โครงงานตามแนวทางนักวิทย์น้อย
ผศ. ดร.จรรยา ดาสา เขียน
รศ. ดร.คุณหญิงสมุ ณฑา พรหมบญุ ค�ำนยิ ม
ดร.เทพกญั ญา พรหมขตั แิ ก้ว ผศ. อมั พร ศรประสิทธ ์ิ ตรวจทานต้นฉบับ
กชมล อนพุ ูลมณี ภาพประกอบ
พมิ พ์ครง้ั ที่ 1 พฤษภาคม 2562
ราคา 225 บาท
© ลิขสิทธิ์ 2562: บริษัท นานมีบุ๊คส์ จำ�กัด
สงวนลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ (ฉบับเพิ่มเติม) พ.ศ. 2558
ข้อมลู ทางบรรณานกุ รมของหอสมุดแห่งชาติ
จรรยา ดาสา.
โครงงานตามแนวทางนักวิทย์น้อย. -- กรุงเทพฯ: นานมีบุ๊คส์, 2562.
148 หน้า.
1. โครงงานวิทยาศาสตร์. I. ชื่อเรือ่ ง.
507.8
ISBN 978-616-04-4524-0
ประธานเจ้าหน้าท่ีบริหาร คิม จงสถิตย์วัฒนา ● กรรมการผู้จัดการ สมชัย ถาวรรุ่งโรจน์ ● ผู้จัดการส�ำนักพิมพ์ สุชาดา งามวัฒนจินดา ● บรรณาธิการบริหาร
สุภารัตน์ ภูไตรรัตน์ ● บรรณาธิการต้นฉบับ วาริน วรรณประสาท ● พิสูจน์อักษร หทัยรัตน์ สรรเพชุดา ● ออกแบบปก พิมพ์พิศา คุรุธรรมณัฐ ● กราฟิก
จิตติมา ศรตี นทพิ ย์ ● หัวหน้าประสานงานการผลติ จรัสศร ี พรหมเทพ ● ประสานงานการผลิต พรทิพย์ ทองบุตร
เพลตที่ คลาสิคสแกน โทร. 0-2291-7575 พิมพ์ที่ ส.พิจิตรการพิมพ์ โทร. 0-2910-2900-2
จัดพิมพ์และจัดจ�ำ หน่ายโดย
บริษัท นานมีบุ๊คส์ จ�ำ กัด
เลขที่ 11 ซอยสขุ มุ วิท 31 (สวัสดี) ถนนสุขมุ วิท แขวงคลองเตยเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพฯ 10110
โทร. 0-2670-9800, 0-2662-3000 โทรสาร 0-2662-0919
e-mail: [email protected] ● www.nanmeebooks.com ● www.facebook.com/nanmeebooksfan
กระดาษที่ใช้พิมพ์หนังสือเล่มนี้ผลิตมาจากไม้ในป่าปลูก โดยไม่ทำ�ลายป่าไม้ธรรมชาติ
และใช้หมึกธรรมชาติจากนํ้ามันถั่วเหลือง จึงปลอดภัยต่อมนษุ ย์และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
หากหนังสือเล่มนี้ผลิตไม่ได้มาตรฐาน สำ�นักพิมพ์ยินดีรับผิดชอบเปลี่ยนเล่มใหม่ให้ โดยไม่มีเงื่อนไขใด ๆ ทั้งสิ้น
โปรดส่งไปเปลี่ยนตามที่อยู่บริษัท หรือติดต่อ Nanmeebooks Call Center โทร. 0-2662-3000 กด 1
คำ�นยิ ม
โครงงานเป็นกิจกรรมที่มีประโยชน์อย่างยิ่งในการปลูกฝังให้เด็กเกิดความสนใจและ
ความรักด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี การทำ� โครงงานช่วยฝึกให้เด็กรู้จักตั้งค�ำถามและ
สังเกตสิ่งต่างๆ รอบตัว คาดการณ์ค�ำตอบ ส�ำรวจหรือทดลอง จนกระท่ังค้นพบค�ำตอบ
ของสิ่งที่สงสัย รวมทั้งเกิดความสงสัยในเรื่องอื่นต่อไป ดังน้ันการส่งเสริมการเรียนรู้เร่ือง
โครงงานโดยเร่ิมต้ังแต่ช่วงปฐมวัยเป็นต้นไปจึงส�ำคัญอย่างย่ิง เพราะเป็นช่วงอายุท่ีม ี
ความสามารถในการเรยี นรแู้ ละการจดจ�ำมากที่สดุ
เป็นท่ีน่ายินดีย่ิงท่ีทางส�ำนักพิมพ์นานมีบุ๊คส์ได้จัดพิมพ์หนังสือ “โครงงานตาม
แนวทางนักวิทย์น้อย” ข้ึน เพราะจะเป็นเคร่ืองมือท่ีช่วยให้ครูปฐมวัยมีแนวทางในการ
จัดการเรียนการสอนเร่ืองโครงงานให้แก่เด็กๆ เนื้อหาของหนังสือเล่มนี้น�ำเสนอการจัด
การเรียนรู้ด้วยการสืบเสาะและโครงงานการสืบเสาะ ซึ่งทักษะการสืบเสาะน้ันเป็นเคร่ืองมือ
ของการแสวงหาความรู้และการค้นหาค�ำตอบด้วยตนเอง อีกทั้งผู้เขียนเป็นหน่ึงใน
วิทยากรหลักของโครงการบ้านนักวิทยาศาสตร์น้อย ประเทศไทย มากว่า 9 ปี จึงเป็นผู้ท่ี
ทราบปัญหาท่ีแท้จริงของครูปฐมวัย และรวบรวมข้อมูลจนสรุปเป็นองค์ความรู้ดังปรากฏใน
หนังสอื เล่มนี้
แม้ว่าหนังสือนี้จะมุ่งเน้นการจัดการเรียนรู้ระดับปฐมวัย แต่นิสิต นักศึกษา ครูผู้สอน
ระดับชั้นประถมศึกษาถึงมัธยมศึกษา และนักการศึกษาก็สามารถนำ� ไปปรับใช้จัดการเรียนร ู้
