The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by narathipmt007, 2023-08-16 09:54:31

ศาสนาเปรียบเทียบ

17E58du02Xc6B3dZ6Un8

44 2. ศาสนากบปร ั ัชญาตะวนออัก ปรัชญาตะวนออกั โดยเฉพาะปรัชญาอินเดีย หรือปรัชญาจีน มุ่งแสวงหาความจริง เก ี่ ยวกบโลกและช ั ีวิตเช่นเดียวกบปร ั ัชญาตะวนตกัแต่กมีข้ ็อแตกต่างกนั คือ ปรัชญาตะวนตกั มุ่งแสวงหาความจริงหรือขอเท้จจร็ ิงเพยงอยี างเดี ่ยว โดยไม่พยายามปฏิบัติตนเพ ื่อให้ถึงความจริง ซึ่งแสวงหาพบแล้ว เพราะฉะน้นนั กปราชญ ัตะว์นตกอาจกัาเนํ ินชีวิตไปในทางตรงกนขัามก้บั แนวความคิดทางปรัชญาของตนกได็ ้ อีกอยางหน่ ึ่งปรัชญาตะวนออกสั ่วนใหญ่ไม่เก ี่ ยวกบศาสนาั คือแยกออกจากกนเป ั ็นคนละส่วน แต่ปรัชญาตะวนออกไม ั ่อาจแยกออกจากศาสนาไดเด้ดขาด็ ทั้งน้ีเพราะนกปราชญ ัหร์ ือนกคั ิดน้นัเม ื่ อแสวงหาความจริงพบแลวก้ พยายามปฏ ็ ิบัติตามวิธีที่กาหนดํ ขึ้นไดเพ้อเข ื่ าถ้ ึงความจริงน้นๆัฉะน้นปร ั ัชญาอินเดียทุกระบบจึงเป็นปรัชญาชีวิต เพราะแนวความคิด ทางปรัชญาท ี่ เกิดข้ึนได้นั้นได้นํามาใชปฏ้ ิบัติในชีวิตประจาวํนดัวย้ โดยลกษณะดังกลั ่าวน้ีปรัชญา กบศาสนาของตะวั ันออกจึงแยกออกจากกนไม ั ่ได ้และคาวํ าปร ่ ัชญาจึงหมายถึงความรู้ชั้นประเสริฐ 3. ลักษณะปรัชญาตะวนออกั ปรัชญาแมจะม้ ีมากมายหลายระบบและระบบต่างๆ เหล่าน้นแมัจะม้ ีหลกคัาสอนํ สําคัญ หลกคั าสอนปล ํ ีกยอยแตกต่ ่างกนัอยางไรก ่ตามแต็ ่กระน้นกั มี็หลกการสัาคํ ญบางประการซ ั ึ่ง เป็นลกษณะรั ่วม ซึ่งเดือน คําดี (เดือน คําดี. 2531 :277) ได้อ้างผลงานของสุทร ณ รังษีมากล่างไว้ โดยสงเขป ั ดังน้ี 3.1 ปรัชญาตะวนออกทัุกระบบถือวาเป่ ็นแนวความคิดทางปรัชญา มีสาระอยที่ ู่ สามารถนามาใช ํ ให้เก้ ิดประโยชน์แก่ชีวิตประจาวํ ัน เพ ื่อให้ชีวิตดาเนํ ินไปสู่อุดมการณ์ที่ตั้งไวอย้าง่ ดีที่สุด 3.2 ปรัชญาตะวนออกทัุกระบบ เกิดข้ึนจากความรู้สึกไม่พึงพอใจต่อสภาพท ี่เป็นอยู่ ของชีวิต โดยเห็นวาช่ ีวิตของมนุษย์นั้นเตมไปด ็วยความทุ้กขนาน์ ปการ ั นักคิดหรือนกปร ั ัชญาของ อินเดียจึงพยายามคิดคนแสวงหาทางท ้ ี่ จะทาใหํ ้ชีวิตน้ีหลุดพนไปจากสภาพท ้ ี่เป็นทุกข ์แลวบรรล้ ุถึง ความสุขนิรันดร์ 3.3 ปรัชญาอินเดียทุกระบบเช ื่อในกฎแห่งศีลธรรม ทั้งท ี่เป็นกฎแห่งสากลจกรวาลั หรือกฎแห่งเหตุผล และในลกษณะทั ี่เป็นกฎแห่งศีลธรรม เช ื่ อวาท่าดํ ียอมได้รั ่บผลดี ทําชวยั่อม่ ได้รับผลชวั่ 3.4 ปรัชญาอินเดียทุกระบบ มีทัศนะตองก้ นในข ัอท้ ี่ มาวา่อวิชชาหรืออวทยาเป ิ ็น สาเหตุแห่งความติดของและการเว้ยนวีายตายเก่ ิดในวฏฏะสงสารั ส่วนวิชชาหรือวทยาเป ิ ็นสิ่งที่ทํา ใหหลุ้ดพนจากการเว้ยนวีายตายเก่ ิด การติดของอย้ ในโลกและการท ู่่องเท ี่ยวไปในวฏฏะสงสารทั ํา


45 ให้ต้องได้รับความทุกขทรมานไม ์ ่มีสิ้นสุด ฉะน้นจั ึงมีการบรรลุโมกษะหรือการหลุดพนจากทุ้กข์ ทั้งปวง อยางไรก ่ตามเก็ ี่ ยวกบสั ิ่งท ี่ เรียกวาอว่ ิชชาน้ี ปรัชญาอินเดียไม่ได้มีความเห็นตองก้นั ทุกระบบ ระหวางปร ่ ัชญาฮินดูกบพั ทธปรุัชญา ปรัชญาฮินดูถือวาการเห่ ็นหรือรู้ชัดวาส่ ิ่งเท ี่ ยงแทไม้ ่ แปรเปลี่ ยน เรียกวาอาตม่ ัน ส่วนพทธปรุัชญาถือวาการเห่ ็นวาม่ ีสิ่งท ี่ เท ี่ ยงแทเช้ ่นน้นเป ั ็นอวชชาิ เป็นต้น 3.5 ปรัชญาอินเดียทุกระบบถือวาเป่ ็นการบาเพํญสมาธ็ ิและวิปัสสนา โดยพิจารณา สิ่งต่างๆ ใหเห้ ็นตามสภาพความเป็นจริง เป็นทางท ี่ จะนาไปส ํ ู่ความหลุดพนจากทุ้กข ์การควบคุม ตนเองและการควบคุมจิตใจไม่ปล่อยให้เป็นไปตามอานาจของตํณหาั เป็นทางขจดกั ิเลสหรือ ความเศร้าหมองแห่งจิตใจใหหมดไปได ้ ้เม ื่ อความเศร้าหมองแห่งจิตหมดไปแลวก้จะบรรล็ุโมกษะ ซึ่งเป็นความสุขนิรันดร์ 4. ศาสนากบปร ั ัชญาตะวนตกั ลักษณะสาคํ ญของศาสนาและปร ั ัชญาในทางตะวนตกกั ็คือการประนีประนอม ระหว่างปรัชญากรีกกบศาสนาครั ิสต ์ซึ่งอาจแบ่งปรัชญาในช่วงน้ีได้2ยุคคือ 4.1 สมยปร ั ัชญาปิตาจารย์ยุคน้ีเริ่มจากกาเนํ ิดศาสนาคริสต์มาถึงปลายศตวรรษที่ 8 ปัญหาปรัชญาที่สําคญคั ือ การพยายามเอาปรัชญาเพลโตมาอธิบายคาสอนของศาสนาครํ ิสต์เพื่อ พิสูจน์และสนบสนัุนคาสอนในศาสนาคร ํ ิสตให์ เป้ ็นที่น่าเช ื่ อถือนกปร ั ัชญาคนสาคํญทั ี่สุดในยคนุ้ี คือเซนต ์ออกสตั ิน 4.2 สมยสกอลแลสตั ิค ยุคน้ีเริ่มต้งแตั ่ศตวรรษท ี่ 9-15 ปัญหาปรัชญาที่สําคญการั พยายามนาเอาปร ํ ัชญาจองเพลโตมาอธิบายและสนบสนัุนความคิดของอริสโตเติลในบางเรื่ อง นัก ปรัชญาที่สําคญคั ือเซนต์โธมัส อควินัส สภาพทัวไปของคร ่ิสตศาสน์ ิกชนในสมยกั ่อนออกสตั ิน เก ี่ ยวกบความเหั ็นทางปรัชญา แบ่งเป็น 2 พวกใหญ่ๆ คือ 1. พวกที่ถือวาปร ่ ัชญาเป็นวิชานอกรีต ซึ่งเป็นความรู้ของพวกนกปราชญ ัชาวกร์ ีกท ี่ อยู่ ภายนอกศาสนา เพราะปรัชญาตามทศนะนั้ีกล่าวถึงเฉพาะเน้ือหาทางปรัชญาลวนๆ้ ไม่เก ี่ ยวกบั ศรัทธาของศาสนา เป็นเน้ือหาที่วาด่วยเหตุ้ผลโดยเฉพาะ เช่น ปัญหาปรัชญาของ โสกราตีส เพลโต และอริสโตเติล เป็นต้น พวกน้ีจะเห็นวาปร ่ ัชญาเป็นปฏิปักษ์ต่อศาสนาคริสตและถ์ ือวาเป่ ็นคํา สอนนอกรีต 2. อีกพวกหน ึ่ งถือวาปร ่ ัชญา คือ อารยธรรมของมนุษย์ที่เกิดจากความรู้ทุกอยางท่ ี่ จะพึง แสวงหาและคนคว้ ามาได ้ ้ด้วยสามารถแห่งสติปัญญา แมแต้ ่ศาสนากเป็ ็นอารยธรรมท ี่ เกิดจากความรู้


46 ในธรรมชาติปัญญาของมนุษย์เหมือนกนัเทววิทยา เป็นวิชาท ี่ สามารถเขาถ้ ึงความรู้ที่แทจร้ ิงได้ เพราะเทววิทยาเป็นเคร ื่ องมือของเทววิทยา 5. ลักษณะเฉพาะของวชาศาสนาและวิ ชาปร ิ ัชญา แม้วาศาสนาก่ บปร ั ัชญาจะมีบ่อเกิดมาจากแหล่งเดียวกนั คือประสบการณ์ของชิวิต มนุษย์กตาม็แต่กมีลั ็กษณะพิเศษเฉพาะอยางตามธรรมชาต่ ิของประสบการณ์ วิธีการและจุดมุ่งหมาย ของแต่ละวิชาซ ึ่งอาจเปรียบเทียบใหเห้ ็นเป็นประเดนได ็ ้ดังน้ี 5.1 ลักษณะของศาสนา 5.1.1 วิชาศาสนามุ่งแสวงหาความรู้เก ี่ ยวกบรัูปแบบวิถี และอิทธิพลของ ศาสนาทีมีต่อชีวิตและสงคมั รวมท้งการตั ีความหลกคัาสอนตํ ่าง ๆ พยายามตอบปัญหา พื้นฐานท ี่ เก ี่ ยวกบชั ีวิตโดยการยดเอาศรึ ัทธาในหลกพั้ืนฐาน ส่วนวิชาปรัชญามุ่งแสวงหาการแกปั้ญหาท ี่ เกิดข้ึน เพ ื่ อพยายามเขาใจตนเองและโลกโดยอาศ ้ยเหตัุผลเป็นหลกการและจัุดยนในการมองป ื ัญหาต่าง ๆ 5.1.2 วิชาศาสนาพึงแสวงหากฎทวไป ั่ ซึ่งเป็นบรรทดฐานชั ีวิตของศาสนิก ในศาสนาน้นัๆ ส่วนวิชาปรัชญาไม่ได้มุ่งแสวงหากฎทวไปเหม ั่ ือนวิทยาศาสตร์และศาสนา เป็นการ แสวงหาความเขาใจเก ้ ี่ ยวกบปั ัญหาพ้ืนฐานอนมั ีลักษณะเป็นนามธรรม สัมพนธั ์กบประสบการณ ั ์ ชีวิต ซึ่งยอมแตกต่ ่างกนไปตามกาลเวลาและสถานท ั ี่ 5.1.3 วิชาศาสนามิไดใช้เหตุ้ผลเพียงอยางเด่ ียวมาอธิบายประสบการณ์ของ ชีวิตแต่อาศยความงามและอารมณั ์ความรู้และศรัทธามาเป็นองคประกอบเพ ์อท ื่ ี่ จะเขาใจในหล ้กธรรมั ศาสนา วิชาปรัชญามิไดแสวงหาความช ้ ื่นชมและความงามในตงของมั นเองในการตรวจสอบ ั ทบทวน ไตร่ตรองวิจารณ์ปัญหาต่าง ๆ อาจจะเกิดมีความช ื่ นชมและความงามควบคู่กนไปด ัวย้ 5.1.4 วิชาศาสนามุ่งพิสูจน์ความจริง อันเป็นคาตอบป ํ ัญหาเร ื่ องชีวิตซึ่ ง มีลักษณะเฉพาะตน ในแต่ละศาสนาบางอยางอาจจะสอดคล่องลบลอยก้นกับพั ิธีการ กฎเกณฑทาง์ วิทยาศาสตร์และสงคมศาสตรั ์ แต่ไม่สามารถพิสูจน์ได้ทุกกรณี เพราะศาสนาเป็นเรื่องความเชื่อต่อ สิ่งนอกเหนือกฎธรรมชาติแต่วิชาปรัชญาพยายามความหลีกเล ี่ ยงการพิสูจน์ตามแบบทางวิทยาศาสตร์ คงมุ่งแต่ค้นควาหาค้าตอบวํ าอะไรจร ่ ิงอะไรไม่จริงต่อไป 5.1.5 วิชาศาสนายึดมนในเร ั่ ื่ องของคุณค่าและขอเท้ ็จจริง ถือว่ามีมาใน ศาสนาเพราะทาให ํ ้การปฏิบัติตามหลกมั ีความหมาย แต่วิชาปรัชญามีปัญหาเร ื่ องคุณค่าและ ข้อเทจจร็ ิง แสดงบทบาทแตกต่างกนักล่าวคือวิชาอภิปรัชญาเก ี่ ยวกบความจรั ิงข้นสัูงสุดญาณวทยาิ เก ี่ ยวกบขัอเท้จจร็ ิง ส่วนจริยศาสตร์เก ี่ ยวของโดยตรงก ้บคัุณค่าแต่ละลทธั ิแต่ละสานํ กทางปร ั ัชญาเน้น บทบาทของคุณค่าไม่ตรงกนั


47 อยางไรก ่ตาม็ ในทางตะวนออกศาสนาปร ั ัชญาไม่แยกขาดจากกนเหมั ือนตะวนตกั คือศาสนาคริสตไม์ ่ถือว่าเป็นระบบปรัชญาระบบหน ึ่ ง หากแต่เป็นเร ื่องประสบการณ์ชีวิตของผู้ที่ เช ื่อในพระผเปู้ ็นเจาตามประเพณ ้ ีของชาวยวในข ิ้นตั ้น ต่อมานกเทววั ทยาในศาสนาคร ิ ิสตได์ ใช้ ปร้ ัชญา กรีกมาช่วยอธิบายและให้เหตุผลสนบสนัุนขอความเช้ ื่อในศาสนาคริสต์ด้วยเหตุนี้จึงทาใหํ ้ระบบ ปรัชญาและศาสนาของตะวนออกและตะวันตกแตกตั ่างกนัหรือกล่าวอีกนยหนั ึ่ งกคือ็ศาสนา ตะวนตกแยกจากปร ั ัชญา ส่วนศาสนาตะวนออกไม ั ่แยกจากปรัชญา แต่ถึงอยางน่้นกัตามท็ ้งศาสนาั และปรัชญาต่างกมีข้ ็อเหมือนกนั คือเป็นผลผลิตของประสบการณ์ชีวิต ความสัมพันธ์ระหว่างศาสนากบวัทยาศาสตริ ์ เม ื่ อพิจารณาอยางละเอี ่ยดแล้ว ดูเหมือนวาว่ ิทยาศาสตร์จะไม่เก ี่ ยวของก้นกับวั ิชาศาสนา แต่อยางไร ่เช่น วิชาฟิสิกส์เคมีชีววิทยา ดาราศาสตร์หรือแมแต้ ่วิชาจิตวิทยา เพราะวิชาเหล่าน้ีมี พื้นฐานอยที่ตั ู่วของตวเองั วิธีการศึกษาคนคว้าอย้ างเด็ ่ดขาดและวตถัุแห่งการศึกษาน้นเป ั ็นเร ื่ อง สสารหรือวตถัุไม่เก ี่ ยวของก้บจั ิตหรือคุณภาพแต่อยางใด ่ เม ื่ อพิจารณาอยางล่ ึกซ้ึงแลวจะเห้ ็นได้วา่ ศาสนาประเภทอเทวนิยมมีความสมพันธั ์อยาง่ มากมาย โดยเฉพาะพระพทธศาสนาุอาจกล่าวได้วาม่ ีมลบทวูิธีการศึกษาและวตถัุแห่งการศึกษามี ลักษณะเป็นวทยาศาสตริ ์อยางย่งิ่ส่วนศาสนาประเภทเทวนิยมมีมูลบทตนอยบนความเชู่ื่อ ยอมม่ ี ความแตกต่างกนออกไป ั ซึ่งอาจกล่าวได้วาม่ ีลักษณะไม่เป็นวทยาศาสตริ ์ต่อไปน้ีขอได้พิจารณา ลักษณะของวทยาศาสตริ ์วาม่ ีข้อขดแยังและลงก้ นได ั ้กบศาสนาในแง ั ่มุมใดบาง้ 1. ลักษณะของวทยาศาสตริ ์ 1.1 วิทยาศาสตร์คือ ความรู้ที่แน่นอน รัดกมและเปุ็นระบบระเบียบมีหนาบรรยาย้ ข้อมูลของประสบการณ์อยางสมบู่รณ์และกลมกลืนกนดัวยถ้อยค้าทํ ี่ง่ายที่สุด 1.2 นักวิทยาศาสตร์เม ื่ อจะศึกษาปรากฏการณ์กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง จะเริ่มทําการ รวบรามขอมู้ลวิเคราะห์และจดแบั ่งเป็นประเภท ๆ ศึกษาดูเง ื่อนไขที่ชักนาใหํ ้มีขึ้นมาคือการคนหา้ สาเหตุรวบรามพฤติกรรมสมาเสมอ ํ่ คือการคนหากฎแล้วน้ าสํ ิ่งต่าง ๆ ทั้งหลายลงเป็นเร ื่ องราวอยาง่ เป็นระเบียบ 1.3 วิทยาศาสตร์พยายามศึกษาในเชิงปริมาณมากกวาคุ่ณสมบัติ โดยสนใจที่ จะ แสดงใหเห้ ็นถึงความสมพันธั ์ระหวางความเข่มของ้ 2 ปรากฏการณ์เช่น ความเขมของกระแสไฟฟ ้ ้า กบความเขั มของหลอดไฟฟ ้ ้า วิทยาศาสตร์ไม่ตอบวา่อยางไร ่แต่ใช้ข้อเทจจร็ ิงตอบเชิงปริมาณวา่ เท่าไร ดังน้นนักวั ิทยาศาสตร์จึงอาศยการวัดชังั่ตวงคํานวณและรายละเอียด เป็นต้น


48 1.4 วิทยาศาสตร์ทุกแขนงยอมพยายามหาสาเหตุ่เพราะเขาใจว ้า่ ถ้ารู้สาเหตุไดเรา้ กสามารถควบค็ุมพลงธรรมชาตั ิไดและอาจจะพยากรณ้ ์ในธรราชาติล่วงหนาได ้ ้ดังน้นในการปฏ ั ิบัติ เชิงวิทยาศาสตร์จึงเริ่มข้ึนดวยการส ้ ืบหาสาเหตุของปรากฏการณ์ต่างๆ เช่น สาเหตุของการตกผลึก ของสนิม ของการปลูกธญพั ืชไม่ไดผล้ ของไขมาลาเร้ ีย ไทฟอยดและมะเร์ ็ง ของเศรษฐกิจตกตํ่า และเศรษฐกิจเฟื่องฟ ูของนกหยัดงานขจองความลุมเหลว้หรือความสมฤทธั์ิผลทางการศึกษา ของศีลธรรมเส ื่อมโทรมในสงคมและในช ั ีวิตประจาวํ ัน หรือของสงคราม เป็นต้น โดยใช้คําวา่ ทําไม เช่น ทําไมเราจึงตองน้บถั ือศาสนา ดังน้ีเป็นต้น 2. ความรู้ทางวทยาศาสตริ ์ ความรู้ทางวิทยาศาสตร์อาจสรุปไดเป้ ็น 3 ลักษณะ ดังน้ี 2.1 ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ไดจากประสบการณ ้ ์และทดสอบดวยประสบการณ ้ ์ เพราะวิทยาศาสตร์ไดใช้ ้วิธีหาความรู้ทางอุปนัย โดยอาศยอายตนะั สัมผัส คือ หู จมูก ลิ้น กาย ความเช ื่ออะไรก็ตามท ี่ไม่อาจจะรู้จักได้ด้วยประสาทสัมผสเหลั ่าน้ี ถือว่าอยู่นอกขอบเขตของ วิทยาศาสตร์ 2.2 ความรู้ทางวทยาศาสตริ ์เป็นสาธารณะและสากล กล่าวคือเม ื่ อเราพบขอเท้จจร็ ิง อันหน ึ่ งแล้ว เรายอมสามารถอธ่ ิบายใหคนอ้ ื่นฟังได้รวมท้งสามารถจะแสดงหรั ือทดลองใหคนอ้ ื่น เห็นได้ความรู้อยางน่้ีเป็นสาธารณะ ดังน้นความรั ู้ทางวทยาศาสตริ ์จึงสามารถอธิบายใหคนอ้ ื่ นท ี่ อยู่ ในเงื่อนไขเดียวกนเขั าใจได ้และม้ ีลักษณะสากล 2.3. ความรู้วิทยาศาสตร์มีลักษณะเป็นเง ื่อนไขและสามารถคาดหมายในอนาคตได้ คือ ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ไม่วาจะสล่บซับซัอนอย้ างไร ่แค่ไหน กมี็หลกอยัวู่า่ “สิ่งๆ นี้ ถ้าอยู่ ภายใตเง้ ื่อนไขน้นอะไรจะเก ั ิดข้ึนกบมั ัน” เพราะวิธีอุปนยเปั ็นวิธีการกาวกระโดดจากบางส ้ ิ่งไปสู่ทุก สิ่งและเป็นการกระโดดจากอดีตไปสู่อนาคตและเพราะหลกฐานทั ี่เราไดจากประสบการณ ้ ์ใด อดีต ทําใหเราสามารถสร ุ้ปได้วาอนาคตจะเป ่ ็นอยางน่้นอยัางน่้ี 3. ข้อแตกต่างระหว่างวทยาศาสตริ ์กับศาสนา 3.1 ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ลักษณะเป็นเง ื่อนไข และใหความม้ นใจได ั่ในระด ้ ับ น่าจะเป็น เช่น ข้อความวา่ ถ้าเล่นกลางแดดมากจะปวดศีรษะแม้วาจะเป ่ ็นความรู้สากลแต่กตั ็้งอยบนู่ สมมติฐานและการควบคุมตวแปร ั ความรู้ทางศาสนามีลักษณะเป็นสจจะั และเป็นสากลไม่มียกเว้น ตรงกนขัามก้บั ความรู้ที่เป็นเง ื่อนไข เช่น พุทธศาสนาอธิบายวา่ “มนุษยกระท์าการเพราะแรงจํูงใจ คือ กิเลส” นั้นกคือ็มนุษยทุ์กคนยอมม่ ีกิเลส มนุษย์ทุกคนยอมม่ ีกิเลส ในศาสนาคริสตกล์ ่าววา่ “ทุกคนมีบาป ติดตวมาแตั ่กาเนํ ิด” กเพราะเช็ ื่ อวามนุ่ษย์สืบเช้ือสายมาจากมนุษย์คู่แรกของโลก คืออาดมกับอั ีวา


