบบสารสนเทศสำหรับผู้บริหารระดับสูง (Executive Information System - EIS) เป็นระบบที่สร้างสารสนเทศเชิงกลยุทธ์สำหรับผู้บริหารระดับสูง ซึ่งทำหน้าที่กำหนด แผนระยะยาวและเป้าหมายของกิจการ สารสนเทศสำหรับผู้บริหารระดับสูงนี้จำเป็นต้องอาศัยข้อมูล ภายนอกกิจกรรมเป็นอย่างมาก ยิ่งในยุคปัจจุบันที่เป็นยุค Globalization ข้อมูลระดับโลก แนวโน้ม ระดับสากลเป็นข้อมูลที่จำเป็นสำหรับการแข่งขันของธุรกิจ ผลลัพธ์ของระบบนี้ มักอยู่ในรูปของการ พยากรณ์/การคาดการณ์ 4.3.3 ประโยชน์ของสื่อการเรียนการสอน สื่อการเรียนการสอนสามารถใช้ประโยชน์ได้ทั้งผู้เรียนและผู้สอนดังต่อไปนี้ 4.3.3.1 สื่อกับผู้เรียน 1. เป็นสิ่งที่ช่วยให้การเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะจะช่วยให้ผู้เรียนเกิด ความเข้าใจเนื้อหาบทเรียนที่ยุ่งยากซับซ้อนได้ง่ายขึ้นในระยะเวลาอันสั้น และสามารถช่วยให้เกิด ความคิดรวบยอดในเรื่องนั้นได้อย่างถูกต้องและรวดเร็ว 2. สื่อจะช่วยกระตุ้นและสร้างความสนใจให้กับผู้เรียน ทำให้เกิดความสนุกสนาน และไม่รู้สึกเบื่อหน่ายการเรียน 3. การใช้สื่อจะทำให้ผู้เรียนมีความเข้าใจตรงกัน และเกิดประสบการณ์ร่วมกันใน วิชาที่เรียนนั้น 4. ช่วยให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในกิจกรรมการเรียนการสอนมากขึ้น ทำให้เกิดมนุษย สัมพันธ์อันดีในระหว่างผู้เรียนด้วยกันเองและกับผู้สอนด้วย 5. ช่วยสร้างเสริมลักษณะที่ดีในการศึกษาค้นคว้าหาความรู้ช่วยให้ผู้เรียนเกิด ความคิดสร้างสรรค์จากการใช้สื่อเหล่านั้น 6. ช่วยแก้ปัญหาเรื่องของความแตกต่างระหว่างบุคคลโดยการจัดให้มีการใช้สื่อ ในการศึกษารายบุคคล 4.3.3.2 สื่อกับผู้สอน 1. การใช้สื่อวัสดุอุปกรณ์ต่างๆ ประกอบการเรียนการสอน เป็นการช่วยให้ บรรยากาศในการสอนน่าสนใจยิ่งขึ้น ทำให้ผู้สอนมีความสนุกสนานในการสอนมากกว่าวิธีการที่เคยใช้ การบรรยายแต่เพียงอย่างเดียว และเป็นการสร้างความเชื่อมั่นในตัวเองให้เพิ่มขึ้นด้วย


6 2. สื่อจะช่วยแบ่งเบาภาระของผู้สอนในด้านการเตรียมเนื้อหา เพราะบางครั้งอาจ ให้ผู้เรียนศึกษาเนื้อหาจากสื่อได้เอง 3. เป็นการกระตุ้นให้ผู้สอนตื่นตัวอยู่เสมอในการเตรียมและผลิตวัสดุใหม่ๆ เพื่อ ใช้เป็นสื่อการสอนตลอดจนคิดค้นเทคนิควิธีการต่างๆ เพื่อให้การเรียนรู้น่าสนใจยิ่งขึ้น วิวรรธน์ จันทร์เทพย์ (2551) ได้กล่าวถึงประโยชน์ของสื่อการเรียนการสอนไว้ดังนี้ 1. ช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพ ได้แก่ 1.1 เรียนรู้ได้ดีขึ้นจากประสบการณ์ที่มีความหมายในรูปแบบต่างๆ 1.2 เรียนรู้ได้อย่างถูกต้อง 1.3 เรียนรู้ได้ง่ายและเข้าใจได้ชัดเจน 1.4 เรียนรู้ได้มากขึ้น 1.5 เรียนรู้ได้ในเวลาที่จำกัด 2. ช่วยให้สามารถเอาชนะข้อจำกัดต่าง ๆ ในการเรียนรู้ได้แก่ 2.1 ทำสิ่งนามธรรมให้เป็นรูปธรรมมากขึ้น 2.2 ทำสิ่งซับซ้อนให้ง่ายขึ้น 2.3 ทำสิ่งเคลื่อนไหวช้าให้เร็วขึ้น 2.4 ทำสิ่งเคลื่อนไหวเร็วให้ช้าลง 2.5 ทำสิ่งเล็กให้ใหญ่ขึ้น 2.6 ทำสิ่งใหญ่ให้เล็กลง 2.7 นำสิ่งที่อยู่ไกลมาศึกษาได้ 2.8 นำสิ่งที่เกิดในอดีตมาศึกษาได้ช่วยกระตุ้นความสนใจของผู้ 2.9 ช่วยให้จดจำได้นาน เกิดความประทับใจและมั่นใจในการเรียน 2.10 ช่วยให้ผู้เรียนได้คิดและแก้ปัญหา 2.11 ช่วยแก้ปัญหาเรื่องความแตกต่างระหว่างบุคคล ในเรื่องเดียวกันนี้ชวลิต เข่งทอง (ม.ป.ป.) ยังได้กล่าวถึงประโยชน์ของสื่อการเรียนการ สอนในลักษณะของข้อพิจารณาว่าทำไมผู้สอนจึงควรนำสื่อการเรียนการสอนมาใช้โดยได้กล่าวไว้ หลากหลายประเด็นที่มีความน่าสนใจ อันได้แก่ 1. ช่วยให้คุณภาพการเรียนรู้ดีขึ้น เพราะมีความจริงจังและมีความหมายชัดเจนต่อ ผู้เรียน 2. ช่วยให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ในปริมาณมากขึ้น ในเวลาที่กำหนดไว้จำนวนหนึ่ง 3. ช่วยให้ผู้เรียนสนใจ และมีส่วนร่วมอย่างแข็งขันในกระบวนการเรียนการสอน 4. ช่วยให้ผู้เรียนจำ ประทับความรู้สึกได้รวดเร็วและดีขึ้น 5. ช่วยส่งเสริมการคิดและการแก้ปญหาในกระบวนการเรียนการสอน 6. ช่วยให้สามารถเรียนรู้ในส่ิงที่เรียนได้ยากลำบาก ให้มีความเป็นไปได้โดย… - การทำสิ่งที่ซับซ้อนให้ง่ายขึ้น - การทำนามธรรมให้เป็นรูปธรรมขึ้น - การทำสิ่งที่เคลื่อนไหวหรือเปลี่ยนแปลงช้า ให้ดูเร็วขึ้น - การทำสิ่งที่เคลื่อนไหวหรือเปลี่ยนแปลงเร็ว ให้ดูช้าลง - การทำสิ่งที่ใหญ่มากให้ย่อขนาดลง