โครงงานด้วยการสืบเสาะได้ เพ่ือบ่มเพาะให้เยาวชนคุ้นเคยกับกระบวนการคิดและวิธีการ
ทางวิทยาศาสตร์ เพื่อน�ำความรู้ไปพัฒนาให้เกิดประโยชน์ต่อตนเอง สังคม และประเทศ
ของเราตอ่ ไป
รองศาสตราจารย์ ดร.คุณหญิงสุมณฑา พรหมบุญ
ประธานโครงการบ้านนักวิทยาศาสตร์น้อย ประเทศไทย
คำ�น�ำ สำ�นักพมิ พ์
โครงงานตามแนวทางนักวิทย์น้อย เล่มนี้ ผู้เขียนได้รวบรวมจากประสบการณ์การ
เป็นอาจารย์ผู้สอนวิชาวิทยาศาสตร์ วิทยาศาสตร์ศึกษา การวิจัย และวิทยากรหลักของ
โครงการบ้านนักวิทยาศาสตร์น้อย ประเทศไทย เพื่อเป็นแนวทางส�ำหรับครูปฐมวัยน�ำไปใช้
จัดการเรียนการสอนเรื่องโครงงาน นอกจากนี้ยังเหมาะส�ำหรับนิสิตนักศึกษา ครูผู้สอน
ระดับชั้นประถมศึกษาถึงมัธยมศึกษา และนักการศึกษาที่สนใจเร่ืองการท�ำโครงงาน
เนื้อหาน�ำเสนอแนวคิดการท�ำโครงงานด้วยการสืบเสาะ มีทั้งหมด 6 บท เริ่มต้ังแต่ให ้
ความเข้าใจท่ีถูกต้องเกยี่ วกบั ความหมายของโครงงาน โครงงานทดี่ เี ปน็ อยา่ งไร การสบื เสาะ
คืออะไร เด็กปฐมวัยจะเรียนรู้ด้วยการสืบเสาะได้อย่างไร การเรียนรู้ด้วยการสืบเสาะมี
ขั้นตอนอะไรบา้ ง เป็นตน้
เนื้อหาในหนังสือเล่มนี้เขียนในเชิงวิชาการ เน้นแนวคิดและแนวทางการจัดการเรียนรู้
มีค�ำถามชวนคิดในแง่มุมต่างๆ โดยแทรกตัวอย่างโครงงานเพื่อเป็นแนวทางไว้เท่าน้ัน ไม่ได้
อธิบายการทำ� โครงงานทกุ ขั้นตอนอยา่ งละเอยี ด จดุ ประสงคก์ ็เพื่อให้ผู้อ่านน�ำไปคิดต่อยอด
ไดด้ ้วยตนเอง พร้อมตวั อยา่ งแบบบันทึกท้ายเลม่ ท่นี �ำไปใช้งานได้
การท�ำโครงงานเป็นวิธีหน่ึงท่ีจะช่วยให้เด็กพัฒนาวิธีคิดและทักษะกระบวนการทาง
วิทยาศาสตร์ นานมีบุ๊คส์หวังว่า โครงงานตามแนวทางนักวิทย์น้อยจะมีประโยชน์ส�ำหรับ
ครูผู้สอนและนักการศกึ ษาทกุ ทา่ นในการจัดการเรยี นร้สู �ำหรับเยาวชนได้เป็นอยา่ งดี
นานมีบุ๊คส์
คำ�น�ำ นกั เขียน
ในปัจจุบันเราจะเห็นว่าความรู้ต่างๆ มีการเปล่ียนแปลงอยู่เสมอ ซึ่งสอดคล้องกับ
ธรรมชาติของวิทยาศาสตร์ที่ระบุว่า ความรู้เปล่ียนเปลงได้ กล่าวคือเราไม่สามารถทราบได้
เลยว่า ในอนาคตความรู้ที่มีอยู่ ณ ปัจจุบันจะเป็นจริงหรือไม่ ดังนั้นเป้าหมายของการ
จัดการศึกษาคงไม่ใช่การถ่ายทอดความรู้ แต่เป็นการบ่มเพาะทักษะในการแสวงหาความรู้
และการหาคำ� ตอบในส่ิงท่สี งสยั ซง่ึ เรียกวา่ ทักษะการสืบเสาะ
การสืบเสาะเป็นการเรียนรู้ท่ีสอดคล้องกับวิธีการทางวิทยาศาสตร์หรือการท�ำงาน
ของนักวิทยาศาสตร์ เริ่มตั้งแต่การต้ังค�ำถาม การก�ำหนดสมมติฐาน การทดสอบสมมติฐาน
การลงข้อสรุป การส่ือสารค�ำอธิบายหรือข้อค้นพบ ซึ่งธรรมชาติของเด็กปฐมวัย เด็กจะ
เรียนรู้โดยเริ่มจากการต้ังค�ำถามจากส่ิงท่ีอยู่รอบตัว คาดการณ์ค�ำตอบ และท�ำการทดสอบ
เพื่อพิสูจน์หรือหาค�ำตอบของส่ิงที่ตนเองสงสัย สร้างและสื่อสารข้อค้นพบของตนเอง การ
เรียนรู้ของเด็กจึงเป็นการเรียนรู้ท่ีสอดคล้องกับวิธีการทางวิทยาศาสตร์ หรือเรากล่าวได้ว่า
เด็กเป็นนักวิทยาศาสตร์โดยธรรมชาติ แต่ท้ังน้ีการหาค�ำตอบ ความรู้ หรือทฤษฎีที่เด็ก
สร้างขึ้นอาจจะมีข้อจ�ำกัด ไม่สมบูรณ์ หรืออาจจะไม่ถูกต้องตามองค์ความรู้หรือทฤษฎีทาง
วิทยาศาสตร์ ซ่ึงเกิดจากการท่ีเด็กยังมีประสบการณ์น้อยและจ�ำกัด ครูผู้สอนจึงมีบทบาท
ส�ำคัญในการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ที่จะช่วยให้เด็กได้สืบเสาะ หาค�ำตอบในสิ่งท่ีตนเอง
สงสัย โดยเฉพาะอย่างย่ิงค�ำถามท่ีเกิดจากความสงสัยของเด็กท่ีแท้จริง ซ่ึงกระบวนการ
จัดการเรียนรู้น้ี เรียกว่า การจัดการเรียนรู้โดยใช้โครงงานเป็นฐาน (Project-based
Learning)
การจัดการเรียนรู้โดยใช้โครงงานเป็นฐาน เด็กจะมีส่วนร่วมกับการสืบเสาะ เพื่อ