49 ซึ่งถูกพระเจาสาปเป ้ ็นมรดกแก่ลูกหลาน และในศาสนาอิสลามสอนวา่ “ความตายคือความประสงค์ ของพระเจ้า” ข้อความเหล่าน้ีเป็นความรู้ขั้นอนตั ิมะคือสูงสุด 3.2 ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ปราศจากความรู้สึก ค่านิยมและอตตาั เป็นเร ื่ องของ ปริมาณ ซึ่งไดมาจากการว้ ัด ชัง่ตามและคานวณํ แต่ความรู้ทางศาสนาเป็นเชิงคุณภาพและเป็นเร ื่ อง ที่เก ี่ ยวกบอารมณั ์หรือความรู้สึกค่านิยมสมพันธั ์กบเจตนารมณั ์ (อัตตา) อยางแยกก่ นไม ั ่ออก 3.3 ความรู้ทางวิทยาศาสตร์แยกสิ่งที่ศึกษาออกจากกอารมณ์และความรู้สึก มิฉะน้นจะไม ั ่ไดความร้ ู้สึกสากล ถ้าแยกออกไม่ไดความร้ ู้นั้นจะมีลักษณะเป็นเร ื่ องส่วนตวและั ต้องผาน่กรอบ จึงมีลักษณะเป็น “รู้เก ี่ ยวกบั ” ส่วนความรู้ทางศาสนาเกิดจากการเขาไปผ ้กพูัน เป็นส่วนหน ึ่ งของสิ่งท ี่ เราศึกษา ความรู้จึงไม่ต้องผาน่ “กรอบ” ลักษณะความรู้จึงเป็นการรู้จัก เพราะไม่ต้องผานกรอบกลาง่ 3.4 ความรู้ทางวิทยาศาสตร์เป็นความรู้ที่อยนอกู่กล่าคือวตถัุแห่งการศึกษาและวิธี การศึกษา เป็นเร ื่ องแยกออกจากความรู้สึก ค่านิยม หรือรสนิยมของผู้ศึกษาเองดวยจุ้ดมุ่งหมายของ การศึกษาวิทยาศาสตร์อันสูงสุด กคื็อการหลุดพนจากอารมณ้ ์และความรู้สึกส่วนตววางตั วเปั ็นกลาง ไม่เขาไปผ ู้กพนกับสั ิ่งท ี่ เราจะศึกษาหาความจริงเก ี่ ยวกบมั ัน ดังน้ัน ในการหาความจริงทาง วิทยาศาสตร์ ผู้ศึกษาจะอยรอบนอกู่ จะเข้าไปผกพูัน หรือเขาไปเป ้ ็นส่วนหน ึ่ งของสิ่งท ี่ เราศึกษา ไม่ได้ แต่ในทางศาสนาตรงกนขัาม้ คือ ไม่แยกผู้ศึกษาออกจากสิ่งที่ถูกศึกษาเพราะตองการ้ “รู้จัก” หรือเป็นอนเดั ียวกบสั ิ่งท ี่ เราศึกษาน้นั ที่เรียกวา่ “เขาถ้ ึง” บ้าง “บรรลุ” บ้าง กคือความเข้ ็ าไป เป็นเอกภาพกบสั ิ่งที่ถูกศึกษา กล่าวคือ ผู้ศึกษาได้ยึดเอา “ความจริง” ของศาสนาที่ตนเองนับถือ ปฏิบัติอยนั ู่้นไวเป้ ็นส่วนหน ึ่ งของตนเท่า ๆ กบทั ี่ตัวของเขาเป็นส่วนหน ึ่ งของ “ความจริง” นั้น 3.5 ความรู้ทางวทยาศาสตริ ์ตั้งอยบนฐานแหู่่งสิ่งท ี่เป็นรูปธรรม สามารถแสดงออก ให้ผู้อื่นรับรู้ด้วยอวยวะสัมผัสทั้งั 5 ได้ส่วนความรู้ทางศาสนาเป็นความรู้สึกท ี่เป็นนามธรรมเก ี่ ยวกบั อํานาจท ี่มองไม่เห็น ซึ่งควบคุมชะตาชีวิตในฐานะกาหนดชํวดั่ี และปรารถนาสมพันธั ์กนเขัาอย้าง่ เอกภาพ เป็นเรื่องเฉพาะตน 4. ทัศนะของศาสนาเทวนิยมต่อวทยาศาสตริ ์ ศาสนาฝ่ายเทวนิยมแสดงทศนะตั ่อวิทยาศาสตร์ในลกษณะดังตั ่อไปน้ีเป็นเจ้า 4.1 ศาสนากบวั ิทยาศาสตร์มีบ่อเกิดมากแหล่งเดียวกนั คืออุบัติมาจากพระผเปู้ ็นเจ้า 4.2 ศาสนากบวั ิทยาศาสตร์แตกต่างกนอยั ่างสิ้นเชิง ถือวิทยาศาสตร์อาศยเหตัุผล แต่ศาสนาอาศยศรั ัทธา หรืออารมณ์ทั้ง 2 ศาสตร์ไม่สามารถจะบรรจบกนได ัเลย้ และไม่อาจ เปรียบเทียบกนได ั ้


50 4.3 ศาสนาเป็นสจธรรมมากกวัาว่ ิทยาศาสตร์ และมีความขดแยังก้นอยัางตรงก่นั ข้าม กล่าวคือ ศรัทธาอนเป ั ็นตัวศาสนายอมอย่เหนู่ือเหตุผล เหตุผลควรสนบสนัุนศรัทธาแต่เหตุผล ในตงของมันเองทัาลาอํ ิสรภาพของมนุษยในการท ์ ี่ จะร่วมกิจกรรมกบพระผั เปู้ ็นเจาโดยจ ้ากํดความคั ิด ลงสู่ที่เรียกวา่ ข้อเทจจร็ ิง 4.4 วิทยาศาสตร์ไม่เป็นทางนาไปส ํ ู่สัจธรรมช้นสัูง เพราะวิทยาศาสตร์ยิงพ่ฒนาั มากเท่าใด กย็อมแสดงข่ ้อบกพร่องของศาสนามากเท่าน้นัเพราะสิ่งท ี่เป็นศาสนาน้นอยัเหนู่ือ ธรรมชาติที่มองไม่เห็น 5. ความสัมพนธั ์ของศาสนากบวัทยาศาสตริ ์ ศาสนากบวั ิทยาศาสตร์มีความเก ี่ ยวของก้นั ดังน้ี 5.1 ในฐานะเป็นวิถีชีวิตและระบบความรู้ของมนุษย์อาจกล่าวได้ว่า ศาสนากบั วิทยาศาสตร์เป็นกิจกรรมของมนุษย ์ ซึ่งลวนแต้ ่จะเป็นสิ่งสนบสนัุนกนและกันั เพ ื่อประโยชนของ์ มนุษย์นันเอง่ความรู้ทั้งปวงของมนุษยเม์ ื่ อจาแนกออกแลํวม้ ี 3 ศาสตร์นั้น ยอมศ่ ึกษาเรื่องเดียวกนั คือ เร ื่องโลกและชีวิต นันก่ คื็อการศึกษาธรรมชาติสิ่งแวดลอมหร้ ือโลกภายนอก รวมท้งตัวมนัุษย์ เองโดยการไม่เอาอารมณ์ (อัตตา) ของตนเขาไปเก ้ ี่ ยวของ้ ไดความร้ ู้เก ี่ ยวกบสั ิ่งแวดลอมและเป ้ ็น ความพยายามทีจะจดการกับวัตถัุต่าง ๆ ใหอย้ ในอ ู่านาจควบคํุมและนามาใช ํ เป้ ็นอุปกรณ์ของมนุษย์ เพ ื่อให้ชีวิตได้รับความสะดวกสบายมากข้ึน ยนเวลา่ สถานท ี่ใหเร้ ็วและใกล้ชิดมากข้ึน มนุษย์ สมารถประหยดเวลาัแรงงานและความสิ้นเปลืองได้ อีกท้งได ั ใช้ ้ชีวิตอย่างปลอดภยซั ึ่งเป็น ความสมพันธัของคนก์บสั ิ่งแวดลอม้หรือระบบนิเวศวิทยา 5.2 ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ นอกจากจะใชในการควบค ุ้มและสร้างสรรค์ สิ่งท ี่ เรียกธรรมชาติที่อยรวมตู่วแลั ้ว ยังนามาจํดการกับความสัมพันธั ์ของคนที่มีต่อกนในส ั งคมในฐานะ ั ที่มนุษยเป์ ็นสตวั ์สังคม รวมกนอยั เปู่็นกอน้ เป็นชุมชน พฤติกรรมในแง่มุมต่าง ๆ เช่น ด้านการผลิต การแลกเปลี่ยน ที่เรียกวาเช่ ิงเศรษฐกิจ วาท่าอยํ างไรส ่งคมจั ึงจะหมุนไปสู่อุดมคติอยางกลมกลื ่นและ ปลอดภยทั้งในด ัานการเม้ ือง หรือเศรษฐกิจและการศึกษา เป็นต้น เพราะนบวันทวั ีความสลบซับซัอน้ ยิ่งข้ึนมนุษยไม์ ่สามารถเขาใจพฤต ้ ิกรรม หรือความสัมพนธั ์ในแง่มุมเหล่าน้นได ัอย้ ่างครบถวน้ สมบูรณ์จําเป็นตองอาศ ้ยวั ิทยาศาสตร์เป็น “กรอบ” แยกแยะใหมนุ้ษย์รู้จักบทบาทและหนาท้ ี่ ของตน และสงคมั 5.3 ส่วนความสมพันธั ์ในดานความเช้ ื่อ ความบนดาลใจ ั ซึ่งเป็นเร ื่ องคุณภาพหรือ คุณค่าของมนุษย์ที่อยนอกขอบขู่่ายของวิทยาศาสตร์กเป็ ็นเร ื่ องท ี่ มนุษย์ทุกคนจาตํ องใช ้ ้วิธีเขาไปร ้ ู้จัก ด้วยใจต่อใจ พึงเอาใจเขามาใส่ใจเรา หรือดวยการถ้ ่ายทอดชีวิตจากชีวิต ซึ่งเป็นวิธีที่ใชเฉพาะใน ้ เร ื่ องขอมนุษย์ต่อมนุษย์เรียกวา่มนุษยศาสตร์ ์


51 วิชาศาสนาในฐานะเป็นแกนกลางแห่งคุณค่าของศาสนาท้งปวง ันอกจากจะมีหนาท้ ี่ทํา ให้บุคคลบรรลุอุดมคติหรือความจริงข้ึนสูงสุดในชีวิตของตนแล้ว ยังมีหนาท้ ี่ในการธารงรํ ักษาคุณคา่ ของมนุษยและความส์มพันธั ์ต่อกนของคนในส ังคมทั ี่ เรียกวา่ “ความดี” เพราะศาสนาเป็นวิถีแห่ง ความสมพันธัของมน์ุษย์ มีความดีเป็นคุณภาพแห่งความเป็นคนและแห่งพฤติกรรมที่พึงประสงค ์ เป็นคุณธรรมของมนุษย์ที่จะถึงปฏิบัติต่อสิ่งแวดลอมอย้างร่ ู้เท่าน้นัเพอให ื่ ้ชีวิตท้งสามสั ่วนคือ มนุษย์ สังคม และธรรมชาติไม่ต้องเสียดุลต่อกนั มีความกลมกลืนกนอยั างไม ่ ่เป็นโทษภัยต่อกนั ความสัมพันธ์ระหว่างศาสนากับกฎหมาย วิวัฒนาการของสังคมมนุษย์ที่มีการรวมกนอยั ู่เป็นกลุ่มเป็นกอน้ จําเป็นท ี่ จะตองม้ ี กฎระเบียบหรือกติกาของสงคมหรั ือชุมชนเป็นเคร ื่ องบงคั ับ เพ ื่อป้องกนการกดขั ี่ ข่มเหง รังแก เอาเปรียบซ ึ่ งกนและกันัและมีความจาเปํ ็นท ี่ มนุษยจะต์องท้าหนําท้ ี่ ของตนเองเพ ื่อความเป็นไปของ สังคม จึงตองม้ ีการกาหนดสํ ิทธิและหนาท้ ี่ใหสมาช ้ ิกในสังคมไดปฏ้ ิบัติ เม ื่ อรัฐเกิดข้ึนอานาจการํ บริหาร การบญญั ัติกฎ ระเบียบต่างๆ และการพิพากษาจาเปํ ็นตองเก้ ิดข้ึนตามมา สถาบนนั ิติบัญญัติ กฎ ระเบียบต่าง ๆ และการพิพากษาจาตํ ้องเกิดข้ึนตามมา สถาบนนั ิติบัญญัติเพ ื่ อออกกฎหมายของ รัฐจึงถือวาเป่ ็นสถาบนทั ี่ต้องอยบนความยู่ ุติธรรม หรือความเป็นธรรมแก่สมาชิกในสงคมั เมื่อกฎหมายที่ใชเป้ ็นเคร ื่ องมือในการบงคั บให ัสมาช ้ ิกทุกคน จะตองปฏ ้ ิบัติตนตามตองม้ ี ธรรมเป็นรากฐานน้นั จําเป็นท ี่ กฎหมายที่ต้องอางอ้ ิงหลกความเชั ื่อ ประเพณีวัฒนธรรมและศาสนา ไม่เพียงแต่เป็นเคร ื่ องช่วยเหลือในการควบคุมความประพฤติทางกาย วาจาเท่าน้นยังคั ุ้มครองจิตใจ อันเป็นจุดเริ่มตนแห้ ่งพฤติกรรมต่างๆ อีกดวย้ตามท ี่ปรากฏในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาต์ ิ ในสมยใดท ั ี่ผู้ปกครองต้งอยั ในธรรม ู่ ใชความย้ ุติธรรมบริหารบานเม้ ือง ในสมยนั้นประชาชนก ั มี็ ความสุขร่มเย็น ในการทาใหํมนุ้ษย์ตั้งอยในความเสมอภาคก ู่นทัวหนั่าน้ ้นั จะตองอาศ ้ยกฎระเบั ียบ ที่เรียกวา่ กฎหมายเป็นเคร ื่ องมืออยางจ่ าเปํ ็น การที่รัฐสร้างกฎหมายและระเบียบในสงคมขั้ึนมาน้นั กเพ็ ื่ อพิทักษ์คุ้มครองศาสนาและความดีของประชาชนน้นเองั ในสมยแรกๆักฎหมายเริ่มข้ึนบนรากฐานแห่งศีลธรรม ในศาสนามนุษย์ถือวากฎหมาย่ กบศั ีลธรรมเป็นศีลธรรมเป็นเร ื่ องเดียวกนัแมจะเป ้ ็นบางส่วนท ี่เป็นขอตกลง้ เป็นกฎ กติกา เป็นขอตกลงก้นเองัเพ ื่ อความสะดวกเพราะถือวากฎหมายคล่ ี่คลายออกจากพื้นฐานศาสนาและระยะ หลงทางยั โรปุประมาณ ค.ศ. 15-16 เห็นวาศ่ ีลธรรมกบศาสนาควรแยกกั นโดยเฉพาะในความหมาย ั นิติศาสตร์และศตวรรษท ี่ 19 นักนิติศาสตร์ตะวนตกเหั ็นวา่ ศีลธรรมกบกฎหมายจะตัองแยกก้ นโดย ั เดดขาด็ โดยมีแนวความคิดวา่ “รัฐมีอํานาจอธิปไตยไม่ต้องอยในอ ู่านาจใด ํๆ ทั้งสิ้น” ศีลธรรมกบั กฎหมายแตกต่างกนอยัางส่ ิ้นเชิง เพราะกฎหมายเป็นคาสํงของรั่ัฐฐาธิปัตย์ซึ่งอาจเป็นธรรมกได็ ไม้ ่


52 เป็นธรรมกได็ ้ผลกคื็อกฎหมายเป็นสาเหตุแห่งความไร้จุดยนแกื ่สงคมขาดรากฐานักฎหมายมี ลักษณะเป็นอตตวั ิสัย เป็นบ่อเกิดแห่งความทุกขและอย์ ุติธรรมแก่คนบางพวก แต่กกล็ บกลายเป ั ็น ประโยชน์แก่คนบางพวก ในที่สุด ปัจจุบันกมาถ็ ึงยคทุี่วา่กฎหมาย ศีลธรรมและความยุติธรรม แมอาจจะถู้กมองวา่ เป็นสิ่งท ี่ แตกต่างกนัแต่กมี็ความเห็นลงรอยกนัวาม่ ีรากฐานอยางเด่ ียวกนั คือต่างเป็นปรากฎการณ์ ในสงคมมนัุษย์ที่ถูกผลกดั นโดยแรง ัเจตนารมณ์ที่จะใฝ่หาความเป็นธรรมและความดีงาม แต่เพราะ ด้วยวิวัฒนาการทางการสังคมท ี่ สลบซั ับซอนมากข้ ้ึน ทําให้มองเห็นว่าศีลธรรมหรือศาสนากบั กฎหมายมีลักษณะท ี่ แตกต่างกนั ซึ่งอนทั ี่ จริงจะแยกออกจากกนโดยเด ัดขาดน็ ้นไม ั ่ไดเพราะยามใดท ้ ี่ กฎหมายตากลงสู่ยุคของกฎหมายแขงกระด็าง้หรือยนหยื ดในแบบพ ั ิธีการ จนกระทงกฎหมายตามั่ ซากในยามข้นพลังคัุณภาพท ี่ สถิตอยในดวงจ ู่ิตของมนุษย์ทุกคนกจะแสดงออกมาเพ็ ื่ อความสมบูรณ์ ของกฎหมาย เพราะฉะน้นกฎหมายกับศาสนาจั ึงมีความสมพันธั ์กนอยั างแยกไม ่ ่ออก ตลอดเวลาท ี่ กฎหมายเจริญพฒนามาตั้งแตั ่อดีตจนถึงปัจจุบัน ความคิดทางศีลธรรมความยุติธรรม ความดีงามได้ เขามาท้ าใหํกฎหมายม้ ีความถูกตองและย้ดหยื นไดุ่ตามสมควร ้ ทั้งน้ีเพราะรากฐานแห่งศีลธรรมและ กฎหมายเป็นเรื่องเดียวกนักล่าวคือ มนุษยธรรมนนเองั่ ความสัมพันธ์ระหว่างศาสนากบรั ัฐศาสตร ์ ศาสนากบรั ัฐศาสตร์สัมพนธั ์กนในฐานะท ั ี่ศาสนาเป็นหน ึ่ งของสังคมที่มีความสาคํ ัญ ใหความหมายเอกภาพและส ้ญลักษณั ์ของชาติเป็นท ี่ มาของการถ่ายทอดทางวฒนธรรมขนบธรรมเนั ียม ประเพณีของชาติและเป็นวิถีประชาชนของชาติ ศาสนาเป็นบ่อเกิดของคติธรรมอนเป ั ็นหลกคั ุ้มครองสงคมั ไม่เพียงแต่ด้านพฤติกรรมทาง กายเท่าน้นัแต่รวมไปถึงความรู้สึกสานํ ึกอีกดวย้ การปกครองเป็นเร ื่ องของคน 2 ฝ่าย คือ ฝ่ายผปกครองและฝ ู้ ่ายผอยู้ ใตู่การปกครองท ้ ี่ จะพึงปฏิบัติต่อกนบนหลักธรรมั อันเป็นที่ตั้งแห่งระเบียบ และกฎเกณฑทางส์งคมัสมยใดท ั ี่ผู้ปกครองต้งอยั ในธรรม ู่ใหความเป ้ ็นธรรมเป็นหลกในการบร ั ิหาร บ้านเมือง สมยนั้ันประชาชนก็มีความผาสุก ร่มเย็น ดังน้ันธรรมของศาสนาจึงเป็นรากฐาน แห่งการปกครอง อยางจ่ าเปํ ็นและหลีกเล ี่ยงไม่ได้ วิชารัฐศาสตร์มาข้ึนมาจากปรัชญาการเมืองกมี็ราฐาน อยบนจรู่ิยศาสตร์ จริยศาสตร์เป็น วิชาที่วาด่วยคุ้ณค่าความประพฤติของมนุษย์วา่ ผิด ถูก ชัว่ดีอยางไร ่ ดังน้นั มาตรฐานหรือเกณฑ์ การตดสั ิน ถูก ผิด จึงเป็นเร ื่ องของขอบเขตศีลธรรมในศาสนาเมื่ อศีลธรรมเป็นบ่อเกิดแห่งคุณค่า ถูก ผิด แลวบรรดาการปฏ ้ ิบัติหรือความสมพันธั ์ระหวางมนุ่ษย์ทั้งปวง คือ อาศยศาสนาเป ั ็นวิถีทาง ดําเนินไปสู่เป้าหมายของชีวิตและความกลมกลืนทางสงคมั