7 - การทำสิ่งที่เล็กมากให้ขยายขนาดขึ้น - การนำอดีตมาให้ผู้เรียนเห็นได้ - นำสิ่งที่อยู่ไกลหรือลี้ลับมาให้ผู้เรียนศึกษาได้เป็นการส่งเสริมการเรียนการสอน ให้มีคุณภาพดีขึ้น และยังสอดคล้องกับวิธีการสอนที่ผู้สอนพิจารณานำมาใช้ 7. ช่วยให้ผู้เรียนเรียนสำเร็จง่ายขึ้น และผ่านการวัดผลได้อย่างตรงตามวัตถุประสงค์ ของบทเรียน 4.4 การใช้สื่อในการจัดการเรียนการสอน J. Romiszowski (1999) ได้เสนอแนวทางอย่างง่ายในการพิจารณาเลือกใช้สื่อการสอนไว้ ว่า ในการเลือกสื่อการสอนนั้นมีปัจจัยหลายอย่างที่มีผลต่อการเลือกสื่อที่จำเป็นต้องนำมาพิจารณา ปัจจัยเหล่านั้น ได้แก่ วิธีการสอน (Instructional Method) การเลือกวิธีการสอนเป็นปัจจัยแรกที่ควบคุม การเลือกสื่อ หรืออย่างน้อยที่สุดก็เป็นสิ่งที่จำกัดทางเลือกของการใช้สื่อการสอนในการนำเสนอ เช่น ถ้าเลือกใช้วิธีการสอนแบบอภิปรายกลุ่ม (Group Discussion) เพื่อแบ่งปันประสบการณ์ซึ่งกันและ กันระหว่าง งานการเรียนรู้ (Learning Task) สิ่งที่มีอิทธิพลต่อทางเลือกในการเลือกสื่อการสอน อีกประการหนึ่ง คือ งานการเรียนรู้สำหรับผู้เรียน เพราะสิ่งนี้จะเป็นสิ่งที่จำกัดหรือควบคุมการเลือก วิธีการสอน ตัวอย่างเช่น การฝึกอบรมผู้ตรวจการ หรือทักษะการบริหารงาน ลักษณะของผู้เรียน (Learner Characteristics) ลักษณะพิเศษเฉพาะของผู้เรียน ก็เป็นปัจจัยหนึ่งที่มีอิทธิพลโดยตรงต่อการเลือกสื่อการสอน ตัวอย่างเช่น การสอนผู้เรียนที่เรียนรู้ได้ช้า โดยการใช้หนังสือหรือเอกสารเป็นสื่อการสอน จะเป็นสิ่งที่ยิ่งทำให้เกิดปัญหาอื่นๆ ตามมาใน กระบวนการเรียนการสอน ผู้เรียนกลุ่มนี้ควรเรียนรู้จากสื่ออื่นๆ ที่ทำการรับรู้และเรียนรู้ได้ง่ายกว่านั้น ข้อจำกัดในทางปฏิบัติ (Practical Constrain) ข้อจำกัดในทางปฏิบัติในที่นี้หมายถึง ข้อจำกัดทั้งทางด้านการจัดการ และทางด้านเศรษฐศาสตร์ ซึ่งเป็นปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อทางเลือกใน การเลือกใช้วิธีการสอนและสื่อการสอน เช่น สถานที่ใช้สื่อการสอน สิ่งอำนวยความสะดวก ขนาดพื้นที่ งบประมาณ เป็นต้น ผู้สอนหรือครู (Teacher) สื่อการสอนแต่ละชนิดไม่ว่าจะมีข้อดีอย่างไร แต่อาจไม่ถูก นำไปใช้เพียงเพราะผู้สอนไม่มีทักษะในการใช้สื่อนั้นๆ นอกจากประเด็นในเรื่องทักษะของผู้สอนแล้ว ประเด็นในเรื่องทัศนคติของผู้สอนก็เป็นสิ่งที่มีอิทธิพลต่อการเลือกสื่อการสอนเช่นกันแผนที่วางไว้ โดยอาจจะเรียกข้อมูลเพิ่มเติมออกมาจากระบบ เพื่อให้ทราบว่าความผิดพลาดในการปฏิบัติงาน เกิดขึ้นจากสาเหตุใด หรือจัดรูปแบบสารสนเทศในการวิเคราะห์ปัญหาใหม่ 4.4.1. แนวคิดการเลือกสื่อการสอนของเคมพ์และสเมลเล Jerrold E. Kemp และ Don C. Smelle (1989) เสนอว่า นอกจากงานการเรียนรู้หรือสถานการณ์ การเรียนรู้ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่กำหนดถึงสื่อที่จะเลือกใช้แล้ว สิ่งสำคัญประการต่อมาในการพิจารณา เลือกใช้สื่อการสอนคือ คุณลักษณะของสื่อ ซึ่งผู้สอนควรศึกษาคุณลักษณะของสื่อแต่ละชนิดประกอบ ในการเลือกสื่อการสอนด้วย คุณลักษณะของสื่อ (Media Attributes) หมายถึง ศักยภาพของสื่อ ในการแสดงออกซึ่งลักษณะต่างๆ เช่น การเคลื่อนไหว สี และเสียง เป็นต้น คุณลักษณะของสื่อที่สำคัญ ได้แก่


8 - การแสดงแทนด้วยภาพ (เช่น ภาพถ่าย ภาพกราฟิก) - ปัจจัยทางด้านขนาด (เช่น การใช้/ไม่ใช้เครื่องฉายเพื่อขยายขนาด) - ปัจจัยทางด้านสี (เช่น สีสันต่างๆ ขาว-ดำ) - ปัจจัยทางด้านการเคลื่อนไหว (เช่น ภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหว) - ปัจจัยทางด้านภาษา (เช่น ข้อความ/ตัวอักษร เสียงพูด) - ความสัมพันธ์ของภาพและเสียง (เช่น ภาพที่มี/ไม่มีเสียงประกอบ) - ปัจจัยทางด้านการจัดระเบียบข้อมูล (กำหนดให้ดูทีละภาพตามลำดับ หรือ ตามลำดับที่ผู้ชมเลือก) 4.4.2 หลักการเลือกสื่อ 1. เลือกสื่อการสอนที่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์การเรียนรู้ ผู้สอนควรศึกษาถึง วัตถุประสงค์การเรียนรู้ที่หลักสูตรกำหนดไว้ วัตถุประสงค์ในที่นี้หมายถึงวัตถุประสงค์เฉพาะในแต่ละ ส่วนของเนื้อหาย่อย ไม่ใช่วัตถุประสงค์ในภาพรวมของหลักสูตร 2. เลือกสื่อการสอนที่ตรงกับลักษณะของเนื้อหาของบทเรียน เนื้อหาของบทเรียนอาจมี ลักษณะแตกต่างกันไป เช่น เป็นข้อความ เป็นแนวคิด เป็นภาพนิ่งภาพเคลื่อนไหว เป็นเสียง เป็นสี ซึ่ง การเลือกสื่อการสอนควรเลือกให้เหมาะสมกับลักษณะของเนื้อหา 3. เลือกสื่อการสอนให้เหมาะสมกับลักษณะของผู้เรียน ลักษณะเฉพาะตัวต่างๆ ของ ผู้เรียนเป็นสิ่งที่มีอิทธิพลต่อการรับรู้สื่อการสอน ในการเลือกสื่อการสอนต้องพิจารณาลักษณะต่าง ๆ ของผู้เรียน เช่น อายุ เพศ ความถนัด ความสนใจ ระดับสติปัญญา วัฒนธรรม และประสบการณ์เดิม ตัวอย่างเช่น การสอนผู้เรียนที่เป็นนักเรียนระดับประถมศึกษาควรใช้เป็นภาพการ์ตูนมีสีสันสดใส 4. เลือกสื่อการสอนให้เหมาะสมกับจำนวนของผู้เรียน และกิจกรรมการเรียนการสอนใน การสอนแต่ละครั้งจำนวนของผู้เรียนและกิจกรรมที่ใช้ในการเรียนสอน ในห้องก็เป็นสิ่งสำคัญ ที่ต้องนำมาพิจารณาควบคู่กันในการใช้สื่อการสอน เช่น การสอนผู้เรียนจำนวนมาก จำเป็นต้องใช้วิธีการสอนแบบบรรยาย ซึ่งสื่อการสอนที่นำมาใช้อาจเป็นเครื่องฉายต่าง ๆ และเครื่องเสียง เพื่อให้ผู้เรียนมองเห็นและได้ยินอย่างทั่วถึง ส่วนการสอนผู้เรียนเป็นรายบุคคล อาจเลือกใช้วิธีการสอนแบบค้นคว้า สื่อการสอนอาจเป็นหนังสือบทเรียนแบบโปรแกรม หรือบทเรียน คอมพิวเตอร์ช่วยสอน เป็นต้น 5. เลือกสื่อการสอนที่เหมาะสมกับสภาพแวดล้อม สภาพแวดล้อมในที่นี้อาจได้แก่ อาคาร สถานที่ ขนาดพื้นที่ แสง ไฟฟ้า เสียงรบกวน อุปกรณ์อำนวย ความสะดวก หรือ บรรยากาศ สิ่งเหล่านี้ควรนำมาประกอบการพิจารณาเลือกใช้สื่อการสอน ตัวอย่างเช่นการสอนผู้เรียนจำนวนมากซึ่งควรจะใช้เครื่องฉายและเครื่องเสียง 6. เลือกสื่อการสอนที่มีลักษณะน่าสนใจและดึงดูดความสนใจ ควรเลือกใช้สื่อการสอนที่มีลักษณะน่าสนใจและดึงดูดความสนใจผู้เรียนได้ ซึ่งอาจจะเป็นเรื่องของ เสียง สีสัน รูปทรง ขนาด ตลอดจนการออกแบบและการผลิตด้วยความประณีต สิ่งเหล่านี้จะช่วยทำ ให้สื่อการสอนมีความน่าสนใจและดึงดูดความสนใจของผู้เรียนได้ 7. เลือกสื่อการสอนที่มีวิธีการใช้งาน เก็บรักษา และบำรุงรักษา ได้สะดวก ในประเด็นสุดท้ายของการพิจารณา ควรเลือกสื่อการสอนที่มีวิธีการใช้งานได้สะดวก ไม่ ยุ่งยาก และหลังใช้งานควรเก็บรักษาได้ง่ายๆ ตลอดจนไม่ต้องใช้วิธีการบำรุงรักษาที่สลับซับซ้อนหรือมี ค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาสูง


9 4.4.3 หลักการใช้สื่อการสอน 1. เตรียมตัวผู้สอน เป็นการเตรียมความพร้อมของตัวผู้สอนในการใช้สื่อการสอน โดย การทำความเข้าใจในเนื้อหาที่มีในสื่อ ขั้นตอน และวิธีการใช้สื่อ เป็นต้น 2. เตรียมจัดสภาพแวดล้อม เช่น สถานที่ ห้องเรียน ห้อง Lab วัสดุอุปกรณ์ เครื่องไม้ เครื่องมือ และสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ 3. เตรียมตัวผู้เรียน เพื่อให้มีความพร้อมที่จะเรียน อาจมีการทดสอบ มีการอธิบาย วิธีการใช้สื่อ อุปกรณ์ เครื่องมือต่างๆบอกวัตถุประสงค์ แนะนำหรือให้ความคิดรวบยอดของเนื้อหาใน สื่อนั้น ๆ เป็นต้น 4. การใช้สื่อให้เหมาะกับขั้นตอนและวิธีการตามที่ได้เตรียมไว้แล้ว และควบคุมการ นำเสนอสื่อ เพื่อให้การเรียนการสอนเป็นไปอย่างราบรื่น 5. การติดตามผล ( Follow Up ) หลังจากการใช้สื่อการสอนแล้ว ควรมีการติดตามผล เพื่อเป็นการทดสอบว่า ผู้เรียนเข้าใจบทเรียน และเรียนรู้ จากสื่อที่นำเสนอไปนั้นอย่างถูกต้องหรือไม่ เช่น การให้ผู้เรียนตอบคำถาม อภิปราย ทำรายงาน เป็นต้น เพื่อผู้สอนจะได้ทราบจุดบกพร่อง สามารถ นำมาแก้ไขปรับปรุงสำหรับการสอนในครั้งต่อไป 4.5 การออกแบบระบบการเรียนการสอนและสื่อการเรียนการสอน ระบบการสอน หรือระบบการเรียนการสอน (IS : Instructional System) เป็นการนำเอา วิธีการระบบ (System Approach) หรือวิธีระบบ มาใช้ในการเรียนการสอน โดยที่ระบบ หมายถึง ส่วนต่าง ๆ ที่สัมพันธ์กัน ได้แก่ ส่วนนำเข้า (Input) ส่วนดำเนินการ (Process) และส่วนผลลัพธ์ (Output) ระบบการสอนจึง ประกอบด้วยองค์ประกอบย่อย ๆ ที่สัมพันธ์กัน เพื่อช่วยให้ผู้เรียนเกิด การเรียนรู้ตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้ ประกอบด้วยส่วนต่าง ๆ ได้แก่ ผู้เรียน ผู้สอน สื่อการเรียน การสอน และการวัดและประเมินผล เป็นต้น ระบบการสอนที่ออกแบบโดยใช้วิธีการระบบ ได้มีการประยุกต์ใช้งานอย่างกว้างขวาง โดย การกำหนดขั้นตอนการสอน การกำหนดวัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรม การออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ โดยอาศัยสื่อต่าง ๆ และการใช้แหล่งความรู้ต่าง ๆ โดยยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง เพื่อตอบสนองต่อ ความแตกต่างระหว่างบุคคลของผู้เรียน ไม่ว่าจะเป็น เพศ วัย อัตราการเรียนรู้ ความสนใจ ความถนัด และประสบการณ์เดิม รวมทั้งพื้นฐานทางประเพณีและวัฒนธรรมซึ่งผู้สอนและผู้ที่เกี่ยวข้องจะมี บทบาทในการออกแบบพัฒนาระบบการสอน 4.5.1 การออกแบบระบบการสอน (ISD : Instructional System Design) การออกแบบระบบการสอน ( ISD : Instructional System Design หรือ ID : Instructional Design) หมายถึง การจัดระบบการสอนอย่างมีระบบ โดยอาศัยความรู้เกี่ยวกับ กระบวนการเรียนรู้ซึ่งรวบรวมองค์ประกอบและปัจจัยต่างๆเพื่อนำไปสู่กระบวนการตัดสินใจออกแบบ ระบบแล้วจึงทำการทดลองและปรับปรุงแก้ไขจนใช้ได้ผลเป็นการนำไปสู่ความสำเร็จของการเรียนรู้ ตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้ กระบวนการออกแบบระบบการสอน จะประกอบไปด้วยหลักพื้นฐาน 4 ส่วน ดังต่อไปนี้ 1. วัตถุประสงค์ เป็นส่วนที่กำหนดวัตถุประสงค์การเรียนรู้ของผู้เรียน 2. ผู้เรียน โดยพิจารณาคุณสมบัติของผู้เรียน เพื่อการออกแบบระบบการสอนให้ เหมาะสม


10 3. วิธีการและกิจกรรมกำหนดวิธีการและกำหนดกิจกรรมในกระบวนการเรียนรู้ เพื่อให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ตามวัตถุประสงค์อย่างมีประสิทธิภาพ 4.การวัดและประเมินผลเป็นการกำหนดวิธีการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ของ ผู้เรียนให้สอดคล้องตามวัตถุประสงค์ 4.5.2 รูปแบบการสอน (IM : Instructional Model) รูปแบบการสอน (IM : Instructional Model) หมายถึง แนวทาง กระบวนการ หรือกล ยุทธ์ในการนำเสนอเนื้อหาและจัดกิจกรรมการเรียนรู้ตามขั้นตอน และวิธีการที่มีผู้เชี่ยวชาญคิดค้นขึ้น ซึ่งสังเคราะห์มาจากหลักการศึกษาและเงื่อนไขการเรียนรู้ รูปแบบการสอนมีจำนวนมากมาย แต่รูปแบบการสอนที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลายและ ได้มีการนำไปประยุกต์ใช้ในการออกแบบการเรียนการสอน ได้แก่ บทเรียน ระบบการสอน และ บทเรียนสำเร็จรูปรวมทั้งบทเรียนคอมพิวเตอร์ มีดังต่อไปนี้ รูปแบบการสอน ADDIE (ADDIE Model) รูปแบบการสอนของดิค แอนด์แคเรย์ (Dick and Carey Model) รูปแบบการสอนของเกอลาช แอนด์เอลี (Gerlach and Ely Model) รูปแบบการสอนของบราวน์และคณะ (Brown and Others Model) รูปแบบการสอน (Rapid Prototying Model) 4.5.3 องค์ประกอบของการออกแบบการเรียนการสอน ในการออกแบบการเรียนการสอนจึงประกอบด้วยองค์ประกอบต่าง ๆ ที่สัมพันธ์กัน อย่างแยกไม่ได้ และในกระบวนการออกแบบการเรียนการสอนก็จะมีกลไกในการปรับปรุงแก้ไขตัวเอง ได้แก่ กระบวนการใช้ข้อมูลป้อนกลับ (Feedback) จากการประเมินผลที่เรียกว่า การประเมินผลเพื่อ การปรับปรุง (formative evaluation) เนื่องจากมีรูปแบบ (Model) สำหรับนำไปใช้ในการออกแบบการเรียนการสอนอยู่ มากมายจึงมีความหลากหลายในองค์ประกอบในรูปแบบนั้น ๆ แต่อย่างไรก็ตาม รูปแบบการเรียนการ สอนใด ๆ ก็จะยึดแนวทางของรูปแบบดั้งเดิม (generic model) ดังนี้ 1. การวิเคราะห์ (Analysis) 2. การออกแบบ (Design) 3. การพัฒนา (Development) 4. การนำไปใช้ (Implementation) 5. การประเมินผล (Evaluation) จากรูปแบบดังเดิม (Generic model) นี้จะมีผู้รู้ต่าง ๆ นำไปสังเคราะห์เป็น รูปแบบต่าง ๆ มากมาย ตามความเชื่อความต้องการของตนรูปแบบต่าง ๆ ของการออกแบบการเรียน การสอน 4.6. ปฏิบัติการออกแบบการใช้สื่อในการจัดการเรียนการสอนและการสื่อสารการเรียนการสอน 4.6.1 ความหมายของการออกแบบการเรียนการสอน จากการศึกษาเอกสารที่เกี่ยวข้อง พบว่าความหมายของการออกแบบการเรียนการสอน มีหลากหลาย สามารถแยกได้เป็น 2 นัยยะ คือ ความหมายเชิงศาสตร์ (discipline/ science) และความหมายเชิง กระบวนการ (process)


11 1. ความหมายเชิงศาสตร์ การออกแบบการจัดการเรียนการสอน เป็นสาขาของความรู้ แนวคิดทฤษฎี และการศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับยุทธศาสตร์การจัดการเรียนการสอน การพัฒนา ยุทธศาสตร์และการนำยุทธศาสตร์ไปใช้หรืออาจกล่าวได้ว่า การออกแบบการจัดการเรียนการสอน เป็นศาสตร์ที่เกี่ยวกับการกำหนดองค์ประกอบของการจัดการเรียนการสอน การนำไปสู่การปฏิบัติ การประเมินผลและการจัดการชั้นเรียนที่เอื้อต่อการเรียนรู้ของผู้เรียน 2. ความหมายเชิงกระบวนการ การออกแบบการจัดการเรียนรู้ เป็นกิจกรรมขั้นตอน หนึ่งของการนำหลักสูตรไปใช้ เป็นกระบวนการกำหนดลักษณะเฉพาะของการจัดการเรียนรู้ อย่างเป็นระบบ โดยใช้แนวคิดทฤษฎี ข้อมูลที่เกี่ยวข้อง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของการสอน (Carl Berger and Rose Land Kam, 2006) จุดมุ่งหมายของการออกแบบการเรียนการสอน 1. เพื่อกำหนดองค์ประกอบต่าง ๆ ของการเรียนการสอนให้เหมาะสม สอดคล้องกับ ผู้เรียนความก้าวหน้าของศาสตร์สื่อ และบริบทของผู้เรียน ให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ได้ดีที่สุด 2. เพื่อพัฒนาคุณภาพ ประสิทธิภาพการจัดการเรียนรู้ไปสู่เป้าหมายและ มาตรฐานสากลที่ยอมรับได้ 3. เพื่อยกระดับความเป็นวิชาชีพของครูผู้สอนไปสู่มาตรฐาน 4.6.2 ความสำคัญของการออกแบบการเรียนการสอน 4.6.2.1 ความสำคัญต่อครู 4.6.2.1.1 เป็นการแสดงถึงความรู้ ความสามารถ ของครูในการประยุกต์และบูรณา การความรู้ ทักษะเจตคติและประสบการณ์ในการสอน มากำหนดองค์ประกอบต่าง ๆ ของการจัดการ เรียนรู้ให้เหมาะสมกับสภาพความต้องการและบริบทของผู้เรียน 4.6.2.1.2 เป็นการยกระดับมาตรฐานวิชาชีพครู กล่าวคือเป็นการปฏิบัติงานสอนที่ ต้องใช้ความรู้ความสามารถ ด้านเนื้อหาวิชาที่สอนวิชาชีพครูทักษะการคิด การสื่อสาร การแก้ปัญหา ที่ได้รับฝึกฝนมาเป็นเวลานานตามลักษณะของวิชาชีพมากขึ้น 4.6.2.1.3 เป็นการแสดงให้เห็นถึงความตั้งใจ พยายามของครูในการพัฒนาตนเอง และงานที่รับผิดชอบให้เห็นถึงความรักความปรารถนาดีต่อศิษย์การอุทิศเวลาเพื่อศึกษาค้นคว้าข้อมูล เพิ่มเติมสำหรับการออกแบบการจัดการเรียนการสอน 4.6.2.2 ความสำคัญต่อนักเรียน 4.6.2.2.1 เป็นการช่วยผู้เรียนได้เรียนรู้จากการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่มี ประสิทธิภาพ และเกิดประสิทธิผลต่อผู้เรียนมากขึ้น 4.6.2.2.2 ช่วยให้ผู้เรียนมีแรงจูงใจ และเจตคติที่ดีต่อการเรียนเพราะได้เรียนจาก กิจกรรมที่สอดคล้องกับพัฒนาการ ความสนใจ และความถนัดมากขึ้น 4.6.3 แนวทางการออกแบบการเรียนการสอน จากการศึกษารูปแบบและแนวคิดในการออกแบบการเรียนการสอนพบว่าการออกแบบ การเรียนการสอนมีแนวทางที่ครูสามารถนำไปใช้ได้ดังนี้ 1. แนวทางเชิงระบบ เป็นการออกแบบองค์ประกอบต่าง ๆ ของการเรียนการสอนใน ลักษณะที่เป็นปัจจัยนำเข้า กระบวนการ และผลที่เกิดขึ้น มักใช้ในการออกแบบการเรียนการสอนใน ระบบกว้าง (macro) สำหรับปัจจัยนำเข้าประกอบด้วย ผู้เรียน หลักสูตร ผู้สอน สถานที่ สื่อ เป็นต้น


