ภารกจิ ของโรงเรียนคาทอลกิ
“พฒั นาคนท้งั ครบ เป็ นคนเพื่อผู้อ่ืน”
การพฒั นาคนในทศั นะของชาวคริสต์
พระคริสตเจา้ ทรงเป็นรากฐานของการอบรม
มนุษยพ์ บความครบครันในองคพ์ ระคริสตเจา้
พระองคท์ าใหช้ ีวิตมนุษยค์ รบสมบูรณ์
พระองคท์ าใหช้ ีวติ มนุษยม์ ีความหมาย
แนวทางสาหรับความเป็ นคนครบบริ บูรณ์
มนุษยถ์ ูกสร้างในภาพลกั ษณ์ของพระเป็นเจา้
มนุษยท์ ่ีไดร้ ับการมอบความวางใจจากพระเป็นเจา้ ที่จะ
จดั การครอบคลุมโลก / สิ่งสร้างต่าง ๆ
มนุษยท์ ี่ไดร้ ับพระพรต่าง ๆ จากท้งั ทางธรรมชาติและจาก
พระหรรษทานพระเป็ นเจา้
มนุษยท์ ่ีถูกปลดปล่อยจากความเป็นทาสบาปและถกู ยกข้ึน
เป็ นบุตรบุญธรรมของพระเป็ นเจา้
หลกั ในการอบรม
พระวรสารเป็นกฎเกณฑ์
เป็นเคร่ืองบนั ดาลใจและจุดหมายปลายทาง
เป็นการอบรมมนุษยท์ ้งั ครบ
1
เป็นแบบฉบบั แก่นกั เรียน ชีวิตเป็นความอศั จรรย์ ส่ิงมหศั จรรยต์ ่าง ๆ น้ี เรา
ใหค้ วามหมายคุณค่าพระวรสารในบริบทของวฒั นธรรม สามารถมองเห็นไดจ้ ากส่ิงท่ีใหญ่โตท่ีสุด ไกลตวั ที่สุด
คือจกั รวาล จนกระทงั่ ถึงสิ่งใกลต้ วั ท่ีสุด คือตวั เราเอง
ภารกิจของโรงเรียนคาทอลิก
ชีวิตมนุษยม์ ีชีวิต มีกาย มีจิตใจ มีวญิ ญาณ มีอาเภอใจ
ถา่ ยทอดวฒั นธรรมแบบใชค้ วามคิด และอยา่ งมีแบบแผน อาศยั (Will) มีความคิด ความปรารถนา มีความสร้างสรรค์
ความสวา่ งแห่งความเช่ือ และพลงั แห่งคุณธรรมของคริสตชน โดยรวม มีภาพลกั ษณ์ของพระผสู้ ร้างเรา
วฒั นธรรมเขา้ กบั ความเช่ือ และรวมความเชื่อเขา้ กบั ชีวิต
มนุษยม์ ีความเป็นตวั ตน ความเป็นคน
ดงั น้นั โรงเรียนคาทอลกิ ตอ้ งเป็นกลุม่ ชนท่ีมีจุดหมาย ถา่ ยทอดค่านิยมท่ี นกั เรียนคาทอลิก
ใหช้ ีวติ
เพอ่ื รู้ รู้จกั และรักพระเป็นเจา้ และรับใชพ้ ระองคใ์ น
บรรยากาศของโรงเรียนคาทอลิก โลกน้ี และอยกู่ บั พระองคใ์ นชีวติ หนา้
บรรยากาศท่ีเตม็ ไปดว้ ยจิตตารมณ์เสรีภาพและความรักตามแบบ
เสริมงานสร้างของพระบิดาเจา้ ทาใหส้ งั คมมนุษยด์ ีข้ึน
พระวรสาร โดยอบรมใหเ้ ขา้ ใจชีวติ มนุษย์ ในเหตุการณ์และส่ิงต่างๆ มาก ชีวติ เป็นการเดินทางกลบั บา้ นหาพระบิดา
ยง่ิ ข้ึน ความรู้ตอ้ งเพ่อื รับใชแ้ ละรับผดิ ชอบมากข้ึนต่อเพ่ือนมนุษยแ์ ละ รัก และรับใชเ้ พื่อนมนุษย์ และนาเขาสู่ความจริง
โลกท่ีพระเจา้ มอบใหด้ ูแลรักษา สมั ผสั พระทุกวนั สานึกตนอยตู่ ่อหนา้ พระตลอดเวลา
นกั เรียนทุกคน และสานึกถึงการประทบั ของพระองค์
ชีวิตเป็นพระพรประเสริฐสุด
ชีวิตเป็นความรัก มาจากความรัก แนวทางการจดั การศึกษาคาทอลิก
เนน้ คุณธรรมสาหรับชีวติ ท้งั ทางตรงและทางออ้ ม
บูรณาการศิลธรรม จริยธรรมในสาขาวชิ าต่างๆ และใน
กิจกรรมของโรงเรียน และบรรยากาศของสถานศึกษา
2
เนน้ บทบาทความรับผดิ ชอบต่อสงั คม ส่วนรวม ใช้ 6. ม่งุ คน้ หาวธิ ีการใหม่ ๆ ในการศึกษา อยา่ งมีบูรณาการและเป็น
กระบวนการเสริมสร้างค่านิยม การกล่อมเกลาทาง องคร์ วม โดยเฉพาะท่ีเกี่ยวกบั ระบบนิเวศ
สงั คม เพ่ือใหเ้ กิดความตระหนกั ในการอุทิศตน เพอื่
บาเพญ็ ประโยชนต์ ่อส่วนรวม 7. พทิ กั ษค์ ุม้ ครองและเสริมสร้างโลกใหเ้ ป็นบา้ นท่ีน่าอยรู่ ่วมกนั
ดว้ ยความเชื่อมนั่ วา่ การศึกษาจะตอ้ งเป็นเมลด็ พนั ธุ์แห่ง
ใชว้ ทิ ยาการ เพื่อรับใชช้ ีวิตมนุษยแ์ ละสงั คม ความหวงั คือ ความหวงั แห่งสนั ติสุขและความยตุ ิธรรม ความหวงั แห่ง
