อิเหนา ศึกกะหมังกุห กุ นิง บทพระราชนิพนธ์โดย พระบาทสมเด็จ ด็ พระพุทธเลิศลิ หล้า ล้ นภาลัย ลั
จัดทําโดย นายธีทัต คล้ายวรรณะ เลขที่ 3 ม.4/2 นายธีรโชติ ชำ นาญสิงห์ เลขที่4 ม.4/2 นายนัทธวัฒน์ เอกสิทธิ์ เลขที่ 5 ม.4/2 นายพนธกร วิเชษฐพันธุ์ เลขที่ 6 ม.4/2 นายสุรสิทธิ์ ธโนปจัย เลขที่ 12 ม.4/2 เสนอ ครูสุชาติ พิบูลวรศักดิ์ รายงานนี้เป็นส่วนหนึ่งของ รายวิชา ท31101 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 โรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี
คำ นำ รายงานนี้จัดทำ ขึ้นเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของวิชา ท31101 เพื่อให้ได้ศึกษาหาความรู้ ในเรื่อง อิเหนาตอนศึกกะหมังกุหนิง และได้ศึกษาอย่างเข้าใจและเป็นประโยชน์ กับการเรียน ผู้จัดทำ หวังว่า รายงานนี้จะมีประโยชน์กับผู้อ่าน หรือ ผู้ที่กำ ลังศึกษา หาข้อมูลเรื่องนี้อยู่ หากมี ข้อแนะนำ หรือข้อผิดพลาดประการใด ผู้จัดทำ ขอน้อมรับ ไว้และขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยครับ นายพนธกร วิเชษฐพันธุ์ และคณะผู้จัดทำ
สารบัญ ประวัติผู้แต่งจุดประสงค์ในการแต่งลักลัษณะคำ ประพันธ์ความเป็นป็มาตัวละครที่สำที่สำคัญเนื้อเรื่อรื่งย่อนกและพืชไม้ในบทชมดงคำ ศัพท์ยท์ากความรู้ปรู้ระกอบเรื่อรื่ง คุณค่าบรรณานุกรม 122345911121314
พระบาทสมเด็จพระบรมราชพงษเชษฐมเหศวรสุนทร พระพุทธเลิศหล้านภาลัย (24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2311 – 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2367; ครองราชย์ 8 กันยายน พ.ศ. 2352 – 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2367) เป็นพระราชโอรสพระองค์ที่ 4 ใน พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช และเป็นกษัตริย์องค์ที่สองของ สยามในสมัยราชวงศ์จักรี ปกครองระหว่าง พ.ศ. 2352 ถึง พ.ศ. 2367 ในปี พ.ศ. 2352 เจ้าฟ้าฉิมหรือกรมหลวงอิศรสุนทรพระราชโอรสองค์โตสืบราชบัลลังก์ต่อ จากรัชกาลที่ 1 พระราชบิดาผู้สถาปนาราชวงศ์จักรีเป็นพระบาทสมเด็จพระพุทธ เลิศหล้านภาลัยรัชสมัยของพระองค์สงบสุข ปราศจากความขัดแย้ง รัชสมัยของ พระองค์เป็น “ยุคทองของวรรณคดี” เนื่องจากพระองค์ทรงอุปถัมภ์กวีหลาย คนในราชสำ นัก และพระองค์เองก็มีชื่อเสียงในฐานะกวีและศิลปิน กวีที่โดดเด่นที่สุดในราชสำ นักคือสุนทรภู่ ประวัติวั ติผู้แผู้ ต่ง 1
บทละครเรื่อรื่งอิเหนา ตอนศึกกะหมังมักุหกุนิงนิแต่งด้วด้ยคำ ประพันพัธ์ปธ์ระเภทกลอนบท ละคร บทหนึ่งนึ่มี ๔ วรรค หรือรื๒ คำ กลอน คำ (4 คำ กลอน ค่า - ๒ วรรค) แต่ละ วรรคจะมี ๖-๔ ค่ำ ยกเว้นว้วรรคแรกของกลอนแต่ละท่อนมักมัจะมีจำมีจำนวนคำ น้อน้ยกว่าว่ เพราะใช้คำช้ คำขึ้นขึ้ต้นเป็นป็พิเพิศษ เช่นช่มาจะกล่าวบทไป เมื่อมื่นั้นนั้บัดบันั้นนั้หรือรืใช้คำช้ คำขึ้นขึ้ ต้นแบบกลอนดอกสร้อร้ย เช่นช่สุดสุเอยสุดสุสวาท สัมสัผัสผัของกลอนบทละครจะคล้าย กับกลอนสุภสุาพ คือ คำ สุดสุท้ายของวรรคที่ ๑ สัมสัผัสผักับท่าที่ ๑ หรือรื๕ ของวรรคที่ ๒ (ถ้าวรรคที่ ๑ เป็นป็ “มาจะกล่าวบทไป” “เมื่อมื่นั้นนั้ ” “บัดบันั้นนั้ ” มักมั ไม่ ปรากฏสัมสัผัสผั ตำ แหน่งน่นี้)นี้ คำ สุดสุท้ายของวรรคที่ ๒ สัมสัผัสผักับคำ สุดสุท้ายของวรรคที่ ๒ และคำ ที่ ๑ ๔ หรือรื๕ ของวรรคที่ ๔ ส่วส่นคำ สุดสุท้ายของวรรคที่ ๔ ส่งส่สัมสัผัสผัระหว่าว่งบทไปยังยัคำ สุดสุท้าย ของวรรคที่ ๒ ในบทต่อไป อนึ่งนึ่ในตอนต้นของกลอนแต่ละท่อน มักมัระบุชื่อชื่ เพลงที่ใช้สำช้สำหรับรัร้อร้งกำ กับ เช่นช่ช้าช้ปี ร่าร่ย และตอนท้ายอาจระบุชื่อชื่เพลงหน้าน้พาทย์ ที่จะต้องบรรเลงกำ กับ เช่นช่เชิดชิ โอด หากต้องมี การเจรจาแทรกระหว่าว่ง บทร้อร้งก็มักมัระบุคำ ว่าว่ “เจรจา” ไว้ด้ว้วด้ย จุดประสงค์ในการแต่ง พระบาทสมเด็จด็พระพุทธยอดฟ้าฟ้จุฬาโลก (รัชรักาลที่ ๑) ทรงมีพมีระราชประสงค์ให้ ฟื้นฟื้ ฟูศิลปวัฒวันธรรมไทยที่เสื่อสื่มโทรมขึ้นขึ้มาอีกครั้งรั้จึงจึโปรดเกล้าให้กห้วีแวีต่งละครใน ขึ้นขึ้มาหลายเรื่อรื่ง เช่นช่อุณรุทรุดาหลัง และอิเหนา ต่อมาพระบาทสมเด็จด็พระพุทธ เลิศหล้านภาลัย (รัชรักาลที่ ๒) ได้พด้ระราชนิพนินธ์อิธ์ อิเหนาสำ หรับรับทละครใน ลักษณะ คำ ประพันพัธ์เธ์ป็นป็รูปรูแบบกลอนบทละคร โดยมีวัมีตวัถุปถุระสงค์เพื่อพื่สร้าร้งความบันบัเทิงแก่ ข้าข้ราชบริพริารและประชาชน จึงจึสรุปรุได้ว่ด้าว่จุดมุ่งมุ่หมายในการแต่งอิเหนาคือ เพื่อพื่ ให้ เป็นป็บทละครใน สำ หรับรัเล่นเพื่อพื่สร้าร้งความบันบัเทิงแก่ข้าข้ราชบริพริารและประชาชน ลักษณะคำ ประพันพัธ์ 2
ความเป็น ป็ มา เหนามีคมีวามเป็นป็มาจากนิทนิานปันหยี หรือรืที่เรียรีกว่าว่อิเหนาปันหยีรัยีตรั ปาตี ซึ่งซึ่เป็นป็ นิทนิานที่เล่าแพร่หร่ลายกันมากในชวา เชื่อชื่กันว่าว่เป็นป็นิยนิายอิงประวัติวั ติศาสตร์ขร์องชวา ในสมัยมัพุทธศตวรรษที่ 16 ปรุงรุแต่งมาจากพงศาวดารชวา อิทธิพธิลของเรื่อรื่งอิเหนา เข้าข้มาในประเทศไทยครั้งรั้แรกในสมัยมัอยุธยา จากการที่เจ้าจ้ฟ้าฟ้หญิงญิกุณกุฑลและเจ้าจ้ฟ้าฟ้ หญิงญิมงกุฎกุพระราชธิดธิาในพระเจ้าจ้อยู่หัยู่วหัพระบรมโกศ ได้ฟัด้งฟัเรื่อรื่งราวจากข้าข้หลวง ชาวชวา เมื่อมื่เห็นห็ว่าว่เนื้อนื้เรื่อรื่งสนุกนุจึงจึนำ มาแต่งเป็นป็บทละคร โดยเจ้าจ้หญิงญิกุณกุฑล ทรงนิพนินธ์เธ์รื่อรื่งอิเหนาใหญ่ (ดาหลัง) ส่วส่นเจ้าจ้ฟ้าฟ้หญิงญิมงกุฎกุทรงนิพนินธ์เธ์รื่อรื่งอิเหนา เล็ก (อิเหนา) ต่อมาในสมัยมักรุงรุรัตรันโกสินสิทร์ พระบาทสมเด็จด็พระพุทธเลิศหล้า นภาลัยได้พด้ระราชนิพนินธ์อิธ์ อิเหนาขึ้นขึ้มาใหม่เม่ ป็นป็บทละคร เรียรีกว่าว่ละครใน 3
ตัวละครที่สำ คัญ ท้าวดาหา ท้าวหมันมัหยา ท้าวกะหมังมักุหกุนิงนิ บุษบา ระเด่นด่มนตรี(รีอิเหนา) วิหวิยาสะกำ ระตูจตูรกา นางจินจิตะหรา สังสัคามาระตา 4