12 กระบวนการเป็นขั้นตอนการออกแบบการเรียนการสอน การวัดและประเมินผล ส่วนผลที่เกิดขึ้นเป็น รูปแบบวิธีการ หรือกิจกรรมการจัดการเรียนรู้ (Dick & Carrey, 1996) 2. แนวทางทั่วไป เป็นการออกแบบการเรียนการสอนตามองค์ประกอบหลัก ได้แก่ การกำหนดจุดมุ่งหมาย การกำหนดเนื้อหา การกำหนดกิจกรรมการเรียนรู้และการวัดและการ ประเมินผล เป็นการกำหนดองค์ประกอบตามแนวคิดของไทเลอร์ (Tyler, 1956) ที่ใช้กันมาเป็น เวลานาน 3. แนวทางแบบย้อนกลับ วิกกิ้นและไทห์ (Wiggins & Tighe,1998) เป็นผู้นำเสนอ แนวคิดนี้โดยมองว่า การจัดการเรียนรู้ให้เกิดผลที่ต้องการนั้น ควรได้กำหนดผลลัพธ์การเรียนรู้ พฤติกรรม/ชิ้นงานของผู้เรียน แนวทางวิธีการเครื่องมือที่ใช้ในการวัดผลก่อนการออกแบบกิจกรรม และขั้นตอนการเรียนรู้ให้สอดคล้องกัน เพื่อให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ แสดงพฤติกรรม หรือทำชิ้นงานที่ คาดหวังได้แนวทางนี้มี 3 ขั้นตอนหลัก คือ การกำหนดเป้าหมาย การกำหนดหลักฐานการเรียนรู้ และการกำหนดกิจกรรมการเรียนการสอน 4. แนวทางการออกแบบสื่อ เป็นการออกแบบการจัดการเรียนรู้โดยอาศัยแนวคิด ของการออกแบบสื่อการเรียน ซึ่งมีผู้นำเสนอขั้นตอนไว้ต่างกัน เช่น แบบ ADDIE มี 5 ขั้นตอน คือ การวิเคราะห์(analysis) จุดมุ่งหมาย เนื้อหาของผู้เรียน การออกแบบ (design) เป็นการออกแบบ องค์ประกอบต่าง ๆ ของการสอน/สื่อ การพัฒนาสื่อ (develop) ตามที่ออกแบบไว้ การนำไปใช้ (implement) และการประเมินผลการนำไปใช้(evaluation) หรือแบบ IDLS ที่พัฒนาโดยเอสเซฟ และเอสเซฟ (Esseff & Esseff, 1972) ประกอบด้วย 1) การออกแบบวิเคราะห์งาน (design a task analysis) 2) การพัฒนาแบบทดสอบอิงเกณฑ์และการวัดพฤติกรรม (develop eviction test and performance measures) 3) การพัฒนาสื่อการสอนเชิงปฏิสัมพันธ์ (develop interactive instructional materials)และ4) ตรวจสอบความถูกต้องของสื่อการสอน (validate the interactive instructional materials) เป็นต้น 5. แนวทางการวิจัย เป็นการออกแบบการเรียนการสอน ที่ดำเนินการตามขั้นตอน กระบวนการวิจัยมักใช้กระบวนการวิจัยเชิงพัฒนา (Research and Development) การวิจัยแบบมี ส่วนร่วม (Participatory Research) เป็นต้น ตัวอย่างการออกแบบการเรียนการสอนตามแนวทางนี้ เป็นการออกแบบของนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษาในมหาวิทยาลัยต่าง ๆ 4.6.4 หลักการออกแบบการเรียนการสอน จากแนวทางการออกแบบการเรียนการสอนข้างต้นพบว่าการออกแบบการเรียนการ สอนครูควรมีหลักการดังนี้ 1. คำนึงถึงผลที่จะเกิดกับผู้เรียนเป็นสำคัญ ว่าเมื่อจัดกิจกรรมตามที่ออกแบบแล้ว ผู้เรียนจะได้อะไรความรู้ความเข้าใจ ทักษะ หรือเจตคติต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่ง 2. ศึกษาข้อมูลที่เกี่ยวข้องให้ครบถ้วนครอบคลุมโดยเฉพาะข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับ ผู้เรียน 3. คำนึงถึงปัจจัยที่ส่งผลต่อการจัดการเรียนรู้ เช่น เวลา สถานที่ ความสนใจของ ผู้เรียน สิ่งอำนวยความสะดวกอื่น ๆ เป็นต้น 4. นำความรู้เกี่ยวกับการจัดการเรียนรู้มาประยุกต์ใช้โดยควรออกแบบกิจกรรม นำเสนอเนื้อหาที่เป็นนามธรรมให้เป็นรูปธรรมให้ได้มากที่สุด เพื่อให้เกิดผลดีต่อผู้เรียนมากที่สุด