ปรับ แยกแยะกระแสแนวคิดต่างๆใหเ้ หมาะสมกบั ความงดงามและความดีงาม ความหวงั แห่งความสมคั รสมานกลมเกลียว
กนั ในสงั คม
บริบททางสงั คม ทอ้ งถิ่น สิ่งแวดลอ้ มและวฒั นธรรม
ของสงั คม คุณค่าพระวรสาร 21 ประการ
เคารพต่อสิทธิหนา้ ท่ี ศกั ด์ิศรีของมนุษย์ และเสรีภาพท่ี
ควบคู่กบั ความรับผดิ ชอบ และเคารพต่อคุณค่าของภูมิ คุณค่าพระวรสาร คือ คณุ ค่าที่พระเยซูสง่ั สอน และเจริญชีวติ เป็น
ปัญญาและวฒั นธรรมของสงั คม แบบอยา่ งแก่บรรดาสานุศิษยแ์ ละประชาชน ดงั ท่ีมีบนั ทึกในพระคมั ภีร์
ปกป้องสิทธิของชนกลุ่มนอ้ ยและคนดอ้ ยโอกาส ตอนที่มีชื่อเรียกวา่ “พระวรสาร” ซ่ึงแปลวา่ “ข่าวดี” คาวา่ “ข่าวดี”
ข้อพนั ธสัญญาเพื่อเปลย่ี นแปลงการศึกษา( GCE) มี 7 ประการ คือ หมายถึงข่าวดีแห่งความรอดพน้ ของมนุษยจ์ ากทุกข์ (อิสยาห์ 61:1) (ลูกา
4:16-18) (อิสยาห์ 35:4-6) (ลูกา 7:22) และข่าวดีแห่งความรักของพระเจา้
1. ใหค้ ุณค่าและศกั ด์ิศรีความเป็นมนุษยเ์ ป็นศูนยก์ ลางการศึกษา ผรู้ ักมนุษย์ จนกระทงั่ ประทานพระบุตรของพระองคม์ าบงั เกิดเป็นมนุษย์
ทุกรูปแบบ เพอื่ ไขแสดงพระองค์ และแสดงพระธรรมแก่มนุษย์ และทาการกอบกู้
มนุษยใ์ หพ้ น้ จากทุกข์ อศั จรรยต์ ่างๆ พระเยซูทรงสิ้นพระชนมบ์ นไม้
2. รับฟังเสียงของเดก็ และเยาวชน เพือ่ ร่วมกนั สร้างอนาคตท่ี กางเขนเพอ่ื ไถก่ มู้ นุษยใ์ หร้ อดพน้ จากบาป และทรงกลบั คืนพระชนมชีพ
ยตุ ิธรรม สนั ติ สุขและทุกคนมีศกั ด์ิศรี เพ่อื บนั ดาลใหม้ นุษยไ์ ดร้ ับชีวติ นิรันดร (ยอห์น 3:16)
3. ส่งเสริมใหเ้ ดก็ และเยาวชนหญิงเขา้ ถึงการศึกษาได้
4. ใหค้ รอบครัวเป็นสถานที่แรกและสาคญั ที่สุดของการศึกษา
5. เปิ ดใจใหก้ บั ผเู้ ปราะบางที่สุดและคนชายขอบ
3
คุณค่าที่ 1 ความเช่ือเป็นพ้ืนฐานของทุกคุณค่า 2. ความจริง (Truth)
คุณค่าท่ี 2-10 คุณค่าที่เป็นหนา้ ท่ีต่อพระเจา้ และต่อตนเอง พระเยซูตรัสวา่ พระองคค์ ือ “หนทาง ความจริง และชีวิต” (ยอห์น 14:6)
ชีวติ ของเราเป็นการแสวงหา ความจริง ความจริงของโลก ของชีวติ และ
คุณค่าท่ี 11 ความรักเป็นจุดม่งุ หมายสูงสุดของทุกคุณค่า ของมนุษย์ พระองคส์ อนเราวา่ ความจริงทาใหเ้ ราเป็นไท (ยอห์น 8:32)
บุคคลท่ีไมซ่ ื่อตรงคือบุตรแห่งปี ศาจผมู้ ีแต่ความเทจ็ (ยอห์น 8:44)
คุณค่าที่ 12-20 คุณค่าท่ีเป็นหนา้ ท่ีต่อผอู้ ่ืนและสิ่งสร้าง
3. การไตร่ตรอง/ภาวนา (Reflection / Prayer)
คุณค่าท่ี 21 ความหวงั เป็นความมนั่ คงของทุกคุณค่า
พระเยซูสอนใหเ้ ราไตร่ตรองอยเู่ สมอ พระองคส์ อนใหเ้ รารู้คุณค่าของ
ความหมายของคุณค่าพระวรสาร ความสงบ (ลกู า 4:42)และการไตร่ตรองเพื่อหาความหมายท่ีลึกซ้ึงของ
ปรากฎการณ์ต่างๆ ที่เกิดข้ึนในชีวติ (ลูกา 12:27;2:51) การไตร่ตรอง
1. ความเชื่อศรัทธา (Faith) นาไปสู่การเขา้ ใจ (มทั ธิว 13:23) ยอมรับ และปฏิบตั ิคุณค่าจนเกิดผล
มากมาย(มาระโก 4:20) พระเยซูภาวนาอยเู่ สมอ (ลกู า 6:12; 22:39)
ความเช่ือศรัทธาหมายถึง ความเชื่อศรัทธาในพระเจา้ (มาระโก 11:22) พระองคภ์ าวนาเป็นพิเศษ เม่ือประกอบภารกิจสาคญั (ลูกา 5:16) เมื่อมี
ความเช่ือในความเป็นจริงที่อยเู่ หนือสิ่งที่เราจบั ตอ้ งมองเห็น ความเชื่อใน การประจญ (มทั ธิว 4:1) (ลูกา 22:46) และเม่ือมีวิกฤติของชีวติ (มทั ธิว
ความเป็นจริงของจิตวญิ ญาณและในมิติทางศาสนาของชีวิต พระเยซูสอน 26:36) พระองคส์ อนเรา ใหภ้ าวนาอยเู่ สมอ (ลูกา 18:1-7)