ส�ำรวจตรวจสอบด้วยวิธีการทางวิทยาศาสตร์ ต้ังแต่การก�ำหนดปัญหา การก�ำหนด
ข้อสันนิษฐาน การออกแบบและด�ำเนินการส�ำรวจตรวจสอบ การลงข้อสรุปและการส่ือสาร
ข้อค้นพบตามสิ่งท่ีตนเองสงสัย ไม่ใช่การเรียนรู้จากส่ิงท่ีครูผู้สอนได้ออกแบบให้ เด็กได้
ข้อคน้ พบตามคำ� อธิบายแนวคิดที่ได้ครผู ู้สอนหรือหลกั สูตรก�ำหนดไวล้ ว่ งหนา้
หนงั สอื เล่มน้เี ขียนข้ึนจากประสบการณ์ของผู้เขยี นที่ได้รวบรวมองค์ความรทู้ ง้ั จากการ
เข้าร่วมอบรม สัมมนาเชิงปฏิบัติการ การวิจัย การบริการวิชาการ ในฐานะอาจารย์ผู้สอน
วิทยาศาสตรศึกษาและวิทยากรหลักโครงการบ้านนักวิทยาศาสตร์น้อยฯกว่า 9 ปี เพ่ือเป็น
แนวทางส�ำหรับนิสิต นักการศึกษา และโดยเฉพาะอย่างยิ่งครูปฐมวัย น�ำไปใช้เป็นแนวทาง
ในการจัดการเรียนรู้ด้วยการสืบเสาะและการจัดการเรียนรู้โดยใช้โครงงานเป็นฐาน ซึ่ง
เปน็ การจดั การเรยี นรูท้ เี่ นน้ เดก็ เปน็ สำ� คญั และพฒั นาทกั ษะการสบื เสาะของเดก็ อย่างแทจ้ รงิ
ผเู้ ขยี นขอขอบพระคณุ อาจารย ์ นกั วจิ ยั และนกั วชิ าการทกุ ทา่ นผทู้ ไ่ี ดป้ ระสทิ ธป์ิ ระสาท
วิชาแก่ผู้เขียน ให้ข้อเสนอแนะอันเป็นประโยชน์กับงานเขียนและที่ส�ำคัญที่สุดคือ ครูปฐมวัยและ
เด็กๆ ปฐมวัยในโครงการบ้านนักวิทยาศาสตร์น้อยฯ ที่ช่วยให้ผู้เขียนได้เห็นตัวอย่างจริงของ
การปฏิบัติในช้ันเรียน จนสามารถสังเคราะห์และสรุปเป็นองค์ความรู้และแนวทางในการ
จัดการเรียนรู้ด้วยการสืบเสาะและโครงงานการสืบเสาะ จนสามารถส่ือสารและถ่ายทอดให้
ผู้ท่ีสนใจได้อย่างเป็นรูปธรรม แม้ว่าตัวอย่างของโครงงานท่ีใช้ในหนังสือเล่มน้ีจะเป็น
ตัวอย่างของระดับปฐมวัย แต่แนวทางท่ีใช้ในการจัดการเรียนรู้ ผู้เขียนเช่ือว่าสามารถน�ำไป
ปรบั ใช้ในการจดั การเรียนรไู้ ดใ้ นทกุ ระดับ
ท้ายท่ีสุดผู้เขียนหวังเป็นอย่างย่ิงว่า หนังสือเล่มน้ีจะก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อเด็ก
และเยาวชนของชาติ ให้มีทักษะการสืบเสาะซ่ึงสามารถต่อยอดในการน�ำไปใช้เพ่ือการ
พัฒนาตนเองและประเทศชาติในอนาคต ตามวิสัยทัศน์ของโครงการบ้านนักวิทยาศาสตร์
นอ้ ยฯ ทวี่ า่ การถามคำ� ถาม การสบื เสาะ สรา้ งอนาคต (Questionning - Inquiring - Shaping
the Future)
จรรยา ดาสา
สารบัญ
ค�ำนิยม 3 ค�ำน�ำส�ำนักพิมพ์ 4 ค�ำน�ำนักเขียน 6
บทท่ี 1 ความหมายและแนวคิดในการทำ� โครงงาน 10
• ความหมายของโครงงาน 12
• ลักษณะของโครงงานที่ดี 21
• แนวคิดในการจัดทำ� โครงงาน 25
• ระยะของการทำ� โครงงาน 26
บทท่ี 2 การกำ� หนดหวั ขอ้ โครงงานด้วยการเรียนร้แู บบบนั ไดเวียน
(Learning Spiral) 38
• ความหมายของการเรียนรแู้ บบบนั ไดเวยี น 43
• การกำ� หนดหวั ขอ้ โครงงาน 48
• คำ� ถามทีน่ ำ� ไปสหู่ ัวขอ้ โครงงานที่ด ี 50
• การใชก้ ารเรียนรู้แบบบนั ไดเวยี นในการก�ำหนดค�ำถามในโครงงาน 54
• ขั้นตอนการกำ� หนดหวั ขอ้ และค�ำถามในโครงงาน 66
บทท่ี 3 การสบื เสาะ (Inquiry) 70
• ความหมายของการสบื เสาะ 72
• คุณลกั ษณะท่ดี ีของการสืบเสาะ 74
• การจดั การเรยี นรู้ด้วยการสืบเสาะ 77
• รปู แบบการเรียนรแู้ บบ 5E 79
• วฏั จกั รการสืบเสาะ 82
บทที่ 4 โครงงานกบั วฏั จกั รการสืบเสาะ 92
• วฏั จกั รการสืบเสาะกบั กิจกรรมการทดลอง 95
• วัฏจกั รการสบื เสาะกับกิจกรรมการสำ� รวจ 98
• วฏั จักรการสบื เสาะกับกิจกรรมศึกษาแหลง่ เรียนรู้ 101
บทที่ 5 การพัฒนาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตรผ์ ่านโครงงาน 106
• ความหมายของทกั ษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ 108
• ทกั ษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตรส์ ำ� หรบั เด็กปฐมวยั 112