ท้าวกะหมังกุหนิงเสด็จพบองค์อนุชา 2 คน พระองค์เรียกให้มารวมกัน กั พูดคุย เขาเล่าล่ถึง ถึ บ้านเมืองและความ ปรารถนาให้อนุชาช่วยตีเมืองดาหา ท้าวกะหมังกุหนิงเล่าล่รายละเอียดเรื่องราวและมอบสารให้เสนานำ ไปถวาย แต่ อนุชาทั้งสองคนคัดค้านว่าว่เมืองที่จะตีเป็นเมืองแข็งแกร่งร่และคนในเมืองเก่งก่ ในการรบ อาจจะสู้ไม่ไหว ทั้งสองคนไม่ เห็นว่าว่เป็นไปได้ และเตือนว่าว่มีหลายผู้หญิงญิงามในแผ่นดิน จึง จึ ขอให้ท้าวกะหมังกุหนิงคิดใหม่ไม่อย่างนั้นประชาชนจะ เดือดร้อนได้ แต่ท้าวกะหมังกุหนิงก็ยังทำ ศึก เพราะตอนนี้ลูกสาวของท้าวดาหา จะถูกยกให้จรการูปชั่วตัวดำ และ บอกว่าว่ ให้สงสารวิหยาสะกำ เถอะ ถ้าไม่ได้นางมาคงจะขาดใจตาย พวกเราจะต้องยกทัพไปรบเพื่อชิงนาง เนื้อนื้เรื่อรื่งย่อ ย่ ท้าวกะหมังกุหนิงปราศรัยกับระตูปาหยังและระตูประหมัน ท้าวดาหาเสด็จออกรับทูตกะหมังกุหนิง ท้าวดาหา แต่งองค์ทรงเครื่องประดับแล้วเสด็จออกมา นั่งลงที่บัลลังก์ เสนาบดี ตำ แหน่งยาสานั้นได้บังคมทูลเบิกทูตนำ ราชสารให้พระองค์ อำ มาตย์อ่าอ่นสารจาก ท้าวดาหาว่าว่ตนมีโอรสอยู่องหนึ่งได้ไปท่องป่าล่าล่ สัตว์และได้พบเจอกับ กั รูปของพระ ธิดาในกลางป่าและหลงเสน่หา ขอพระธิดาผู้สูงศักดิ์ให้กับ กัโอรสของตนได้สมดังใจ หวัง แต่ท้าวดาหาก็ปฏิเฏิสธที่จะยกนางบุษบาให้เพราะยกให้แก่จก่รกาที่มาหมายหมั้น ไว้ไปก่อก่นแล้วเหล่าล่ทูตเมื่อรับแจ้งแล้วก็ทูลบอกพระองค์ว่าว่ท้าวกะหมังกุหนิงรับสั่ง ให้ตนทูลพระองค์ว่าว่ถ้าแม้นพระองค์ไม่ยินยอมยกพระราชธิดาให้ ก็จะยกทัพมาตี เมืองดาหา ท้าวดาหาบอกว่าว่หากจะยังคงทำ สงครามก็ตามใจและสั่งเสนาให้เร่งร่ ไป ทูลเหตุการณ์แก่ผู้ก่ ผู้เป็นพี่น้องของพระองค์ว่าว่จะมีข้าศึกยกทัพมาตีเมือง ท้าวกุเรปันมีราชสารถึงอิเหนาและระตูหมันหยา ฝ่ายองค์ท้าวกุเรปันได้รับแจ้งว่าว่จะมีข้าศึกมารุกราน จึงจึให้แต่งสารหนังสือลับ แล้วสั่งให้สองเสนาถือไปยังเมืองหมันหยาฉบับหนึ่งไปเรียกอิเหนาให้มาช่วย อีกใบหนึ่งไปให้กับ กั เจ้าเมืองหมันหยาเรียกทั้งบ่าบ่วไพร่ใร่ห้รีบขึ้นขึ้ขี่ม้าออกจาก นครกุเรปันอย่างเร่งร่รีบในทันใด ฝ่ายองค์ท้าวกุเรปันด้วยพระปรีชา แล้วตรัส กับ กั กะหรัดตะปาตี ว่าว่ สงครามนี้เห็นว่าว่จะสาหัสจึงจึรับสั่งให้ยกพลยกกองทัพ ไปสมทบกับ กั ทัพของอิเหนาให้ทันอย่างเร็วไว อย่าให้ข้าศึกทันยกทัพมา ประชิดเมืองได้ กะหรัดตะปาตีผู้เป็นโอรสทูลสนองรับสั่งพระองค์และรับพร จากผู้เป็นพ่อ หลังจากนั้นก็สั่งเคลื่อนพล ไปรอนแรมอยู่ในป่าจนถึงถึทางร่วร่ม เข้าสู้เมืองหมันหยาแล้วสั่งให้หยุดพลทัพไว้ คอยทัพของอิเหนาที่จะตามมา 5
ฝ่ายขุนนางตำ มะหงงกาหลังรวมทั้งดะหมังและมหาเสนาใน ก็เร่ง ร่ เกณฑ์ทัพในทันใด เมื่อมาถึง ถึ ทางร่ว ร่ มริมป่าก็พบกับ กั กองทัพของกะหรัดตะปาตี ทั้งสองกองทัพได้สมทบกัน กั พากัน กั เคลื่อนตามทางมาพร้อมกัน กั ทางถึง ถึฝ่ายทูตทั้งสองของท้าวกะหมังกุหนิงซึ่งได้ถือสารไปเมืองดาหานั้นก็พากัน กั กลับมายังเมืองของตน และไปบอก ท้าวกะหมังกุหนิงว่า ว่ ท้าวดาหาจะไม่ยกลูกสาวให้ลูกชายท้าวกะหมังกุหนิงเด็ดขาด เมื่อท้าวกะหมังกุหนิงได้สดับฟังทั้ง