วา่ หากเรามีความเชื่อศรัทธา อศั จรรยจ์ ะเกิดข้ึนในชีวิตของเรา (ลูกา
17:19) (มทั ธิว 11:23) หากเรามีความเช่ือศรัทธา เราจะไดร้ ับความรอดพน้ 4. มโนธรรม / วิจารณญาณ / ความกลา้ หาญเชิงศีลธรรม (Conscience /
จากบาป (มาระโก 2:5)และทุกข์ (ลูกา 7:50) เราตอ้ ง มีความเช่ือศรัทธา Discernment /Moral Courage)
เม่ือเราภาวนา (มาระโก 11:24) และเมื่อเราอยใู่ นวกิ ฤต (มาระโก 4:39-40)
ความเชื่อศรัทธาเป็นพ้นื ฐานของคุณค่าพระวรสารอ่ืนๆ ท้งั หมด พระเยซูสอนใหเ้ รามีความกลา้ หาญเดด็ เด่ียวในการรักษาศีลธรรม (มทั ธิว
5:30; 18:8)มีมโนธรรมเที่ยงตรง วจิ ารณญาณแยกแยะชวั่ ดี รู้จกั ตดั สินใจ
4
เลือกทางแห่งความดีงาม และยดึ มน่ั ในทางแห่งความดี (ลูกา 18:8) แมใ้ น พระเยซูเช้ือเชิญใหเ้ ราเลยี นแบบพระองค์ “เรียนจากเรา เพราะเรามีใจ
สถานการณ์ที่เราถูกคุกคาม (มทั ธิว 5:10; 24:10, 12-13) อ่อนโยนและสุภาพ” (มทั ธิว 11:29) คาสอนหลกั ที่พระเยซูเนน้ ย้า
บ่อยคร้ังคือ ผใู้ ดถ่อมตวั ลง ผนู้ ้นั จะไดร้ ับการยกยอ่ งใหส้ ูงข้ึน (ลกู า
5. อิสรภาพ (Freedom) 14:11) ผใู้ ดมีใจสุภาพอ่อนโยนผนู้ ้นั ยอ่ มเป็นสุข( มทั ธิว 5:5) ผใู้ ดมีใจ
สุภาพเหมือนเดก็ เลก็ ๆ ผนู้ ้นั จะเป็นผยู้ งิ่ ใหญ่ท่ีสุด ในพระอาณาจกั ร
พระเยซูสอนวา่ “ความจริงทาใหเ้ ราเป็นอิสระ” (ยอห์น 8:32) ซ่ึงหมายถึง สวรรค(์ มทั ธิว 18:4)
ความเป็นอิสระจากการเป็นทาสของบาป เราปฏิบตั ิหนา้ ท่ีของเราดว้ ย
ความเช่ือมน่ั ดว้ ยความรัก มิใช่ดว้ ยความกลวั (ยอห์น 14: 27) (ลกู า 5:10) 9. ความซื่อตรง (Honesty)
6. ความยนิ ดี (Joy) พระเยซูคาดหวงั ใหเ้ ราเป็น “มนุษยใ์ หม่” (ยอหน์ 1:13) มนุษยท์ ่ีซื่อตรง
(มทั ธิว 5:37) ชอบธรรม (ยอห์น 1:47) ประพฤติชอบในสายพระเนตร
ความยนิ ดีเป็นผลของประสบการณ์การสมั ผสั ความรักของพระเจา้ ของพระเจา้ (ลกู า 16:15) ดารงตนอยใู่ นศีลธรรมไม่หนา้ ซ่ือใจคด (มทั ธิว
(ยอห์น 16:22) พระเยซูสอนใหเ้ รามีใจเบิกบานอยเู่ สมอ เพราะช่ือของเรา 23:13-15) ไมค่ ดโกงหรือเบียดเบียนผอู้ น่ื (มทั ธิว 15:8; 23:13-15) ผู้
ถูกจารึกไวใ้ นสวรรคแ์ ลว้ ( ลกู า 10:20) ไมม่ ีส่ิงใดทาใหเ้ ราหวน่ั ไหว หรือ ซ่ือตรงตอ้ งเร่ิมจากการซื่อสตั ย์ ในสิ่งเลก็ นอ้ ย( ลูกา 16:10) ผซู้ ่ือตรงจะ
หวาดกลวั ( ยอห์น 14:1) เพราะพระเจา้ รักเรา (ลูกา 12:7) (ยอห์น 17:13) เกิดผลมากมาย (ลูกา 8:15)
7. ความเคารพ / ศกั ด์ิศรี (Respect / Dignity) 10. ความเรียบง่าย / ความพอเพียง (Simplicity / Sufficiency)
มนุษยถ์ ูกสร้างตามพระฉายาลกั ษณ์ของพระเจา้ มนุษยเ์ ป็นลกู ของพระเจา้ พระเยซูเจริญชีวิตที่เรียบง่าย คลุกคลีกบั ประชาชนคนสามญั ทุกคนเขา้ หา
(ลกู า 20:36)ดงั น้นั ชีวติ มนุษยจ์ ึงมีความศกั ด์ิสิทธ์ิพระเยซูสอนใหเ้ รา พระองคไ์ ดแ้ มแ้ ต่เดก็ ๆ (ลกู า 18:16) พระองคส์ อนเรามิใหก้ งั วลใจใน
เคารพศกั ด์ิศรีของตนเอง และของกนั และกนั เราแต่ละคนมีค่ามากในสาย เครื่องแต่งกาย ในอาหารการกิน เพราะพระเจา้ ดแู ลชีวติ ของเราทุกคน (ลู
พระเนตรของพระเจา้ (มทั ธิว 10:29-31; 18:10)
8. ความสุภาพถอ่ มตน (Humility)
5
กา 12:24-27) (มทั ธิว 6:32) สุนขั จิ้งจอกยงั มีโพรง และนกในอากาศยงั มี เมตตา เหมือนพระบิดาทรงเป็นผเู้ มตตา (ลูกา 6:36) พระองคเ์ ล่านิทาน