13 5. ควรออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ที่หลากหลาย ให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมท้าทาย สนุกสนาน อิสระผ่อนคลาย 6. นำข้อบกพร่องจากการนำไปใช้มาปรับปรุงการออกแบบครั้งต่อ ๆ ไป 4.6.5 ประเภทของรูปแบบการออกแบบการเรียนการสอน Gustafson และ Branch (2002) กล่าวว่า รูปแบบของการออกแบบการเรียนการสอน แบ่งได้เป็น 3 ประเภทคือ แบบที่ใช้ในห้องเรียน แบบเน้นผลผลิต และระบบการเรียนการสอน 1. การออกแบบการเรียนการสอนแบบที่ใช้ในห้องเรียน (classroom oriented) เป็นการออกแบบการจัดการเรียนรู้ที่ผู้สอนดำเนินการเองตามบริบท สำหรับนำไปใช้ในห้องเรียนการ ออกแบบการจัดการเรียนรู้ระดับนี้ควรเป็นการออกแบบแบบปกติตามแนวคิดของไทเลอร์ (กำหนด องค์ประกอบของการจัดการเรียนรู้จากจุดประสงค์ เนื้อหา กิจกรรมการเรียนการสอน และการวัดและการประเมินผล) หรือ อาจเป็นแบบย้อนกลับตามแนวคิดของวิกกิ้นและไทห์ เป็นการ ออกแบบการเรียนรู้เริ่มจากการกำหนดเป้าหมาย การกำหนดหลักฐานการเรียนรู้และการกำหนด กิจกรรมการเรียนการสอน ผลที่ได้จะได้แผนการจัดการเรียนรู้ระดับรายวิชา หน่วยการเรียนรู้และ แผนรายครั้ง 2. การออกแบบการเรียนการสอนแบบเน้นผลผลิต ( product oriented) เป็นการออกแบบสื่อการเรียนการสอน เพื่อใช้เป็นเครื่องมือสำหรับการสร้างปฏิสัมพันธ์ หรือเพื่อการ นำเสนอเนื้อหาที่สอน เป็นแบบที่ใช้เทคโนโลยีและแนวคิดในการออกแบบที่ซับซ้อนมากขึ้น 3. การออกแบบเชิงระบบ (system oriented) การออกแบบในระดับกว้างมากขึ้น เช่น ระดับรายวิชา หรือระดับหลักสูตร ต้องอาศัยการวิเคราะห์เบื้องต้น การทดสอบ การปรับปรุง แก้ไข และเทคโนโลยีอย่างมาก อย่างไรก็ตามจากประสบการณ์สอนและการวิเคราะห์เนื้อหาที่ เกี่ยวข้อง ผู้เขียนขอนำเสนอแนวคิดเกี่ยวกับการจัดกลุ่มของการออกแบบการจัดการเรียนรู้เป็น 3 กลุ่ม โดยเชื่อมโยงกับจุดมุ่งหมายในการออกแบบ กระบวนการ วิธีการในการออกแบบ และผลที่ได้ จากการออกแบบดังนี้ 1) ระดับทั่วไป 2) ระดับจุดมุ่งหมาย และ 3) ระดับชั้นเรียน ซึ่งระดับนี้จะเป็น ระดับที่สอดคล้องกับแนวคิดของกัสตาฟสันและบรองช์ที่ได้นำเสนอข้างต้น 1) ระดับทั่วไป (general level) เป็นการออกแบบการจัดการเรียนรู้ของ นักวิชาการศึกษาหรือการวิจัย/อาจารย์สถาบันอุดมศึกษา นักพัฒนา/ออกแบบ ในเชิงระบบหรือการ วิจัย เน้นขั้นตอนในการออกแบบหรือพัฒนา เป้าหมายในการพัฒนาจะเน้นผลสัมฤทธิ์ในการเรียนรู้ ของผู้เรียนในภาพรวม เช่น รูปแบบของเคมพ์ (Kamp, 1994) ผลที่ได้จากการออกแบบ เป็นรูปแบบ การสอน ระบบการสอน สื่อนวัตกรรมการเรียนรู้ 2) ร ะ ด ั บ จ ุ ด ม ุ ่ ง ห ม า ย ข อ ง ก า ร เ ร ี ย น ร ู ้ ( learning domains level) เป็นการออกแบบการจัดการเรียนรู้ ที่ใช้จุดมุ่งหมายของการเรียนรู้ทั้ง 3 ด้านของบลูม (Bloom, 1976) เป็นการออกแบบการจัดการเรียนรู้ที่มุ่งพัฒนาการเรียนรู้ของผู้เรียนเป็นเฉพาะด้านเฉพาะ ศาสตร์ ขั้นตอนการออกแบบจะเป็นวิจัย ผ่านการทดลองใช้ผลที่ได้จากการออกแบบจะเป็นรูปแบบ การสอน/วิธีสอน เช่น รูปแบบการสอนเน้นการสร้างความคิดรวบยอด (concept attainment) ของ จอยส์ เวลล์ (Joyce Weil) รูปแบบการสอนแบบใช้ปัญหาเป็นฐาน (problem-based learning) เป็นต้น 3) ระดับชั้นเรียน (classroom level) การออกแบบการจัดการเรียนรู้ที่ครู ดำเนินการเอง สำหรับนำไปใช้ในห้องเรียน การออกแบบอาจเป็นการออกแบบปกติ (กำหนด


14 รายละเอียดของหัวข้อ การสอนตามลำดับ) หรืออาจเป็นการออกแบบ แบบย้อนกลับ (backward design) ซึ่งนำ รูปแบบการสอน วิธีการสอนที่ได้จากการออกแบบในระดับทั่วไป/ระดับจุดมุ่งหมาย มาใช้ผลที่ได้จะเป็นแผนการจัดการเรียนรู้ระดับรายวิชา หน่วยการเรียนรู้และแผนการจัดการเรียนรู้


1 บทที่ 5 การออกแบบและพัฒนาสื่อการเรียนการสอนประเภทมัลติมีเดีย 5.1 การออกแบบและพัฒนาสื่อการเรียนการสอนประเภทมัลติมีเดียสื่อประสม (Multimedia) 5.1 สื่อประสม เป็นสื่อที่เกิดจากกระบวนการนำสื่อประเภทวัสดุอุปกรณ์ เครื่องมือ และเทคนิควิธีการ มาใช้ร่วมกันซึ่งมีทั้งภาพ เสียง ตัวอักษร และลักษณะพิเศษที่สร้างความสนใจให้แก่ผู้เรียนได้มากกว่า สื่อดั้งเดิม หรือสื่อเดี่ยวที่มีการนำเสนอภาพอย่างเดียว เสียงอย่างเดียว หรืออักษรอย่างเดียว โดยรูปแบบของมัลติมีเดีย ตอบสนองการเรียนรู้ได้หลายรูปแบบ ได้แก่ การเรียนคนเดียว การเรียนร่วมกันเป็นกลุ่มเล็ก-ใหญ่ หรือการเรียนผ่านเว็บ เป็นต้น ปัจจุบันสื่อประสมกลายเป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ซึ่งสามารถนำไปใช้ได้ 2 ลักษณะ คือ 1. มัลติมีเดียเพื่อการนำเสนอ (Presentation Multimedia) มัลติมีเดียลักษณะนี้เน้นสร้างความสนใจ ความตื่นตาตื่นใจน่าติดตาม โดยนำเสนอหรือถ่ายทอดผ่านตัวอักษร ภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหวและเสียง เพื่อให้ผู้เรียนเข้าใจเนื้อหาที่ ต้องการนำเสนอได้มากขึ้น ทั้งนี้ยังสามารถสอดแทรกวิดีโอต่างๆเข้าไว้ในมัลติมีเดียเพื่อให้ผู้เรียนได้ เห็นภาพและเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น มัลติมีเดียเพื่อการนำเสนอเหมาะสำหรับผู้สอนใช้ ประกอบการนำเสนอเนื้อหาและประสบการณ์การเรียนรู้ และเหมาะสำหรับ ผู้เรียนในการนำเสนอ เนื้อหาที่ได้จากการศึกษาค้นคว้าเพื่อการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในห้องเรียนหรือผ่านระบบ อินเทอร์เน็ต ซึ่งผู้สอนสามารถประเมินผู้เรียนได้ทั้งความสามารถในการสร้างสรรค์ความรู้ (Create content) และ ความสามารถในการนำเสนอเนื้อหา (disseminate information) 2. มัลติมีเดียปฏิสัมพันธ์ (Interactive Multimedia) มัลติมีเดียลักษณะนี้มุ่งเน้นให้ผู้เรียนสามารถโต้ตอบและสื่อสารกับสื่อได้ โดยตรงผ่านโปรแกรม มัลติมีเดียที่มีสื่อหลายมีมิติ (Hypermedia) ที่เนื้อหาภายในสามารถเชื่อมโยง (Link) ถึงกัน มัลติมีเดียลักษณะนี้ นอกจากผู้เรียนสามารถเรียกดูข้อมูลได้หลากหลายเช่นเดียวกับ มัลติมีเดียเพื่อการนำเสนอแล้ว ผู้เรียนยังสามารถสื่อสารโต้ตอบกับบทเรียนผ่านการคลิกเมาส์ แป้นพิมพ์ หรืออุปกรณ์อื่นๆโดยผู้เรียนสามารถสื่อสารกับคอมพิวเตอร์ได้ว่าต้องการอะไร เช่น ต้องการเรียนบทเรียนเพิ่มเติม หรือต้องการเรียนเนื้อหาบทถัดไป เพียงแค่คลิกที่สัญลักษณ์ หรือ ข้อความแสดงการเชื่อมโยงโปรแกรมจะแสดงภาพหรือเนื้อหาที่ต้องการให้ผู้เรียนได้ทันทีทันใด ทั้งนี้ ผู้เรียน สามารถวัดความรู้หรือประเมินความสามารถของตนเองจากการเรียนรู้ได้ด้วยการทำ แบบทดสอบหรือแบบฝึกต่าง ๆ โดยโปรแกรมสามารถประมวลผลการทำแบบทดสอบให้ผู้เรียนหลัง ทำแบบทดสอบทันที ทั้งยังสามารถตรวจสอบได้ว่า ตนเองทำผิดข้อใด ซึ่งมัลติมีเดียลักษณะ ปฏิสัมพันธ์นี้จะช่วยดึงดูดผู้เรียนให้สนใจในเนื้อหา และกระตุ้นการตอบสนอง ของผู้เรียนอยู่ ตลอดเวลา สามารถเรียนซ้ำ ๆ ทำแบบฝึกหัดซ้ำๆ ได้เท่าที่ต้องการ ทำให้กระบวนการเรียนรู้ของ ผู้เรียนประสบความสำเร็จตามเป้าหมายหรือจุดประสงค์ที่กำหนดไว้ได้ บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน (Computer-assisted Instruction: CAI) เป็นรูปแบบบทเรียน คอมพิวเตอร์ที่อยู่ในลักษณะของ มัลติมีเดียปฏิสัมพันธ์ ซึ่งเดิมใช้นำเสนอเนื้อหาและกิจกรรมการเรียนการสอนที่ผู้เรียนสามารถศึกษา