• การท�ำโครงงานกบั การพฒั นาทกั ษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ 113
• การใช้ค�ำถามเพื่อกระต้นุ ให้เกดิ ทกั ษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ 117
บทที่ 6 การประเมินการเรยี นรู้ในโครงงาน 122
• หลกั การประเมินเด็กปฐมวยั 125
• วิธีการประเมินพฒั นาการเด็กปฐมวยั 127
• เกณฑก์ ารประเมนิ 135
• แบบบนั ทกึ 141
รู้จักนักเขียน 145
บทที่ 1
ในกแคาลวระาทแม�ำ นหโควมครางดิยงาน
ชวนคดิ
• โครงงานแตกต่างจาก
การจัดกิจกรรมการเรยี นรู้ในหอ้ งเรยี นอยา่ งไร
• โครงงานและโครงการเหมือนกนั หรอื ไม่ อยา่ งไร
• โครงงานบา้ นนกั วิทยาศาสตร์น้อยเปน็ อยา่ งไร
• การท�ำ โครงงานมขี นั้ ตอนอยา่ งไรบา้ ง
โครงงานเป็นแนวทางการจัดกิจกรรมการเรียนรู้รูปแบบหนึ่ง ซ่ึงมุ่งพัฒนาความรู้
และทักษะพื้นฐานของผู้เรียนตามความสนใจของผู้เรียนเป็นส�ำคัญ การท�ำโครงงานเป็น
การเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ในส่ิงท่ีตนเองอยากรู้ตามความถนัดและความสนใจ
โดยการเรียนรู้และหาค�ำตอบในสิ่งท่ีตนเองสนใจสงสัย หรืออยากรู้ด้วยตนเอง ซ่ึงเป็น
เปา้ หมายหลกั ของการจดั การศกึ ษาในทกุ ระดบั การศกึ ษา ในโครงการบา้ นนกั วทิ ยาศาสตรน์ อ้ ยฯ
ได้ให้ความส�ำคัญกับการพัฒนาศักยภาพเด็กปฐมวัยตามความถนัดและความสนใจ จึงได้
ก�ำหนดให้โรงเรียนท่ีเข้าร่วมโครงการให้เด็กได้ท�ำโครงงานตามความสนใจของเด็กเอง อย่าง
น้อยปีละ 1 เรื่อง เพื่อเปิดโอกาสให้เด็กได้เรียนรู้ตามความสนใจ พัฒนาทักษะการเรียนรู้
ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ทักษะการสื่อสาร และทักษะทางสังคม ท่ีนอกเหนือ
จากการทำ� กจิ กรรมในชน้ั เรยี นหรอื ในใบกจิ กรรมในกล่องบา้ นนกั วทิ ยาศาสตร์น้อย
อย่างไรก็ตาม หลายท่านอาจจะยังคงสงสัยว่าโครงงานของเด็กปฐมวัยเป็นอย่างไร
ในบทนี้จึงจะให้แนวคิดเก่ียวกับโครงงาน การจัดการเรียนรู้โดยใช้โครงงานเป็นฐาน การสอน
แบบโครงการ และการทำ� โครงงานในโครงการบา้ นนักวทิ ยาศาสตรน์ อ้ ย ฯ
ความหมายของโครงงาน
โครงงาน คือ วิธีการเรียนรู้ท่ีเกิดจากความสนใจของผู้เรียน ที่ต้องการศึกษา
ค้นคว้าในส่ิงท่ีพวกเขาสงสัยหรือต้องการหาค�ำตอบให้ลึกซึ้งชัดเจน โดยใช้ทักษะ
กระบวนการและทักษะทางปัญญาหลาย ๆ ด้าน มีวิธีการศึกษาอย่างเป็นระบบ มีการ
วางแผนและลงมือปฏิบัติตามแผนการศึกษาจนได้ข้อสรุปหรือผลการศึกษาเก่ียวกับ
เร่ืองนั้น ๆ (ลัดดา ภู่เกียรติ, 2552) ส�ำหรับโครงงานทางวิทยาศาสตร์นั้น สิ่งท่ีผู้เรียน
สงสัยหรือสนใจก็จะเกี่ยวข้องกับแนวคิดหรือทักษะทางวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี
และหาคำ� ตอบโดยใชว้ ธิ กี ารและทกั ษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร ์ (วมิ ลศร ี สวุ รรณรตั น์
และมาฆะ ทิพย์คีรี, 2547)
12
สถาบนั สง่ เสรมิ การสอนวทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลย ี (สสวท, 2531) ไดร้ ะบคุ วามหมาย
ของโครงงานไว้ว่า โครงงานเป็นการศึกษาค้นคว้าเพ่ือตอบปัญหาที่ผู้เรียนสงสัย ท่ีผู้เรียน
ริเริ่มและเลือกเรื่องที่จะศึกษาค้นคว้าด้วยตนเองตามความสนใจและความสามารถ
ข อ ง ต น เ อ ง ด� ำ เ นิ น ก า ร ว า ง แ ผ น ศึ ก ษ า ค ้ น ค ว ้ า เ ก็ บ ร ว บ ร ว ม ข ้ อ มู ล ท ด ล อ ง ห รื อ
ประดิษฐ์คดิ คน้ และลงขอ้ สรปุ ด้วยตนเอง โดยใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร ์ มีครูผู้สอน
ท�ำหน้าทีเ่ ป็นท่ีปรกึ ษา โดยมีลักษณะสำ� คัญ ดังน้ี
1 เน้นการแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง โดยเปิดโอกาสให้ผู้เรียนริเร่ิมวางแผนและ