รังแต่พระองคไ์ ม่มีท่ีท่ีจะวางศีรษะ (มทั ธิว 8:20) เปรียบเทียบที่น่าฟังเรื่องชาวสะมาเรียผใู้ เมตตา (ลูกา10:33)
11. ความรัก (Love) 13. ความกตญั ญูรู้คุณ (Gratitude)
พระเยซูสอนใหเ้ รามีความรักแท้ ความรักท่ีสูงส่งกวา่ ความรักใคร่ เป็น พระเยซูตรัสชมเชยผทู้ ่ีไดร้ ับการรักษาจากโรคภยั ที่กลบั มาขอบคุณ
ความรักท่ีไม่เห็นแก่ตวั ไมห่ วงั ส่ิงตอบแทน ความรักท่ีมอบแก่ทุกคน พระองค(์ ลกู า 17:16-17) พระเยซูขอบคุณพระเจา้ ในทุกขณะ (มทั ธิว
ความรักที่เอาชนะอารมณ์ความรู้สึกของตนจนกระท้งั สามารถ รักแมแ้ ต่ 15:36) (ลูกา 22:19) (ยอห์น 11:41) และสอนใหเ้ รารู้จกั กตญั ญูรู้คุณต่อ
คนที่เป็นอริกบั เรา( มทั ธิว 5:43-45) หลกั ปฏิบตั ิพ้ืนฐานของการแสดง พระเจา้ และต่อทุกคนที่มีบุญคุณต่อเรา (ลูกา 2:51)
ความรัก คือ “ปฏิบตั ิต่อผอู้ ่ืน ดงั ที่เราอยากใหผ้ อู้ ื่นปฏิบตั ิต่อเรา” (มทั ธิว
22:39) หลกั ปฏิบตั ิข้นั สูงของการแสดงความรัก คือ “รักกนั และกนั 14. การงาน / หนา้ ท่ี (Work / Duty)
เหมือนที่พระเจา้ ทรงรักเรา” (ยอห์น 15:12) ความรักเป็นคุณค่าที่สาคญั
ที่สุด เป็นจุดมงุ่ หมายที่คุณค่าพระวรสารอ่ืนๆท้งั หมดนาไปสู่ พระเยซูสอนใหเ้ ราเห็นคุณค่าของการทางาน ผทู้ ี่ทางานกส็ มควรไดร้ ับ
ค่าตอบแทน( ลูกา10:7) พระองคจ์ ะประทานรางวลั แก่ทุกคนตามการ
12. เมตตา (Compassion) ทางานของแต่ละคน (มทั ธิว 16:27) พระองคท์ างานอยู่ เสมอเหมือนพระ
บิดาทางานอยเู่ สมอ( ยอห์น 5:17) พระองคย์ งั สอนวา่ การทางานเป็นการ
พระเยซูเจริญชีวิตท่ีเป็นแบบอยา่ งของความเมตตา พระองคเ์ มตตาต่อทุก ถวายเกียรติ แด่พระเจา้ (มทั ธิว 5:16) (ยอห์น 15:8; 17:4) เราพึงระลึกอยู่
คน คนเจบ็ ป่ วย(มทั ธิว 20: 34) คนตกทุกขไ์ ดย้ าก (ลกู า 7:13) และคนดอ้ ย เสมอวา่ เราตอ้ งทางานเพอื่ อาหารท่ีคงอยู่ เป็นชีวติ นิรันดร์ (ยอห์น 6:27)
โอกาส (มทั ธิว 9:36) พระองคร์ ่วมทุกขก์ บั คนที่มีความทุกข์ เขา้ ถึง “จงทางานหนกั เพ่อื เขา้ ประตูแคบสู่พระราชยั สวรรค”์ (ลกู า 13:24)
ความรู้สึกและความตอ้ งการของผอู้ ้ืน( ยอห์น 11:33) พระองคส์ อนเราให้
รู้จกั พระเจา้ ผเู้ ป็น พระบิดาผเู้ มตตา( ลูกา 15:20) และสอนใหเ้ ราเป็นผู้ 15. การรับใช้ (Service)
พระเยซูเสดจ็ มาในโลกเพ่อื มารับใชม้ ิใช่มาเพ่ือไดร้ ับการรับใช้ พระองค์
สอนสานุศิษยว์ า่ พระองคผ์ เู้ ป็นพระเจา้ ยงั รับใชพ้ วกเขา (ยอห์น 13:14)
6
ดงั น้นั พวกเขาตอ้ งรับใชผ้ อู้ ่ืนเช่นเดียวกนั ผใู้ หญ่กวา่ จะตอ้ งรับใชผ้ นู้ อ้ ย 23:34) การรู้จกั ใหอ้ ภยั ผอู้ ื่นเกิดข้ึนไดเ้ ม่ือเรารู้จกั เอาชนะความโกรธเคือง
กวา่ ( ลกู า 22:26) ความอาฆาตมาดร้ายทุกชนิด (มทั ธิว 5: 22) การใหอ้ ภยั ของเราตอ้ งไม่มี
ขอบเขตเหมือนที่พระเจา้ ใหอ้ ภยั แก่เราอยา่ งไมม่ ีขอบเขต (ลกู า 17:4)
16. ความยตุ ิธรรม (Justice)
19. ความเป็นหน่ึง / ความเป็นชุมชน (Unity / Community)
พระเยซูสอนใหเ้ ราแสวงหาความยตุ ิธรรมใหก้ บั ผอู้ ื่นก่อนใหก้ บั ตนเอง(
ยอห์น 8:7) ความยตุ ิธรรมเรียกร้องใหเ้ ราเปิ ดใจกวา้ งต่อความตอ้ งการ พระเยซูสอนวา่ มนุษยท์ ุกคนเป็นพีน่ อ้ งกนั ทุกคนมีพระเจา้ เป็นพระบิดา
ของผอู้ ่ืน( ลกู า 18:3) โดยเฉพาะอยา่ งยงิ่ ผทู้ ี่ดอ้ ยกวา่ เรา (ลกู า 16:19-21) องคเ์ ดียวกนั (มทั ธิว 6:9) (ยอห์น 10:30) ดงั น้นั มนุษยจ์ ึงตอ้ งสร้างสงั คม