53 สรุปท้ายบท ศาสนามีส่วนสมพันธั ์กบศาสตรั ์ต่างๆ มากมายท้งนั้ีกเพราะ็ ศาสนาเป็นบ่อเกิดของศาสตร์ ทั้งปวง ดังจะเห็นไดในรายละเอ ้ ียดดงนั้ี 1. ศาสนากบการศั ึกษา การศึกษาคือกระบวนการพฒนาชั ีวิตเป็นตวพั ฒนาและเป ั ็น เคร ื่ องมือสาหรํ ับพฒนาบัุคคลซ ึ่ งกตรงก็บหลักศาสนาทั ี่มุ่งอบรมใหคนพ้ฒนาทั้งตั ัวเองและตั้งอยในู่ คุณธรรมอนดั ีงาม 2. ศาสนากบวัฒนธรรมั วัฒนธรรมคือครรลองแห่งชีวิตอนครอบคลัุมทุกอยางท่ ี่ มนุษย์ ไดสร้ ้างข้ึน คิดหรือประดิษฐ์คิดคนและความเช้ ื่ อถือและปฏิบัติตามความเชื่อถือ ศาสนาจดวั าเป่ ็น วัฒนธรรมอยางหน่ ึ่ง เพราะเก ี่ ยวกบความเชั ื่ อถือและปฏิบัติตามความเช ื่ อถือน้นั 3. ศาสนากบปร ั ัชญา ศาสนากบปร ั ัชญามีความใกล้ชิดกนมากั คือ ศาสนาพยายาม แสวงหาความผสมกลมกลืนระหว่างบุคคลกบโลก ัส่วนปรัชญาพยายามเขาใจโลกอย ้ ่างรวมๆ โดยหวงจะได ัพบความหมายอ้นแทัจร้ ิงของโลก ศาสนาและปรัชญาจึงเหมือนกนตรงทั ี่ต่างกแสวงหา็ ความจริงข้นสัูงสุดเก ี่ ยวกบมนัุษยและสภาพแวดล์อมของมนุ้ษย์ด้วยกนกันัแต่ในแง่นี้มีข้อแตกต่าง อยบ้ ู่าง คือปรัชญาเม ื่ อคนพบความจร้ ิงแลวก้หย็ดเพุยงนี้นั แต่ศาสนาเมื่อพบความจริงแลวน้ามาํ ปฏิบัติอยางไรก ่ตามท็ ้งปร ั ัชญาและศาสนาน้นมั ีส่วนสมพันธั ์กนอยั างใกล ่ ้ชิดแยกกนไม ั ่ออก 4. ศาสนากบวั ิทยาศาสตร์ ถ้าพิจารณาอยางผ่วเผินดิูเหมือนวาศาสนาจะไม ่ ่เก ี่ ยวกบั วิทยาศาสตร์เลย แต่ถ้าดูอยางล่ ึกซ้ึงแล้ว ศาสนามีส่วนสมพันธั ์กบวั ิทยาศาสตร์เช่นเดียวกนโดยเฉพาะ ั อยางย่งศาสนาพิ่ทธมุีวิธีการศึกษาและวตถัุแห่งการศึกษา มีลักษณะเป็นวิทยาศาสตร์อยางย่งิ่ส่วน ศาสนาประเภทเทวนิยมมีมูลบทของตนอยบนความเชู่ื่อ ยอมม่ ีความแตกต่างกนไปอย ั างไรก ่ตาม็ นักวิทยาศาสตร์กคือ็ นักศาสนาน้นเองั ดังน้นจั ึงมีส่วนสมพันธั ์อยางล่ ึกซ้ึง 5. ศาสนากบกฎหมายั ในสมยเรั ิ่มแรกมนุษย์ถือวา่ศาสนากบกฎหมายเป ั ็นเรื่องเดียวกนั เน ื่องจากศาสนาเป็นเร ื่ องศีลธรรม แมบางส ้ ่วนจะเป็นขอตกลง้ เป็นกติกา ข้อตกลงกนเองเพราะถั ือ วากฎหมายมาจากพ่้ืนฐานของศาสนาแต่ภายหลงเหั ็นวาศ่ ีลธรรมกบกฎหมายความแยกจากกันและั ไดแยกออกจากก้ นไปตามท ั ัศนะของนักนิติศาสตร์ ปัจจุบันมาถึงยคทุี่วา่กฎหมายศีลธรรมและ ความยุติธรรม แมพอจะมองว้ าเป่ ็นสิ่งท ี่ แตกต่างกนัแต่กมี็ความเห็นลงลอยกนวัาม่ ีรากฐานอยาง่ เดียวคือต่างเป็นปรากฏการณ์ในสงคมของมนัุษย์ที่ถูกผลกดั นโดยเจตนารมณ ั ์ที่จะไม่หาความเป็น ธรรมและความดีงาม ดังน้นศาสนากั บกฎหมายจึ ังมีส่วนสมพันธั ์กนั 6. ศาสนากบรั ัฐศาสตร์สัมพนธั ์กนในฐานะท ั ี่ศาสนาเป็นหน ึ่ งของสงคมทั ี่มีความสาคํ ัญ ใหความหมายเอกภาพและส ้ญลักษณั ์ของชาติเป็นท ี่ มาของการถ่ายทอดทางวฒนธรรมขนบธรรมเนั ียม ของชาติเป็นวิถีประชาชนของชาติ


54 ศาสนาเป็นบ่อเกิดของคติธรรมอนเป ั ็นหลกคั ุ้มครองสงคมั ไม่เพยงเป ี ็นพฤติกรรมทาง กายเท่าน้นัแต่รวมไปถึงความรู้สึกสานํ ึกอีกดวย้ การปกครองเป็นเร ื่องของคนสองฝ่ายคือฝ่าย ปกครองและฝ่ายใตปกครองท ้ ี่จะปฏิบัติต่อกนบนหลักธรรมอั นเป ั ็นที่ตั้งแห่งกฎระเบียบและ กฎเกณฑของส์งคมั ดังน้นจั ึงสรุปได้วาศาสนาก่บรั ัฐศาสตร์มีส่วนสมพันธั ์กนอยัางแยกก่ นไม ั ่ออก


55 แบบฝึกหัด บทท 3 ี่ ความสัมพันธ์ ระหว่างศาสนากบศาสตรั ์ต่างๆ 1. จงอธิบายความสมพันธั ์ระหวางศาสนาก่บการศั ึกษามาพอเขาใจ ้ 2. ความสมพันธัระหว์างศาสนาก่บวัฒนธรรมมั ีวาอย่ างไรอธ ่ ิบายโดยละเอียด 3.ศาสนากบปร ั ัชญามีส่วนสมพันธั ์กนมากนัอยเพ้ ยงใดอธ ี ิบาย 4. ศาสนากบกฎหมายและรั ัฐศาสตร์มีความสมพันธั ์กนอยั างไร ่อธิบายโดยละเอียด 5. ศาสนากบวั ิทยาศาสตร์มีส่วนสมพันธั ์กนหรั ือไม่อยางไร ่อธิบายมาโดยละเอียด


บทท 4 ี่ ศาสนาพราหมณ ์ หร ื อฮินดู ศาสนาพราหมณ์เป็นศาสนาที่มีความเก่าแก่มากที่สุดในโลกศาสนาหนึ่ งมีอายุมากกว่า 4,000 ปี จากหลกฐานทางประว ั ัติศาสตร์และโบราณคดีที่ขุดคนพบอารยธรรมลุ้่มแม่นํ้าสินธุ สันนิษฐานได้ว่าชาวพ้ืนเมืองด้งเดั ิมท ี่ อาศยอยั ในชมพ ู่ ูทวีปหรือประเทศอินเดียในสมยโบราณน ั้นั ได้มีความเจริญทางวฒนธรรมและอารยธรรมสัูงแล้ว และมีการนบถั ือลทธั ิศาสนาอยางเป็ ่นระบบ มีการป้ันรูปเคารพของเทพต่างๆ ที่ตนนับถือ การนับถือในสมยนั้ัน เป็นลกษณะพหั ุนิยม แบบนบถั ือผสางเทวดาและธรรมชาตี ิ ต่อมาพวกอารยนซั ึ่งเป็นเผาท่ ี่ อาศยทางตอนเหนั ือของชมพทวูิปแถบใกลเท้ ือกเขาหิมาลัย ซึ่งเป็นชนเผาน่กรบั มีความสามารถสูงในการผลิตอาวธและรถศุึกและมีความชานาญในการใช ํอาวุ้ธ บังคบและรถศั ึก เก่งกลาในการรบ ้ ชอบทาสงครามขยายดํ ินแดน จนไดครอบครองชมพ้ทวูีปไวใน้ นําอาจเกือบท้งหมดัพวกอาหรับเชาปกครองและต ้ ้งมันอยั่ในบร ู่ิเวณแควนป้ ัญจาบและดวยนโยบาย ้ และกศโลบายในทางการเมุือง การปกครอง ชาวอารยนจั ึงพยายามกลืนชาติและทาใหํชาวพ้ ้นเมื ือง เจาของถ้ ิ่นเดิมยอมรับดวยว้ ิธีต่างๆ และที่สําคญประการหน ั ึ่ งคือการรวมเอาลทธั ิศาสนา ความเชื่อ ของพ้ืนเมืองเขามาไว ้ ในศาสนาของพวกตน ้ โดยมีการปรับปรุงให้เป็นส่วนหน ึ่ งของศาสนา เปลี่ยนแปลงชื่ อและเร ื่องราวใหเป้ ็นเทพสูงสุดในศาสนา และอนดับรองลงมาแลัวแต้ ่ความสาคํ ัญ เพ ื่อให้มีความนบถั ือความเชื่อร่วมกนในแนวเด ั ียวกนัพวกนกรบชาวอายั นได ัรวบรวมเร้ ื่ องราวและ แต่งเติมบทสรรเสริญพระเจ้า กฎวินัย แนวทางปฏิบัติพิธีกรรมข้ึนเป็นคมภั ีร์เพ ื่อเป็นหลกการของั ศาสนาข้ึน เรียกวา่ “คัมภีร์พระเวท” แปลวา่ “คัมภีร์แห่งความรู้” และนี่เองเป็นจุดเริ่มตนแห้ ่งประวัติ ความเป็นมาของศาสนาพราหมณ์ ฮินดูซึ่งมีปรากฏหลกฐานเป ั ็นลายลกษณั ์อักษร หลงจากนั้นั ศาสนาพราหมณ์กแบ็ ่งยคตุ่าง ๆ ตามวิวัฒนาการของศาสนาต่อมา ศาสนาพราหมณ์เกิดข้ึนก่อนศาสนาพทธและศาสนาเซนุและมีผู้นับถือศาสนาท ี่ เกิดข้ึน ภายหลงเพั ิ่มข้ึน ทําใหศาสนาพราหมณ ้ ์ตกตาเน ํ่ ื่ องจากมีคนถือนอยลง้ นักบวชศาสนาจึงช่วยกนั พยายามแกไขปร ้ ับปรุงเน้ือหาสาระและหลกธรรมคั าสอนให ํ ้ดีขึ้นและ เหมาะสมกบสภาวการณั ์ เกิดการปฏิรูปศาสนาเดิมเป็นศาสนาท ี่ปฏิรูปปรับปรุง แต่คัมภีร์ไดเพ้มเต่ิ ิมข้ึน ไดแก้ ่คัมภีร์อุปนิษัท และคมภั ีร์ภวคีตา และเพิ่มความเช ื่ อมนเรั่ ื่ องอวตารของพระเจ้า คือพระนารายณ์โดยถือวาพระพ่ทธเจุ้า เป็นองคอวตารองค์ ์ที่ 9 เพ่มมาจากวิ ิวัฒนาการและปฏิรูปศาสนาได้ดีและเหมาะสมยิงข่ ้ึน ให้ยืนหยัด อยไดู่้ท่ากลางศาสนาท ี่ เกิดข้ึนใหม่นี้เองศาสนา พราหมณ์จึงกลายเป็นศาสนาฮินดูในเวลาต่อมา


58 ศาสนาพราหมณ์หรือศาสนาฮินดูเป็นศาสนาพหุเทนิยม คือนบถั ือพระเจาหลายอง้ค์ รวมท้งนับถั ือผสางเทวดาี และมีความเช ื่ อวาธรรมชาต่ ิต่าง ๆ มีจิตวิญญาณที่มีอํานาจแฝงเร้นอยจึงู่ ยกยองให ่ เป้ ็นเทพีมากมาย ศาสนาพราหมณ์เดิมมีอายเกุ่าแก่มาก จึงไม่อาจสืบคนหาหล้ กฐานได ั ้วาใครเป็ ่นผู้ก่อต้งั จึงเป็นศาสนาท ี่ไม่ปรากฏวาว่าม่ ีศาสดา คงมีแต่ลัทธิความเช ื่ อถืออนมันคงั่คัมภีร์และเทพเจาต้ ่างๆ ที่นับถือเคารพสืบต่อกนมาถั ึงปัจจุบัน ซึ่งพอจะนามากลางเป ํ ็นยคไดุ้ดังน้ี ยุคพราหมณะ ประภาศรีสีอําไพ ไดกล้ ่าวไว้วาความเช่ ื่ อดงเดั ิมมีความเคารพยาเกรงธรรมชาตํ ิแม้สัตว์ เช่น โคกเป็ ็นที่นับถือ มีการแบ่งแยกคนเป็นวรรณะโดยมีนักบวชเป็นผู้ทําตาม ความประสงคของ์ อํานาจเบ้ืองบนเรียกวา่ ปรมาตมนหรั ือพรมัน ทุกอยางจ่ ึงเป็นไปตามพรหมลิขิต พราหมณ์จึงเป็น กลุ่มที่มีฐานอานาจเกํ ิดจากโอษฐของพระพรหม์กษตรั ิย์เกิดจากอุระพระพรหม แพศยเก์ ิดจาก เพลาของพระพรหม ศูทรเกิดจากบาทของพระพรหม ถ้าอยนอกวรรณะเหลู่่าน้ีจะถกดู ูถูกเหยยดหยามี รวมท้งพวกผสมวรรณะจะกลายเป ั ็นจณฑาลั ถือเป็นเสนียดจญไร ั ความเช ื่อในธรรมชาติทําให้มีเทวดากาเนํ ิดเก ี่ ยวกบธรรมชาตั ิเหล่าน้นั เช่น พระอาทิตย ์ พระอคนั ี พระคงคา เป็นต้น ต่อมาเกิดลทธั ินับถือภูตผีปีศาจเช ื่ อวา่ แมนร้ ่างกายตายไปวิญญาณ ยังคงอยต้องเช ู่่นสรวงบูชาดวงวิญญาณของบรรพบุรุษ ยุคพระเวท นงเยาว์ชาญณรงค์ไดกล้ ่าวไว้วา่ระหวาง่ 900-1,000 ปีก่อนพทธศุกราชั คัมภีร์พระเวท มีชื่ออีก ชื่อหน ึ่ งวา่ศรุติแบ่งออกเป็น 3 คือ มันตระ พรหมณะและอุปนิษัท ภาคท ี่ 1 มันตระหรือมนต์หมายถึง บทสวดสรรเสริญพระเป็นเจาเป้ ็นคาฉํนทั ์มีความ เก่าแก่เป็นอนดับแรกั ภาคท ี่ 2 พรหมณะ หมายถึง คําร้อยแกว้ อันกล่าวถึงพิธีกรรมและคาอธํ ิบายเก ี่ ยวกบั พิธีกรรมน้นัๆ มีความเก่ารองลงมาจากมนตระั ภาคท ี่ 3 ส่วนอุปนิษัท แปลว่าเขาไปน ้ ั่นใกล้ ฟังคาสอนของอาจารยํ เป์ ็นภาคท ี่ 3 แห่งพระเวท อันอธิบายถึงปรัชญาวาด่วยสภาพแห ้ ่งอาตมนและปรมาตม ั ัน คัมภีร์พระเวท แบ่งออกเป็น 4 คัมภีร์คือ 1. คัมภีร์ฤคเวทเป็นคมภั ีร์ที่มีอายเกุ่าแก่ที่สุด และเป็นคมภั ีร์แห่งความรอบรู้ในบทสวด สําหรับสรรเสริญพระเจ้า


59 2. คัมภีร์ชุรเวท เป็นคมภั ีร์รวบรวมบทร้องกรองใช้สาธยายในพิธีบูชายนในศาสนา ั 3. คัมภีร์สามเวท เป็นคมภั ีร์รวบรวมบทสวดมนต์สําหรับประกอบพิธีกรรมต่างๆ ของประชาชนทวไป ั่ 4. คัมภีร์อาถรรพเวท เป็นคมภั ีร์แห่งเวทมนตคาถา์การทาพํ ิธีแกเคล้ ็ด แกอาถรรพ้ ์ คุณไสยศาสตร์ต่างๆ คัมภีร์อุปนิษัท เป็นบทสรุปของพระเวท จึงมีชื่ออีกอยางหน่ ึ่ งวาเวทานตะ่ ซึ่งถือวาเป่ ็นการพฒนาปร ั ัชญา พระเวทให้ชัดเจนยงขิ่ ้ึน เป็นคมภั ีร์ที่อธิบายถึงธรรมชาติของสากลจกรวาลและวั ิญญาณของมนุษย์ นับเป็นตาราเลํ ่มแรกท ี่ อธิบายถึงการเกิดใหม่ของมนุษยและเร์ ื่ องราวของการเวียนวายตายเก่ ิด นับเป็น ตําราอุปนิษัทหลายคมภั ีร์ด้วยกนทั ี่นับวาเก่ ่าแก่จริงๆ มีประมาณ 10 คัมภีร์อายของคุมภั ีร์ที่เก่าแก่ ที่สุดคือ 600-800 ปีก่อนคริสตกาลแมนจะม้ ีข้อความขดแยังก้นเองบัาง้แต่ทุกคมภั ีร์มีจุดมุ่งหมาย เป็นอนเดั ียวกนั คือ ต้องการประกาศลทธั ิเอกเทวนิยม สิ่งน้ีเป็นความจริงสูงสุดของโลกมนุษยและ์ เอกภาพท้งหมดเป ั ็นการสาแดงตํวของพรหมั มนุษย์ทุกคนเป็นพรหม อยตลอดเวลาู่แต่ความ ไม่ชัดเจนเลยทาใหํ เป้ ็นงูไป ดังน้นั เม ื่ อมนุษย์รู้วาเขาค่ ือพรหม เขากได็บรรลุ้โมกษะธรรม ไม่ต้อง เวียนวายตายเก่ ิดในวฏสงสารอั ีกต่อไป (จันดา จันทร์แกว้. 2526 : 25 – 29) พรหมในที่นี้ คือพระเจาสู้งสุด หรือปรมาตมนซั ึ่งเป็นวิญญาณสูงสุดในจกรวาลทัุกสิ่ง ทุกอยาง่มาจากพระพรหมน้ีและจะกลบคั ืนไปสู่พรหม เม ื่ ออตมันนั้นหลัุดพนเข้าบรรล้ ุถึงโมกษะ ในคมภั ีร์อุปนิษัทในสงคมอั ินเดีย เกิดมีการคิดคนหาทางแห้ ่งความรู้นําสู่หลุดพนทุ้กข์ เกิดมีสํานกปร ั ัชญาที่สําคญเกั ิดข้ึน 6 สํานัก ปรัชญาเหล่าน้ีเป็นพ้นฐานทางภื ูมิปัญญาของศาสนา พราหมณ์หรือฮินดูในเวลาต่อมา ซึ่ง นงเยาว์ชาญณรงค์ไดกล้ ่าวไว้วา่ 1. ปรัชญามีมางสา ปรัชญาสานํกนั้ีสถาปนาโดย ฤาษี ไซมินีคําวาม่ ีมางสา หมายถึง การพิจารณาหาความถูกตอง้ หรือ สัจธรรม ปรัชญาสานํกนั้ีชื่อในเรื่ องอานาจเหนํ ือธรรมชาติ เช่น เร ื่ องพลงศักดั์ิสิทธ์ินรก สวรรค์ ปรัชญามีมางสาจึงเป็นปรัชญาเทวนิยม คือ นับถือพระเจ้า มีการยดถึ ือเอาพิธีกรรมทางศาสนาเป็นพ้นฐานของโมกษะ ื คือการหลุดพ้น 2. ปรัชญาเวทานตะหรืออุตาระ ปรัชญาสานํ กสถาปนาโดย ั ฤาษีนวยาสหรือพทรายนะ ในตอนแรกแลวว้ ิวัณนาการต่อเน ื่ องกนมาตลอดั คําว่า เวทาตะ แปลว่า ที่สุดของความรู้ หรือ ความรู้สูงสุด ปรัชญาสานํ ักน้ีถือว่า อาตมนกับพรหมั เป็นสิ่งเดียวกนัพรหม คือสิ่งสมบูรณ์ เป็นความแทจร้ ิง สิ่งต่างๆ มาจากพรหม ทุกคนจึงควรบูชาพรหมดวยในสงบ ้ ลัทธินี้มีการคนคว้ ้า หาเหตุผลแห่งโลกพร้อมท้งตรั ัสรู้สภาพของตนเองดวย้


60 3. ปรัชญานยายะ ปรัชญาสานํกนั้ีสถาปนาโดย ฤาษีโครมะ เป็นปรัชญามุ่งคนคว้าหา้ ความจริงเป็นหลกและยัดเอาึ โมกษะคือการหลุดพนเป ้ ็นเป้ าหมาย เป็นปรัชญาคิดคนหาความจร้ ิง ของโลกตามหลกของตรรกวัทยาิ คืออาศยการอนัุมานปรัชญานยายะมีทฤษฎีของความรู้วาไดมา้ จาก 4 ประการ ด้วยกนคั ือ 3.1 ความรู้ที่ได้รับมาจากประสบการณ์โดยตรง 3.2 ความรู้ที่ไดมาจากการค้ ิดคนหาเหตุ้ผล 3.3 ความรู้ที่ไดมาจากการเปร ้ ียบเทียบ เรียกวาความร่ ู้อนุมาน 3.4 ความรู้ที่ไดมาจากพยานหล้กฐานัเช่น ความรู้ที่ไดจากค้มภั ีร์พรเวท ปรัชญานยายะถือวาอาตม่ นเป ั ็นสภาพท ี่ คงอยนิรั ู่นดร และถือวาพระเจ่ าเป้ ็นผสรู้ ้างโลก เป็นผทรง ู้ ให้คัมภีร์พระเวท ปรัชญาสะนกนั้ีเป็นปรัชญาเทวนิยมและลทธั ินี้ถือวาเหมาะในการค ่นหาความร้ ู้ 4. ปรัชญาไวเศษกะิ ปรัชญาสานํกนั้ีสถาปนาโดย กนาทะ ปรัชญาไวเศษิกะเป็นปรัชญา ที่แยกมาจากปรัชญานยายะ คําวาไวเศษ ่ ิกะ คือคาเดํ ียวกบคัาวํา่ วิเศษ ปรัชญาไวเศษิกะปรับปรุง ปรัชญานยายะให้มีความสมบูรณ์มากยงขิ้ึน ปรัชญาไวเศษิกะมุ่งแสวงหาความจริงและยดในโมกษะ ึ หรือการหลุดพนจากการเว้ยนวีายตายเก่ ิดเป็นเป้าหมายสาคํ ัญ ชื่อวาช่ ีวิตปัจจุบันสิบเน ื่ องมาจากการ กระทาของตนเองํ ปรมาตมนเป ั ็นอนนตั ์คือไม่มีที่สิ้นสุด ไม่มีเบ้ืองต้น เบ้ืองปลาย ไม่มีรูปร่าง เหตุให้มีโลกและชีวิต ชีวิตคือส่วนยอยของปรมาตม ่ ัน ปรัชญาไวเศษิกะยงเปั ็นปรัชญากล่าวถึง ธรรมชาติของอนุภาคปรมาณูโดยกล่าววาทุ่กสิ่งทุกอยางในเอกภพเก ่ ิดข้ึนจากปรมาณูซึ่งแบ่งแยก ออกเป็นส่วนย่อยอีกไม่ได้และพระเจาเป้ ็นผู้สร้างโลกข้ึนจากปรมาณูในหลกการสรั ้างดาน้ จริยธรรม ปรัชญาไวเศษิกะมีความเห็นวา่เม ื่อไม่ทําความชววั่ิญญาณกบร็ ิสุทธ์ิพ้นความทุกขได์ ้ 5. ปรัชญาสางขยะ ปรัชญาสานํกนั้ี สถาปนาข้ึนโดยมหามุนีนิล สางขยะ แปลวา่ จํานวน หรือ การนับ ปรัชญาสางขยะสอนไว้วา่ ชีวิตประกอบไปดวย้ 2 ภาค ภาคหนึ่ง คือปุรุษะ ส่วนภาคหน ึ่ งคือประกฤติ กล่าวง่าย ๆ ชีวิตมี 2 ส่วน คือ สสารกบจั ิต เม ื่ อสองภาคน้ีประกอบกนเขั ้า ทําใหเก้ ิดสิ่งต่างๆ ตามธรรมชาติ เช่น พืช สัตว์คน พระเจ้า เม ื่ อจิตแยกออกจากสสารไดโดย ้ เดดขาดแล็วก้ จะไม ็ ่กลบมาเกั ิดอีกเม ื่ อพนจากการเว้ ียนวายตายเก่ ิด จิตกบประกฤต ั ิ (สารด้งเดั ิม) มีคุณสมบัติตรงกนขัามก้นคั ือ จิตเป็นความรู้ที่บริสุทธ์ิส่วน ประกฤติมีสภาพเป็นเพยงสสารีแต่เม ื่ อจิตกบประกฤต ั ิรวมกนจะเกั ิดสิ่งต่าง ๆ ตามธรรมชาติขึ้น มากมายและวิวัฒนาการเร ื่อยไป 6. ปรัชญาโยคะ ปรัชญาสานํกนั้ีสถาปนาโดยฤาษีตันไซบี ปรัชญาโยคะคู่กบปร ั ัชญา สางขยะ กล่าวคือปรัชญาสางขยะเป็นทฤษฎีส่วนปรัชญาโยคะเป็นภาคปฏิบัติคําวา่ โยคะ แปลว่า การประกอบ คือการประกอบภาคปฏิบัติในภาคทฤษฎีปรัชญาสางขยะ