ดำ� เนนิ การศึกษาดว้ ยตนเองโดยมีครผู สู้ อนเปน็ ผู้ชแี้ นะ
2 เน้นกระบวนการหาค�ำตอบด้วยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
ได้แก่ การก�ำหนดหัวข้อ วางแผน ศึกษาค้นคว้า รวบรวมข้อมูล ทดลอง และ
สรุปผลการศึกษา
3 เน้นการคิด ท�ำ และแก้ปัญหาด้วยตนเอง คือ ฝึกกระบวนการคิดให้คิดเป็น
ท�ำเป็น แกป้ ัญหาได้
4 มุ่งฝึกท่ีกระบวนการเรียนรู้ วิธีการศึกษาค้นคว้า และการแก้ปัญหา (สสวท.,
2530 อา้ งถงึ ในบูรชัย ศริ มิ หาสาคร, 2548)
พิมพ์พันธ์ เดชะคุปต์ และพเยาว์ ยินดีสุข (2560) ระบุว่า โครงงาน หมายถึง การ
ศึกษาเพื่อค้นพบความรู้ใหม่ ส่ิงประดิษฐ์ใหม่ และวิธีการใหม่ด้วยตัวผู้เรียนเอง โดย
ใช ้ วิ ธี ก า ร ท า ง วิ ท ย า ศ า ส ต ร ์ มี ค รู ผู ้ ส อ น แ ล ะ ผู ้ เชี่ ย ว ช า ญ เ ป ็ น ผู ้ ใ ห ้ ค� ำ ป รึ ก ษ า ท้ั ง น้ี
ความรู้ใหม่ สิ่งประดิษฐ์ใหม่ และวิธีการใหม่นั้นทั้งผู้เรียนและครูผู้สอนไม่เคยรู้หรือมี
ประสบการณ์มาก่อน ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดของบูรชัย ศิริมหาสาคร (2548) ท่ีกล่าวว่า
โครงงานเป็นการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นส�ำคัญ กล่าวคือ ในการท�ำโครงงาน
แต่ละเร่ือง ครูผู้สอนไม่จ�ำเป็นต้องรู้มาก่อน แต่เรียนรู้ไปพร้อม ๆ กันกับผู้เรียน ครูผู้สอน
ไม่จ�ำเป็นต้องศึกษาหาความรู้เพิ่ม แต่แนะน�ำให้ผู้เรียนมีวิธีหาความรู้ท่ีถูกต้องเหมาะสม
ได้ เช่น แนะน�ำให้ผู้เรียนไปหาค�ำตอบจากผู้รู้
13
เบญญาภา โสภณ (2554) ระบุว่า โครงงาน หมายถึง กระบวนการเรียนรู้ที่ผู้เรียน
ได้ใช้ทักษะท่ีหลากหลายในการศึกษาค้นคว้าเรื่องราวหรือข้อความรู้ท่ีผู้เรียนสนใจ
อยากรู้ เกิดปัญหา สงสัย และต้องการค�ำตอบมาอธิบาย โดยกระบวนการเรียนรู้จะ
ต้องเน้นผู้เรียนเป็นส�ำคัญ ผู้เรียนจะมีบทบาทต้ังแต่การก�ำหนดหัวข้อโครงงาน การ
วางแผนขั้นตอนและวิธีการท�ำงาน การก�ำหนดช้ินงานหรือผลส�ำเร็จของงาน ไปจนถึง
การตรวจสอบผลงานและการน�ำเสนอโครงงาน และสามารถจัดเป็นกิจกรรมเดี่ยว คู่
หรือกลุ่มก็ได้
ส�ำหรับโครงการบ้านนักวิทยาศาสตร์น้อย ประเทศไทย ได้ระบุความหมายของ
โครงงานไว้ดังนี้
โครงงาน คือ การศึกษาหัวข้อใดหัวข้อหนึ่งท่ีเด็กสนใจหรืออยากรู้ มีส่วนร่วมใน
การวางแผน ท�ำการสืบเสาะหาคำ� ตอบด้วยตนเองโดยใช้กระบวนการท่ีหลากหลายอย่าง
ต่อเน่ือง เพ่ือให้ได้มาซ่ึงค�ำตอบหรือวิธีการแก้ปัญหาท่ีสนองความต้องการ อาจใช้เวลา
หลายวันหรือหลายสัปดาห์ ท�ำให้เกิดการทุ่มเทศึกษาจนเกิดความเข้าใจหัวข้อน้ัน
อย่างลึกซ้ึง
ท้ังนี้จากประสบการณ์ที่ผู้เขียนได้เรียนรู้จากการให้ข้อเสนอแนะในการท�ำโครงงาน
ระดับปฐมวัยในโครงการบ้านนักวิทยาศาสตร์น้อยฯ และการระดมความคิดเห็นจาก
ครูผู้สอนในโครงการบ้านนักวิทยาศาสตร์น้อยฯ ขอให้ความหมายของโครงงาน
บา้ นนกั วิทยาศาสตร์นอ้ ย ดังน้ี
“โครงงานบ้านนักวิทยาศาสตร์น้อย คือ การหา
ค�ำตอบหรือแก้ปัญหาของผู้เรียนในประเด็นที่สนใจหรือ
สงสัย โดยใช้กระบวนการสืบเสาะในการหาค�ำตอบหรือ
แก้ปัญหาอย่างมีข้ันตอน ผ่านกระบวนการที่หลากหลาย
จนเกิดการเรียนรู้ที่ต่อยอดจากความรู้เดิมของผู้เรียน
มาสู่ความรู้หรือประสบการณ์ใหม่ท่ีเป็นความรู้พื้นฐานท่ี
ท�ำให้ผู้เรียนเกิดความเข้าใจปรากฏการณ์ต่างๆ อย่าง
ลุ่มลึกจนสามารถตอบค�ำถามหรือแก้ปัญหาในสิ่งที่ตนเอง
สงสัยหรือสนใจได้”
14
จากความหมายของโครงงานจะเห็นว่า โครงงานน้ันเป็นการ
เรียนรู้ในประเด็นที่ผู้เรียนมีความสนใจหรือสงสัย ซ่ึงจะ
แตกต่างจากการจัดการเรียนรู้ในห้องเรียนปกติท่ีเราจะ
มุ่งเน้นการจัดการเรียนรู้ตามมาตรฐานหรือผลการ