มนุษยใ์ หน้ ่าอยู่ มีความเป็นพี่เป็นนอ้ งกนั (มาระโก 3:35) มีสายใยยดึ
17. สนั ติ / การคืนดี (Peace / Reconciliation) เหนี่ยวกนั อยา่ งมน่ั คง (ยอห์น 15:12) ไมว่ า่ เราจะอยใู่ นหน่วยใดของสงั คม
ท้งั บา้ น โรงเรียน และทอ้ งถิ่น เราตอ้ งแสดงความเป็นเจา้ ของ การมีส่วน
พระเยซูตรัสวา่ พระองคม์ อบสนั ติของพระองคแ์ ก่เรา (ยอห์น 14:27) ร่วมในชีวิตของชุมชนน้นั ๆ (ยอห์น 13:35)
สนั ติเป็นผลมาจากความยตุ ิธรรม เราสามารถนาสนั ติสู่สงั คมท่ีเราอยโู่ ดย
มีความสมั พนั ธ์ท่ีดีต่อกนั และกนั ( ลกู า 10:6)(มทั ธิว 5:9) มีใจที่ปล่อยวาง 20. การพิศเพง่ สิ่งสร้าง / รักษธ์ รรมชาติ (Wonder / Conservation)
หลุดพน้ จากความวา้ วนุ่ ใจ หลีกเล่ียงความรุนแรงทุกชนิด และเม่ือมีความ
ขดั แยง้ เราตอ้ งพร้อมท่ีจะคืนดีเสมอ( มทั ธิว 5:24) การคืนดีเป็นผลจาก พระเยซูสอนใหเ้ รามองดูความสวยงามของธรรมชาติ ดวงดาวบนทอ้ งฟ้า
การเคารพซ่ึงกนั และกนั และใจเปิ ดต่อการเสวนา (ลูกา 10:20) นกที่บินในอากาศ (ลูกา 12:24) ดอกไมใ้ นทุ่งหญา้ (ลกู า
12:27) แลว้ มองเห็นความยง่ิ ใหญ่ของพระผสู้ ร้างธรรมชาติ มองเห็นความ
18. อภยั (Forgiveness) น่าพิศวงของธรรมชาติ ที่ถกู สร้างมาเพ่อื ใหม้ นุษยเ์ อาใจใส่ดูแล(มทั ธิว
11:27) เราจึงตอ้ งหวงแหนธรรมชาติ อนุรักษส์ ่ิงแวดลอ้ ม พิทกั ษโ์ ลกของ
พระเยซูสอนศิษยใ์ หภ้ าวนาต่อพระบิดาเสมอๆ วา่ “โปรดอภยั แก่ขา้ พเจา้ เราใหอ้ นุชนรุ่นหลงั
เหมือนที่ขา้ พเจา้ อภยั ใหผ้ อู้ ื่นท่ีทาผดิ ต่อขา้ พเจา้ ” (ลกู า 11:3-4) พระเยซู
เล่านิทานของบิดาผใู้ จดีที่ใหอ้ ภยั แก่ลกู ท่ีลา้ งผลาญทรัพยส์ มบตั ิของบิดา 7
(ลูกา 15:11-24) พระเยซูใหอ้ ภยั แก่ผทู้ ี่ตรึงพระองคบ์ นกางเขน (ลูกา
21. ความหวงั (Hope) 4. การบูรณาการแบบขา้ มวชิ า (Transdisciplinary)
ความหวงั มีพ้ืนฐานอยบู่ นคาสญั ญาของพระเยซูวา่ พระองคม์ าเพื่อกอบกู้ ลกั ษณะการจดั การเรียนรู้แบบบูรณาการ
มนุษยท์ ุกคน ใหไ้ ดค้ วามรอดพน้ จากบาป และมีชีวติ นิรันดร์ (ยอห์น 1. บูรณาการระหวา่ งความรู้และกระบวนการเรียนรู้
3:15; 6:40) ความหวงั ทาใหเ้ รามีความอดทนพากเพยี ร และมนั่ คงใน 2. บูรณาการระหวา่ งพฒั นาการความรู้และทางจิตใจ
ความดี ความหวงั ยงั ทาใหเ้ ราคิดบวก มอโงลกในแง่ดี เราหวงั ในพระเจา้ 3. บูรณาการระหวา่ งความรู้และการกระทา
มิใช่ในวตั ถุ (ลูกา 6:35) (มทั ธิว 12:21) ความหวงั เป็นแรงบนั ดาลใจใหเ้ รา 4. บูรณาการระหวา่ งส่ิงท่ีเรียนรู้ในโรงเรียนและชีวิตประจาวนั
ยดึ มน่ั ในคุณค่าพระวรสารอื่นๆ ท้งั หมด 5. บูรณาการระหวา่ งวชิ าต่างๆ
การบูรณาการคุณค่าพระวรสารในการจดั การเรียนรู้ บูรณาการคุณค่าพระวรสารในการจัดการเรียนรู้
1. บูรณาการในกระบวนการเรียนรู้
การจดั การเรียนรู้แบบบูรณาการ (Integrated Learning 2. บูรณาการในเน้ือหา
Management) หมายถึง กระบวนการจดั ประสบการณ์การเรียนรู้ตาม
ความสนใจ ความสามารถ โดยเชื่อมโยงเน้ือหาสาระของศาสตร์ต่างๆ ที่ กระบวนการจดั การเรียนรู้แบบบูรณาการ
เก่ียวขอ้ งสมั พนั ธ์กนั ใหผ้ เู้ รียนเปล่ียนแปลงพฤติกรรม สามารถนาความรู้
ทกั ษะและ เจตคติ ไปสร้างงาน แกป้ ัญหาและใชใ้ นชีวิตประจาวนั ไดด้ ว้ ย • ตอ้ งมีการจดั กิจกรรมการเรียนการสอนท่ีเนน้ ผเู้ รียนเป็นสาคญั