2 เรียนรู้ได้ด้วยตนเองจากแผ่น CD-ROM แต่ต่อมามีช่องทางการนำเสนอบทเรียนมัลติมีเดียเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะผ่านระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ซึ่งสามารถนำเสนอบทเรียนมัลติมีเดียไปรวมไว้บนหน้า เว็บไซต์ที่อนุญาต ให้ผู้เรียนเข้าถึงข้อมูลได้พร้อมกันทุกที่ทุกเวลา รวมทั้งอนุญาตให้ผู้เรียนและผู้สอน เกิดปฏิสัมพันธ์ระหว่างกันแบบทันทีทันใดผ่านช่องทางสนทนาบนเว็บที่บทเรียนมัลติมีเดียนั้นอาศัยอยู่ บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนแบ่งออกเป็นหลายประเภทตามลักษณะของ วัตถุประสงค์ของการนำบทเรียนคอมพิวเตอร์ไปใช้ดังนี้ 1. บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนประเภทสอนเสริม (Tutorial) มีวัตถุประสงค์เพื่อใช้ในการนำเสนอเนื้อหาใหม่หรือเพื่อทบทวนเนื้อหาที่ผู้สอนได้สอนแล้วในห้องเรียน โดยเน้นความรู้ความเข้าใจเนื้อหาซึ่งช่วยเสริมสร้างความเข้าใจในมโนทัศน์ (Concept) ที่ได้เรียน มาแล้วในชั้นเรียน หลังจากเรียนรู้เนื้อหาแล้วจะมีแบบทดสอบให้ผู้เรียนได้ฝึกทำ บทเรียน คอมพิวเตอร์ประเภทนี้มี 2 รูปแบบ คือ 1.1 แบบเส้นตรง (Linear Program) ลักษณะของบทเรียนแบ่งเป็นเฟรม ๆ ตั้งแต่เฟรมแรกจนถึงเฟรม สุดท้ายในเรื่องนั้น ๆ แล้วให้ผู้เรียนตอบคำถามท้ายบทเรียนให้ผ่านก่อนจึง จะสามารถไปเรียนเนื้อหาในบทหรือหน่วยถัดไป ซึ่งถ้าผู้เรียนทำแบบทดสอบไม่ผ่านเกณฑ์ต้องกลับไป ทบทวนบทเรียนใหม่แล้วกลับมาท าแบบทดสอบอีกครั้งจนผ่าน จึงสามารถเรียนบทเรียนถัดไปได้ 1.2 แบบสาขา (Branching Tutorial) เป็นการเสนอเนื้อหาและบทเรียน หลายๆหัวข้อ แล้วให้ผู้เรียน เลือกเรียนได้ตามความต้องการ แต่ละบทเรียนมีแบบฝึกหัดหรือ แบบทดสอบให้ผู้เรียนทำซึ่งแม้ผู้เรียนจะทำไม่ผ่าน ก็สามารถข้ามไปเรียนบทเรียนอื่นได้ (ทั้งนี้ขึ้นอยู่ กับการออกแบบของผู้สอน) บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนแบบสาขา เหมาะกับบทเรียนที่มีเนื้อหา มาก ๆ และแบ่งเนื้อหาเป็นหัวข้อย่อย ๆ ตามความเหมาะสม 2. บทเรียนคอมพิวเตอร์ประเภทการฝึกหัด (Drill and Practice) เป็นการออกแบบบทเรียนเพื่อการทบทวนทำแบบฝึกหัดและฝึกทักษะเฉพาะอย่าง เช่น การสะกดคำ การอ่าน และฝึกทักษะทางคณิตศาสตร์ เป็นต้น 3. บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนประเภทจำลองสถานการณ์ (Simulation) เป็นโปรแกรมที่ช่วยจำลองสถานการณ์หรือสิ่งแวดล้อมต่างๆให้แก่ผู้เรียน เนื่องจากบางครั้งการฝึก และทดลองจริงอาจจะราคาแพงหรือมีความเสี่ยงที่จะเกิดอันตรายสูง จึงใช้วิธีการจำลองสถานการณ์ และสภาพแวดล้อมด้วยคอมพิวเตอร์แทน ซึ่งการจำลองสถานการณ์แบ่งเป็น 2 รูปแบบ คือ 3.1 แบบกฎตายตัว (Determinative) เป็นการจำลองสถานการณ์จากสูตร หรือกฎที่ตายตัว เช่น เรื่อง แรงโน้มถ่วง การไหลของกระแสไฟฟ้า กฎของโอห์ม เป็นต้น 3.2 แบบน่าจะเป็น (Probabilistic) เช่น การฝึกขับเครื่องบิน การทดลองทาง เคมี การจราจร การท า โมเดล เป็นต้น 4. บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนประเภทการแก้ปัญหา (Problem-solving) เป็นการสร้างบทเรียนสำหรับใช้ในการเรียนรู้วิธีคิดแก้ปัญหา เป็นโปรแกรมที่ซับซ้อนมาก ต้องใช้ เทคนิคและวิธีการหลายๆอย่างมาใช้ร่วมกันทั้งรูปแบบเกม การจำลองสถานการณ์และต้องอาศัย นักเขียนโปรแกรมมาช่วยด้านเทคนิค 5. บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนประเภทเกมการศึกษา (Instructional Games) เป็นบทเรียนที่มีลักษณะเด่นที่รวมความสนุกสนานเพลิดเพลินเข้ามาใส่ไว้ในบทเรียน ซึ่งสามารถดึงดูด และกระตุ้นความสนใจผู้เรียนได้ตลอดเวลา มีความท้าทาย ทำให้ผู้เรียนมีความพยายามที่จะทำให้


3 สำเร็จเพื่อเอาชนะเกมให้ได้ เน้นการปฏิสัมพันธ์ ระหว่างผู้เรียนกับคอมพิวเตอร์หรือโปรแกรม อย่างมาก จึงจำเป็นต้องมีการแสดงผลแบบทันทีทันใด (Real-time feedback) หลักการออกแบบ และพัฒนาสื่อมัลติมีเดียปฏิสัมพันธ์ การออกแบบการเรียนการสอน (Instructional Design) เป้าหมายหลักของการจัดการเรียนการสอน คือ การทำสำเร็จบรรลุตามเป้าหมายและจุดประสงค์ที่ กำหนดไว้ในกิจกรรมการเรียนการสอน กระบวนการออกแบบการเรียนการสอนจึงเป็นกุญแจสำคัญที่ จะทำให้การจัดการเรียนการสอนบรรลุเป้าหมายได้ซึ่งในการออกแบบการเรียนการสอนมีกุญแจ สำคัญ 4 ประการ ได้แก่ 1. What to teach (ต้องการสอนอะไร) 2. Who will accomplish (ผู้เรียนคือใคร) 3. How to teach (มีวิธีการหรือกระบวนการเรียนการสอนอย่างไร) 4. How to evaluate (มีวิธีการประเมินผลอย่างไร) หากสามารถไขกุญแจทั้ง 4 ประการนี้ได้สำเร็จการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน ก็จักสำเร็จไปด้วย ทั้งนี้การออกแบบการเรียนการสอนในบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนจำเป็นต้อง กำหนดลำดับขั้นตอนไว้ให้ชัดเจนเพื่อไม่ให้ผู้สอนเกิด ความสับสนในขณะพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ ช่วยสอน ซึ่งขั้นตอนที่มักนำมาใช้กันคือ The Events of Instruction ของ Gagne (1992) ประกอบด้วยขั้นตอนกระบวนการเรียนการสอน 9 ขั้นตอนดังนี้ 1. การกระตุ้นความสนใจ (Gaining Attention) 2. การแจ้งจุดประสงค์การเรียนรู้ให้ผู้เรียนทราบ (Informing Learner of Lesson objective) 3. การกระตุ้นให้ระลึกถึงความรู้เดิม (Stimulating Recall of Prerequisite Learning) 4. การนำเสนอสิ่งเร้าหรือเนื้อหาใหม่ (Presenting the Stimulus Materials) 5. การแนะแนวทางการเรียนรู้ (Providing Learning Guide) 6. การกระตุ้นให้แสดงความสามารถ (Eliciting the Performance) 7. การให้ข้อมูลป้อนกลับ (Providing Feedback about Performance Correctness) 8. การประเมินผลการแสดงออก (Assessing the Performance) 9. การส่งเสริมความคงทนและการถ่ายโอนการเรียนรู้ (Enhancing Retention and Transfer) การออกแบบและพัฒนาสื่อมัลติมีเดียโดยใช้ ADDIE Model ADDIE Model เป็นรูปแบบระบบการเรียนการสอนที่นิยมนำมาใช้ในการออกแบบและพัฒนาสื่อการเรียนการสอน เนื่องจากเป็นรูปแบบที่ง่ายและมีขั้นตอนชัดเจนสามารถนำไปใช้ได้กับการออกแบบและพัฒนาสื่อ หลายรูปแบบโดยเฉพาะการพัฒนาสื่อมัลติมีเดียลักษณะต่าง ๆ ขั้นตอนของ ADDIE Model ประกอบด้วย 1. Analysis (การวิเคราะห์) 2. Design (การออกแบบ) 3. Development (การพัฒนา)