เรียนรู้ที่คาดหวังที่ระบุไว้ในหลักสูตร ท้ังในด้าน
องค์ความรู้ ทักษะ และคุณลักษณะท่ีพึงประสงค ์
ของผู้เรียน เพ่ือเป็นการเตรียมความพร้อมให้กับ
ผู้เรียนในการเรียนต่อระดับท่ีสูงข้ึน หรือเพ่ือพัฒนา
ผู้เรียนตามระดับพัฒนาการการเรียนรู้ตามช่วงวัย
ดังนั้นเป้าหมายของการจัดการเรียนรู้ในห้องเรียน
ปกติจึงเป็นการช่วยให้ผู้เรียนมีความรอบรู้หลายๆ ด้าน เพ่ือให้น�ำไปใช้ต่อยอดได้ แต่ไม่ได้
เจาะลึกหรือลุ่มลึกในเรื่องใดเรื่องหนึ่งเพียงเรื่องเดียว แต่ในการท�ำโครงงานผู้เรียนจะได้
ศึกษาเจาะลึกในประเด็นที่ตนเองมีความสนใจแบบลงลึกเฉพาะเรื่อง หรืออาจจะเรียกได้ว่า
ผู้เรียนจะได้เรียนรู้อย่างลุ่มลึกในเรื่องน้ันๆ เป็นการเฉพาะ ซึ่งอาจจะเป็นส่วนหน่ึงของสาระ
ส�ำคัญท่ีระบุไว้ในหลักสูตร หรืออาจจะไม่เกี่ยวข้องกับสาระส�ำคัญท่ีระบุไว้ในหลักสูตรก็ได้
เนือ่ งจากพิจารณาจากความสนใจของผเู้ รียนเป็นส�ำคัญ
เพ่ือให้เกิดความเข้าใจท่ีชัดเจนขึ้น ผู้เขียนจะขอยกตัวอย่างโดยเทียบกับการเรียน
ระดับอุดมศึกษา ท่ีนิสิตหรือนักศึกษาในระดับช้ันปีท่ี 1 และชั้นปีท่ี 2 จะได้เรียนเนื้อหา
รายวิชาพื้นฐานต่างๆ ของสาขาท่ีตัวเองเลือกเรียน เพื่อเป็นพ้ืนฐานส�ำหรับการเรียนในช้ันปี
ท่ีสูงขึ้น และเม่ืออยู่ชั้นปีสุดท้าย นิสิตหรือนักศึกษาก็จะได้ท�ำโครงงานหรือหัวข้อพิเศษใน
เรื่องที่ตนเองสนใจ จนเกิดความเข้าใจที่ลึกซึ้งในเรื่องน้ันๆ โดยเฉพาะ ซ่ึงการเรียนรู้จากการ
ท�ำโครงงานหรือหัวข้อพิเศษก็เปรียบได้กับการท�ำโครงงานบ้านนักวิทยาศาสตร์น้อย ฯ ของ
เด็กปฐมวัย เมื่อเด็กได้เรียนรู้ประสบการณ์จากการท�ำกิจกรรมสืบเสาะในช้ันเรียน ไม่ว่าจะ
จากใบกิจกรรมของโครงการบ้านนักวิทยาศาสตร์น้อยฯ กิจกรรมต่างๆ ที่ครูจัดเตรียมให้
หรือการเรียนรู้ด้วยตนเองจากประสบการณ์ในชีวิตประจ�ำวัน เด็กๆ ก็จะมีความรู้ ทักษะ
และกระบวนการคิดพ้ืนฐาน และเกิดค�ำถามท่ีอยากรู้ข้ึน เมื่อเด็กเกิดค�ำถามก็จะน�ำไปสู่การ
สืบเสาะเพ่ือหาค�ำตอบในปัญหาหรือสิ่งท่ีตนเองสงสัย ท�ำความเข้าใจหัวข้อท่ีเฉพาะเจาะจง
ตามความสนใจของตนเอง จนเกดิ ความเขา้ ใจท่ลี ุม่ ลึกในเรือ่ งน้ันๆ โดยเฉพาะ
15
การจัดการเรียนรู้โดยใช้โครงงานเป็นฐาน (Project-based Learning) เป็นการ
จดั การเรยี นรทู้ ผี่ เู้ รยี นจะไดท้ ำ� โครงงานเปน็ ระยะเวลาทย่ี าวนาน อาจเปน็ สปั ดาหห์ รอื ภาคเรยี น
ที่จะช่วยให้พวกเขาสามารถแก้ปํญหาในชีวิตจริงหรือตอบค�ำถามที่ซับซ้อนได้ ซึ่งการท�ำ
โครงงานนั้นผู้เรียนจะได้ใช้ท้ังความรู้และทักษะในการหาค�ำตอบ รวมถึงการพัฒนาทักษะ
การนำ� เสนอผลงานและชน้ิ งานของพวกเขาสสู่ าธารณะ (Buck Institute of Education, 2019)
ท้ังนี้การจัดการเรียนรู้โดยใช้โครงงานเป็นฐานแตกต่างจากการท�ำโครงงานอย่าง
ชัดเจน ในส่วนของกระบวนการการมีส่วนร่วม ซ่ึงการจัดการเรียนรู้โดยใช้โครงงานเป็นฐาน
เน้นท่ีการเข้ามามีส่วนร่วมของครูผู้สอนในการให้ค�ำแนะน�ำและเป็นส่วนหน่ึงในการท�ำ
โครงงาน ครูผู้สอนจะค่อยๆหาค�ำตอบร่วมกันกับผู้เรียน หรือเตรียมแนวทางในการหา
ค�ำตอบให้กับผู้เรียนไว้ล่วงหน้าเพื่อให้เป็นทางเลือกส�ำหรับผู้เรียน ดังน้ันในการจัดการ
เรียนรู้โดยใช้โครงงานเป็นฐาน ครูผู้สอนจะต้องเตรียมตัวล่วงหน้าก่อนเริ่มท�ำโครงงาน และ
ค่อนข้างยึดหยุ่น เพราะระหว่างการท�ำโครงงานอาจจะมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอซึ่งข้ึนอยู่
กับการตัดสินใจของผู้เรียนและผลท่ีไม่คาดว่าอาจจะเกิดข้ึน ซึ่งผลจากการเรียนรู้โดยใช้
โครงงานเป็นฐานจะเป็นการพัฒนาผู้เรียนทั้งทางด้านความรู้ที่ลุ่มลึก การพัฒนาการคิด