ตนเอง • มีวิธีการที่หลากหลายใหผ้ เู้ รียนไดเ้ รียนรู้
• ใชเ้ ทคนิคการเรียนการสอนที่ผสมผสานกนั
รูปแบบบูรณาการ • ฝึ กใหผ้ เู้ รียนคน้ หาคาตอบดว้ ยวธิ ีต่างๆ
• เนน้ การทางานร่วมกนั
1. การบูรณาการแบบสอดแทรก (Infusion) • มีงานกลุ่มหรืองานเด่ียวผสมผสานกนั ไป
2. การบูรณาการแบบขนาน (Parallel) • เนน้ การใหผ้ เู้ รียนมีส่วนร่วมในประสบการณ์จริง
3. การบูรณาการแบบสหวทิ ยาการ (Multidiscipline)
8
รูปแบบการจดั การเรียนรู้บูรณาการคุณค่าพระวรสาร 2. คดิ รอบคอบ ซ่ึงแบ่งออกไดเ้ ป็น 2 ขอ้
เทคนิคการเรียนรู้ด้วยการรับใช้สังคม 2.1 การทบทวนความรู้ คือ การท่ีครูและนกั เรียน
ร่วมกนั ทบทวนความรู้ ความเขา้ ใจ ประสบการณ์ และความสามารถของ
การจดั การเรียนรู้แบบไตร่ตรอง นกั เรียนแต่ละคน ดว้ ยการอภิปราย ซกั ถามถึงประสบการณ์ท่ีเกี่ยวขอ้ ง
กบั เร่ืองที่สนใจ หรือใชก้ ิจกรรมต่างๆในการทบทวนความรู้เดิม เป็นตน้
การเรียนรู้แบบ MCCP ฯลฯ
2.2 การนาเสนอความรู้ใหม่ และวิธีการเรียนรู้
เทคนิคการเรียนรู้ด้วยการรับใช้สังคม หมายถึง การครูที่ช่วยใหน้ กั เรียนไดร้ ับความรู้ใหม่ อาศยั การใชว้ ิธีการ
เรียนรู้ต่างๆ เพ่อื ใหน้ กั เรียนสามารถวางแผนและเรียนรู้อยา่ งเป็นข้นั ตอน
เทคนิคการเรียนรู้ดว้ ยการรับใชส้ งั คม มี 6 องคป์ ระกอบหลกั ตามเป้าหมายที่ต้งั ไว้ โดยที่ครูช่วยเหลือในการแสวงหาความรู้ในรายวชิ า
และการเรียนรู้ดว้ ยการรับใชส้ งั คม ประกอบดว้ ย 4 องคป์ ระกอบยอ่ ย และวิธีการเรียนรู้ดว้ ยโครงการ
ดงั น้ี
3. ประกอบกจิ หมายถึง การท่ีนกั เรียนแบ่งกลุ่มปฏิบตั ิการตาม
1.1 การเรียนวชิ าการ โดย การกาหนดวตั ถปุ ระสงคก์ าร ความสนใจ ทาการศึกษาปัญหา สามารถเขียนโครงการ วางแผน
เรียนรู้ การศึกษาชุมชน การกาหนดปัญหา การแบ่งกลมุ่ เพ่อื ศึกษาปัญหา ปฏิบตั ิการ และปฏิบตั ิการ โดยการแบ่งงานกนั ทาในกลุ่ม ตามความสนใจ
ที่สนใจ การเขียนโครงการการรับใชส้ งั คม การวางแผนการปฏิบตั ิการ ความถนดั ความสามารถ โดยที่ร่วมกนั ทาอยา่ งใกลช้ ิด หรือต่างคนต่างทา
การพฒั นาความรู้ความสามารถท่ีเก่ียวขอ้ ง การเรียนเน้ือหาในรายวชิ า แลว้ นาผลมารวมกนั หรือการทางานส่วนบุคคลแต่ปรึกษาหารือกนั ได้
โดยจดั กิจกรรมการเรียนการสอนวิชาการ ตามข้นั ตอนการสอน 5 ข้นั ซ่ึง โดยท่ีครูใหค้ าแนะนาช่วยเหลือและเป็นท่ีปรึกษาโครงการต่างๆ
มีคาศพั ทเ์ ฉพาะไวด้ งั น้ี
4. พนิ ิจไตร่ตรอง หมายถึง การท่ีครูใหเ้ วลานกั เรียนในการ
1. ต้งั เขม็ ทิศ หมายถึง ครูและนกั เรียนร่วมกนั พจิ ารณากาหนด ไตร่ตรองผลจากการปฏิบตั ิท้งั ส่วนตวั และร่วมกนั ท้งั จากการเรียนรู้ใน
จุดประสงคก์ ารเรียนรู้ใหค้ รอบคลุมเน้ือหาและคดั เลือกเรื่องต่างๆท่ีจะ หอ้ งเรียน และจากประสบการณ์ท่ีไดร้ ับจากการไปปฏิบตั ิกิจกรรมการรับ
ศึกษาในรายวิชา โดยสอดคลอ้ งกบั จุดประสงคข์ องแนวคิดการรับใช้ ใชส้ งั คม โดยการพดู การเขียน การรายงาน เป็นตน้ ซ่ึงเป็นการสะทอ้ น
สงั คม รวมถึงการระบุชุมชนของนกั เรียน การเลือกปัญหาท่ีมีความสนใจ ความรู้สึกจากการเรียนรู้ และงานที่ทาไป โดยครูนาเสนอและตกลง
และเก่ียวขอ้ งกบั จุดประสงคข์ องรายวชิ า
9
วิธีการไตร่ตรองและกาหนดเวลาในการไตร่ตรองรวมถึงการให้ การสงั เกตพฤติกรรม รวมถึง การประเมินกิจกรรมการรับใชส้ งั คม, การ