สองทูตทูลความดังนั้นก็โกรธอย่างยิ่ง ทูตก็บอกว่า ว่ กษัตริย์ทั้งสี่เมืองนั้นจะมาช่วยป้องกัน กั เมืองดาหา ท้าวกะหมังกุ หนิงได้ฟังก็ยิ่งกริ้วโกรธยิ่งนัก พร้อมสั่งอำ มาตย์ดะหมังตำ มะหงงให้เร่ง ร่ จัด จั ตั้งกองทัพ แล้วเสด็จสั่งมหาเสนาถามขุน โหราทั้งสี่คนว่า ว่ การที่เราจะยกทัพไปต่อตีในวันพรุ่ง รุ่ นี้ จะดีร้ายประการใด แต่โหราได้ห้ามเอาไว้เพราะอาจถึง ถึ ฆาต ขอ ให้ข้ามไปเจ็ดวันก่อ ก่ น ฝ่ายเท้ากะหมังกุหนิงได้ฟังดังนั้นก็บอกกลับไปว่า ว่ เมื่อตนนั้นมีคำ สั่งให้จัด จั ทัพ ออกไปแล้วจะ ต้องสั่งยกเลิกไปให้อับอายเหล่า ล่ เสนาหรือประชาชนได้อย่างไร และไม่ฟังโหราจะจัด จั ทัพต่อไป กลับมาฝ่ายวิหยาสะกำ ที่ออกศึกได้รับชัยและเมืองอีกฝ่ายแล้ว จึง จึสั่งให้เตรียมทัพทุกหมู่ยกพลไปตีเมืองทุกเมืองที่ เดินทางผ่าน พอพ้นออกมาจากป่า ของกรุงดาหา เห็นถึง ถึ กำ แพงเมืองและมหาปราสาทเรียงรายจึง จึ หยุดไว้ แล้วตั้ง ค่าย กองทัพ ฝ่ายเท้ากะหมังกุหนิงก็รีบเกณฑ์ทัพพลมาใกล้ๆ และทำ การจัด จั ตั้งทัพ เมื่อท้าวกะหมังกุหนิงเห็นค่าย เสร็จ ก็ชวนบุตรและน้องชายทั้งสองให้ เสด็จลงจากรถพร้อมด้วยเหล่า ล่ มหาดเล็กแล้วเดินทางไปยังที่พัก ฝ่ายกองร้อยรักษาการณ์รอบข้างดาหาออกสอดแนมอยู่นอกเมือง ได้เห็นทัพที่ยกมาถึง ถึชายป่า เป็นจำ นวนมาก และรีบกลับไปรายงานข่า ข่ วให้เสนาทราบทูลท้าวดาหาทันที ท้าวดาหาได้ฟังดังนั้นแล้วก็รับสั่งจัด จั ตั้งทัพปกป้องเมือง ทันที และจะรอดูข่า ข่ วจากม้าเร็วที่สั่งให้ไปแจ้งเหตุกับ กั ผู้เป็นพี่และอีกสองผู้เป็นน้องว่า ว่ จะมาช่วยหรือไม่ ฝ่ายสุหรานากงกับ กั เหล่า ล่ เสนาเมืองกาหลังได้ยกพลกองทัพเร่ง ร่ รีบเดินทางมา เมืองดาหาก็ได้ยินถึง ถึ ข่า ข่ ว ศัตรูที่ยกทัพ มาประชิดเมืองแล้วก็เร่ง ร่ เดินทางเข้าไปในเมืองทันที เมื่อเดินทางมาถึง ถึ กลางเมือง สุหรานากงก็หยุดพลกองทัพไว้และ ชวนตำ มะหงงเดินทางไปเข้าเฝ้าท้าวดาหา เมื่อท้าวดาหาได้ทอดพระเนตรเห็นถึง ถึสุหรานากงผู้เป็นหลานกับ กั เหล่า ล่ เสนาแห่ง ห่ เมืองกาหลังก็ได้พูดคุยและขอบคุณน้องชายของพระองค์ทั้งสองที่ยกทัพมาช่วยตน แล้วไตร่ถ ร่ ามว่า ว่ จะส่ง ใครมาอีกหรือไม่ สุหรานากงก็ตอบไปว่า ว่ ท้าวกุเรปันได้ให้กะหรัดตะปาตียกทัพมาสมทบกับ กั อิเหนา ท้าวดาหาได้ฟัง เช่นนั้นก็ประชดอิเหนาว่า ว่ กะหรัดตะปาตีมาช่วยก็ไม่เป็นที่น่าแปลกใจ แต่อิเหนาเล่า ล่ เขาจะมาทำ ไม ทัพเมืองกาหลังยกมาสมทบ 6
ดะหมังจากเมืองกุเรปัน เมื่อเดินทางมาถึง ถึ เมืองหมันหยาก็ไปหาอิเหนา เข้าเฝ้าถวายพระราชสารแก่อิ ก่ อิเหนา อิเหนาอ่า อ่ นสารจากท้าวกุเรปันนั้นกล่า ล่ วว่า ว่ ตอนนี้มีข้าศึกมาตั้งทัพประชิดเมืองดาหา ขอให้อิเหนารีบยกพลไปตี ให้ทันท่วงที ถึง ถึไม่เห็นแก่บุ ก่บุษบาก็ขอให้เห็นแก่ท้ ก่ ท้ าวดาหาผู้เป็นอา ศึกครั้งนี้เกิดกิขึ้น ขึ้ ก็เพราะใครไปทำ งามหน้าไว้ให้ เสียคำ พูดให้อายชาวเมืองดาหา ครั้งนี้จะเมินเฉยอีกทำ ให้เสียศักดิ์ศรีก็แล้วแต่ใจ ถ้าไม่มาช่วยก็ขาดกัน กั อย่าได้ เผาผีกัน กั อีกเลยเมื่ออิเหนาได้อ่า อ่ นดังนั้น ก็ถอนใจด้วยความสงสัยว่า ว่ บุษบาจะงามถึง ถึ เพียงไหนเชียว หากงามเหมือ นจินจิตะหราก็ว่า ว่ ไปอย่าง จึง จึ บอกแก่ด ก่ ะหมังไปว่า ว่ จะยกทัพไปในอีก ๗ วัน แต่ดะหมังรีบทูลว่า ว่ ต้องรีบไปในทันที เพราะตอนนี้ข้าศึกยกทัพ มาติดพระนครแล้ว อิเหนาจึง จึ ต้องรีบยกทัพไปช่วย เมื่อสั่งเสร็จอิเหนา ก็ไปเข้าเฝ้าท้าวหมันหยา ดะหมังเมือง กุเรปันก็เข้าเฝ้าท้าวหมันหยาเช่นกัน กั แล้วถวายสารแก่ เจ้าเมืองหมันหยา ท้าวหมันหยารับอ่า อ่ นสารและบอกให้ อิเหนารีบยกทัพไปช่วยเมืองดาหาในวันพรุ่ง รุ่ นี้เลย หากไม่ไปก็จะไม่ให้อยู่กับ กั นางจินจิตะหรา หลังจากนั้นอิเหนาก็ไปลานางจินจิตะหรา ว่า ว่ จะยกทัพไปช่วยเมืองดาหา นางจินจิตะหรา ได้ฟังก็แค้นใจสะบัดหน้าหัน หลังให้พร้อมกับ กั ตัดพ้อต่อว่า ว่ อิเหนาว่า ว่ จะไปปราบข้าศึกหรือจะกลับไปหวนคืนสู่คู่หมั้นเก่า ก่ กัน กั แน่ อิเหนาพยายาม ให้ดูสารว่า ว่ ตนไม่ได้กลับไปหานางบุษบา พอนางจิตจิะหราเห็นสารแล้วค่อยบรรเทาความทุกข์ความแคลงใจ นาง บอกอิเหนาว่า ว่ จะไปทำ ศึกก็ตามใจแต่เมื่อเสร็จศึกให้คิดถึง ถึ เมืองหมันหยาและรีบกลับมานางจะรอ ดะหมังกุเรปันถวายสารท้าวหมันหยาและอิเหนา อิเหนาเข้าเฝ้าระตูหมันหยาและถวายบังคมลา อิเหนาทูลลาท้าวหมันหยาและประไหมสุหรี ต่างองค์ต่างอวยพรให้เดินทางปลอดภัยและให้ข้าศึกศัตรูพ่ายแพ้ แล้ว อิเหนาก็ทูลลากลับมาที่ตำ หนักของตน 7
ดพอรุ่ง รุ่ เช้า อิเหนาก็นำ ทัพไปเมิองดาหา ระหว่า ว่ งทางอิเหนาโศกเศร้าเสียใจอาลัยรักนางทั้งสามยิ่งนัก คิดไปก็ อายพวกไพร่พ ร่ ลจึง จึชักม่านปิดทั้งสี่ทิศเหมือนจะบังแสงดวงอาทิตย์ ประสันตาพี่เลี้ยงเห็นเช่นนั้นก็ขี่ช้างมาข้าง ท้ายชี้ชวนให้ชมธรรมชาติของป่าไปตลอดทาง ว่า ว่ ป่านี้แปลกตากว่า ว่ ป่าไหนๆ อิเหนานิ่งฟังอยู่นานก็คลายทุกข์ แล้วลุกขึ้น ขึ้ ถามว่า ว่ ป่านี้หรือสนุกว่า ว่ พลางอิเหนาก็มองไปถามว่า ว่ ไหนล่ะ ล่ อย่าโกหกกัน กัประสันตาแกล้งทำ ตกใจทูล ว่า ว่ อยู่ดงนี้เพราะช้างเดินเลยมาแล้วแต่ดงข้างหน้ายังมี อิเหนายิ้มแล้วตอบว่า ว่ โกหกซึ่ง ๆ หน้าช่างไม่อาย ยังมา เฉไฉไปอีกคนอะไรน่าจะผลักให้ตกจากช้างท่าจะดี อิเหนาชมนกชมไม้ต่าง ๆ เห็นนกต่างๆ ไม่ว่า ว่ จะเป็นนก เบญจวรรณ นกนางนวล นกจากพราก นกแขกเต้าที่กำ ลังเกาะต้นเต่าร้าง นกแก้ว นกตระเวนไพร นกเค้าโมง นกคับแค ก็ให้นึกไปถึง ถึ นางทั้งสามตลอดทาง เดินทางมาหลายวันก็มาถึง ถึ ทางร่ว ร่ มเมืองกุเรปันพบกับ กั กองทัพของกะหรัดตะปาตีอิเหนาก็ให้หยุดกองทัพ กะห รัดตะปาตีพี่ชายอิเหนาเห็นทัพอิเหนายกมาก็ดีใจ บอกว่า ว่ ท้าวกุเรปันบิดาให้คุมทัพมารอทัพอิเหนาเพื่อไปช่วย เมืองดาหามาคอยอยู่หลายวันแล้วข่า ข่ วว่า ว่ ข้าศึกประชิดเมืองแล้วจะได้รีบไป อิเหนาจึง จึ ว่า ว่ การเดินทางทัพนั้นอ้อม กว่า ว่ กุเรปัน แล้วทั้งสองทัพก็จัด จั ทัพเข้ากระบวนเดียวกัน กั