เชิงวิพากษ์ ความคิดสร้างสรรค์ และทักษะการสื่อสาร และท่ีส�ำคัญเป็นการเพ่ิมพลังที่
สร้างสรรค์ระหว่างผเู้ รยี นและครผู ู้สอน
ดังที่มีค�ำกล่าวว่า การจัดการเรียนรู้โดยใช้โครงงานเป็นฐานครูผู้สอนจะท�ำให้การ
เรยี นรู้ชองเด็กมีชวี ิต (Buck Institute of Education, 2019)
การจัดการศึกษาระดับปฐมวัยได้มีการน�ำแนวทางการจัดการเรียนรู้โดยใช้โครงงาน
เปน็ ฐาน (Project-based Learning) มาจดั ประสบการณก์ ารเรยี นรใู้ หก้ บั เดก็ ซงึ่ มเี ปา้ หมาย
ที่ส�ำคัญในการพัฒนาทางด้านสติปัญญา อารมณ์จิตใจ และสังคมตามช่วงวัย ซ่ึงรูปแบบ
การจัดการเรียนรู้โดยใช้โครงงานเป็นฐานที่ใช้มีความจ�ำเพาะเรียกว่า การจัดการสอนแบบ
โครงการ (Project Approach)
Sylvia C. Chard ผู้เช่ียวชาญด้านการจัดการสอนแบบโครงการ ได้ให้ความหมาย
ของการจดั การสอนแบบโครงการไว้ ดังนี้
การจัดการสอนแบบโครงการ (Project Approach) เป็นยุทธศาสตร์การจัดการ
เรียนรู้ท่ีครูผู้สอนใช้แนะน�ำผู้เรียนในการศึกษาเชิงลึกในหัวข้อที่เกี่ยวกับชีวิตจริงซึ่งโครงการ
จะเป็นส่ิงท่ีซับซ้อนแต่มีกรอบท่ีค่อนข้างยืดหยุ่น เนื่องจากเป็นกระบวนการที่ต้องมีการ
16
โต้ตอบหรือสื่อสารระหว่างผู้เรียนกับครูผู้สอน ท้ังนี้การจัดการสอนแบบโครงการจะประสบ
ความส�ำเร็จได้ ถ้าผู้เรียนได้รับการกระตุ้นให้มีส่วนร่วมในการเรียนรู้ของเขาอย่างเต็มท่ี ได้
ผลงานที่มีคุณภาพ และเติบโตทัง้ ตวั ผ้เู รียนเองและผูท้ ่ที ำ� งานรว่ มกัน (Chard, 1998)
การสอนแบบโครงการ (Project Approach) เป็นส่วนหนึ่งของการจัดการเรียนร ู้
โดยใช้โครงงานเป็นฐาน (Project-based Learning) เป็นการจัดการเรียนรู้ท่ีเน้นผู้เรียน
เป็นส�ำคัญตามทฤษฎีการเรียนรู้สรรคนิยม คือ การสร้างความรู้ด้วยตนเอง เป็น
การจัดการเรียนรู้ที่น�ำด้วยกระบวนการสืบเสาะ (Inqury Driven) เน้นกระบวนการ
(Process-oriented) และเป็นกระบวนการกลุ่ม (Grop Based) ซ่ึงอาจจะเป็นกลุ่มเล็ก
หรือกลุ่มใหญ่ก็ได้ โดยมุ่งเน้นการหาค�ำตอบของข้อสงสัยหรือปัญหาที่อยู่รอบตัวของเด็ก
และสอดคล้องกับประสบการณ์ของเด็กด้วยตัวเด็กเองเป็นหลัก (Helm & Katz, 2010) ซึ่ง
กระบวนการสอนแบบโครงการถูกน�ำมาใช้ในการสอนในระดับปฐมวัยที่เป็นรูปแบบอย่าง
ชัดเจน โดยนักการศึกษาชาวอเมริกาและแคนาดา ซึ่งมีเอกสารเผยแพร่ในช่ือ Childrens
Mind: The Project Approach เผยแพร่คร้ังแรกในปี พ.ศ. 2531 (วัฒนา มัคคสมัน, 2554)
และมีการมีตีพิมพ์อย่างต่อเน่ือง ซึ่งขณะนี้ได้มีการพิมพ์เผยแพร่เป็นฉบับท่ี 3 ในปี
พ.ศ. 2557 (Katz, Chard, & Kogn, 2014) ส�ำหรับโรงเรียนท่ีใช้การจัดการเรียนการสอน
แบบโครงการที่ประสบความส�ำเร็จคือ โรงเรียนก่อนประถมศึกษาในเมือง เรกจิโอ เอมิเลีย
(Reggio Emilia) ประเทศอิตาลี ภายใต้การน�ำของ ลอริส มาลากุซซี (Loris Malaguzzi) ซึ่ง
เป็นท่ีรู้จักกันอย่างแพร่หลายในกลุ่มนักการศึกษาปฐมวัยทั้งในกลุ่มประเทศยุโรป แคนาดา
สหรฐั อเมรกิ า และประเทศต่างๆ ท่วั โลก (นภเนตร ธรรมบวร, 2551)
ทั้งนี้รูปแบบการสอนแบบโครงการได้รับความนิยมอย่างมากในการจัดการเรียนรู้
ส�ำหรับเด็กปฐมวัยท้ังในประเทศไทยและประเทศต่างๆ ทั่วโลก เช่น เกาหลีใต้ (Lee, Lee
& Lee, 2015) ฮ่องกง (Chen & Wang, 2017) ไต้หวัน (Liu & Chien, 1998) ออสเตรเลีย
(Okjong & Stuchmcke, 2014) เนอ่ื งจากการสอนดว้ ยโครงการจะทำ� ใหผ้ เู้ รยี นมคี ณุ ลกั ษณะ
ดงั นี้
• สามารถพฒั นากระบวนการคิดของตนเอง
• สามารถลงมือปฏิบัติกิจกรรมได้ด้วยตนเอง
• สามารถแกไ้ ขปัญหาไดอ้ ย่างเป็นกระบวนการ
• เห็นคุณคา่ ในตนเอง
17
คมู่ อื หลกั สตู รการศกึ ษาปฐมวยั พทุ ธศกั ราช 2546 (สำ� หรบั เดก็ อาย ุ 3-5 ป)ี ไดเ้ สนอแนะ