61 การปฏิบัติตามหลกปร ั ัชญาโยคะคือการเพงจ่ ิตไม่ให้จิตมอารมณ์หวนไหว ั่โดยเพงจ่ ิตให้ แน่วแน่อยกู่บพระอั ิศวร ทําจิตสะอาดบริสุทธ์ิ ควบคุมจิตไม่ใหเก้ ิดความหวนไหว ั่ แมจะพบก้บั อารมณ์แปรปรวน จิตกไม็ ่หวนไหวส ั่นคลอนั่ ทั้งน้ีเพราะต้งจั ิตมนอยั่กู่บพระอั ิศวร ผู้ทรงพระนามวา่ ประนพ หรือ โอม ดังน้นเมั ื่ อภาวนาวา่ โอม กจะป ็ ้องกนอัุปสรรคในการปฏิบัติโยคะวิถีทางการ ปฏิบัติมีอย 8 ู่ประการคือ 1. ยมะ คือ การสํารวมอิริยาบถและความประพฤติไม่เบียดเบียนชีวิตผู้อื่นไม่กล่าวเท็จ ประพฤติพรหมจรรย ์ไม่ลักทรัพย ์ข้อปฏิบัติเหล่าน้ีเพ ื่ อทาใหํ ใจม ้ ีความสะอาด 2. นิยมะ คือ การสารวมทํ าใหํ ้จิตและร่างกายมีความสะอาด มีความสันโดษมี ความอดกล้นัเรียนรู้คัมภีร์ต่าง บริกรรมคาวํา่ โอม เพงจ่ ิตอยกู่บพระอั ิศวร โดยถือวาพระองค่ เป์ ็น ผู้วิเศษ ไม่ติดอยกู่บกั ิเลสตณหาัอธิษฐานแนบแน่นอยกู่บอั ิศวร 3. อาสนะ การนงทั่าใหํ ้จิตใจแน่วแน่ในท่าต่าง ๆ มีอาจารยคอควบค์ุมเป็นการฝึกฝนให้ จิตและร่างกายมีความสะอาด 4. ปราณยามะ คือ การควบคุมลมหายใจเขาออกด้ วยการหายใจล ้ ึกแลวหย้ดแลุวระบาย้ ลมหายใจออกวิธีนี้เป็นการฝึกให้หัวใจ ปอดมีความแขงแรง็ เป็นการทาใหํ ้จิตมีความเขมแข้ ็ง 5. ปริตยาหาระ คือ การถอนอินทรีย์ออกจากอารมณ์ อินทรีย์คือ ตา หูจมูก ลิ้น กาย เป็นการทาใหํ ้จิตใจอยระดู่บสัูงกวาอารมณ่ ์ ไมมีความหวนไหวไปตามอารมณ ั่ ์ 6. ธารณะ คือทาใหํ ้จิตต้งมันั่ สนใจต่อการปฏิบัติสมาธิอยางเดี ่ยว อาจมุ่งจิตอยในส ู่ิ่ง ใดสิ่งหนึ่ง เป็นการทาจํ ิตให้มีพลงแนั ่วแน่ 7. ธยานะ คือการเพงท่ ี่ เรียกวา่เขาฌาน้ ทําใหเก้ ิดพลงจั ิตมากยงขิ่ ้ึนและเกิดพลงในการ ั รู้เห็นความจริงยงขิ่ ้ึน 8. สมาธิ คือ ทําดวงจิตใหแน้ ่วแน่ จิตจะจมดิ่งจนไม่เกิดมีความรู้สึกวาม่ ีตัวตนบุคคล และอารมณ์เป็นหน ึ่ งอนเดั ียวกนั ผู้ปฏิบัติตามปรัชญาโยคะอยางเคร่ ่งคัด เรียกวา่ โยคีการทาโยคะ ํกคื็อการทาจํ ิตให้มันคง่ ไม่หวนไหวไปตามความต ั่องการของอารมณ้ ์ เป็นวิธีการแยกจิตอกจากกายไม่ติดแน่นอยกู่บตัณหาั อุปทานและความชวทั่ ้งหมดั เป็นการชาระจํ ิตใหสะอาดด ้วยการท้ าสมาธํ ิ ในคมภั ีร์พระเวท ยังมีหลกทั ี่สําคญในการด ัารงชํ ีวิตของชาวฮินดูตั้งแต่เกิดไปจนตายและ การจดระเบั ียบแห่งสงคมและชนชั้นตั ่าง ๆ ในสงคมั ตลอดจนหนาท้ ี่ ของแต่ละชนช้นนั้นัๆ อันเป็น จุดกาเนํ ิดของความเช ื่อทางศาสนาในระบบช้นวรรณะั ซึ่งมีปรากฏเป็นคาสอนและให ํ ้ถือปฏิบัติ สืบต่อมาหลายพนปั ี โดยเป็นพระประสงคของพระผ์ เปู้ ็นเจ้า


62 ระบบชนช้นวรรณะดังกลั ่าวแบ่งออกเป็น 4 วรรณะคือ 1. วรรณะพราหมณ์ เป็นวรรณะสูง มีประมาณร้อยละ7 ของชาวฮินดูทั้งหมดและเป็น ชนช้นทั ี่มีสิทธิและอิทธิพล เป็นอภิสิทธ์ิชนในสงคมั โดยความเชื่อในพระเวทวา่พราหมณ์เกิดจาก ปากหรือศีรษะของพรหม จึงเป็นวรรณะท ี่จะไดเร้ ียนรู้ศึกษาศาสนาและสรรพวิชาการต่างๆ และ สังสอนแก่่คนทวไป ั่ทั้งยงทัาหนําท้ ี่เป็นการส ื่ อกลางติดต่อกบพระเจัาด้วย้ ดังน้นคนทัุกวรรณะ จึงตองเคารพพวกพราหมณ้ ์ด้วย ถือวาเป่ ็นวรรณะสูงสุดและบริสุทธ์ิ จึงนุ่งห่มสีขาวมกและมักมั ี อาชีพเป็นครูอาจารย์ 2. วรรณะกษัตริย์ เป็นวรรณะสูงไดแก้ ่กษตรั ิย์ราชวงศ์ผู้เป็นประมุขปกครองประเทศ และนกรบนั กปกครอง ัเช ื่ อกนวัาเก่ ิดจากอกและขนของพระพรหม วรรณะกษตรั ิย์นิยมนุ่งห่มสีแดง 3. วรรณะแพศย์ เป็นวรรณะกลาง ส่วนใหญ่มีอาชีพคาขาย้ กสิกร ประมง ฯลฯ เป็นวรรณะที่สําคญแกั ่เศรษฐกิจของบานเม้ ือง เช ื่ อกนวั ่าเกิดจากตะโพกและขาของพระพรหม ส่วนมากนิยมใช้สีเหลือง 4. วรรณะศูทร เป็นวรรณะตาของส ํ่ งคมั มีอาชีพเป็นกรรมกร คนรับใช ้ผู้ใชแรงงาน้ ลูกจาง้ รับจางต้ ่างๆ เช ื่ อวาเก่ ิดจากเทาของพระพรหม้ ทั้ง 4 วรรณะ เป็นองคประกอบส ์าคํญของสังคมั เปรียบได้วาปร ่ ัชญา (พราหมณ์) อํานาจ (กษตรั ิย์) เงิน (แพศย) ์และแรงงาน (ศูทร) นอกจากน้ียังมีคนอีกจานวนหนํ ึ่งในสังคมเป็นพวกที่ตํ่าที่สุด เรียกว่า วรรณะจณฑาลั เป็นนพวกท ี่ เกิดจากแต่งงานกบคนวรรณะสัูงกบคนวรรณะตั ํ่า เกิดลูกหลานเช้ือสายออกมาจะ กลายเป็น วรรณะจณฑาลั เป็นพวกที่แยกออกจากสงคมั เป็นพวกที่ถูกดูหมิ่นเหยยดหยามรี ังเกียจ ของคนทวไป ั่ ต้องแยกอยตู่่างหากเป็นหมู่บ้านและมีอาชีพที่ตํ่าลําบากที่คนทวไปไม ั่่อยากทํา เช่น กวาดถนน เกบขยะ็ ล้างสวม้ ขุดหลุมศพ เผาศพและขอทาน เป็นต้น คนวรรณะสูงถือวาการแตะต่องถู้กตวพวกจั ณฑาลเป ั ็นมลทิน ต้องรีบลาง้ ยุคมหากาพย์ อยในราว ู่ 200-600 ปี ก่อน ค.ศ. หรือเริ่มต้น พ.ศ. ถึง พ.ศ. 800 การเรียกช ื่ อยคนุ้ี “มหากาพย” ์ เพราะเป็นงานท ี่ เด่นในยคนุ้ี คือ มหากาพยรามายณะและมหากาพย์ ์ มหาภารตะ ซึ่งแต่ละเรื่องเป็นบทกวีเร ื่องใหญ่และยาวเก ี่ ยวกบวั ีรบุรุษผู้มีนามกระเด ื่ อง ทั้งยงแฝงปร ั ัชญาไว้ด้าย โดยเฉพาะมหาถารตะได้มีบางส่วนท ี่กลายมาเป็นคมภั ีร์ศาสนาอนมั ีชื่อเสียง ของชาวอินเดีย จนกระท้งปั ัจจุบันน้ีคือ คัมภีร์ภควทคั ีตา อันแสดงถึงหลกธรรมเรั ื่ องอาตมนและั


63 พระพรหมไว้ชัดเจน หนงสั ือเร ื่ องภควทคั ีตาอยในบรรพหน ู่ึ่ งของมหาภารตะ มีนามวา่ ภีษมบรรพ ยุคน้ีเป็นยคเรุิ่มตนแห้ ่งพระพทธศาสนาุ ส่วนมหากาพยรามายณะ์ เป็นเร ื่ องราวอมตะของวีรบุรุษซ ึ่ งเช ื่ อว่าเป็นปางหนึ่ งของ พระวิษณุนารายณ์อวตารลงมาเกิดปราบมาร มีความยาวมากและเป็นวรรณกรรมท ี่ แพร่ในประเทศ ต่าง ๆ ไดแปรเป ้ ็นภาษาของชาติตนและประพนธั ์เป็นวรรณะกรรมระดบสัูง เช่น เมืองไทยได้รับ เอามหากาพยรามายณะมาแต์ ่งเป็นคากลอนเรํ ื่ องรามเกียรต์ิมาเล่นเป็นโขน ละคร หนัง หุ่นกระบอก เป็นตนชาวไทยและประเทศใกล ้เค้ ียงรู้จักกบรามายณะหรั ือรามเกียรต์ิ คัมภีร์ภควทคัตาี คัมภีร์ภควทคั ีตา เป็นคมภั ีร์ศาสนาในยคมหากาพยุ์ ประพนธั ์ด้วยภาษาสนสฤตอั นเป ั ็น ภาษาแห่งวรรณกรรมช้นสัูงของอินเดียท ี่ แพร่หลายที่สุดของชาวฮินดูและได้รับความสนใจตีพิมพ์ เป็นหลายภาษาและศึกษากนแพรั ่หลายในหลายประเทศ เน้ือหาสาระสําคญอั นเป ั ็นจุดมุ่งประสงค์ ในการเรียบเรียงคมภั ีร์นี้กเพ็อม ืุ่่งสอนธรรมะระดบสัูงของฮินดูวา่การบรรลุโมกษะ คือการหลุด ไม้ต้องเวียนวายตายเก่ ิดอีกต่อไปน้นัยอมจะบ่ นดาลได ั ้กโดยอาศัยญาณอย ็างเด่ ียว แต่การท ี่ จะบรรลุ ถึงญาณน้นจะตัองท้าตํ วเราเป ั ็นเสมือนภาชนะอนเหมาะสมแกั ่ญาณน้นเสั ียก่อน ซึ่งจะเป็นไปได้ก็ โดยอาศัยกรรมหรือการปฏิบัติ การปฏิบัตินําไปสู่จิตท ี่ บริสุทธ์ิ ความบริสุทธ์ิแห่งจิตยอมน่ าไปส ํ ู่ เขตแดนแห่งญาณ ซึ่งนบวั าเป่ ็นโมกษะน้นเองั ในขณะที่อินเดียยงตั ิดยดอยึกู่บการประกอบย ัญพั ิธี นั้น คีตาน้ีได้ประกาศวา่ผลท ี่จะได้รับจากยญพั ิธีนั้น หาใช่ผลท ี่ถาวรไม่ ถ้าหากตองการผลท้ ี่ ถาวร แท ้กควรละผลแห็ ่งยญกรรมั คือการบูชายัญ แมแห้ ่งกรรมท้งหลายเสั ีย คีตา แปลวา่ ตยาดี คือ ผู้เสียสละ การเสียสละมิใช่การเสียสิ่งท ี่ประเสริฐ แต่การเป็นการเสียสละแห่งกรรม เพราะตอนใด ที่เรายงหลงใหลอย ั ในผล ู่ ตอนน้นเรากั ยั็งเป็นทาสอวิชชาคือ ความโง่เขลาอย ู่และจะตองเว้ ียนวาย่ ตายเกิดอยูในว ่ ฏสงสารตลอดไป ัแมการปรารถนาผลแห ้ ่งการปฏิบัติ กคื็อการผกมูดชนั ิดหนึ่ง เหมือนกนั เหตุนั้นหนาท้ ี่ของเราโดยเฉพาะกคื็อการดาเนํ ินการ มิใช่ความมุ่งหมายท ี่ จะเสวยผล (จํานง ทองประเสริฐ. 2520 : 14) คัมภีร์ภควทคั ีตา เป็นส่วนหน ึ่ งท ี่ แทรกอยในมหาภารตะ ู่ซึ่งเป็นคมภั ีร์มหากาพย์ที่ยาวที่สุด ของอินเดีย (ประมาณหนึ่งแสนโศกา) มหาคมภั ีร์ภารตะ เป็นคมภั ีร์ที่พรรณนาถึงการรบระหว่าง กองทพทัุรโยชน์กบกองทัพสองพั ี่น้อง ฝ่ายปาณฑพที่ดําเนินไปเป็นเวลาสิบแปดวนทั ี่ทุ่งเกษตร ข้างเมืองทสตั ินาปุระ (ไม่ไกลจากเดลฮีนครหลวงอินเดียปัจจุบันนัก) ความจริงทุรโยชน์และ พี่น้องปาณฑพน้นเป ั ็นญาติสนิทกนัเติบโตมาในราชสานํกเดั ียวกนและศั ึกษาวิชาการต่างๆ รวมท้งั วิชาการรบมาดวยก้นั จากอาจารยคนท์ ี่สูงสุดองคหน์ ึ่ งของอินเดีย (มักจะเรียกวาพระนารายณ่ ์)


64 เม ื่ อพระกฤษณะเห็นอรชุนทอใจและแสดงอารมณ ้ ์ไม่สู้ กให็เหตุ้ผลวาการกระท่าเชํ ่นน้นั ไม่เป็นการสมควร พระกฤษณ์ใหเหตุ้ผลวาอรชุ่นควรรบและจะตองเข้ารบ้ เหตุผลท ี่ให ้ มีลักษณะ เป็นท้งศาสนาและปร ั ัชญา ในที่สุดอรชุนกยอมตั ็ดสินใจเขารบจนกระท้งมั่ีชัยชนะในที่สุด ข้อความที่พระกฤษณะอธิบายสงสอนอรชัุ่น พอสรุปได้วา่ ที่อรชุนวาไม ่ ่ต้องการฆ่าฟัน ญาติมิตรและครูบาอาจารยของตนน์ ้นอรชัุนจะตองเข้ าใจให ้ ้ถูกตองเส ้ ียก่อนวา่ ที่วาฆ่ ่าน้นหมายถั ึง อะไร พระกฤษณะอธิบายวาขว่ญคนั (หรือ Soul ในภาษาองกฤษั ) นี้เป็นอมตะไม่มีเบ้ืองต้น ไม่มีเบ้ืองปลาย ไม่อาจจะสร้างหรือทาลายได ํ ( ้ ศัพทภาษาส์นสกฤตสัาหรํ ับคาวํา่ “ขวัญ” นี้ไดแก้ ่ คําวาเทห่ ิน หรือ ศรีริน แปลตามตววัาผ่ครองร ู้ ่าง) เม ื่อเป็นเช่นน้ี แมอรชุ้นจะเขาใจว ้าตนฆ่ ่าใคร กตาม็ความจริงแลวก้ มิ็ได้ฆ่าหรือทาลายผํ ใดเลย ู้ พระกฤษณะอธิบายต่อไปวา่ อรชุนเป็นกษตรั ิย์ และหนาท้ ี่ ของกษตรั ิย์ที่สําคญประการหน ั ึ่ งของกษตรั ิย์นั้นคือการรบ อรชุนจะเลี่ยงหนาท้ ี่ วรรณะ ของตนระบุไว้นั้นไม่ได้คนเราท ี่ เกิดมาทุกคนจะตองม้ ีการปฏิบัติและตองม้ ีการประกอบกรรม แต่การประกอบกรรมที่ถูกตองน้ ้นจะตั องเป ้ ็นไปโดยไม่หวงผลเฉพาะตั วเปั ็นการตอบแทน แต่จะตอง้ เป็นการกระทาทํ ี่ เน ื่ องจากการรู้สํานึกในหนาท้ ี่ และดวยความเล้ ื่อมใสศรัทธาองคพระบรมเทพเป ์ ็น หลักการปฏิบัติการตามหนาท้ ี่เป็นของสาคํญทั ี่สุด โลกจกคงอยั ไดู่้กต็ ่อเม ื่ อคนแต่ละคนปฏิบัติตาม หนาท้ ี่ ของวรรณะของตน เช่นเดียวกบการประกอบย ัญกรรมั หากพราหมณ์ละเลย ไม่ประกอบกิจ ตามหนาท้ ี่โดยถูกตองและย้ญกรรมนั้นจะสั ่งผลหรือสาเรํ ็จผลหาไดไม้ ่ พระกฤษณะกล่าววา่ ผู้ที่สามารถถอนตวออกจากสั ิ่งท ี่ อยรอบตู่วได ั ้ โดยไม่มีใจผกพูัน และถือวาการประกอบกรรมท ่ ี่ ตนกระทานํ้นมาจากพรหมทั้งสั ิ้น แมประกอบกรรมใดตามบาป ้ จะติดเป้ือนเป็นมลทินแก่เขาก็หาไม่ ทํานองเดียวกบนั้าจะไม ํ ่ติดบนใบบัว ได้ฉันน้นั (8.10) แต่การท ี่ จะถอนตวออกจากสั ิ่งแวดลอมได ้ ้กต้ ็องมีการบาเพํ ญโยคะ ็แต่จะตองส ้ งเกตประการหน ั ึ่ งวา่ คัมภีร์ภควทคั ีตามิไดสอนหล ้ กปร ั ัชญาระบบโยคะโดยตรง แต่คัมภีร์นี้ใช้ศัพท์วาโยคะ ่และอาศัย วิธีการตามแบบโยคะน้นั วิธีบําเพญโยคะน ็ ้นอธั ิบายในอธยายะทั ี่ 6ผู้บําเพญโยคะต ็องหาสถานท ้ ี่ ที่เหมาะสม สงบเงียบ ผู้บําเพญต็ ้องไม่ปล่อยตวตามความอยากั ความปรารถนาของตนจนเกินไป แต่ก็มิไดยกย้ ่องชมเชยการบาเพํญท็ุกกิริยา การบาเพํ ญโยคะม ็ ีจุดประสงค์ที่จะรวมความคิดให้ ดวงจิตมุ่งเขาส้ ู่บรมเทพเพียงจุดเดียว การบาเพํ ญในช ็ ้นนั้ีเรียกว่า ธนานโยคะ (หรือฌาณโยคะ) เม ื่ อสามารถรวบรวมจิตใจให้มันคงในบรมเทพแล่วการกระท้าการหรํ ือการประกอบกรรมใดๆ กยอม็ จะเป็นไปตามหลกการทั ี่ถูกตอง้ คือกระทาโดยม ํ ิไดหว้งผลตอบแทนั เป็นการบาเพํ ญโยคะข ็ ้นทั ี่ สอนเรียกกรรมโยคะ


65 บทสนทนาระหวางอรชุ่นกบพระกฤษณะในตอนน ั้ีแหละท ี่ เรียกวาค่มภั ีร์ภควทคั ีตาน้ีถ้า แลตามตวกั แปลได ็ ้วา่ “บทเพลงอนพระผั ู้มีพระภาคเจาทรงข้บแลั ้ว” เน้ือหาสารัตถะของคมภั ีร์นี้ ไดแก้ ่คําพดของพระกฤษณะ ู แต่เม ื่อพระกฤษณะเป็นอวตารองคหน์ ึ่ งของพระวิษณุบรมเทพ คัมภีร์ นี้ย่อมได้ชื่อว่าเป็นคมภั ีร์ที่บรรจุคําสอนท ี่บรมเทพเป็นผู้ประทานเป็นเทวจนะและย่อมมีความ ศักด์ิสิทธ์ิในตวของมันเองั (นงเยาว ์ชาญณรงค. 2531 : 271) ์ ยุคสูตร ตั้งแต่ค.ศ. 200 เป็นตนมา้ เป็นยคทุี่มีการรวบรวมเรียบเรียงปรัชญาหรือทรรศนะสายต่างๆ อันมีอยในย ู่คมหากาพยุให์ เป้ ็นรูปสูตร หรือกล่าวอีกอยางหน่ ึ่ งกคือ็ เป็นการยอความหร่ ือจบประเด ั ็น สําคญลงเป ั ็นสูตร เพ ื่ อจางํ ่ายและเป็นหลกฐานั ยุคปราชญ์ ตั้งแต่ค.ศ. 200 เป็นตนมาเช้ ่นเดียวกนั คือยคของปราชญ ุ์ที่มีชื่อเสียงหลายคนที่มี ทรรศนะต่างๆ กนั โตแย้งก้นันามของนักปราชญ์เหล่าน้ันเช่นสังกราจารยและระพ์ ินท์ นารถตะกอร์ เป็นต้น นักปราชญในย ์คนุ้ีไดแปลความหมายของศาสนาให ้ ้ดูเด่นชดและเรั ียบเรียง คัมภีร์ทางศาสนาให้มีความเป็นระเบียบ โดยไม่พึ่งหลกเดั ิมในคมภั ีร์พระเวทและคมภั ีร์อุปนิษัท นอกจากน้นแลัวน้ กปราชญ ับางคนย์งตั้งนั ิกายใหม่ขึ้นมา ยุคน้ีจึงถือวาย่ คปราชญ ุของศาสนาฮ์ ินดู คัมภีร์ทางศาสนาฮินดูที่เกิดข้ึนในยคนุ้ี คัมภีร์มนูธรรมศาสตร์เรียบเรียงโดย “มนู” นอกจากน้ีกมี็การรวบรวมหลกการสัาคํญของฮั ินดูไวเป้ ็นหลกตรั ีมูรติ เม ื่อประมาณ พ.ศ. 800 เกิดนิกายไวษณวะ เม ื่อประมาณ พ.ศ. 1300 นอกจากน้นยังมั ีขบวนการจดตั้งสมาคมเพั ื่ อเผยแพร่ หลกธรรมในศาสนาฮ ั ินดูอีกหลายสมาคมดวยก้ นในป ั ัจจุบัน เช่น สมาคมพรหมสมาธอารยสมา ธและรามกฤษณะมิชัน่ เป็นต้น คัมภีร์มนูธรรมศาสตร ์ คัมภีร์มนูธรรมศาสตร์ คือ กฎหมายหรือระเบียบปฏิบัติของชาวฮินดู ผู้แต่งคมภั ีร์นี้มี ชื่อเสียงมากคือ พระมนู และนอกจากน้ียังมีผู้แต่งอีกหลายท่านแต่ไม่ค่อยมีชื่อเสียงมากนัก คัมภีร์ พระธรรมศาสตร์เป็นคมภั ีร์ที่วางหลกความประพฤต ั ิตลอดแนวทางครองชีวิตไวอย้างละเอ่ ียดถี่ถ้วน ทุกวรรณะ ไดแก้ ่ อาศรม 4 และพิธีสักการะหรือพิธีการที่ทําใหบร้ ิสุทธ์ิ อาศรม 4 เป็นระเบียบกฎเกณฑในการด ์ารงชํ ีวิตของชาวฮินดู คือ อาศรม 1 พรหมจารี คือวยศั ึกษา วัยน้ีต้องศึกษากบครัู – อาจารย์