เร่ง ร่ รีบยกทัพไปยังกรุงดาหาทันที เมื่อถึง ถึชายแดนเมือง ดาหาอิเหนาก็หยุดตั้งค่ายนามครุฑตามตำ ราพิชัยสงคราม แล้วให้ตำ มะหงงรีบไปกราบทูลท้าวดาหา ว่า ว่ ยกทัพ มาช่วยแล้ว ท้าวดาหารู้ว่า ว่ อิเหนายกทัพมาช่วยก็มีความดีใจเพราะอิเหนามีความ เก่ง ก่ กล้าสามารถเห็นว่า ว่ นางบุษบาจะไม่เป็น อันตราย แต่ไม่แสดงออกให้ใครเห็น ยิ้มแล้วกล่า ล่ วว่า ว่ อิเหนายกทัพมาช่วยก็ขอขอบใจ แล้วเชิญเข้ามาพักใน เมือง แต่อิเหนาก็ขอปฏิเฏิสธ ท้าวดาหาจึง จึไม่ได้รับสั่งอะไร แต่ถามสุหรานากงว่า ว่ จะทำ ศึกในเมือง หรือจะไปช่วยพี่ ๆรบ สุหรานากงทูลว่า ว่ มาอยู่ดาหานานแล้วจึง จึ ขออาสาออกไปช่วยอิเหนาและกะหรัดตะปาตีออกรบ เมื่อไปถึง ถึ ค่ายก็ สนทนากับ กั อิเหนามีใจความสำ คัญว่า ว่ ท้าวดาหา ดูท่าทีจะคลายความโกรธเคืองลงแล้ว อิเหนาได้ฟังตำ มะหงงทูลก็ รู้สึกสบายใจ อิเหนากรีฑาทัพไปกรุงดาหา 8
เบญจวรรณ นกนางนวล นกจากพราก หญ้าญ้นางนวล ต้นจาก นกในบทชมดง นกแก้ว นกตระเวนไพร นกเค้าโมง นกคับแค นกแขกเต้า ไม้ห ม้ รือรืพืชพื ในบทชมดง ต้นแก้ว ต้นใบโมง ต้นแค เต่าร้าร้ง 9 เถาวัลวัย์
เมื่อได้ฤกษ์อิเหนา กะหรัดตะปาตี สุหรานากง สังคามาระตา และระเด่นดาหยน เตรียมพร้อมรบ เมื่อมาใกล้กองทัพข้าศึกเห็นธง ทิวปลิวไสวก็ให้หยุดทัพ ตำ มะหงงรับคำ สั่งก็ให้ธงสัญญาณหยุดทัพ ฝ่ายท้าวกะหมังกุหนิง เห็นกองทัพใหญ่ตั้ญ่ ตั้ งมั่นขวางเมืองไว้จึงจึเรียกวิหยาสะกำ โอรสและระ ตูปาหยัง กับ กั ระตูประหมันน้องชายรีบ กระตุ้นม้าออกไปประจำ ที่กองทัพ แล้วประกาศให้เร่งร่ตีทัพดาหาให้ได้ในวันนี้ ดะหมังรับคำ สั่งก็รีบเข้าโจมตีทันที สังคามาระคาเห็นข้าศึกโจมตีไม่หยุดก็โกรธมากแกว่งว่ดาบขับ ขั ม้าเข้าโจมตีข้าศึก ตามลำ พัง อิเหนากับ กั ระเด่นทั้งสามหันไปดูเห็นสังค ามาระตากล้าหาญไม่กลัวเกรงข้าศึกจึงจึขับ ขั ม้าตามไป ท้าวกะหมังกุหนิงมองเห็นอิเหนาและระเด่นทั้งสามจึงจึถามว่าว่ ใครคือจรกา อิเหนายิ้มแล้วตอบว่าว่ยกทัพมาจากเมืองกุเรปันเพื่อ สังหารข้าศึกที่มาติดเมืองดาหา มาถามหาจรกานั้นไม่อยู่ในกองทัพนี้ ท้าวกะหมังกุหนิงรู้ว่าว่เป็นอิเหนาก็รู้สึกกลัวอยู่ลึกลึๆ อิเหนาจึงจึ ตอบว่าว่อันตัวจรกานั้นไม่ได้อยู่ที่เมืองดาหานี้เมื่อท้าวกะหมังกุหนิงหลับหูหลับตามารบผิดเมือง ทำ ให้ไพร่พร่ลล้มตายเสียเปล่าล่ถ้า ยังขืนตั้งทัพประชิดดาหาอยู่อีก ก็คงจะต้องรบกัน กั ตัวอิเหนาเองในฐานะพี่ชาย ก็ต้องปกป้องบุษบาผู้เป็นน้องให้ปลอดภัยท้าวกะห มังกุหนิงจึงจึชี้แจงว่าว่ที่ยกกองทัพมาหมายจะชิงตัวนางบุษบา วิหยาสะกำ ได้ยินแล้วเคียดแค้นแทนท้าวกะหมังกุหนิง จึงจึกล่าล่วกับ กั อิเหนาว่าว่อย่าปากกล้าโอหังลบหลู่ผู้ลู่ ผู้ใหญ่ อย่าทะนงตัวว่าว่เก่งก่ ทั้ง2ฝ่ายก็เจรจากัน กัให้ยอมแพ้แต่ก็ไม่เป็นผล จึงจึสู้กัน กั ระหว่าว่งสังคามาระตากับ กั วิหยาสะกำ แต่สังคามาระตาก็ชนะมาได้ เมื่อท้าวกะหมังกุหนิงเห็นวิหยาสะกำ ถูกอาวุธตกจากหลังม้าก็โกรธ ยิ่งนัก