4 4. Implementation (การนำไปใช้) 5. Evaluation (การประเมินผล) 5.2 ข้อดีและข้อจำกัดของสื่อมัลติมีเดียเพื่อการศึกษา 5.2.1 ข้อดี 1. เทคโนโลยีด้านสื่อมัลติมีเดียช่วยให้การออกแบบบทเรียน ตอบสนองต่อแนวคิด และทฤษฎีการเรียนรู้มากยิ่งขึ้น รวมทั้งส่งผลโดยตรงต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน การวิจัยที่ผ่านมา แสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพของสื่อมัลติมีเดียว่า สามารถช่วยเสริมการเรียนรู้ ทำให้ผู้เรียนมี ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่สูงขึ้นได้ 2. สื่อมัลติมีเดียในรูปแบบของซีดีรอม ใช้ง่าย เก็บรักษาง่าย พกพาได้สะดวก และสามารถทำสำเนาได้ง่าย 3. สื่อมัลติมีเดียเป็นสื่อการสอนที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ด้วยตนเองตาม ศักยภาพ ความต้องการ และความสะดวกของตนเอง สามารถสร้างสถานการณ์จำลอง จำลองประสบการณ์ ตลอดจนส่งเสริมให้ผู้เรียนมีปฏิสัมพันธ์กับสื่อให้เกิดการเรียนรู้ด้วยตนเอง 4. ในปัจจุบันมีโปรแกรมช่วยสร้างบทเรียน (Authoring Tools) ที่ง่ายต่อการใช้งานทำ ให้บุคคลที่สนใจทั่วไปสามารถสร้างบทเรียนสื่อมัลติมีเดียใช้เองได้ 5. ผู้สอนสามารถใช้สื่อมัลติมีเดียเพื่อสอนเนื้อหาใหม่ เพื่อการฝึกฝน เพื่อเสนอสถานการณ์จำลอง และเพื่อสอนการคิดแก้ปัญหา ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ของการ นำไปใช้เป็นประการสำคัญ รูปแบบต่างๆ ดังกล่าวนี้จะส่งผลดีต่อการเรียนรู้ วิธีการเรียนรู้ และรูปแบบการคิดหาคำตอบ 6. สื่อมัลติมีเดียช่วยสนับสนุนให้มีสถานที่เรียนไม่จำกัดอยู่เพียงห้องเรียนเท่านั้น ผู้เรียนอาจเรียนรู้ที่บ้าน ที่ห้องสมุด หรือภายใต้สภาพแวดล้อมอื่นๆ ตามเวลาที่ ตนเองต้องการ 7. เทคโนโลยีสื่อมัลติมีเดีย สนับสนุนให้เราสามารถใช้สื่อมัลติมีเดียกับผู้เรียนได้ ทุกระดับอายุ และความรู้ หลักสำคัญอยู่ที่การออกแบบให้เหมาะสมกับผู้เรียนเท่านั้น 8. สื่อมัลติมีเดียที่มีคุณภาพ นอกจากจะช่วยให้เกิดความคุ้มค่าในการลงทุนของโรงเรียน หรือหน่วยงานแล้ว ความก้าวหน้าของระบบครือข่าย ยังช่วยส่งเสริมให้การใช้สื่อมัลติมีเดีย เป็นประโยชน์ต่อสถานศึกษาอื่นๆ อีกด้วย 5.2.2 ข้อจำกัด 1. ถึงแม้ว่าขณะนี้ราคาของเครื่องคอมพิวเตอร์ และค่าใช้จ่ายต่าง ๆ เกี่ยวกับ คอมพิวเตอร์จะ ลดลงมากแล้วก็ตาม แต่การที่จะนำคอมพิวเตอร์มาใช้ในวงการศึกษาในบางสถานที่ นั้นจำเป็นต้อง มีการพิจารณากันอย่างรอบคอบเพื่อให้คุ้มกับค่าใช้จ่าย ตลอดจนการดูแลรักษาด้วย 2. การออกแบบสื่อมัลติมีเดียเพื่อการศึกษาที่มีคุณภาพเหมาะสมตามหลักทางจิตวิทยา และการเรียนรู้นับว่ายังมีน้อย เมื่อเทียบกับการออกแบบโปรแกรมเพื่อใช้ในวงการด้านอื่น ๆ ทำให้สื่อมัลติมีเดียเพื่อการศึกษามีจำนวน และขอบเขตจำกัดที่จะนำมาใช้ในการเรียนวิชาต่าง ๆ 3. ในขณะนี้ยังขาดอุปกรณ์ที่ได้คุณภาพมาตรฐานระดับเดียวกัน เพื่อให้สามารถใช้ได้กับ เครื่องคอมพิวเตอร์ต่างระบบกัน 4. การที่จะให้ผู้สอนเป็นผู้ออกแบบสื่อมัลติมีเดียเพื่อการศึกษานั้นเป็นงานที่ต้องอาศัย เวลา สติปัญญา และความสามารถเป็นอย่างยิ่ง ทำให้เป็นการเพิ่มภาระของผู้สอนให้มีมากยิ่งขึ้น


5 5. คอมพิวเตอร์เป็นสื่อที่มีความยุ่งยากในการใช้งาน และความซับซ้อนของระบบการ ทำงานมาก เมื่อเทียบกับสื่ออื่น ๆ 6. มีตัวแปรที่เป็นปัญหานอกเหนือจากการควบคุมมาก เช่น ไฟฟ้าขัดข้อง ระบบ Server เป็นต้น 7. เทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับสื่อมัลติมีเดียมีการเปลี่ยนแปลงเร็วมาก ทำให้ผู้ผลิตสื่อ มัลติมีเดียต้องหาความรู้ให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงเสมอ 8. ในการผลิตสื่อมัลติมีเดียนั้นต้องการทีมงานที่มีความชำนาญในแต่ละด้าน เป็นอย่างมากอีกทั้งต้องมีการประสานงานกันในการทำงานสูง


1 แบบฝึกหัดท้ายบท 1. ข้อใดคือความหมายที่ถูกต้องที่สุดของ"นวัตกรรม" ก.การกระทำที่ไม่เคยมีมาก่อน ข.การกระทำที่รื้อฟื้นมาจากของเดิม ค.การกระทำที่เอาแบบอย่างมาจากที่อื่น ง.การกระทำที่ใช้แนวคิดหรือวิธีปฏิบัติใหม่ๆเพื่อแก้ปัญหาและพัฒนางาน คำตอบ ง.การกระทำที่ใช้แนวคิดหรือวิธีปฏิบัติใหม่ๆเพื่อแก้ปัญหาและพัฒนางาน 2. ข้อใด"ไม่ใช่"แนวคิดพื้นฐานที่ก่อให้เกิดนวัตกรรมการศึกษา ก.เวลาที่ใช้ในการเรียน ข.ความพร้อมของผู้เรียน ค.ความแตกต่างระหว่างบุคคล ง.ความทันสมัยของเทคโนโลยี คำตอบ ง.ความทันสมัยของเทคโนโลยี 3. นวัตกรรมการศึกษามีความสำคัญต่อการจัดการศึกษาอย่างไร ก.ลดความสำคัญในตัวผู้สอน ข.เพิ่มความสำคัญในตัวผู้เรียน ค.ช่วยแก้ไขปัญหาและพัฒนาการจัดการศึกษา ง.เพิ่มความสำคัญทั้งในตัวผู้เรียนและผู้สอน คำตอบ ค.ช่วยแก้ไขปัญหาและพัฒนาการจัดการศึกษา 4. ข้อใดเป็นนวัตกรรมการศึกษาที่เกิดจากแนวคิดพื้นฐานที่ต้องการตอบสนองความแตกต่างระหว่าง บุคคล ก.มหาวิทยาลัยเปิด ข.การเรียนทางไปรษณีย์ ค.การจัดตารางเรียนแบบยืดหยุ่น ง.บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยการสอน คำตอบ ง.บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยการสอน 5. ข้อใดไม่ใช่นวัตกรรมการศึกษาที่เกิดจากแนวคิดพื้นฐานด้านการตอบสนองอัตราการเพิ่มของ ประชากร ก.มหาวิทยาลัยเปิด ข.การศึกษาทางไกล ค.โรงเรียนไม่แบ่งชั้น ง.การจัดการศึกษาผ่านอินเทอร์เน็ต คำตอบ ค.โรงเรียนไม่แบ่งชั้น 6. ข้อใดไม่ใช่เกณฑ์ในการพิจารณาความเป็น"นวัตกรรม"


2 ก.ต้องประดิษฐ์ใหม่เท่านั้น ข.ต้องมีการนำวิธีระบบมาใช้ ค.ต้องมีการพิสูจน์ด้วยการวิจัย ง.ต้องยังไม่เป็นส่วนหนึ่งของงานปัจจุบัน คำตอบ ก.ต้องประดิษฐ์ใหม่เท่านั้น 7. ข้อใดอธิบายความนวัตกรรมการศึกษาได้ชัดเจนที่สุด ก.เป็นสิ่งใหม่ในวงการศึกษา ข.มีการนำมาใช้อย่างเป็นระบบ ค.มีการดำเนินงานโดยใช้กระบวนการวิจัย ง.ได้รับการพิสูจน์จนเป็นที่ยอมรับว่าสามารถแก้ปัญหาและพัฒนาการศึกษาได้ คำตอบ ค.ได้รับการพิสูจน์จนเป็นที่ยอมรับว่าสามารถแก้ปัญหาและพัฒนาการศึกษาได้ 8. นวัตกรรมและเทคโนโลยีมีความคล้ายคลึงกันในด้านใด ก.ความใหม่ ข.มีเป้าหมายเพื่อแก้ปัญหาและพัฒนางาน ค.ความทันสมัย ง.การได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย คำตอบ ข.มีเป้าหมายเพื่อแก้ปัญหาและพัฒนางาน 9. นวัตกรรมและเทคโนโลยีมีความแตกต่างกันในด้านใด ก.การยอมรับในฐานะเป็นส่วนหนึ่งของระบบการใช้งานปัจจุบัน ข.ระบบการใช้งาน ค.ประสิทธิภาพและประสิทธิผล ง.การแก้ปัญหาและพัฒนางาน คำตอบ ก.การยอมรับในฐานะเป็นส่วนหนึ่งของระบบการใช้งานปัจจุบัน 10. นวัตกรรมและเทคโนโลยีมีส่วนเกี่ยวข้องกันอย่างไร ก.นวัตกรรมมักเกิดก่อนเทคโนโลยี ข.เทคโนโลยีมักเกิดก่อนนวัตกรรม ค.นวัตกรรมจะประสบผลสำเร็จได้ต้องพึ่งเทคโนโลยี ง.นวัตกรรมอาจแปรสภาพเป็นเทคโนโลยีและเทคโนโลยีอาจแปรสภาพเป็นนวัตกรรมได้ คำตอบ ง.นวัตกรรมอาจแปรสภาพเป็นเทคโนโลยีและเทคโนโลยีอาจแปรสภาพเป็นนวัตกรรมได้ 11. นวัตกรรม มาจากภาษาอังกฤษคำว่า ก.Innovate ข.Innovation ค.Instructional Materials ง.Teacher assistant