66 อาศรม 2 คฤหสถั ์คือวัยครอบครัว วัยน้ีต้องมีความรับผดชอบติ ่อครอบครัว อาศรม 3 วานปรัสถ ์คือวยหาความสงบในป ั ่า อาศรม 4 สันยาสี คือวยดัาเนํ ินชีวิต สละโลก เป็นนกบวชั การกาหนดขํ้นตอนในการด ัาเนํ ินชีวิตของชาวฮินดูตามคมภั ีร์มนูธรรมศาสตร์มีความสาคํ ัญ ต่อชนชั้นวรรณะ 3 ชั้นแรกเท่าน้นั ไม่ได้กาหนดไว ํ ้สําหรับวรรณะศูทร หรือจณฑาลั กฎ 2ข้อแรก เป็นกฎขอบ้งคับทั ี่ จะตองปฏ ้ ิบัติ ส่วนกฎ 2 ข้อหลงเปั ็นเพียงกฎเสนอใหปฏ้ ิบัติเท่าน้นั พระเจ้าสูงสุดของศาสนาพราหมณ ์ หร ื อฮินดู พระเจาสู้งสุดของศาสนาพราหมณ์หรือฮินดู มี 3 องครวมเร์ ียกวา่ “ตีมูรติ” คือ 1. พระพรหม ผู้สร้างทุกสิ่งทุกอยางในจ ่กรวาลั 2. พระวษณิุหรือพระนารายณ์ ผู้รักษาทุกสิ่งทุกอยางในจ ่กรวาลั 3. พระอิศวรหรือพระศิวะ ผู้ทําลายทุกสิ่งในจกรวาลั นิกายในศาสนาพราหมณ์ หร ื อฮินดู นิกายในศาสนาฮินดูมีมากมายหลายนิกาย แยกยอยตามความเช่ ื่ อเฉพาะกลุ่มชน ท้องถิ่น เมือง ซึ่งจะแยกได้ดังมีรายละเอียดต่อไปน้ี 1. นิกายไศวะ นิกายน้ีเป็นนิกายที่นับถือพระศิวะหรือพระอิศวรเป็นใหญ่เหนือเทพองค์อื่นๆ ศาสนิกชนในนิกายน้ีจะนับถือพระศิวะและศิวลึงค์สูงสุดและเคารพนับถือพระพรหม และ พระนารายณ์รองลงมา โดยทวไปศาสน ั่ิกที่นับถือนิกายน้ีจะนบถั ือบูชาพระชายาของพระศิวะ คือพระนาง อุมาเทวีพร้อมท้งโอรสท ั้งสองคั ือ พระพฆเนศและพระขินทกัมารุ (หรือพระการ์ติเกยา) ตลอดจน วัวนนทั ิซึ่งเป็นพาหนะของพระศิวะดวย้ชาวฮินดูนิกายน้ีจะนบถั ือววมากั คือ จะไม่ทํารายทุบตี ด่าวาว่วทั้งหลายั เพราะเช ื่ อวาเป่ ็นเทพเจาด้วย้ ชาวฮินดูนิกายไศวะที่ เคร่งมาก แบ่งออกเป็นนิกาย ยอยเร่ ียกวาพวกล่ ึงค์ยัติ คือพวกที่นับถือศิวลึงคอย์างสู่งถึงกบทัารํูปศิวลึงค์อันเลกๆ็ ไว้ที่เอว 2. นิกายไวษณวะ นิกายน้ีนับถือพระวษณิุหรือนารายณ์เป็นเทพสูงสุด ส่วนเทพองค์อื่นๆ เป็นอนดับรองั พระวษณิ ุมีพระชายามีนามวาพระนางล่กษณมั ีพระวษณิุและพระนางลกษณมั ีไมปรากฏมีพระโอรส ธิดา พระวษณิ ุมีพาหนะเป็นพญาครุฑ มีบัลลงกั เป์ ็นพญาอนนตนาคราชมั ีหนุมานเทพเป็นทหารเอก


67 นิกายไวษณวะมีชาวฮินดูนับถือมากทางภาคเหนือของประเทศอินเดีย ชาวฮินดูท ี่ นับถือนิกานน้ี เวลาทาพํ ิธีบูชาพระเจาจะเจ้ ิมหนาผาก้ 3 จุด เป็นเคร ื่ องหมายแสดงถึงความเคารพ พระวษณิุ การเคารพพระวิษณุหรือพระนารายณ์มีแนวโนมทางปฏ ้ ิบัติตามลทธั ิภักดี (การเสียสละ) มากกวาการเข่าฌาน้ ซึ่งเป็นแนวปฏิบัติของลทธั ิไศวะโดยทงั่ ๆไปในลทธั ิไวษณวะมีเป้าหมายเพื่อ สร้างความอุดมสมบูรณ์ให้กบชั ีวิต ไม่มีการใช้ชีวิตสตวั ์บูชาพระวษณิุมีความเช ื่ อมนในการด ั่ารงชํ ีวิต ในแนวทางที่ดี ลัทธินี้มีความเห็นตรงกนขัาม้ กบลัทธั ิวิธีสอนการบาเพํญตบะเพ็ ื่ อความหลุดพ้น ชาวฮินดูผู้นับถือนิกายน้ีมีความเช ื่ อเร ื่ องอวตาร การแบ่งภาคลงมาจุติเพ ื่อโปรดมนุษย์ ในยคตุ่าง ๆ ที่มีความยคเขุ ็ญ พระวิษณุอวตารลงมายงโลกมน ัุษย์10 คร้ังดวยม้ ีบรรดาเทพท้งหลายั มาขอร้องใหพระองค้ลงมาช์ ่วยมนุษย์ 3. นิกายศักติ ลัทธิศักติเจริญข้ึนในยคกลางุ แต่ลัทธิเก่าแก่ไม่แพ้ลัทธิไศวนิกายเพราะพฒนามาจากั การบูชาอิตถีพละ ในรูปของพระแม่ธรณี เป็นลทธั ิที่มีความเก่าแก่มากของชนชาติพื้นเมือง ก่อนหนาท้ ี่อารยธรรมพระเวทปรากฏในประเทศอินเดีย การขุดคนอารยธรรมลุ้่มแม่นํ้าสินธุก็ไดพบหล้ กฐานทางโบราณคด ั ี ยืนยนถั ึง ความเก่าแก่ของวิชาน้ีเพราะพบรูปสตรีดินเผาที่มีลักษณะเป็นพระแม่หรือพระแม่ธรณี ผู้มีอํานาจ ประสาทความอุดมสมบูรณ์แก่พืชพนธั ุ์ธัญญาหาร นอกจากพบรูปพระแม่จํานวนมากแล้ว การขดคุนด้งกลั ่าวยงได ัพบห้ ินเจาะรูซึ่งมี ลักษณะคลายอว้ ัยวะเพศหญิง การบูชาอิตถีพละอนเป ั ็นลทธั ิเก่าที่ปรากฏในกลุ่มชนที่มีอาชีพหลัก ในการกสิกรรมได้วิวัฒนาการมาเป็นลทธั ิศักติและแพร่หลายในยคกลางุ “ศักติ” หมายถึง พลัง คือก่อใหเก้ ิดการสร้างและพลังควบคุมและจดระเบั ียบจกรวาลั พลงแหั ่งการผลิตสืบพนธั ุ์มนุษย์ นิกายศกตั ิ คือ นิกายที่นับถือเทพี หรือเทพเจาท้ ี่เป็นหญิง ความเช ื่ อถือในเรื่ องน้ีมี มาชานานแล้ว้ ชาวอินเดียโบราณนบถั ือเทพีถือเป็นเทพมารดา ไดเร้ ียกวา่ พระแม่ เช่น พระแม่ ธรณี พระแม่คงคา พระแม่โพสพ นับถือธรรมชาติที่มีลักษณะใหการอุ้ดมสมบูรณ์แห่งพืชพนธั ุ์ ธัญญาหาร เป็นพระแม่เทพี ต่อมาเม ื่ อเทพเจาสู้งสุด 3 องค ์กนั ็บถือชายาของเทพเจาเหล้าน้ ้นดัวย้ เกิดเป็นนิกายที่นับถือเทพเจาเพศหญ ้ ิงข้ึนแพร่หลาย เทพีในนิกายศกตั ิมีลักษณะ 2 แบบคือ เป็นเทพมารคาใหความร้ ัก ความเมตตา ความอบอุ่น หึความอุดมสมบูรณ์ความสุขสงบต่างๆ แต่อีกระบบหน ึ่งเป็นเทพแหี ่งการลงโทษ ผู้ที่ทําชวดั่วยความโหดร ้ ้าย


68 ภาคฝ่ายดีไดแก้ ่พระสรัสวดีเทพีแห่งความงาม ความเจริญ ศิลปะปัญญาพระลกษณั มีเทพีแห่งชีวิตสมรส ความงาม ความเจริญสมบูรณ์พูนสุข พระอุมาเทพีแห่งมารคดแห่งการให ้ การช่วยเหลือ พระแม่ธรณี พระแม่คงคา พระแม่โพสพ ปารวติ อัมพกาิ ภาคฝ่ายร้าย ไดแก้ ่พระแม่ทุรดาและพระแม่กาลีซึ่งเป็นปางหนึ่ งของพระอุมาชาตา แห่งพระศิวะ เทพีทั้งสองมีความดุร้ายและน่ากลวทั้งรัูปร่างหนาตา้ และชอบบูชายญพลั ีกรรมดวย้ เลือดและชีวิต จึงมีพิธีกรรมใหแก้ ่เทพีเจาองค้ ์นี้ด้วยเลือดและชีวิต ในฐานะเทพีเจาแห้ ่งความน่าสะพรึงกลัว พิธีกรรมจดให ั ้กบเจัาแม้ ่กาลีในที่ สาธารณชน ปกติจะบูชาดวยเล้ ือด เลือดจากเหยอถ ืู่กนามาทําพํ ิธี บูชายญทั ี่ หนาแท้ ่นบูชาเจาแม้ ่กาลี พิธีเคารพเจาแม้ ่กาลีจึงนากลวมากั พิธีกรรมในศาสนาพราหมณ์ หร ื อฮินดู ศาสนาพราหมณ์หรือฮินดู เป็นศาสนาที่มีพิธีกรรมมากมาย ทั้งพิธีกรรมเพ ื่ อบูชาพระเจ้า และหลกคัาสอนทํ ี่ปรากฏอยในค ู่มภั ีร์ศาสนาพราหมณ์หรือฮินดูกาหนดหนําท้ ี่ ของมนุษยไว์ ้5 ประการ ที่จะตองท้ ํา คือ (นงเยาว ์ชาญณรงค. 2531 : 282) ์ 1. ศึกษาพระเวท 2. บูชายัญ 3. ให้กาเนํ ิดบุตร (โดยเฉพาะบุตรชาย) 4. ต้อนรับแขก 5. บริจาคทาน ในหนาท้ ี่ทั้ง 5 ประการดงกลั ่าวได้กาหนดให ํมนุ้ษย์ทําพิธีบูชาพระเจาค้ ือบูชายัญ ซึ่งเป็น พิธีกรรมที่สําคญของชาวอั ินดู และได้กาหนดพํ ิธีต่าง ๆ ไว้ดังน้ี 1. พิธีบูชายัญ เป็นการทาพํ ิธีแสดงความเคารพ ถือพระเจาด้วยอาม้ ิสบชาู ซึ่งถือวาเป่ ็นภาระหน้าท ี่ ที่สําคัญ ซึ่งชาวฮินดูทุกคนตองท้ ํา สําหรับสิ่งของวตถั ุในการบูชาน้นจะดั ีเลว มากนอยข้ ้ึนอยกู่บั ความสามารถของแต่ละบุคคล การบูชายญประกอบด ัวยเคร้ ื่ องสงเวยัเช่น นํ้า นม เนย ข้าวเปลือก และสุรา ซึ่งพระอคนั ีเทพเจาแห้ ่งไฟจะเป็นผู้นําเอาของสงเวยนั้ีไปสู่เทพเจาท้ ้งหลายั โดยกลืนกินเอาสิ่งเหล่าน้นั แลวแปรร ู้ปเป็นควนนั้าขํ้ึนสู่สวรรค์การบชายู ญมั ีวัตถุประสงคเพ์ ื่ อความเจริญทางวตถัุและประโยชน์ สุขในโลกน้ี


69 นอกจากน้ีตายแบบแผนธรรมเนียมพราหมณ์ยังมีการบูชาที่ยิงใหญ่่ มักกระทาโดยม ํ ี พระราชาเป็นประธานในพิธีเป็นพิธีใหญ่ของบานเม้ ือง นานๆ จึงจะทาพํ ิธีใหญ่เช่นน้ีสักคร้ังตอง้ เป็นวาระที่สําคญหรั ือเพ ื่ อขอความช่วยเหลือที่ยิงใหญ่่ต่อพระเจ้า พิธีนี้เรียกวา่ “มหายัญ” มีการบูชายัญ ด้วยองคประกอบ ์ 4 อยาง่ คือ 1. อัศวเมธะ การฆ่ามาบู้ชายัญ 2. โคเมธะ การฆ่าโคบูชายัญ 3. ราชสูยะ การฆ่าชางบู้ชายัญ 4. นรเมธะ การฆ่าคนบูชายัญ พวกพราหมณ์ถือวาการบู่ชายญพระเจัาน้ ้ีเป็นยอดบุญ ผู้บูชาจะพนจากบาปท ้ ้งหมดั ที่เคยทามาตํ้งรั ้อยชวคนและผั่ ู้ที่มีสิทธิจะทามหายํ ญได ั จะเป ้ ็นอย่ในวรรณะพราหมณู์และวรรณะ กษตรั ิย์เท่าน้นั และคนในวรรณะอื่ นกไม็ ่มีโอกาสไดอย้ ในพ ู่ิธีด้วย 2. พิธีศิวาราตรี พิธีศิวาราตรี เป็นพิธีกรรมที่จัดทาใหํ ้มีขึ้นปีละคร้ังเพ ื่ อบวงสรวงบูชาและทาพลํ ีกรรม แก่พระศิวะเทพเจาสู้งสุดหน ึ่งในตีมูรติ ชาวฮินดูทุกคนจะทาพํ ิธีนี้โดยเฉพาะชาวฮินดูที่นับถือนิกาย ไศวะ จะปฏิบัติตามอยางเคร่ ่งครัดและทาพํ ิธีอยางครบถ่วน้ ก่อนจะถึงวนทัาพํ ิธีซึ่งจะเป็นวนเพั ็ญแห่งเดือนมาฆะ ชาวฮินดูจะเริ่มถือศีลกิน มังสาวิรัติล่วงหนาก้ ่อน 2-3 วัน สําหรับผู้ที่เคร่งครัดมากจะอดอาหารหน ึ่ งวนกับสองคั ืนและจะพา กนสวดมนตัตลอดค์ ืนและอ่านคมภั ีร์สลบกั นไป ั เม ื่ อถึงวนเพัญข็ ้ึน 15 คํ่า อันเป็นวนประกอบพ ั ิธีชาวฮินดูจะพากนมาทั ี่วิหารเทวาลัย ของพระศิวะและนาเอาขํ ้าวตอกดอกไม้ต่างๆ อันไดแก้ ่ดอกดาวเรือง มะลิ กุหลาบ เป็นต้น ที่เตรียม ไว้นั้นวางตรงรูปเคารพของพระศิวะและศิวลึงค์และเริ่มตนร้ ้องเพลงของศาสนาที่มีเน้ือความ สรรเสริญพระศิวะ สวดมนตและอ์ ่านคมภั ีร์พิธีดังกล่าว จะทาพรํ ้อมเสียงสนนกั่ องไปท ้งบรั่ิเวณ เทวาลัย ชาวฮินดูที่มีศรัทธาแรงกลาจะสวดไปจนกว ้ าเส่ ียงจะขาดหายหลบไปเองบางคนท ั ี่ หลงจากั สวดมนตไปได ์นานพอสมควรก ้กราบนม็สการเทวรั ูป และกเด็ ินกลบบัาน้ 3. พิธีสวดสายยญโญประว ัตริ พิธีสวดสายยญโญประว ั ิตร คือสวดด้วยถกซั ึ่ งชาวอินเดียไดเข้าพ้ ิธีกรรมทาใหํ เป้ ็น ด้วยศกดั์ิสิทธ์ิเรียกวา่ “ด้วยสายยญโญประว ั ิตร” เดกชาวฮ็ ินดูในวรรณะสูง ไดแก้ ่วรรณะพราหมณ์ และกษตรั ิย์ทุกคน เม ื่ อเกิดมาอายไดุ 12 ้ ปี จะตองเข้าพ้ ิธีสวมสายยญนั้ีเม ื่ อสวมแลวต้องกล้ ่าว ปฏิญาณตนเป็น “พรหมจารี” คือเป็นผู้นับถือศาสนาพราหมณ์ฮินดูโดยสมบูรณ์หลงจากนั้นจั ึงจะมี โอกาสได้ศึกษาคมภั ีร์ศักด์ิสิทธ์ิต่าง ๆ ของศาสนาได้


70 4. พิธีประจําชีวิต ผู้ที่เป็นศาสนิกชนฮินดูจะตองพ้ ิธีระจาบําน้ละเวนไม ้ ่ได้การทาพํ ิธีต้องอาศยพราหมณั ์ เป็นผู้นํา ตามคําสอนในคัมภีร์มนูธรรมศาสตร์หรือมานวธรรมศาสตร์และคมภั ีร์อื่น ๆ ได้กาหนดํ พิธีประจาบํ านไว ้ 12 ้ ประการ ที่คนในวรรณะพราหมณ์ กษตรั ิย์และแพศยจะต์องท้ ํา คือ (จํานง ทองประเสริฐ. 2520 : 9 -10) 4.1 พิธีเม ื่ อต้งครรภั ์เรียกวา่ ครรภาธาน 4.2 พิธีเม ื่ อเขาใจว ้าเด่ กในครรภ ็ ์มีลมปราณหรือชีวิต เรียกวา่ ปุงสวนะ และเป็น พิธีเม ื่ อมีเคร ื่องแสดงใหเห้ ็นวาเป่ ็นบุตรชาย 4.3 พิธีแยกผมหรือตัดผมหญิงผู้มีครรภ 4 ์เดือน 6 เดือนและ 8 เดือน เรียกวา่ สีมันโตนะพยวะ 4.4 พิธีคลอดบุตรเอาเนยใสและน้าผํ งใส ึ่ ่ช้อนทองคาใหํทารกช้ ิมแบบแตะลิ้น 3 คร้ัง เรียกวา่ ชาตกรรม 4.5 พิธีตั้งช ื่ อเด็กหลงจากคลอดในว ันทั ี่ 10-12-13-14 หรือท ี่ 101 เรียกว่า นามกรณะ 4.6 พิธีนําเดกไปด ็ูดวงอาทิตย์อุทัย เม ื่ อเดกอาย็ ไดุ 84 ้เดือน และดูดวงจนทรั ์ ในวนขั้ึน 3 คํ่า เดือน 3 เรียกวา่ นิษกรมณะ 4.7 พิธีป้อนขาวในเด ้ ือนท ี่ 7-8 หรือเม ื่ อทารกน้นมั ีฟันงอก เรียกวา่ อันนปราศนะ 4.8 พิธีโกนผมใหเหล้ ือไวแต้ ่จุกตรงกลางศีรษะถกเปั ็นหางเปี ย ซึ่งเรียกวา่ สิยะ ให้ทําในปีที่ 3 เรียกวา่ จูฑการยะ 4.9 พิธีตักผม ถ้าเป็นพราหมณ์ตัดเม ื่ ออายไดุ 16 ้ ปี กษตรั ิย์เม ื่ ออาย 22 ุปี และแพศย์ตัดเม ื่ ออาย 24 ุปี เรียกวา่ เกศานตะ 4.10 พิธีเริ่มการศึกษา เป็นทวิชาติ คือ เกิด 2 คร้ัง คร้ังน้ีเป็นคร้ังท ี่ สอง หลังจาก คลอดจากครรภมารดา์ ซึ่งถือวาเป่ ็นการเกิดข้ึนคร้ังแรก คร้ังน้ีเกิดในศาสนาพราหมณ์ โดยคลอง้ สายยญโญประว ั ิตร หรือสายธุรําแล้ว สอนให้วามนต่ ์คายตรั ี (ซึ่งเป็นมนตประจ ์าตํ วไปตลอดช ั ีพ) พิธีนี้ทําเม ื่ ออายไดุ 5 ้ขวบ หรือ 8 ขวบ หรือ 12 ขวบ เรียกวา่ อุปนยนะ 4.11 พิธีกลบบัานเม้ ื่ อจบการศึกษาจากสานํกครัู – อาจารย ์เรียกวา่ สมาวรรตนะ 4.12 พิธีแต่งงานเรียกวา่ วิวาหะ พิธีเหล่าน้ี ถ้าเป็นเพศหญิงก็เวนพ้ ิธีข้อ 10 คือพิธีอุปนยนะและห้ามสวดคมภั ีร์ พระเวทฮินดูในปัจจุบันน้ีกปฏ็ ิบัติกนอยั เปู่็นบางพิธีเท่าน้นั คือพิธีตั้งชื่อ พิธีป้อนขาว้ พิธีคลองด้าย้ ยัญโญประวิตรและพิธีแต่งงานเท่าน้นั ในชาวฮินดูบางพวกกมีพิธี ็เจาะหูใหเด้กผ็หญู้ ิงดวย้


71 5. พิธีศราทธ์ พิธีศราทธ์คือ พิธีที่ผู้มีศรัทธาสงเวยบรรพบัุรุษฝ่ายบิดาผู้ล่วงลบไปแล ัวด้วยข้าวบ้ ิณฑ ์ กระทาในว ํนหนั ึ่ งก่อนเผาศพและตลอดเวลาท ี่ไว้ทุกข์ทั้งน้ีกเพ็ ื่ อวิญญาณของคนตายท ี่ได้รับขาวบ้ ิณฑ์ จะไดเข้ าส้ ู้ร่างหยาบ พ้นจากความเป็นเปรต พิธีนี้ลูกชายเท่าน้นจั ึงจะทาได ํ ในพ ้ ิธีญาติหญิงชาย ทั้งฝ่ายบิดามารดาสืบข้ึนไป 3 ชัว่ จะตองมาร้ ่วมพิธีด้วย เรียกวา่ สบิณฑะ แปลวา่ ร่วมขาวบ้ ิณฑ ์ พิธีกาหนดไว้ว ําต่องท้าเดํ ือนละคร้ังเร ื่อยไปตลอดปี 6. พิธีบูชาเทวดา พิธีวาด่วยการบู้ชาน้ีแตกต่างกนไปตามวรรณะ ั พวกวรรณะสูงจะบัญญัติ ดังน้ี 6.1 สวดมนตภาวนา์ อาบน้าํ ชําระร่างกาย ชําระพนและสังเวยเทวดาทัุกวัน 6.2 พิธีสมโภชถือศีลและวนศักดั์ิสิทธ์ิ ซึ่งผิดแผกไปตามนิกายและทองถ้ ิ่นต่าง ๆ 6.3 ไปนมสการบัาเพํญก็ศลตามเทวาลุัย ปรัชญาความเช ื่อในศาสนาพราหมณ์ฮินดู ศาสนิกแห่งศาสนาน้ี ไม่วาจะเป ่ ็นนิกายใดกตายจะม็ ีความเช ื่ อร่วมกนและยัดถึ ือเป็นหลัก สําคญในการปฏ ั ิบัติตามแนวแห่งความเช ื่ อน้นัความเช ื่ อของชาวฮินดูมีมากมายเพราะเน ื่ องจาก ประเทศอินเดียมีดินแดนกวางใหญ ้ ่ไพศาล มีภูมิอากาศ เผาพ่นธั ุ์มากมาย หลายร้อยเผา่ หลายร้อย ภาษา แต่พอสรุปความเชื่ อที่สําคญของศาสนั ิกชนชาวฮินดูส่วนใหญ่ได้ดังน้ี 1. เช ื่ อวาพระพราหมณ่ ์เป็นผสรู้ ้างโลก 2. เช ื่ อวาเทพทั ่้งสามแห่งตรีมูรติเป็นเทพสูงสุด 3. เช ื่ อวามนุ่ษย์มีส่วนประกอบ คือร่างกายและอาตมัน อาตมนหรั ือจิตวิญญาณนั้นเป็น สิ่งสาคํญทั ี่สุด เช ื่ อวาอาตม่นเดั ินมาจากพรหม หรือ ปรมาตมัน เช ื่ อวามนุ่ษย์มีความหลุดพนจาก้ กิเลสและบรรลุถึงโมกษะอาตมนกัจะกล็บคั ืนไปสู่ปรมาตมัน คือการท ี่ มนุษยจะกล์บคั ืนไปอยูก่บั พระเจาสู้งสุด 4. เช ื่ อเร ื่ องการแบ่งช้นวรรณะวั ่าพระพรหมทรงสร้างมนุษยให์ ้แตกต่างกนในฐานะ ั แห่งชาติกาเนํ ิด ใครจะฝ่าฝืนไม่ยอมรับไม่ได ้เพราะเป็นพรหมลิขิต 5. เช ื่ อเร ื่ องการลางบาป ้ ลอยบาปในแม่นํ้าคงคาวาหากได ่อาบน้ ้าในแม ํ ่นํ้าคงคาแลวจะ้ ล้างบาปได้เม ื่อตายไปตามสายน้าไปส ํ ู่สวรรคได์ ้เพราะเช ื่ อวาแม่ ่นํ้าคงคาเป็นแม่นํ้าศกดั์ิสิทธ์ิไป ผสมทาพํ ิธีกรรมต่างๆ ที่ต้องใช้นํ้ามนต์ดื่มกิน เพ ื่ อสิริมงคลและรักษาโรค 6. นับถือบูชาเทพต่างๆ อื่น ๆ อีกมากมายหลายร้อยองค ์แตกต่างไปตามทองถ้ ิ่นและ เผาพ่นธั ุ์อาชีพ


72 7. มีความเช ื่ อเร ื่ องวิญญาณนิยม เช ื่ อว่าสิ่งต่างๆ ตามธรรมชาติมีวิญญาณสถิตอย่มีู อํานาจเหนือมนุษยและอาจให ์ ้คุณใหโทษได ้ ้มีความเช ื่ อถือ ในบรรดาสตวั ์ต่างๆ ทั้งหมด โคเป็นสตวั ์ที่มีความศกดั์ิสิทธ์ิที่สุด ที่จริงชาวฮินดูเช ื่ อวาโค ่ คือตวแทนของพระเจัาท้ ้งปวง ั ทุกสิ่งทุกอยางมาจากโคเป ่ ็นสิ่งศกดั์ิสิทธ์ิ ปัสสาวะของโคทาใหํ ้ชีวิต วิญญาณและร่างกายมีความบริสุทธ์ิ ตามถนนและในเมืองต่างๆ ของชาวฮินดูวรรณะตาเด ํ่ ินตามโค เพ ื่อเอาปัสสาวะของโคแสดงความเคารพและจะเกบข็ ้ีโคไปผสมดินฉาบฝาผนงบัาน้ การใหอาหาร้ โคถือวาเป่ ็นคุณธรรมน้นสัูง เช ื่ อกนวั าโคและพราหมณ ่ ์ถูกสร้างข้ึนโดยพระพรหมในวนเดั ียวกนั มีความศกดั์ิสิทธ์ิ เท่ากนั ดังการฆ่าโคจึงมีบาปเท่าๆ กบฆั ่าพระพราหมณ์ โคมีความศกดั์ิสิทธ์ิในทุกนิกายและใน ทุกชนช้นั วรรณะ การรับประทานเน้ือโคน้นชาวฮั ินดูเห็นวาเป่ ็นสิ่งชวรั่ ้ายยงกวิ่าการร่ ับประทาน เน้ือมนุษย ์ยิงไปกว ่าน่้นพระศั ิวะยงมั ีวัวนนทั ิเป็นพาหนะ และเม ื่ อพระกฤษณะยงทรงเยาวั ์วัยเคยอยู่ กบฝั งโคู ด้วยเหตุนี้โคจึงเป็นสตวั ์ศักด์ิสิทธ์ิของนิกายไศวะและนิกายไวษณวะ สัตว์ที่มีความสาคํ ญรองลงมาจากโค ั คือพญานาคหรืองูชาวฮินดูใหความเคารพพญานาค้ หรืองูใหญ่ ในอินเดียภาคใตและเบงกอลเป ้ ็นบริเวณที่มีผู้นับถือพญานาคมากที่สุด ทุกบานใน ้ มาลาบาร์ที่มัดทราสจะมีสถานท ี่ เล้ียงงู และมีงูเป็นจานวนมากํ เจาของบ้ านจะให ้ นมและผลไม ้ เป้ ็น อาหารเล้ียงงูเร ื่ องพญานาคมีอยมากมายในเร ู่ื่ องศาสนาฮินดูจึงมีพิธีกรรมให้กบงัูในเบงกอลมากกวา่ ในบริเวณอื่น ๆ ของอินเดีย ชาวฮินดูนิกายไวษณวะนบถั ือหนุมาน เพราะหนุมานเป็นหวหนัาวานร้ ช่วยพระรามนํา นางสีดามาจากยกษัราวนะ์ (ทศกณฑั ) ์และคุณธรรมในเรื่ องความซ้ือสตยัของหน์ุมานที่มีต่อพระราม เป็นแบบอย่างที่ดีของชาวฮินดูทั้งมวลในภาพของนางสีดา และพระรามจะมีหนุมานนงอยั่่แทบู พระบาท พร้อมปฏิบัติตามคาสํงของเจั่านาย้ มีบางวหารสริ ้างข้ึนเพ ื่ อบูชาหนุมานโดยเฉพาะ พระยาครุฑซ ึ่ งมีรูปครึ่ งมนุษยเป์ ็นพาหนะของพระวิษณุ ด้วยเหตุนี้วาวและนกอ่ ินทรีย์ จึงได้รับการเคารพ นกยงเปู็นพาหนะของเทพีสรัสวดีหงส์เป็นพาหนะของพระพรหม หนูเป็น พาหนะของพระคเนฆ สิงโตเป็นพาหนะของทุรคาและพระแม่กาลีภาคหน ึ่ งของมเหสีของพระศิวะ ควายเป็นพาหนะของพญายม ช้างเป็นพาหนะของพระอินทร์ สัตว์ต่าง ๆ ดังกล่าวถือวาเป่ ็นสตวั ์ ศักด์ิสิทธ์ิของฮินดู


73 สรุปท้ายบท ศาสนิกของพราหมณ์หรือฮินดูไม่วาจะเป ่ ็นนิกายใดจะมีความเช ื่ อรวมกนและถั ือเป็น หลกในการป ัฏิบัติธรรมตามแนวความเชื่อน้นั ความเชื่อของชาวอินเดีย พอสรุปได้ดังน้ี 1. เช ื่ อวาพระพราหมณ่ ์เป็นผสรู้ ้างโลก 2. เช ื่ อวาเทพทั ่้งสามแห่งตรีมูรติเป็นเทพสูงสุด 3. เช ื่ อวามนุ่ษย์มีส่วนประกอบ คือร่างกายและอาตมัน อาตมนหรั ือจิตวิญญาณนั้นเป็น สิ่งสาคํญทั ี่สุด เช ื่ อวาอาตม่นเดั ินมาจากพรหม หรือ ปรมาตมัน เช ื่ อวามนุ่ษย์มีความหลุดพนจาก้ กิเลสและบรรลุถึงโมกษะอาตมนกัจะกล็บคั ืนไปสู่ปรมาตมัน คือการท ี่ มนุษยจะกล์บคั ืนไปอยูก่บั พระเจาสู้งสุด 4. เช ื่ อเร ื่ องการแบ่งช้นวรรณะวั ่าพระพรหมทรงสร้างมนุษยให์ ้แตกต่างกนในฐานะ ั แห่งชาติกาเนํ ิด ใครจะฝ่าฝืนไม่ยอมรับไม่ได ้เพราะเป็นพรหมลิขิต 5. เช ื่ อเร ื่ องการลางบาป ้ ลอยบาปในแม่นํ้าคงคาวาหากได ่อาบน้ ้าในแม ํ ่นํ้าคงคาแลวจะ้ ล้างบาปได ้เม ื่อตายไปตามสายน้าไปส ํ ู่สวรรคได์ ้เพราะเช ื่ อวาแม่ ่นํ้าคงคาเป็นแม่นํ้าศกดั์ิสิทธ์ิไป ผสม ทําพิธีกรรมต่าง ๆ ที่ต้องใช้นํ้ามนต์ดื่มกิน เพ ื่ อสิริมงคลและรักษาโรค 6. นบถั ือบูชาเทพต่าง ๆ อื่น ๆ อีกมากมายหลายร้อยองค ์แตกต่างไปตามทองถ้ ิ่นและ เผาพ่นธั ุ์อาชีพ 7. มีความเช ื่ อเร ื่ องวิญญาณนิยม เช ื่ อวาส่ ิ่งต่าง ๆ ตามธรรมชาติมีวิญญาณสถิตอยมีู่ อํานาจเหนือมนุษยและอาจให ์ ้คุณใหถามได ้ ้มีความเช ื่ อคือสตวับางชน์ ิดท ี่ เก ี่ ยวกบเทพเจัาสู้งสุดต่าง เช่นโคเป็นต้น จากขอมู้ลท ี่ กล่าวมาแล้ว พอสรุปได้วา่ ศาสนาพราหมณ์เป็นศาสนาประเภทพหุเทวนิยม คือนบถั ือเทพเจาหลายองค้ ์และมีหลกปฏ ั ิบัติที่เรียกจริยธรรมน้นั มีปรากฏอยในค ู่มภั ีร์ ไม่วาจะ่ เป็นคมภั ีร์พระเวท คัมภีร์อุปพิพัท และคมภั ีร์อื่น ๆ อีก ซึ่งสามารถเลือกสรรนาไปปฏ ํ ิบัติได้


74 แบบฝึกหัด บทท 4 ี่ ศาสนาพราหมณ ์ หร ื อฮินดู 1. จงอธิบายประวัติความเป็นมาของศาสนาพราหมณ์หรือฮินดูมาโดยสงเขป ั 2. จงอธิบายหลกจรั ิยธรรมท ี่ปรากฏอยในค ู่มภั ีร์ต่างๆ ของศาสนาพราหมณ์หรือฮินดูมา พอเขาใจ ้ 3. ผลความคิดของนกปร ั ัชญา 6 สํานัก มีลักษณะแตกต่างกนั จงอธิบายแนวความคิด หรือปรัชญาของแต่สํานกมาพอเขั าใจ ้ 4. คําวา่ “ตรีมูรติ” หมายถึงอะไร อธิบาย 5. อาศรม 4 ในศาสนาพราหมณ์หรือฮินดูมีวาอย่ างไร ่ อธิบาย


บทท 5 ี่ ศาสนาพทธุ ศาสนาพทธุ เป็นศาสนาประเภทอเทวนิยม คือไม่เช ื่อและไม่สอนเรื่องพระเจ้าสร้างโลก ไม่สอนโดยมีเทวดาเป็นจุดศนยูกลาง์ (สุชีพ ปุญญานุภาพ. 2506: 285) แต่สอนเนนในเร ้ ื่ องศีลธรรม และปัญญาช้นสัูง และเป็นหน ึ่งในสามของศาสนาของโลก คือมีผู้นับถือในหลายประเทศ ไม่เฉพาะ ในประเทศที่ เกิดศาสนาน้ีศาสนาอ ื่ นนอกจากพระพุทธศาสนาที่นับถือว่าเป็นศาสนาของโลก เพราะมีผู้นับถือหลายประเทศ คือศาสนาอิสลามและศาสนาคริสต์ พุทธศาสนาสอนใหใช้ ้ปัญญาพิจารณาเหตุผล ไม่ถือบุคคลเป็นใหญ่ ไม่ถือโลกเป็นใหญ่ แต่ถือธรรมะเป็นใหญ่ ใครกตามแม็ ้นับถือศาสนาอ ื่ นหรือสอนศาสนาอื่น แต่ถ้าคาสอนนํ้นถัูก มีเหตุผล พระพทธศาสนากุรั็บรองวาถู่ก แต่ในที่ บางแห่งพระพทธเจุาตร้ ัสวา่ ในขอท้ ี่สอนไม่ ตรงกนจงรั ับไว้จงพิจารณาเฉพาะในส่วนท ี่ ตรงกนระหวั ่างพระพุทธเจาก้ บศาสดาทั ี่ สอนน้ันๆ เม ื่ อสอนวาส่ ิ่งใดไม่ควร ควรละแลวใครจะได ้จร้ ิง ตามท ี่ สอนกนมากกวัา่ หรือสอนวาส่ ิ่งใดควร ปฏิบัติแลวใครปฏ ้ ิบัติไดจร้ ิงตามท ี่ สอนมากกวาก่นั (มหาสีหนาทสูตรทีมนิกาย, พระไตรปิฎกฉบับ ประชาชน เล่ม 2 หน้า 452) พระพทธศาสนาสอนเนุนหน้ กเฉพาะเทวดาโดยความบร ั ิสุทธ์ิ คือ มนุษย์กอาจเป ็ ็นเทวดา ได้ถ้าต้งอยั ในค ู่ ุณธรรมอนสัูงส่งและถาเป้ ็นเทวดาโดยความบริสุทธ์ิแล้วกสู็งกวาเทวดาทุ่กประเภท ความเป็นเทวดาในพระพทธศาสนาุ จึงเกิดมีไดในช ้ ีวิตน้ีไม่ต้องรอชาติหน้า ส่วนเทวดาโดยกาเนํ ิด หรือเทวดาบนสวรรค์นั้น แมพระพ้ ทธศาสนาไดุสอนไว ้แต้ ่กม็ิได้ ยกยองว่ าเป่ ็นเลิศ คงถือเพียงเป็นสิ่งที่มีชีวิตประเภทหนึ่ งเท่าน้นั มีความเปลี่ยนแปลงไปไดตามกฎ้ ของไตรลกษณั ์ กําเนิดของพทธศาสนาุ 1. พุทธประวัติโดยสังเขป พระพุทธเจาทรงม้ ีพระนามเดิมว่า “สิทธัตถะ” ทรงเป็นพระโอรสของพระเจ้า สิริสุทโธทนะ และพระนางสิริมหามายา แห่งกรุงกบิลพสดั ุ์ นครหลวงของแควนส้ ักกะทาง อินเดียภาคเหนือ พระองคทรงประส ์ ูติที่ “สวนลุมพินี” อันต้งอยัแดนตู่่อแดน ระหวางกรุ่งกบิลพสดั ุ์ และกรุงเทวทหะ ซึ่งในปัจจุบันต้งอยั ในเขตประเทศเนปาล ู่ เรียกวา่ “ลุมมินเด”


76 เม ื่ อเจริญเติบโต ทรงได้รับการศึกษาศิลปวิทยาเป็นอยางด่ ีเม ื่ อพระชนมได์ 16 ้ ปี ทรงอภิเษกสมรสกบเจัาหญ้ ิงยโสธราหรือพิมพาแห่งกรุงเทวทหะ เม ื่ อพระชนมมาย์ุได 29 ้ ปี ทรงไดพระโอรสนามว ้า่ “ราหุล” ในปีที่ 29 แห่งพระชนมมาย์ ุนั้น ไดทรงเสด ้จออกผนวชเพ็ ื่ อแสวงหาการตรัสรู้สัจธรรม เพ ื่ อพนการเว้ยนวีายตายเก่ ิด และเพ ื่ อสงสอนชาวโลกให ั่ตร้ ัสรู้ตามคร้ังแรก ทรงศึกษาจากอาฬา รดาบส และอุทกดาบส แต่ไม่ทรงเห็นดวย้ จึงทรงคนคว้ ้าและปฏิบัติด้วยพระองคเองต์ ่อไป ทรงบาเพํญเพ็ยรอยีางหน่กครั้ังแรกทรงทดลองดวยการทรมานพระองค้ตามแบบฉบ์บของนักบวชั ในครั้งน้นในท ั ี่สุดทรงพบวาม่ ิใช่ทางที่ถูก จึงทรงฝึกอบรมทางจิตและตรัสรู้เป็นพระสมมาสัมพัทธุ เจาใน้ 6 ปีต่อมา คือเมื่อพระชนม์มายไดุ 35 ้ ปี ณ โคนตนไม ้ พระศร ้ ีมหาโพธิ์ ตําบลอุฬุเวลาเสนา นิคม ปัจจุบันเรียกวา่ “พุทธคยา” แควนพ้หารของอิ ินเดีย ต่อจากน้นได ัเสด ้ จไปแสดงธรรมคร ็ ้ังแรกแก่ภิกษุ 5 รูป ซึ่งออกบวชตามพระองคและ์ คอยรับใชในระหว ้างบ่าเพํญเพ็ ียร แต่เม ื่ อเห็นพระองค์ทรงเลิกการทรมานกาย กเข็ าใจว ้าทรงผ่ ิด จึงปลีกตวออกมาอยั ในป ู่่า “อิสิปตนะ” อันเป็นท ี่ใหอภ้ยแกั ่เน้ือใกลกร้ ุงพาราณสีเม ื่ อพระองคตร์ ัสรู้ แลวจ้ ึงทรงแสดงธรรมคร้ังแรกแก่ปัญจวคคั ีทั้ง 5 ณ ป่าอิสิปตนะนนเองั่ ธรรมที่แสดงนั้นไดแก้ ่ “ธัมจกกั ปวัตนสัูตร” สถานท ี่แสดงธรรมในสมยนั้นั ปัจจุบันน้ีเรียกวา่ “สารนาถ” อยในแคว ู่นอุ้ดร ประเทศของอินเดีย ทรงแสดงธรรมและบญญั ัติวินัย ประดิษฐานพระพุทธศาสนา มีภิกษุภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา คือนักบวชชายหญิงและสาวกท ี่เป็นคฤหสถัชายหญ์ ิงมากมายเป็นเวลา 45 ปีกได็ ปร้ ินิพาน ณ ป่าไม้สาละใกล้กรุงกุสินารา ปัจจุบันเรียกวา่ กุสินคร ทรงสอนให้ถือพระธรรมวินัยเป็นศาสดา แทนพระองค์ พระองค์มิไดสอนศาสนาย ้ดตึวพระองคั เป์ ็นจุดศูนยกลาง์แต่ตั้งพระธรรมเป็นศูนยกลาง์ พระธรรมคือความจริง ความถูก ความตรง ที่ทรงนามาสํงสอนมั่ิไดทรงส ้ งสอนดั่วยการเดา้ แต่ได้ ทรงประพฤติปฏิบัติไดผลประจ ้กษัแจ์ งในความจร ้ ิงน้นแลัวจ้ ึงนามาสํงสอนั่ พระองคไม์ ่ทรงสอนเก ี่ ยวกบเทวดาสรั ้างโลกและไม่เรียกร้องความเคารพนบถั ือ กลบทรงั แสดงวาผ่ ู้บูชาพระองค์ด้วยวตถัุเช่น ธูปเทียน ดอกไม้ไม่ชื่อวาบู่ชาอยางย่งผิ่ใดประพฤต ู้ ิตนดีตาม ธรรมะผู้นั้นช ื่ อวาบู่ชาพระองค์ด้วยการบูชาอยางย่งิ่เป็นการเนนให ้เห้ ็นความสาคํญทั ี่ความประพฤติ ปฏิบัติของศาสนิกชน เหตุการณ์ในพระชนม์ชีพของพระองค์คือ 1. ประสูติ ก่อนพทธศุกราชั 80 ปี ณ ลุมพินี ซึ่งปัจจุบันเรียกวา่ “ลุมมินเด” ตั้งอยในู่ ประเทศเนปาล ในวนวั ิสาขปุณณมีคือวนพระจันทรั ์เตมดวงแห็ ่งเดือนวิสาขะ (เทียบดวยกลางเด้ ือน 6 ของไทย)