ชักม้าแกว่งว่หอกเข้าใส่ สั งคามาระตาทันที อิเหนาจึงจึรีบ ควบม้าเข้ามาขวาง พุ่งหอกสกัด กัไว้ ทั้งสองรุกไล่กัล่น กัไปมา ยากต่อการเอาชนะ จึงจึต้องออกอุบายให้รบด้วยเพลงดาบ จึงจึจะสามารถ เอาชนะได้ อิเหนาจึงจึท้าให้ท้าวกะหมังกุหนิงมาสู้กัน กั ด้วยดาบ ท้าวกะหมังกุ หนิงก็รับคำ ท้า เมื่อผ่านไปได้พักใหญ่ อิเหนานึกในใจว่าว่ ท้าวกะหมังกุหนิงก็เก่งก่เพลงดาบ ยากที่ใครจะทัดเทียม จึงจึต้องสู้ด้วยกริชซึ่งองค์เทวัญประทานให้ จึงจึจะเอาชนะได้ อิเหนาก็ร้องท้า ท้าวกะหมังกุหนิงให้มารำ กริชสู้อีกเช่นกัน กั ท้าวกะหมังกุหนิงก็ชักกริชเข้าปะทะต่อสู้อย่างไม่ครั่นคร้าม จนเมื่ออิเหนาเห็นท้าวกะห มังกุหนิงก้าวเท้าผิด จึงจึแทงกริชทะลุอกไปถึงถึหลังทำ ให้ท้าวกะหมังกุหนิงสิ้นใจตายทันที กะหรัดตะปาตี ระเด่นดาหยน สุหรานากง เห็นอิเหนาสังหารท้าวกะหมังกุหนิงสิ้นชีวิตลง ทั้งสามจึงจึชักม้าเข้าสังหารข้าศึก จนระตู ปาหยังกับ กั ระตูประหมันพ่ายหนีไประตูปะหมันและระตูปาหยังสุดที่จะทัดทานได้ก็แตกพ่ายไป และยอมแพ้ไปในที่สุด ระตูปะหมันและระตูปาหยังต่างกลัวจนตัวสั่นแจ้งแก่อิก่ อิเหนาว่าว่ทั้ง ขอเป็นข้ารับใช้ต่ออิเหนาจนกว่าว่จะตายและจะส่งบรรณาการมา ถวายตามประเพณี อิเหนาก็รับไว้เป็นเมืองขึ้นขึ้แล้วให้ทั้งสองนำ ศพของท้าวกะหมังกุหนิง และวิหยาสะกำ ไปทำ พิธีตามราชประเพณี อิเหนาได้ฟังพี่เลี้ยงเล่า ล่ เรื่องราวให้ฟังจึง จึสั่งตำ มะหงงให้เร่ง ร่ จัด จั ทัพ ตำ มะหงงรับคำ สั่งแล้วรีบออกไปจัด จั ทัพทันที อิเหนามีบัญชาให้จัดทัพเตรียมรบกับกะหมังกุหนิง อิเหนาและอนุชากรีพาทัพเผชิญทัพกะหมังกุหนิง 10
กระยาหงัน งั สวรรค์ กะระตะ กระตุ้นให้ม้าเดินหรือวิ่ง ดะหมัง เสนา ดะหมังเป็นตำ แหน่งขุนนางผู้ใหญ่ เทียบได้กับ กั ขุนนางฝ่ายมหาดไทย ตุนาหงัน งั หมั้นหมาย บุหรง นก ประเสบัน หมายถึง ถึ ตำ หนักหรือวังลูกหลวงในภาษาชวา ระเด่น โอรสหรือธิดาของกษัตริย์เมืองใหญ่ ระตู คำ เรียกเจ้าเมืองที่ไม่ใช่วงศ์เทวัญ เจ้าเมืองน้อย ระเด่น มนตรี คำ เรียก อิเหนา ระตู คำ เรียก เจ้้าเมืองที่ไม่ใช่วงศเ์เทวัญ ล่า ล่ สำ ระตูผู้ เป็นพี่ชายของจรกา เลี้ยง ที่นี้ หมายถึง ถึ รับเป็นภรรยา วงศเ์เทวัญ อสัญหยา เชื้อสายกษัตริย์ที่่สืบมาจากเทวดา วิหลั่น ค่ายที่ขยับเข้าใกล้ข้าศึกทีละนิด ศรีปัตหรา กษัตริย์ผู้เป็นใหญ่ ที่นี้คือ ท้า้วดาหา ศัสตรา อาวุธ ส่งสการ พิธีกรรม เกี่ยวกับ กั การปลงศพ สามนต์ เจ้าเมือง ที่เป็นเมืองขึ้น ขึ้ เสาตะลุง เสาใหญ่สำญ่ สำหรับผูกช้าง อะหนะ ลูก อัธยา อัธยาศัยหรือความประสงค์ อัปรา ยอมแพ้ อาสัตย์ ไม่ซื่อตรง องอุตม์ เสียงดังมาก คำ ศัพท์ยาก 11