3 คำตอบ ข.Innovation 12. ข้อใดไม่ใช่ปัจจัยสำคัญที่มีอิทธิพล มีผลทำให้เกิดนวัตกรรม ก.แนวความคิดพื้นฐานในเรื่องความแตกต่างระหว่างบุคคล ข.แนวความคิดพื้นฐานในเรื่องความพร้อม ค.แนวความคิดพื้นฐานในเรื่องการใช้เวลาเพื่อการศึกษา ง.ถูกทุกข้อ คำตอบ ง.ถูกทุกข้อ 13.ข้อใดคือความสำคัญต่อการศึกษาของเทคโนโลยีทางการศึกษา ก.ทำให้การเรียนการสอนและการจัดการศึกษามีความหมายมากขึ้น ข.สามารถที่จะสนองในด้านความแตกต่างระหว่างบุคคลได้ ค.ช่วยให้การจัดการศึกษามีพลังมากขึ้น ง.ถูกทุกข้อ คำตอบ ง.ถูกทุกข้อ 14.ข้อใดไม่ใช่ความสำคัญต่อการศึกษาของเทคโนโลยีทางการศึกษา ก.สามารถทำให้การจัดการศึกษาทั้งอยู่บนรากฐานของวิธีการทางวิทยาศาสตร์เป็นที่ยอมรับกันได้ ข.ทำให้การเรียนรู้อยู่แค่เอื้อม ค.ช่วยแก้ปัญหาเรื่องวิธีการจัดการเรียนรู้ ง.ทำให้เกิดความเสมอภาคทางการศึกษา คำตอบ ค.ช่วยแก้ปัญหาเรื่องวิธีการจัดการเรียนรู้ 15.บทบาทของเทคโนโลยีทางการศึกษาที่มีต่อการศึกษาคือข้อใด ก.ช่วยในการสอนให้เห็นภาพพจน์แทนของจริง ข.ช่วยเสริมสร้างให้ความรู้แก่นักเรียนมากยิ่งขึ้น ค.ช่วยให้เกิดมีการแลกเปลี่ยนทัศนะความคิดต่างๆในระหว่างครูกับนักเรียนเป็นไปอย่างดี ง.ถูกทุกข้อ คำตอบ ง.ถูกทุกข้อ 16.เครื่องมือที่สำคัญในการจัดการสารสนเทศในยุคเทคโนโลยี สารสนเทศคืออะไร ก.เทคโนโลยีการสื่อสาร ข.สารสนเทศ ค.คอมพิวเตอร์ ง.ถูกทุกข้อ ตอบ ค.คอมพิวเตอร์ 17.ข้อใดคือประโยชน์ที่ได้จากการนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้กับ การเรียน ก.ตรวจสอบผลการลงทะเบียน ผลการสอบได้


4 ข.สามารถสืบค้นข้อมูลได้จากแหล่งข้อมูลที่มีอยู่ทั่วโลกได้ ค.ติดต่อสื่อสารกับเพื่อน ครู อาจารย์ หรือส่งงานได้ทุกที่ ง.ถูกทุกข้อ ตอบ ง.ถูกทุกข้อ 18.การประยุกต์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์มาใช้ให้เกิดประโยชน์ เป็นความหมายของข้อใด ก.เทคโนโลยีสารสนเทศ ข.เทคโนโลยี ค.สารสนเทศ ง.พัฒนาการ ตอบ ง.เทคโนโลยีสารสนเทศ


5 เอกสารอ้างอิง 1 ชัยยงค์ พรหมวงศ์. (2537). ประสิทธิภาพสื่อการสอนระดับปฐมวัยศึกษา. เอกสารการสอนชุดวิชา สื่อการสอนระดับปฐมวัยศึกษา หน่วยที่ 8-15. พิมพ์ครั้งที่ 4. นนทบุรี: มหาวิทยาลัยสุโขทัย ธรรมาธิราช. ทิศนา แขมมณี. (2559). ศาสตร์การสอน : องค์ความรู้เพื่อการจัดกระบวนการเรียนรู้ที่มี ประสิทธิภาพ. พิมพ์ครั้งที่ 20. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. บวรพันธ์ บุญแก้วสุข. (2558). การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่องเครื่องมือทางภูมิศาสตร์ของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนเทพศิรินทร์นนทบุรี โดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะ. รายงานวิจัยในชั้นเรียน ประกอบการเรียนรายวิชาการวิจัยในชั้นเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้ สังคมศึกษา. สาขาวิชาสังคมศึกษา คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา. พิชิต ฤทธิ์จรูญ. (2559). เทคนิคการวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู้. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย. พิสณุ ฟองศรี. (2551). วิจัยชั้นเรียน : หลักการและเทคนิคปฏิบัติ. พิมพ์ครั้งที่ 6. กรุงเทพฯ : บริษัทด่านสุทธาการพิมพ์จำกัด. ราชบัณฑิตสถาน. (2546). พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542. กรุงเทพฯ : นานมีบุคส์. สำนักงานสภาสถาบันราชภัฏ. (2544). คู่มือการฝึกอบรมการวิจัยในชั้นเรียน. กรุงเทพฯ: เสมาธรรม กระทรวงศึกษาธิการ. เทคโนโลยีทางการศึกษา. ค้นเมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2566 จาก เทคโนโลยีการศึกษา - กระทรวงศึกษาธิการ (moe.go.th). ปรานอม หยวกทอง. 2555. การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ. [ออนไลน์]. แหล่งที่มา https://sites.google.com/site/kroonom/kar-prayukt-chi-the [สืบค้นเมื่อ 14 กุมภาพันธ์ 2566]. เอกสารอ้างอิง 2 สุพรรษา ยวงทอง. “ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีสารสนเทศ ฉบับ ปรับปรุง”, โปรวิชั่น, 2557. จตุชัย แพงจันทร์. “เจาะระบบ Network 3rd Edition”, ไอดีซี, 2555. https://sites.google.com/site/praevisutthikhun/khwam-ru-beuxng-tn-keiyw-kabkhxmphiwtexr-laea-thekhnoloyi-sarsnthes-1 บรรณานุกรม 3 ยุทธนา พันธ์มี. (2557). บทที่ 1 เทคโนโลยีและนวัตกรรมทางการศึกษา. [ออนไลน์]. http://eduweb.kpru.ac.th/wbi/index.php/menu-technology-for-teachers-1-1. เข้าถึงข้อมูลเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์2566.


6 ความเป็นมาของแนวคิดทางเทคโนโลยีการศึกษา. [ออนไลน์]. https://sites.google.com/site/tappycycon/khwam-pen-ma-khxng-naewkhid-thangthekhnoloyi-kar-suksa/-naewkhid-thi-2-nen-withi-kar-sux-xupkrn-withi-kar. เข้าถึงข้อมูลเมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์2566. ความหมายของ นวัตกรรมการศึกษาและเทคโนโลยีทางการศึกษา. [ออนไลน์]. http://ceit.sut.ac.th/km/wordpress/?p=138. เข้าถึงข้อมูลเมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์2566. พัฒนาการทางเทคโนโลยีและนวัตกรรม. [ออนไลน์]. https://sites.google.com/site/supoldee/phathnakar-thekhnoloyi-laea-nwatkrrm. เข้าถึงข้อมูลเมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2558. วิวัฒนาการของระบบงานสื่อและเทคโนโลยีการศึกษา. (2550). [ออนไลน์]. http://www.vcharkarn.com/varticle/32423. เข้าถึงข้อมูลเมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2558. Indygirl_Khem.(2554). พัฒนาการของเทคโนโลยีการศึกษา. [ออนไลน์]. http://www.oknation.net/blog/Apinya0936/2013/12/24/entry-1. เข้าถึงข้อมูลเมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2558. เอกสารอ้างอิง 4 ศูนย์พัฒนาทรัพยากรการศึกษา(CARD). หลักการเลือกและใช้สื่อการสอน. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : http://www.elearning.msu.ac.th/opencourse/0503780/Unit04/unit04_006.htm. สำนักพัฒนาเทคนิคศึกษา มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ. สื่อการเรียนการ สอน. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : http://www.stjohn.ac.th/polytechnic/stpoly/rbm/file_ar/54016.pdf. อ้างอิง 5 ข้อดีและข้อจำกัดของสื่อมัลติมีเดียเพื่อการศึกษา. (ม.ป.ป). เข้าถึงได้จาก: https://www.thaiedunet.com/cet/html/multimedia/multi…/07/adv_multi.html (สืบค้น เมื่อ 11 ธันวาคม 2558)


7 ณัฐกร สงคราม. (2553). การออกแบบและพัฒนามัลติมีเดียเพื่อการเรียนรู้. กรุงเทพ: สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สุรศักดิ์ ปาเฮ. (2555). สื่อมัลติมีเดียเพื่อการศึกษา. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: https://sites.google.com/site/nilobonnoeyps/x (สืบค้นเมื่อ 11 ธันวาคม 2558)


Click to View FlipBook Version