77 2. ตรัสรู้ก่อนพทธศุกราชั 45 ปี ณ โคนต้นโพธิ์ ตําบลอุฬุเวลาเสนานิคมถึงปัจจุบัน เรียกวา่ “พุทธคยา” ตั้งอยในแคว ู่นพ้ ิหาร ประเทศอินเดียในวนวั ิสาขปุณณมีเช่นเดียวกบวั นประส ั ูติ เป็นแต่ต่างปี กนั 3. แสดงธรรมคร้ังแรก ในปีที่ตรัสรู้นันเอง่ ห่างจากวนตรั ัสรู้ 2 เดือน ณ ป่าอิสิปตน มฤคทายวนใกล ักร้ ุงพาราณสี ซึ่งปัจจุบันเรียกวา่ “สารนาถ” ตั้งอยในแคว ู่นอุ้ดรประเทศอินเดีย ในวนอาสาฬหป ัุณณมีคือวนพระจันทรั ์เตมดวงแห็ ่งอาสาฬหะ (เทียบดวยว้นกลางเดั ือน 8 ของไทย) 4. ปรินิพพาน ก่อนพทธศุกราชั 1 ปีณ ป่าไม้สาละใกล้กรุงกสินารา ซึ่งปัจจุบันเรียกวา่ “กุสินคร” ตั้งอยในอ ู่ ุดรประเทศของอินเดียในวนวั ิสาขปุณณมี เช่น เดียวกบวั นประส ั ูติและตรัสรู้ คัมภีร์ในพระพทธศาสนาุ คัมภีร์ในพระพทธศาสนาุ ไดรวบรวมบ้นทั ึกหลกคัาสอนและวํ ินัยต่างๆ ของพทธศาสนาุ แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ ประเภทหนึ่งเป็นดารํ ัสของพระพทธเจุาเร้ ียกวา่ ไตรปิฎกอีกประเภท หน ึ่งเป็นคาสอนของพระอรรถกถาจารยํ และปราชญ ์ ์อื่นๆ ที่แต่ขึ้นในช้นหลังเรั ียกอรรถกถา ฎีกา อนุฎีกา โยชนาและอื่ นๆ พระไตรปิฎก เป็นคมภั ีร์รวบรวมบนทั ึกคาสอนของพระพํทธเจุาซ้ ึ่ งกล่าวกนวัาม่ ีมากมาย (พระองคทรงส์ งสอนประชาชนนานถ ั่ ึง 45 ปี) ถึง 48,000 พระธรรมขันธ์และได้มีการทาสํงคายนาั ชําระเพ ื่ อความถูกตองถ้ ึง 10 คร้ัง ในเวลา 2,500 กวาป่ ี คัมภีร์พระไตรปิฎก ฉบบเดั ิมเป็นภาษาบาลีแปลเป็นไทยมี 45 เล่ม แบ่งออกเป็น 3 คัมภีร์ (หรือ 3 หมวด) คือ 1. พระวินัยปิฎกเป็นคมภั ีร์วาด่วยว้ ินัยศีล สําหรับให้ภิกษุสามเณร ปฏิบัตินอกจากน้นั กกล็ ่าวถึงศีลเบ้ืองต้น รวมกาหนดหลํ กการในการประกอบพ ั ิธีกรรมทางศาสนา เช่น เร ื่ องอุปสมบท และการผกพูทธสั ีมาและขอว้ ตรปฏ ั ิบัติต่างๆ มารยาทที่ดีงามของสงฆ ์เป็นต้น วินัยปิฎก มี 5 คัมภีร์ คือ 1. อาทิกรรม มีชื่อเรียกอีกอยางหน่ ึ่ งวา่ มหา(ภิกข) ุวิภังค์ 2. ปาจิตตีย์ มีชื่ออีกอยางหน่ ึ่ งวา่ ภิกขุนิวิภังค์ 3. มหาวรรค 4. จุลวรรคและ 5. บริวาร นับเป็นธรรมขนธั ์ (หมวดธรรม) ได 21,000 ้ธรรมขนธั ์ พิมพเป์ ็นเล่มต้งแตั ่เล่มหน ึ่ งถึง เล่มแปด รวมเป็น 8 เล่ม


78 2. พระสุตตันตปิฎก เป็นคมภั ีร์พระสูตรวาด่วยหล้กธรรมคัาสอนทํ้งหมดของพรัะพทธเจุ้า ที่ตรัสแก่ชนต่างช้นัต่างประเทศในเวลาและโอกาสต่างกนั ทั้งในแง่สัจธรรม คือความจริงของ สิ่งต่างๆ วาม่ ีสภาพอยางไร ่และจริยธรรม คือ ข้อท ี่ มนุษยควรปฏ ์ ิบัติ เพ ื่อใหความเป ้ ็นมนุษย์ สมบูรณ์ขึ้นจนถึงข้นสมบัูรณ์ที่สุดเท่าท ี่ มนุษยควรจะได ์และอย้รวมกู่นอยั างเป็ ่นสุข พระสุตตนตป ั ิฏก มี 5 คัมภีร์ ชื่อเรียกและจานวนสํูตร ดังน้ี 1. ทีฆนิกาย มี 34 สูตร 2. มัชฌิมนิกาย มี 152 สูตร 3. สังอุตตนิกาย มี 7,762 สูตร 4. อังคุตตรนิกาย มี 9,557 สูตร 5. ขุททกนิกาย อันน้ีไม่แบ่งเป็นสูตร แบ่งเป็นคมภั ีร์มี 14 คัมภีร์ 3. พระอภิธรรมปิฎก เป็นคมภั ีร์ที่กล่าวถึงธรรมะระดบสัูง หรือปรมตตั ิสัจจะท ี่ พระพทธเจุาตร้ ัสรู้ เป็นการอธิบายหลกธรรมให ั ้พิศดารและเป็นระบบที่ลึกซ้ึงละเอียดข้ึนไปหลาย นัยเก ี่ ยวกบจั ิต สิ่งท ี่ เกิดข้ึนกบจั ิต รูปและลกษณะของรัูปต่างๆ และพระนิพพาน คือความดบทัุกข์ บางท่านกล่าววา่ อภิธรรมเป็นปรัชญาและการวิเคราะห์เร ื่ องจิตและสภาวะของจิตอยางละเอี ่ ยดใน ระดบสัูง ลักษณะธรรมะในพระพทธศาสนาุ การสอนของพระศาสดาองคใดก ์ ็ตาม ย่อมจะสอนธรรมเพ ื่ อศาสนิกชนตามสมควรแก่ บุคคล ตามกาลเทศะ แต่ละอย่างไม่เหมือนกนัฉะน้นจะรั ู้ว่าธรรมน้นเป ั ็นของศาสดาองคใด์ กต้ ็องดูลักษณะของธรรมน้นๆั ในพทธศาสนาแสดงลุกษณะแหั ่งธรรมของพระพทธเจุาว้ าจะต้ ่ องประกอบดวย้ 8 อยางน่้ี 1. ธรรมน้นั ต้องไม่เป็นไปเพอความก ื่ าหนํดยั อมใจ ้ 2. ธรรมน้นั ต้องไม่เป็นไปเพอความประกอบท ืุ่กข์ 3. ธรรมน้นั ต้องไม่เป็นไปเพื่อความพอกพูนกิเลส 4. ธรรมน้นั ต้องไม่เป็นไปเพอความปรารถนาใหญ ื่ ่ 5. ธรรมน้นั ต้องไม่เป็นไปเพื่อความไม่สันโดษ 6. ธรรมน้นั ต้องไม่เป็นไปเพื่อความเกียจคร้าน 7. ธรรมน้นั ต้องไม่เป็นไปเพอความคล ืุ่กคลีด้วยหมู่คณะ 8. ธรรมน้นั ต้องไม่เป็นไปเพื่อความเลี้ยงยาก


79 หากธรรมใด คําสอนใด เป็นไปโดยลักษณะตรงกนขัาม้คาสอนนํ้นไม ั ่ใช่ธรรมะใน พระพทธศาสนาุ หลกธรรมทั วไปของพระพ ั่ ทธศาสนาุ ในการประดิษฐานพระพุทธศาสนา พระพทธองคุทรงส์ งสอนและปล ัู่กฝังความเช ื่ อแก่ พุทธศาสนิกชน โดยอาศัยหลกเกณฑั ์ดังน้ี (สนิท ตั้งกวี. 2527 : 21) 1. พุทธศาสนาคือ สภาวะของบุคคล (Person) มากกวาค่ ือสภาวะของโลก (Universe) ดังน้นั จึงมีการปฏิเสธผสรู้ ้างโลกหรือการมีพระผเปู้ ็นเจาหร้ ือสิ่งศกดั์ิสิทธ์ิใดๆ ในสากลโลกท้งสั ิ้น 2. พระพทธศาสนาไมุ่คํานึงถึงการสร้างโลก หรือมีพรหมผสรู้ ้างโลกสร้างสรรพสิ่งใดๆ แต่ถ้าจะมีการสมมติให้มีพระพรหมนนกั่ คือ็ บิดา มารดา ของบุตรท้งหลายให ั ้คํานึงแต่ระเบียบของ โลก หรือที่เราเรียกกนวัา่ “ธรรม” อันเป็นของมีมา เป็นมา เกิดมา โดยกระแสธรรมชาติของตนเอง ฉะน้นจั ึงเปลี่ ยนหลัก “อัตตา” หรือ อาตมนเสั ียเป็น “อนตตาั ” คือ 3. พระพทธศาสนาไมุ่คํานึงถึงการสร้างโลก หรือมีพรหมผสรู้ ้างโลก สร้างความไม่ใช่ ตัวตน เราเขา สรรพสิ่งในโลกน้ีแบ่งเป็น 2 คือ 1. วัตถุที่มีใจครอง 2. วัตถุที่ไม่มีใจครอง 1. วัตถุที่มีใจครอง ไดแก้ ่ มนุษยและส์ตวั ์ที่เกิดมาจากกรณี 2 ประการ คือ รูปวตถัุ หรือรูปธรรมและอรูปวตถัุ หรือรูปธรรม รูปวตถัุคือ การรวมหรือคุมกนเขั าเป้ ็นรูปจากปรมาณูทั้งหลาย อันเป็นธาตุแข็ง (ดิน) เหลว (นํ้า) อากาศ (ลม) ความร้อน (ไฟ) อรูปวตถัุ คือ การรวมและคุมกนเขั าเป้ ็นอรูปวตถั ุอันหนึ่งจาก เวทนา - ความรู้สึกสุข-ทุกข์ สัญญา - ความจาได ํหมายร้ ู้ สังขาร - อารมณ์แห่งเจตสิกท้งสั ่วนดีส่วนชวและสั่่วนกลางๆ วิญญาณ - ความรู้อารมณ์ทั้งหลาย หรือความมีชีวิตจิตใจ 2. วัตถุที่ไม่มีใจครองน้นได ัแก้ ่พฤกษชาติทั้งหลายรวมท้งสรรพสั ิ่งทวๆไปในโลก ั่ อันเกิดจากรูปวตถัุหรือรูปธรรมอยางเดี ่ยว


80 ทั้งน้ีเรียกวา่ ขันธ์ 5 มีปกติที่จะสลายตัวไปและตกอยในอ ู่านาจของไตรล ํกษณั ์คือ อนิจจตา - ความเป็นของไม่เท ี่ ยง ทุกขตา - ความเป็นทุกข์ อนตตตาั - ความเป็นของไม่ใช่คน 3. กรรม พระพทธศาสนาถุือวาเป่ ็นมูลรากที่มีความสาคํญยังทิ่ ี่ หมุนเวยนมนีุษยและส์ตวั ์ ทั้งหลายในโลกน้ีให้ดําเนินสภาวะไปแปลกอยางต่ ่างกนั กรรม หมายถึง การกระทาดํ วยไตรทวาร ้ คือ กาย วาจา และใจ พระพทธศาสนาุ จึงถือกรรมเป็นเร ื่ องสาคํ ัญ ดังมีรายละเอียดในเรื่ องกรรม ดังน้ี 1. ทุกคนตองม้ ีกรรมเป็นของตวเองั 2. ทุกคนตองม้ ีกรรมเป็นทายาทคอยตอบสนอง 3. ทุกคนตองม้ ีกรรมเป็นท ี่ เกิด คือ เกิดจากกรรม 4. ทุกคนตองม้ ีกรรมเป็นเผาพ่นธั ุ์ 5. ทุกคนตองม้ ีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย 4. เช ื่อในเหตุผล พระพุทธศาสนาสอนให้ทุกคนมีเหตุผลไม่ให้เช ื่อในสิ่งเหลวไหล และพิสูจนไม์ ่ได้ 5. เช ื่อในสถานะของมนุษย ์พระพทธศาสนาไดุ้จัดระเบียบของมนุษย์เป็นการอนุสนธิ จากระเบียบของโลกข้ึน เป็นทางปฏิบัติในขณะที่ อยในโลก ู่ระเบียบของมีอย 4 ู่สถานะคือ 1. โลกิยภูมิ 2. โลกตรภุ ูมิ 3. โลกิยภูมิคือ สถานะที่มนุษย์ผู้เป็นเพียงปุถุชน ไม่สามารถจะสละกิเลสได้ยังมี การเกาะเก ี่ ยวครองชีพอยในโลกจ ู่าเปํ ็นตองม้ ีศีลธรรมและวินัยในการปฏิบัติพร้อมดวยจรรยาอ้ ัน เป็นเขมท็ ิศช้ีทางความประพฤติหลักการใหญ่ของศีลธรรม คือความไม่เบียดเบียนซ ึ่ งกนและกันั 4. โลกตรภุ ูมิ คือ สถานะที่มนุษย์ผู้ปรารถนาที่ จะพนจากก้ ิเลสท้งหลายัเขาหา้ พระอนุตรสมมาสั มโพธ ั ิญาณ หรือท ี่ เรียกวา่ สําเร็จเป็นพระอรหนตั ์ขีณาสพเขาส้ ู่นิพพานในที่สุด หลกจรั ิยศาสตร ์ในพระพทธศาสนาุ หลกธรรมคัาสอนของพระพํทธเจุาม้ ีมากมายถึง 94,000 พระธรรมขนธั ์แต่อาจสรุปยอ่ ลงในหลกปฏ ั ิบัติได 3 ้ระดับ คือ (สนิท ตั้งกวี 2527: 35) 1. จริยศาสตร์ขั้นต้น 2. จริยศาสตร์ขั้นกลาง


81 3. จริยศาสตร์ขั้นสูง 1. จริยศาสตร์ข้นตั ้น จริยศาสตร์ขั้นตนได ้แก้ ่ “เบญจศีล” เบญจธรรม” ศีล 5 ธรรม 5 ซึ่งเป็นคู่ขนาน และทาหนําท้ ี่อุปการะซึ่ งกนและกันั ศีล 5 เป็นหลกจรั ิยธรรมเบ้ืองตนอย้างหยาบหร่ ือระดบพั้ืนฐาน เป็นลกษณะการเวั ้น ประพฤติชัวทางกาย่ วาจา เรียกวาเบญจศ่ ีล ไดแก้ ่ 1. เวนจากการฆ้ ่าสตวั ์ 2. เวนจากการล้กทรั ัพย์ 3. เวนจากการประพฤต ้ ิผิดในกาม 4. เวนจากการพ้ ดปดู 5. เวนจากการด้ ื่ มสุราเมรัย ธรรม 5 เป็นจริยศาสตร์เบ้ืองตนอย้ างละเอี ่ยด เป็นคุณสมบัติทางใจ 5 อยาง่ เรียกวา่ “เบญจธรรม” ไดแก้ ่ 1. มีเมตตา กรุณาต่อมนุษยและส์ตวั ์ 2. เอ้ือเฟ้ือเผอแผ ื่ ประกอบส ่มมาชั ีวะ 3. สํารวมในกาม 4 พูดจริง 5. มีสติสัมปชญญะั 2. จริยศาสตร์ขั้นกลาง จริยศาสตร์ขั้นกลาง ไดแก้ ่ “กุศลกรรมบถ” แปลวา่ “ทางแห่งการกระทาเปํ ็นกศลุ ” คือ ที่ดีงาม มี 10 ข้อ คือ 1. เวนจากการฆ้ ่าและเบียดเบียนสตวั ์ 2. เวนจากการละเม้ ิดกรรมสิทธ์ิในทรัพย์สินของผู้อื่น 3. เวนจากการประพฤต ้ ิผิดประเวณี วจีสุจริต 4 ไดแก้ ่ 1. เวนจากการพ้ดเทู็จ 2. เวนจากการพ้ดยูยงใหุแตกแยกก้นั 3. เวนจากการพ้ดคูาหยาบํ 4. เวนจากการพ้ดเพูอเจ้ ้อเหลวไหลไร้สาระ


82 มโนสุจริต 3 ไดแก้ ่ 1. ไม่คิดโลภอยากไดของผ้ ู้อื่น 2. ไม่คิดพยาบาทปองร้ายผู้อื่น 3. มีความคิดเป็นถูกตองตามท้านองคลองธรรมํ 3. จริยศาสตร์ขั้นสูง จริยศาสตร์ขั้นสูงไดแก้ ่ การปฏิบัติให้ถึงความทุกข์ ที่เรียกวา่ “อริยมรรค” หรือ มรรคมีองค ์8 ซึ่งถือวาเป่ ็นหลกปฏ ั ิบัติอันประเสริฐ8 ประการคือ 3.1 ความเห็นชอบ ไดแก้ ่ การที่ปัญญา รู้อริยสัจ 4 คือ 3.1.1 รู้วาช่ ีวิตน้ีมีแต่ความทุกขเท์ ่าน้นั 3.1.2 รู้วาความทุ่กข์นั้นเกิดจากเหตุคือ ตัณหาไม่ใช่เกิดจากพระเจาบ้นดาลั 3.1.3 รู้วาทุ่กข์นั้นสามารถดบได ั ้ด้วยวิธีที่ถูกตอง้ 3.1.4 รู้จักวิธีปฏิบัติเพ ื่อให้พ้นทุกข์ 3.2 ความดารํ ิชอบ คือ คิดถูกตอง้ ไดแก้ ่ 3.2.1 คิดจะปลีกตัวออกจากกาม 3.2.2 คิดไม่พยายามปองร้ายผู้อื่น 3.2.3 คิดไม่เบียดเบียนผู้อื่น 3.3 การเจรจาชอบ 3.3.1 ไม่พูดเทจบ็ ิดเบือนความจริงใหคนอ้ ื่ นเขาใจผ ้ ิด 3.3.2 ไม่พูดส่อเสียดยยงใหุแตกความสาม ้คคั ี 3.3.3 ไม่พูดหยาบคาย 3.3.4 ไม่พูดเพอเจ้ อไร ้ ้สาระ 3.4 การกระทาชอบํ คือ ประพฤติสุจริตทางกาย 3.4.1 ไม่ฆ่าและเบียดเบียนสตวั ์ 3.4.2 ไม่ละเมิดกรรมสิทธ์ิในทรัพย์สินของผู้อื่น 3.4.3 ไม่ประพฤติผิดประเวณี 3.5 เล้ียงชีวิตชอบ ไดแก้ ่การเวนอาช้ ีพทุจริต ประกอบอาชีพสุจริต (สัมมาอาชีวะ) 3.6 ความเพยรชอบี คือ ความพยายามท ี่จะไม่ใหโอกาสแก ้ ่กิเลสอนเป ั ็นอุปสรรค์ ขัดขวางต่อการบรรลุมรรคผลนิพพาน ไดแก้ ่ 3.6.1 ระวงไม ั ่ใหบาปเก ้ ิดข้ึนแล้ว 3.6.2 พยายามละบาปท่ีเกิดข้ึนแล้ว


83 3.6.3 พยายามทาความดํ ีใหเก้ ิดข้ึนภายในจิต 3.6.4 พยายามรักษาความดีที่มีอยแลู่วไม ้ ่ใหเส้ ื่ อมและทาดํ ียิงๆข่ ้ึน 3.7 การต้งสตั ิชอบ คือ ตั้งสติไวในว ้ ิถีทางที่ถูกท ี่ ควร ที่ตรงต่อการบรรลุ มรรคผล ไดแก้ ่การต้งสตั ิกาหนดพํ ิจารณาสิ่งที่ทั้งหลายให้รู้เห็นความเป็นจริง คือ ตามสิ่งน้นๆมั นเป ั ็นของ มันเองคือ 3.7.1 การต้งสตั ิพิจารณากายให้รู้เห็นตามความเป็นจริงวาแต่ ่เพยงกายเที ่าน้นั ไม่ใช่สัตว ์ ตัวบุคคล ไม่ใช่ตัวเรา ตัวเขาไม่วาจะเป ่ ็นความรู้สึกเป็นสุขกดี็ความรู้สึกเป็นทุกข์กดี็ อยาได ่ ้ยึดมนเพราะเป ั่ ็นอนตตาหาแกั ่นสารไม่ได้ 3.7.2 การต้งสตั ิพิจารณา เวทนา คือ ความรู้สึกของเราให้รู้เห็นตามความ เป็นจริง เป็นเพียงความรู้สึกเท่าน้นั ไม่ใช่สัตว์ไม่ใช่บุคคล ไม่ใช่ตัวเรา เขาไม่วาจะเป ่ ็นความรู้สึก เป็นสุขกดี็ความรู้สึกเป็นสุขกดี็ความรู้สึกเป็นทุกข์กดี็อยาได ่ ้ยึดมนถั่ ือมนั่เพราะเป็นอนตตาั หาแก่นสารไม่ได้ 3.7.3 การต้งสตั ิพิจารณาให้รู้เห็นความเป็นจริง วาเป่ ็นเพียงความคิดเท่าน้นั ไม่ใช่สัตว์ไม่ใช่บุคคล ไม่ใช่ตัวเรา ตัวเขา เป็นอนตตาั อยาได ่ ้ยึดมนถั่ ือมนกลั่่าวคือใหสต้ ิรู้ชัดวา่ จิตของตนมีราคะหรือไม่ มีโทสะหรือไม่ มีเศร้าสลดหรือวาผ่ อนใส ่ ฟุ้งซ่านหรือวาสงบ่ เป็นต้น 3.7.8 การต้งสตั ิกาหนดพํ ิจารณาธรรมให้รู้เห็นตามความเป็นจริงวาเป่ ็น เพียงธรรมชาติเท่าน้นั ไม่ใช่สัตว ์ไม่ใช่ตัวบุคคล ฯลฯ ให้รู้สภาพตามความเป็นจริงไม่ให้ยึดมนั่ 3.8 การต้งมันชอบั่ หมายถึง การทาสมาธํ ิ ทําใหใจสงบจนได ้ฌาณบร้ ิบูรณ์มี พลงแกรั ่งพอท ี่ จะตดกั ิเลสใหขาดออกจากจ้ ิตได ้เรียกวา่บรรลุนิพพาน จริยศาสตร์ขั้นสูงน้ีเรียกวา่ทางสายกลาง หรือ มัชณิมาปฏิปหาและในทางปฏิบัติตาม องคมรรค์ 8 นั้น เป็นเพยงการเตรี ียมตวให ัพร้ ้อมที่จะเข้าถึงจุดสุดยอดของพระพทธศาสนาุคือ พระนิพพาน ไม่ใช่จุดหมายอนแทัจร้ ิง คือเป็นการชาระพํ้ืนใหสะอาดแล ้วจ้ ึงใชอาวุ้ธ คือ วิปัสสนา ปัญญา ตัดกิเลสใหขาดสะบ ้ ้นลงโดยสิ ั้นเชิงหาแก่นสารไม่ได้ จึงใชอาวุ้ธ คือ วิปัสสนาปัญญา ตัดกิเลสใหขาดสะบ ้ ้นลงโดยส ั ิ้นเชิง องคประกอบท ์ ้งั 8 ของมรรค เม ื่ อยนย่ อจะเป ่ ็นไตรสิกขา คือ เป็นปัญญา ศีลและสมาธิ การยอมรรค่ 8 เป็นไตรสิกขาได้ดังน้ี 1. สัมมาทิฏฐิและสมมาสังกั ปปะ ั (ความเห็นชอบและความดารํ ิชอบ) คือ ปัญญา 2. สัมมาวาจา สัมมากมมันตะและสัมมาอาชั ีวะ (การเจรจาชอบการกระทาชอบและํ การเลี้ยงชีวิตชอบ) คือศีล