คาแนะนา การตรวจสอบการไตร่ตรองท่ีกาหนดตามระยะเวลาและ เรียนรู้ตามจุดประสงค์ ,โครงการและการเรียนรู้ และผลงาน
วธิ ีการ
2.1 บทบาทผ้เู รียน
5. ตอบสนองและประเมิน หมายถึง การทาขอ้ สรุปหรือ 2.1.1 ผเู้ รียนท่ีกระตือรือร้น โดยร่วมในการกาหนด
แนวทางการปฏิบตั ิต่อไป รวมถึงการประเมินกระบวนการและผลลพั ธ์ท่ี วตั ถปุ ระสงคใ์ นการเรียนการสอน เลือกปัญหาท่ีมีความสนใจและ
เกิดข้ึน เก่ียวขอ้ งกบั จุดประสงคข์ องรายวิชา พฒั นาความรู้ความสามารถ
1.2 การทากจิ กรรมรับใช้สังคม โดยการแบ่งหนา้ ที่ความ 2.1.2 ผปู้ ฏิบตั ิ โดยผเู้ รียนระบชุ ุมชนของตน
รับผิดชอบและปฏิบตั ิตามแผนงานที่วางไว้ โดย การระบุชุมชน การ แบ่งกลมุ่ ปฏิบตั ิการตามความสนใจ เขียนโครงการเพอ่ื แกป้ ัญหา
สารวจความตอ้ งการและปัญหาของชุมชนการเลือกประเดน็ ปัญหา และ วางแผนปฏิบตั ิการ ปฏิบตั ิการตามท่ีวางแผน แสดงผลงาน
การเขียนโครงการเพื่อทากิจกรรม รับใชส้ งั คม การปฏิบตั ิกิจกรรมรับใช้
สงั คม การประเมินเพอ่ื ปรับปรุงการดาเนินงาน 2.1.3 ผไู้ ตร่ตรอง โดยผเู้ รียนทาการไตร่ตรองตามที่ตก
ลง ดว้ ยการบนั ทึก อภิปราย รายงาน ฯลฯ
1.3 การไตร่ตรอง ดว้ ยการ 1. บนั ทึก 2. อภิปราย 3. เขียน
รายงานส่วนบุคคล/กลมุ่ เกี่ยวกบั ความรู้สึก ความคิดในการทากิจกรรม 2. 2 บทบาทผ้สู อน
และสิ่งท่ีไดเ้ รียนรู้ต้งั แต่กิจกรรมแรกในช้นั เรียน ระหวา่ งการทากิจกรรม 2.2.1 ผอู้ านวยความสะดวก โดยจดั ประสบการเรียนรู้
การรับใช้ และความสมั พนั ธ์กบั ผคู้ นท่ีอยใู่ นโครงการ โดยสอดแทรกใน
ทุกคาบของการเรียนการสอน จดั เตรียมส่ือ อุปกรณ์ที่จาเป็น ฯลฯ
2.2.2 ผชู้ ้ีนา โดยกาหนดจุดประสงคร์ ายวชิ า นาเสนอ
1.4. การประเมินผลและแสดงผลงาน โดยการที่นกั เรียนสรุป
การเรียนรู้ เป็นของตนเอง และการนาผลงานออกแสดง รวมถึงการ วธิ ีการเรียนรู้ ช้ีแนะวธิ ีการไตร่ตรอง ใหค้ วามรู้ ฯลฯ
ประเมินตนเอง และนาผลจากการไตร่ตรอง มาเพือ่ ปรับปรุงการทางาน 2.2.3 ผใู้ หค้ าปรึกษา โดยใหค้ าแนะนา ช่วยเหลือ
ในคร้ังต่อๆไป โดยท่ีครูช่วยเหลือ ติดตามผล โดยการเขา้ ร่วมกิจกรรม /
เป็นที่ปรึกษาโครงการ ฯลฯ
2.2.4 ผปู้ ระเมินผล โดยเป็นผตู้ ิดตามผล ประเมิน
ความรู้ ประเมินการรับใชส้ งั คม ฯลฯ
10
2.2.5 ผปู้ ระสานสมั พนั ธ์ โดยเป็นผปู้ ระสานสมั พนั ธ์ 2. การใชภ้ าพรวม (INTRO)
ระหวา่ ง นกั เรียน ครู ผบู้ ริหาร ชุมชน และองคก์ รต่างๆ 3. การนาเสนอบทเรียน (SEE, JUDGE, ACT)
3. สื่อ วสั ดุอุปกรณ์การเรียนการสอนเกี่ยวกบั วิธีการเรียนรู้ 4. การไตร่ตรองดว้ ยคาถาม (REFLECT , CONNECT,
และเน้ือหาสาระรายวชิ า
APPLY)
3.1 นาเสนอวธิ ีการเรียนรู้ เช่น วธิ ีการเขียนโครงการ 5. การวดั ประเมินเพอ่ื พฒั นา
วิธีการไตร่ตรอง วธิ ีการประเมินผล วิธีการนาเสนอผลงาน ฯลฯ 6. การลงมือปฏิบตั ิในชีวิต
3.2 นาเสนอเน้ือหาสาระวชิ า เช่น ใบงาน สื่อ วดี ีทศั น์ การใช้ภาพรวม INTRO
ฯลฯ • Interest : น่าสนใจ เกี่ยวขอ้ งกบั ชีวติ
4. การประเมินผล • Need : ความจาเป็นในการที่ตอ้ งเรียน
• Time : การใชเ้ วลาเรียนนานเท่าใด
4.1 การประเมินเพ่อื ปรับปรุงแกไ้ ข เป็นการ • Range : หวั ขอ้ และเน้ือหา
ประเมินการเรียนการสอน การทากิจกรรมต่างๆ และ • Objective: จุดประสงคใ์ นการเรียนรู้
ความกา้ วหนา้ ของโครงการเพอ่ื พฒั นาใหก้ ารเรียนการสอน
เกิดผลตรงตามเป้าหมาย 11