2.บทละครเรื่องอิเหนาเป็นพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย โปรดให้ประชุมกวีนิพนธ์บทละครเรื่องอิเหนาขึ้น ขึ้ใหม่จากบทของรัชกาลที่ 1 เพื่อใช้แสดง ละครใน โดยทรงเปลี่ยนสำ นวนภาษาให้ไพเราะงดงามขึ้น ขึ้ และเมื่อแต่งบทแล้วได้ พระราชทานเจ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษมนตรี พร้อมด้วยครูละครคือนายทองอยู่และนายรุ่ง รุ่ ให้ช่วยกัน กั คิดกระบวนรำ แล้วจึง จึซ้อมถวายเพื่อทรงมีพระราชวินิจฉัยกระบวนรำ และ กระบวนบางบทแล้วจึง จึ ถือเป็นข้อยุติ ดังนั้นบทละครพระราชนิพนธ์เรื่องอิเหนาจึง จึสมบูรณ์ ทั้งบทละครและกระบวนรำ และถือเป็นแบบอย่างของบทละครรำ ตราบจนทุกวันนี้ ความรู้ป รู้ ระกอบเรื่อ รื่ ง 1.อิเหนาเป็นวรรณคดีที่ได้รับอิทธิพลมาจาก ‘ชวา’ หรือประเทศอินโดนีเซียในปัจจุบัน ‘อิเหนา’ เป็นนิยายอิงประวัติศาสตร์ที่มีเค้าโครงมาจากพงศาวดารของชาวชวา ถูกแต่ง ขึ้น ขึ้ ราวพุทธศตวรรษที่ ๑๖ เพื่อเฉลิมพระเกียรติ ‘อิเหนา’ กษัตริย์ชวาที่เชี่ยวชาญทั้ง การรบ การปกครอง และได้สร้างความเจริญให้แก่ชก่ วาเป็นอย่างมาก ชาวชวาจึง จึ ถือว่า ว่ อิเหนาเป็นวีรบุรุษและผู้มีฤทธิ์ ตามพงศาวดารเรียกอิเหนาว่า ว่ ‘ปันจี อินู กรัตปาตี’ (Punji Inu Kartapati) หรือเรียกสั้น ๆ ว่า ว่ ปันหยี เรื่องราวของอิเหนาจึง จึ ถูกเล่า ล่ สืบต่อกัน กั มาจนกลายเป็นนิทานที่เต็มไปด้วยอิทธิปาฏิห ฏิ าริย์ 12
อิเหนา เป็นวรรณคดีที่เป็นมรดกของชาติที่เต็มไปด้วยความสนุกสนานตามเนื้อเรื่อง ความไพเราะของรสวรรณคดี และสะท้อนให้เห็นถึง ถึ ภูมิปัญญาของบรรพชนที่ได้ ถ่า ถ่ ยทอดสภาพของสังคมไทย ศิลปะ วัฒนธรรม ประเพณี ความคิด ความเชื่อแบบไทย ๆ สอดแทรกไว้ได้อย่างมีศิลป์ ทั้งยังแฝงด้วยข้อคิด คติธรรมที่สามารถนำ ไปปรับใช้ใน ชีวิตอีกด้วย คุณ คุ ค่า คุณค่าในด้านเนื้อเรื่อง บทละครเรื่องอิเหนา มีโครงเรื่องและเนื้อเรื่องที่สนุก โครงเรื่อง สำ คัญเป็นเรื่องการชิงบุษบาระหว่า ว่ งอิเหนากับ กั จรกา เรื่องความรักระหว่า ว่ งอิเหนากับ กั บุษบา เนื้อเรื่องสำ คัญก็คือ อิเหนาไปหลงรักจิน จิ ตะหรา ทั้งที่มีคู่หมั้นอยู่แล้วซึ่งก็คือ บุษบา มีการแสดงความรักของบิดาที่มึต่อบุตร ผลของการใช้อารมณ์ คุณค่าด้านเนื้อหา คุณค่าด้านสังคมและวัฒนธรรม การใช้คำ และโวหาร เรื่องอิเหนา ตอนศึกกะหมังกุหนิง มีการใช้ภาษาที่สละสลวยให้ อารมณ์อันลึกซึ้งกิน กิใจ อีกทั้งมีโวหารเปรียบเทียบให้เห็นภาพพจน์ให้เกิด กิ ความรู้สึก สะเทือนอารมณ์ ที่สำ คัญยังแฝงด้วยข้อคิดที่มีคุณค่ายิ่งอีกมากมาย ดังนี้ การใช้ภาษาสละสลวยงดงาม มีการเล่น ล่ คำ เล่น ล่ สัมผัสพยัญชนะเพื่อให้เกิด กิ ความ ไพเราะ มีการใช้คำ พ้องและโวหารภาพจน์ได้แก่อุ ก่ อุ ปมา อุปลักษณ์ และการใข้คำ ถามเชิง วรรรศิลป์และมีการใช้ลีลาการเขียนได้เหมาะสมกับ กั เนื้อหาของบทประพันธ์แต่ละช่วง ทำ ให้ผู้อ่า อ่ นเกิด กิ ความรู้สึกคล้อยตามได้ดี คุณค่าด้านวรรณศิลป์ 13
บรรณานุก นุ รม 1.https://blog.startdee.com/ม4-ภาษาไทย-อิเหนา-ศึกกะหมังกุหนิง 2.https://ac127.wordpress.com/2010/07/18/คำ ศัทพ์จากเรื่องอิเหนา/ 3.https://www.youtube.com/watch?app=desktop&v=hMSIolOpgIA 4.http://jo-hook.blogspot.com/p/blog-page.html?m=1 14