ให้การจัดการสอนแบบโครงการเป็นหน่ึงในนวัตกรรมการจัดประสบการณ์การเรียนรู้
ส�ำหรบั เด็กปฐมวัย โดยใหค้ วามหมายของการสอนแบบโครงการไว้ ดงั นี ้
การสอนแบบโครงการ (Project Approach) คือ การที่เด็กศึกษาสืบค้นลงลึก
ในเรื่องท่ีเด็กสนใจ หรือท้ังผู้สอนและเด็กสนใจ โดยเด็กเป็นผู้ลงมือปฏิบัติ สืบค้น
ข้อมูลเพื่อหาค�ำตอบจากค�ำถามของตนเอง ภายใต้การช่วยเหลือ แนะน�ำ โดยการ
อ�ำนวยความสะดวกและสนับสนุนจากครูผู้สอน โดยแบ่งเป็น 3 ระยะ คือ ระยะ
เริ่มต้นโครงการ ระยะพัฒนาโครงการ และระยะสรุปโครงการ แต่ละระยะจะประกอบ
ด้วยการอภิปราย การออกภาคสนาม การสืบค้น การน�ำเสนอ และการจัดแสดง
(ส�ำนักงานคณะกรรมการการศกึ ษาขน้ั พนื้ ฐาน, 2548)
วัฒนา มัคคสมัน (2544) ได้ให้ความหมายของรูปแบบการเรียนการสอนแบบ
โครงการไว้ว่า เป็นการสอนท่ีมุ่งเน้นให้เด็กได้เรียนรู้เร่ืองใดเรื่องหนึ่งตามความสนใจ
ของเด็กเองอย่างลุ่มลึกโดยผ่านกระบวนการแก้ปัญหา เด็กเป็นผู้ลงมือปฏิบัติกิจกรรมต่างๆ
เพ่ือหาค�ำตอบ/สร้างความรู้ด้วยตัวเด็กเอง เป็นการสอนท่ีมุ่งให้เด็กได้เรียนรู้ ได้มี
ประสบการณ์ตรงกบั แหลง่ ความรู้
การเรียนการสอนแบบโครงการเป็นกิจกรรมการเรียนการสอนที่ครูผู้สอนจะไม่เป็น
ผู้ถ่ายทอดความรู้ แต่จะเป็นผู้คอยสนับสนุนช่วยเหลือเมื่อเด็กต้องการ โดยจะท�ำหน้าท่ีจัด
สภาพแวดล้อมของห้องเรียนและเตรียมวัสดุอุปกรณ์ท่ีเอื้อให้เด็กได้ลงมือปฏิบัติกิจกรรมใน
สิ่งท่ีเด็กสนใจและท้าทายความสามารถของเด็ก เปิดโอกาสให้เด็กค้นพบและเรียนรู้จาก
ประสบการณ์ตรงกับสิ่งของ เร่ืองราว บุคคล และเหตุการณ์ต่างๆ ภายในชุมชนของเด็ก
โดยมหี ลกั การส�ำคญั ดงั น้ี
1 เด็กศึกษาเรื่องใดเรื่องหนึ่งอย่างลุ่มลึกด้วยกระบวนการคิดและการแก้ปัญหา
ของเด็กเองจนพบค�ำตอบทตี่ อ้ งการ
2 เด็กกำ� หนดเรอื่ งท่ีศกึ ษาเอง ซงึ่ เกิดจากข้อสงสยั หรอื ปญั หาของเดก็ เอง
3 เดก็ ได้ประสบการณต์ รงกบั เรื่องท่ีศึกษา
4 ระยะเวลาการสอนยาวนานเพยี งพอตามความสนใจของเดก็
5 เด็กไดป้ ระสบท้งั ความล้มเหลวและความสำ� เร็จในการศึกษา
18
6 ความรู้ใหม่ท่ีได้เป็นส่ิงที่เด็กใช้ก�ำหนดประเด็นศึกษาข้ึนใหม่ หรือใช้ปฏิบัติ
กจิ กรรมทีเ่ ดก็ ต้องการ
7 เด็กน�ำเสนอกระบวนการศกึ ษาและผลงานตอ่ คนอ่ืน
8 ครูผู้สอนไม่ใช่ผู้ถ่ายทอดความรู้หรือก�ำหนดกิจกรรมให้เด็กท�ำ แต่เป็นผู้กระตุ้น
ให้เด็กใช้ภาษาหรือสัญลักษณ์อื่นๆ เพื่อจัดระบบความคิด และสนับสนุนให้เด็ก
ได้ใช้ความร ู้ ทกั ษะทม่ี อี ยูค่ ิดแกป้ ัญหาด้วยตนเอง
ทั้งนี้ เบญญาภา โสภณ (2554) ได้ระบุลักษณะส�ำคัญของการสอนแบบโครงการ
ทเี่ พ่มิ เติมจากวฒั นา มคั คสมัน คอื
1 เป็นการเรียนรู้ท่ีครูผู้สอนและเด็กได้มีการวางแผนร่วมกันอย่างเป็นระบบตาม
ล�ำดบั ขน้ั ตอน
2 เป็นการบูรณาการการเรียนรู้ท่ีใช้ทักษะหลากหลายซึ่งจะเป็นพื้นฐานของทักษะ
ชวี ติ
3 เป็นการศึกษาข้อมลู รอบด้าน หลากหลาย และลกึ ซง้ี
จากความหมายของโครงการและการสอนแบบโครงงานท่ีกล่าวข้างต้นจะพบว่า
ทั้งโครงงานและการสอนแบบโครงการมีเป้าหมายที่ไม่แตกต่างกันและเป็นการจัดการเรียนรู้
ที่ผู้เรียนได้ศึกษาเรื่องใดเร่ืองหน่ึงจากความสนใจของตัวเองอย่างลุ่มลึก โดยใช้กระบวน
การคิดและกระบวนการแกป้ ัญหาด้วยตวั เด็กเอง ทั้งน้กี ารทำ� โครงงานผเู้ รยี นอาจจะสามารถ
วางแผนและลงมือด�ำเนินการได้ด้วยตนเองต้ังแต่ต้นจนจบ และมีครูผู้สอนเป็นเพียงผู้ช้ีแนะ
แต่ในส่วนของโครงการบทบาทของครูผู้สอนจะไม่เพียงแต่เป็นผู้ชี้แนะ แต่จะเป็นผู้ที่คอย
กระตนุ้ และร่วมกับผูเ้ รียนตงั้ แต่กอ่ นเรมิ่ ทำ� โครงงานจนโครงงานสิ้นสุด
19