4.2 การประเมินผลสรุป เป็นการประเมินผลผเู้ รียน
ในดา้ นวิชาการในรายวชิ าต่างๆ ประเมินผลการทากิจกรรมรับ
ใชส้ งั คม และการประเมินโครงการ
การจดั การเรียนรู้แบบไตร่ตรอง
กระบวนการ
1. การสร้างบรรยากาศการเรียนรู้
ตวั อย่าง แผนการจดั การเรียนรู้แบบไตร่ตรอง
สาระการเรียนรู้ ศิลปะ ระดับช้ัน ม.2
หน่วยการเรียนรู้ ความรู้เบื้องต้นเกย่ี วกบั การโฆษณา
ออกแบบโดย ครูนนทกร ปรอดครบุรี โรงเรียนเซนต์นิโกลาส
1.การให้ภาพรวม
1.1 วตั ถุประสงค์ Objectives
- นักเรียนรู้และเข้าใจความหมายของการโฆษณา
- นักเรียนสามารถอธิบายรูปแบบและจุดมุ่งหมายของโฆษณาได้
1.2 ความจาเป็ น (Needs)
- การเข้าใจรูปแบบของโฆษณาจะทาให้นักเรียนรู้เท่าทนั โฆษณาจากสื่อ
ต่างๆได้
1.3 หัวข้อและเนื้อหา Range
- งานทัศนศิลป์ ในการโฆษณา
1.4 การสร้างความน่าสนใจ Interest
- ครูร้องเพลงโฆษณาท่ีเคยฟังในวทิ ยุ ถามนักเรียนถงึ สาระที่ได้จาก
โฆษณานีม้ ีอะไรบ้าง
1.5 เวลา Time
- 2 คาบเรียน
2. การประเมินและวดั ผล
- แบบสังเกตพฤติกรรมรายบุคคล
- ใบงาน
3. การสร้างบรรยากาศ
12
- ครูนาเสนอสื่อโฆษณาหลากหลายประเภทท่ีเป็ นโปสเตอร์หน้าห้องเรียน (โฆษณษ 5.1 Reflect - นักเรียนคดิ ว่าประโยชน์ที่สาคญั ของโฆษณาคืออะไร
ภาพยนตร์ โฆษณาคอนเสิร์ตเกาหลี โฆษณาเกาหลี บ้านจดั สรร โทรศัพท์ ฯลฯ) 5.2 Connect - นักเรียนคิดว่า ความรู้ที่ได้รับจากการเรียนในวชิ า
- ครูเล่าประสบการณ์เกยี่ วกบั โปสเตอร์ต่างๆ ให้เกิดความสนใจ ภาษษไทยเกีย่ วข้องกับหัวข้อนีอ้ ย่างไร
4. การนาเสนอบทเรียน 5.3 Apply - นักเรียนใช้การโฆษณารูปแบบใดในการโฆษณากิจการหรือสินค้าของ
4.1 การสร้างประสบการณ์ SEE ครอบครัว
6. ส่ือการเรียนการสอน
- ครูร้องเพลงโฆษณาจากวทิ ยุให้นักเรียนฟัง แล้วให้นักเรียนตอบคาถาม - ภาพโปสเตอร์โฆษณาท่ีหลากหลายรูปแบบ
ว่า เป็ นโฆษณาสินค้าอะไร ใช้วธิ ีการอย่างไร ฟังแล้วได้ใจความอะไรบ้าง - หนังสือเรียนทัศนศิลป์ ม.2
- ใบงานเรื่องจุดมุ่งหมายของโฆษณา
- ครูให้นักเรียนดูโปสเตอร์รูปภาพชนิดต่างๆ แล้วต้ังคาถามว่า นักเรียน
เห็นอะไร คิดว่าจุดเด่นของภาพมคี วามเหมือน หรือต่างกันอย่างไร (แสงสว่างของทางเลือกใหม่ ในการจัดการเรียนรู้ เมษายน 2559)
4.2 การคิดวนิ ิจฉัยประสบการณ์ Judge
ใบงาน
- ครูอธิบายเก่ยี วกับประเภทของโฆษณา เป้าหมายของโฆษณาแต่ละ
ประเภทท่ีนักเรียนคิดว่าเหมาะสมกบั วยั ของนักเรียน ช่วงเวลาของโฆษณา คุณค่าพระวรสาร เนื้อหา กระบวนการ
การสืบสอบหาความ
- ครูให้นักเรียนอภิปรายเพม่ิ เติมเก่ยี วกับความหมายของโฆษณาจากสื่อ ความเช่ือ อธิบายความหมาย จริงของความรู้ต่างๆ
โปสเตอร์โฆษณา/โฆษณาที่น่าเช่ือถือและไม่น่าเชื่อถือต่างกนั อย่างไร
ของสจั จธรรม ความ
- ครูให้นักเรียนอ่านหนังสือ หน้า เรื่อง
- ครูให้นักเรียนคดิ และเลือกโฆษณาท่ีนักเรียนช่ืนชอบ โฆษณาท่ีไม่ ดีงาม
น่าสนใจ/โฆษณาที่ไม่เหมาะสมกับวยั /โฆษณาที่ไม่สร้างสรรค์
4.3 การลงมือปฏิบัติ Act การไตร่ตรอง/ภาวนา
- ครูให้นักเรียนศึกษาความรู้เกยี่ วกบั ความหมายและรูปแบบของการ
โฆษณาจากหนังสือ ความเคารพ / ศกั ด์ิศรี
- ให้นักเรียนแต่ละคนบันทกึ ความรู้ท่ไี ด้จากการศึกษาลงในแบบบันทึก
การอ่าน ความกตญั ญูรู้คุณ
- ครูสุ่มให้นักเรียนบางคนออกมานาเสนอผลงานในใบงานหน้าช้ันเรียน
5. การไตร่ตรองก่อนจบคาบเรียน
13