84 3. สัมมาวายามะ สมมาสตั ิและสมมาสมาธั ิ (ความเพียรชอบ การต้งสตั ิของและการ ตั้งใจชอบ) คือ สมาธิ ไตรสิกขาซ ึ่งไดแก้ ่ ศีล สมาธิ ปัญญา จึงเกิดข้ึนมาไดจาการปฏ ้ ิบัติตามมรรคมีองค์8 ด้วยเหตุนี้การบรรลุนิพพานจึงมี ศีล สมาธิและปัญญาเป็นองคประกอบท ์ ี่มีอยแลู่วในมรรคม ้ ีองค์8 หลกคัาสอนของพระพํทธเจุ้า อาจนามาสรํุปไดเป้ ็น 3 ขั้น อันเหมาะสมแก่ฐานะและ ระดบจั ิตของแต่ละบุคคล และเกิดประโยชน์แก่ผู้ปฏิบัติ คือ ประโยชน์ขั้นตนประโยชน ้ ์ขั้นกลาง และประโยชน์ขั้นสูงสุด 1. ประโยชน์ขั้นต้น ประโยชน์ขั้นตนได ้แก้ ่ ทิฏฐธมมั ิกตถประโยชน ั ์ คือ ประโยชน์เกิดจากการปฏิบัติ ธรรมท ี่ จะพึงไดในโลกน ้ ้ี มีอย ู่4 อยาง่ คือ (นงเยาว ์ชาญณรงค. ์ 2531 : 302) 1.1 ถึงพร้อมดวยความขย้นหมันเพั่ียรเรียกวา่อุฏฐานสมปทา ั 1.2 ถึงพร้อมดวยการร้ ักษา คือ ป้องกนทรั ัพย์ที่ตนหามาได้มิให้เส ื่ อมเรียกว่า อารักขสมปทา ั 1.3 คบเพ ื่ อนที่ดี ไม่คบมิตรชวั่ หรือมิตรเทียม เรียกวา่กลยาณมั ิตตา 1.4 เป็นผู้รู้จักเล้ียงชีพ คือ ใช้จ่ายทรัพยให์เหมาะสมควรแก ้ ่กาลํงทรั ัพย์ที่หามาได้ ไม่ให้ฟุ่มเฟือยนักเรียกวา่สมชีวิตา 2. ประโยชน์ขั้นกลาง ประโยชน์ขั้นกลาง ไดแก้ ่ สัมปรายิกตถประโยชน ั ์ ไดแก้ ่ ประโยชน์ที่จะได้รับใน โลกหน้า มีอยู่4 ประการคือ 2.1 ถึงพร้อมดวยความเช้ ื่อ คือ เช ื่อในพระพทธศาสนาุเป็นความเช ื่ อที่ยุติด้วย เหตุผล เช ื่ อดวยความชอบธรรม้ ไม่ใหเช้ ื่ องมง่าย ไม่ใหเป้ ็นคนไร้ศาสนา ใหศาสนาเป ้ ็นเคร ื่ องตดสั ิน ความประพฤติเรียกวา่ศรัทธาสมปทา ั 2.2 ให้ถึงพร้อมดวยความประพฤต ้ ิดี คือ ใหประพฤต ้ ิทั้งกาย วาจา และใจ ประพฤติอยางใดอย ่ างให ่ ้มีโทษ อยางต่าท ํ่ ี่สุดให้ตั้งอยในศ ู่ีลธรรมเรียกวา่ สีลสมปทา ั 2.3 ให้ถึงพร้อมดวยการเส ้ ียสละ คือ ให้มีอัธยาศยเผั ื่ อแผ่เจือจาน เรียกว่า จาคสมปทา ั 2.4 ให้ถึงพร้อมดวยความร้ ู้ในสิ่งท ี่ ควรรู้ คือ ให้รู้จักคติของธรรมดา เช่น รู้จัก ความทุกข ์ความสุข เหตุของความทุกขและความส์ุขเป็นต้น เรียกวา่ ปัญญาสมปทา ั


85 3. ประโยชน์ขั้นสูงสุด ประโยชน์ข้นสัูงสุด ไดแก้ ่ ปรมตถประโยชน ั ์คือ พระนิพพานผู้บําเพญเพ็ ียรจะตอง้ ปฏิบัติตนตามธรรมข้นสัูงสุดเป็นลาดํ บไป ัเริ่มต้งแตั ่ปฏิบัติตนจากข้นตั ํ่าคือ มีศีล สูงข้ึนไปมีสมาธิ แล้ว มีปัญญา เรียกวา่ ปฏิบัติตนให้มีไตรสิกขา ท่านเปรียบไว้วา่ ศีล สมาธิ ปัญญา ที่อบรมได้ เตมท็ ี่จักสมพันธั ์กนประด ัุจเชือก 3 เกลียว เอามือจบเขัาท้ ี่ใดยอมกระทบไปท ่้งั 3 เกลียว จักอานวยํ ผลดบกั ิเลสทุกขได์ ้ นิกายในพระพทธศาสนาุ พระพทธศาสนาุหลงจากทั ี่ พระพทธเจุาเสด ้ จปร ็ ินิพพานแล้ว จึงเกิดการแตกแยกใน คณะสงฆ์ มีความไม่ลงรอยกนในเร ั ื่ องพระธรรมวินัยและอุดมการณ์ในทางปฏิบัติแบ่งออกเป็น 2ฝ่ายใหญ่ๆ หรือแบ่งออกเป็น 2 นิกายที่สําคัญ คือ นิกายหินยานและมหายาน 1. นิกายหินยาน (แปลวายานเล่ ็ก คือ หลุดพนไปคนเด ้ ียว) หรือเถรวาท ซึ่งมีชื่อเรียก กนหลายชั ื่อ ไดแก้ ่ สาวกยาน อรหตตยานั วิภัชวาทิน เป็นต้น นิกายหินยานยดมึนแนั่่นแฟ้นใน หลกคัาสอนของพระพํทธเจุาและพระว้ ินัย หินยานมีผู้นับถือแพร่หลายในฝ่ายใต้ไดแก้ ่ ประเทศ ลังกา ไทย มอญ พม่า ลาว เขมร เป็นต้น 2. นิกายมหายาน (แปลวายานใหญ ่ ่คือ พาสรรพสตวัหล์ุดพนด้วยก้นั ) ไดแก้ ่มหาสงมั ิกะ เอกยาน อนุตรยาน พุทธยาน โพธิสัตวยานปรับปรุงหลกคัาสอนและพระวํ ินยให ัเหมาะสมก ้บและั สภาพแวดลอม้ นิกายน้ีมีผู้นับถือแพร่หลายในฝ่ายเหนือ ไดแก้ ่ ประเทศจีน เกาหลี ญี่ปุ่นและธิเบต เป็นต้น ข้อแตกต่างที่สําคญของสองนั ิกาย พอสรุปกล่าวได้ดังน ี้ ฝ่ายหินยานหรือเถรวาท 1. มุ่งปฏิบัติไปสู่ทางแห่งการหลุดพ้น เป็นพระอรหนตั ์หมดพนทุ้กขไปเพ ์ ื่ อตนเองก่อน เม ื่ อสาเรํ ็จแลวจ้ ึงโปรดสตวั ์ช่วยเหลือผู้อื่นต่อไป และมีอุดมการณ์ในการหลุดพนโดยให ้ แสวงหา ้ ด้วยตนเอง 2. ยึดมนในค ั่าสอนของพระพํทธเจุาไม ้ ่เปลี่ยนแปลงและเคร่งครัดในพระธรรมวินัย และศีล227 ข้อ 3. ปฏิเสธลทธั ิตรีกาย (ธรรมกาย, นิรมานกายและสมโภคกาย ั ) ของพระพทธเจุ้า 4. ไม่รับพทธภาวะทุี่มีอยในสรรพส ู่ตวั ์ 5. บุคคลจะสาเรํ ็จอรหัตผลได้ด้วยตวเองทางเดั ียว โดยการปฏิบัติอริมรรค 8 ของ พระพทธเจุ้า


86 ฝ่ายมหายาน 1. มุ่งปฏิบัติตามทางแห่งโพธิสัตว์ยังไม่ปรารถนาจะหลุดพนไปคนเด ้ ียวจนกวาจะช่ ่วย สัตว์อื่นใหหมดทุ้กข์ข้ามพนทะเลแห้ ่งสงสารวั ฎไปด ัวยก้นดัวยความเมตตา้กรุณา แก่เพ ื่ อนร่วมเกิด เจ็บ ตาย มีความเช ื่ อวาพระพ่ทธเจุาม้ ีพระประสงคจะโปรดสรรพส ์ ัตว์ทั้งหลายให้พ้นทุกข์ดังน้นั การเข้าถึงพระสมมาสั มโพธ ั ิญาณจะตองสามารถ ้ ขนสตวั ์ทั้งหลายขามฝ ้ ั่งไปดวย้ มิใช่เอาแต่ตัวรอด คนเดียว 2. ยึดมนในค ั่าสอนของพระพํทธเจุาไม ้ ่เปลี่ยนแปลง และเคร่งครัดในพระวินัย (แต่เพ่มิ วินัยของพระโพธิสัตว) ์ 3. มีความเช ื่อในลทธั ิตรีกายวาพระพ่ทธเจุาม้ ี3 พระกาย 4. ยืนยนวัาพ่ทธภาวะวุาม่ ีอยในสภาพส ู่ตวั ์ทั้งหลาย 5. บุคคลคงจะตรัสรู้ (หลุดพ้น) ด้วย 5.1 โดยการศึกษาจากคมภั ีร์ (ปริยัติ) 5.2 โดยการบาเพํ ญทางใจ ็ (ปฏิบัติ) 5.3 โดยศรัทธาต่อพระพุทธเจ้า อีกอรรถหนึ่ง (อีกมิติหนึ่ง) 1. โดยปฏิบัติตามอฏฐังคั ิกมรรค (แบบเดียวกบเถรวาทั ) 2. โดยหลัก ณาณ (นิกายเชน) 3. โดยหลกตันตรยานั 4. โดยหลกภักดั ีต่ออมิตาภพทธเจุ้า จากนิกายใหญ่สองนิกายน้ี ยังแยกยอยออกเป ่ ็นนิกายเลกๆ็ อีกเช่น นิกาย หินยานหรือ เถรวาท แบ่งออกเป็นธรรมยุติกนิกายและมหานิกาย นิกายลงกาวงศั ์ฯลฯ ส่วนนิกามหายานมีแตก ออกเป็นนิกายเชนและนิกายสุขาวดีเป็นต้น ปรัชญาความเช ื่อในพทธศาสนาุ หลกธรรมคัาสอนของพระพํทธศาสนามุีอยมากมายู่แต่ชาวพทธสุ่วนใหญ่จะมีความเชื่อ ที่เป็นหลกแนวทางเดั ียวกนั ไม่วาจะนั ่บถือนิกายใด เป็นความเช ื่ อที่สืบทอดกนมาและผั ัง แน่นใน สายเลือดของชาวพทธทุ้งหลายและจะแสดงออกมาในพฤต ั ิกรรมต่างๆในการดาเนํ ินชีวิต ของชาวพทธุ พอสรุปดงนั้ี 1. เช ื่ อเร ื่ องบุญ-บาป พระพทธเจุาทรงเทศนาสอนเร ้ ื่ องบุญ บาปไวตอนหน้ ึ่ง ความวา่ “หากบุรุษพึงทาบาปน ํ้นบั ่อยๆ ไม่พึงทาความพอใจในบาปน ํ้นัเพราะการสงสมบาปน ั่าทํุกขมาให ์ ”้


87 ความเช ื่อในพทธศาสนาุไม่มีการลางบาป ้เช ื่ อวาบาปล ่างหร้ ือแกไขไม ้ ่ไดแต้ ่อาจผอนหน่ กให ั เป้ ็น เบาได้หากทาบํุญมากๆ และสานํ ึกผิด “บุญ” แปลวา่ “เคร ื่ องชาระสํนดานัความดีกุศล ความสุข” บุญคือ การกระทาในส ํ ิ่ง ที่ดี ทําแลวได ้ ้รับผลบุญ จิตใจเป็นสุขผอนคลาย่ สบายใจอิ่มเอิบใจบุญน้นั “บาป” คือสิ่งท ี่ ตรงกนขัามก้บบัุญ คือ การทาในส ํ ิ่งท ี่ไม่ได ้ ทําผิด ทําชวั่ เม ื่ อทํา แลวก้ จะไม ็ ่เป็นสุข ทุกขใจ์หดหู่วิตกกงวลัเศร้าหมอง หวาดกลัว ตามความเชื่อในศาสนาพทธนุ้นัการทาบํุญจะใหผลสมบ ู้รณ์ดีที่สุด ต้องอยที่ ู่เจตนา ในการกระทาทํ ี่ บริสุทธ์ิจิตใจอิ่มเอิบ น้อมนาในการท ําบํุญน้นอยั างเปี่ ่ยมดวยศร ้ ัทธา ในขณะเริ่มทํา บุญ (ปุพพเจตนา) ขณะทาบํุญ (ปุญจนเจตนา) และในขณะที่ทําบุญไปแล้ว (อปราปรเจตนา) ในคมภั ีร์สัตตนิบาต อังคุตรนิกายไดกล้ ่าวเก ี่ ยวกบการทัาบํุญไว้ว่า “คร้ังหนึ่ง พระสารีบุตรเถรอครสาวกัทูลถามพระพทธเจุาว้า่คนที่ทําบุญเหมือนกนๆัแต่ไม่ไดผลเหม้ ือนกนั นั้นกมี็อยไมู่่ใช่หรือ พระพทธเจุาตร้ ัสสอบวาม่ ีที่เป็นดงนั้ีเพราะคนบางคน จําพวกในโลกน้ีเวลา ทําบุญมกมัุ่งผลในการกระทํา หรือมีดวงจิตไม่บริสุทธ์ิเก ี่ ยวกบความเสั ียกายสิ่งท ี่ตนได้ทําไปแล้ว ผลบุญที่ทําแลวก้จะน็อยลง้ ส่วนผู้ที่ทําบุญดวยความบร้ ิสุทธ์ิไม่มีดวงจิตเสียกายมาเก ี่ ยวเกาะ ไม่มุ่ง สังสมและไม ่่มีเจตนาอะไรอยางอ่ ื่ นท ี่ไม่ดีตั้งใจอยอยู่างเด่ ียววา่การทาบํุญเป็นความดีเป็นประโยชน์ มีจิตศรัทธาในการกระทาทํ้งขณะเรั ิ่มทํา กาลํงทั ํา และหลงจากทั าไปแล ํวก้ ปิ ติ ็ ใจ นับวาเป่ ็นบุญอนดั ี ที่สุด นับวาเป่ ็นเจตนาของผู้กระทําคือ 1. บุคคลทาบํุญโดยมิไดหว้งผลตอบแทนั เป็นการทาบํุญโดยมีเจตนาบริสุทธ์ิอยาง่ แทจร้ ิง 2. บุคคลที่ทําบุญโดยหวงผลบัุญเป็นเคร ื่ อง ตอบแทนเพ ื่อความสบายใจหรือเป็น เคร ื่ องช่วยเหลือบรรเทาทุกขทางใจอ ์นเกั ิดจากผลของการกระทาของตนนํ้นๆั 3. บุคคลทาบํุญเพ ื่อเป็นการอุทิศส่วนกศลใหุแก้ ่ผู้ล่วงลบไปแล ั ้ว ไดแก้ ่ บิดา มารดา บรรดาญาติมิตร เป็นต้น 2. การเวยนวี ่ายตายเกิด เช ื่อในการเวียนวายตายเก่ ิด หากบุคคลใดยงไม ั ่พ้นจากกิเลสตณหาัเคร ื่ องร้อยรัดและ อวิชชา ความไม่รู้มาบดบงอยั จะเวี ู่ยนวายตายเก่ ิดอยูในส ่งสารวั ัฏ หากเม ื่ อหลุดพนจากก้ ิเลส ตัณหา และอวิชชาได้กจะหล็ุดพนจากการเว้ยนวีายตายเก่ ิดอนเป ั ็นทุกขของส์ตวั โลกได ์ ้การเช ื่ อเร ื่ องการ เวียนวายตายเก่ ิดน้ีชาวพทธจุึงเช ื่ อเร ื่ องชาติหน้า


88 3. ความเช ื่ อเร ื่ องอนิจจัง ชาวพทธมุีความช ื่ อเร ื่ องอนิจจัง คือ ความไม่เท ี่ ยงแทแน้ ่นอน ทุกสิ่งเกิดข้ึนต้งอยัแลู่ะ ดับไป จึงไม่ควรประมาทและความเชื่ อเร ื่ องอนตตาั ความไม่มีตัวตนหรือความวางเปล ่ ่าจากตวตนั ไม่ยึดมนถั่ ือมนในส ั่ิ่งใด 4. ความเช ื่ อเร ื่องการไม่จองเวร ชาวพทธมุีความเช ื่ อวาการไม ่ ่จองเวรซ ึ่ งกนและกั นเป ั ็นสิ่งที่ดี ดังที่มีพุทธภาษิตวา่ “ผู้ชนะยอมก่ ่อเวรผแพู้ ้ยอมนอนเป ่ ็นทุกข์บุคคลและความชนะและความแพเส้ ียได้ จึงสงบและ นอนไดเป้ ็นสุข” ชาวพทธมุีคติสอนใจในความเชื่ อน้ีวา่ “จงระงบเวรดั ้วยการไม่จองเวร” และ แพเป้ ็นพระชนะเป็นมาร” จากความเช ื่ อน้ีจึงทาใหํ ้ชาวพุทธไม่ผูกพยาบาทนานและมกให ั ้อภัย อโหสิกรรมใหหากผ้ ู้ทําผดสิานํ ึกผิด เพราะมีความเช ื่ อเร ื่ องการเวยนวีายตายเก่ ิด จึงไม่ต้องไปใช้ เวรกรรมในชาติหน้า 5. ความเสมอภาคในการเกิด ชาวพทธมุีความเช ื่ อวา่ทุกคนเกิดมาเท่าเทียมกนัจะแตกต่างกนเฉพาะกรรมทั ี่สังสม่ มา ดังน้นจั ึงปฏิเสธการแบ่งช้นวรรณะของมนัุษยเพราะส์ ิ่งเหล่าน้นสมมตั ิทั้งน้นัคุณภาพของคนอยู่ ที่ความดีทุกคนไม่วาจะอย่ ในเพศใด ู่สถานะใดกสามารถบรรล็ุธรรมไดเท้ ่าเทียมกนั 6. เสรีภาพในการเชื่ อและศรัทธา ชาวพทธมุีเสรีภาพในเรื่องเกี่ ยวกบความเชั ื่ อและศรัทธา แต่ความเช ื่ อน้นจะตัองม้ ี เหตุผล ไม่ใช่เช ื่ ออยางงมงาย่ควรคิดพิจารณาตามคาสํงสอนของพระพั่ทธเจุาเก้ ี่ ยวกบเรั ื่องความเชื่อ ดังท ี่ พระพทธเจุาตร้ ัสไวในกาลามส ู้ตรเกสปุตติยสูตรวา่ 6.1 อยาเช่ ื่อโดยฟังตามกนมาั 6.2 อยาเช่ ื่อโดยปฏิบัติสืบต่อกนมาั 6.3 อยาเช่ ื่อโดยฟังข่าวลือ 6.4 อยาเช่ ื่อโดยอางต้าราํ 6.5 อยาเช่ ื่อโดยนึกเอาเอง 6.6 อยาเช่ ื่อโดยคาดคะเนเอาเอง 6.7 อยาเช่ ื่อโดยคิดเอาตามอาการท ี่เป็นไป 6.8 อยาเช่ ื่อโดยชอบใจวาถู่กตองตามล้ทธั ิของตน 6.9 อยาเช่ ื่อโดยเชื่ อวาผ่ ู้พูดควรจะเช ื่อได้ 6.10 อยาเช่ ื่อโดยนบถั ือวา่ “ท่านเป็นครูเป็นอาจารยของเรา์ ”อยาเช่ ื่ ออยางงมงายให ่ ใช้ ้ ปัญญาพิจารณาควบคู่กนไปก ับศรั ัทธาและความเชื่อ


89 7. เช ื่อในกรรมลิขิต ชาวพทธเชุื่อในกรรมลิขิต คือ เช ื่ อวาท่ากรรมดํ ียอมได ่ ้รับผลดี ทํากรรมชวยั่อม่ ได้รับผลชวั่ กรรมจาแนกสํตวั โลกให ์ เป้ ็นไปตามต่างๆกนั สัตวโลกม ์ ีกรรมเป็นกาเนํ ิดมีกรรมเป็น เผาพ่นธั ุ์มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย “บุคคลไม่ไดเป้ ็นคนชวั่ ไม่ไดเป้ ็นคนดีเพราะบาป หากเป็นเพราะการกระทาบํุคคลเป็น ชาวนา เป็นศิลปิน เป็นพอค่ ้า เป็นคนรับใช้ เป็นโจร เป็นทหาร เป็นตารวจํ เป็นคนบูชายัญ เป็นพระราชากเพราะการกระท็ ํา โลกเป็นไปตามกรรม สัตว์ทั้งหลายผกพูนอยักู่บกรรมเหมั ือนกบั สลกลั ิ่ม เป็นเคร ื่ องยดเหนึ ี่ ยวรถท ี่ แล่นไปน้นั กรรมจะส่งผลเร็วหรือช้า แลวแต้ ่ปัจจยและชนั ิดของ กรรม พระพทธเจุาทรง้ แสดงผลแห่งกรรมไว้ดังน้ี (นารีรัตน์ รักวิจิตรกุล. 2533 : 12) 1. วิบากกรรมชวั่ 1.1 คนมีอายุน้อยเพราะฆ่าสตวั ์ 1.2 คนมีผิวพรรณทรามเพราะมกโกรธแค ันพยาบาท้ 1.3 คนมีโรคมากเพราะเบียดเบียนสตวั ์ทรมานสตวั ์ 1.4 คนมีศักด์ิตํ่าเพราะมกรั ิษยา 1.5 คนมีโภคทรัพย์น้อยเพราะไม่เอ้ือเฟ้ือไม่ใหทาน้ 1.6 คนเกิดในตระกลตูํ่าเพราะกระด้างถือตวไม ั ่อ่อนนอม้ 1.7 คนมีปัญญาทรามเพราะไม่ไต่ถาม เกียจคร้าน ไม่แสวงหาความรู้ 2. วิบากกรรมดี 2.1 คนมีอายุยืนเพราะไม่ฆ่าสตวั ์ 2.2 คนมีโรคนอยเพราะไม ้ ่เบียดเบียนสตวั ์ 2.3 คนมีผิวดีเพราะไม่โกรธแคนพยาบาท้ 2.4 คนมีศักด์ิสูงเพราะไม่ริษยา 2.5 คนมีทรัพยมากเพราะเอ์ ้ือเฟ้ือเจือจาน 2.6 คนเกิดในตระกลสู ูงเพราะไม่กระดางถ้ ือตัวรู้จักอ่อนนอม้ 2.7 คนมีปัญญาดีเพราะรู้จักไต่ถามและขยนแสวงหาความรั ู้ พิธีกรรมทางพระพทธศาสนาุ พิธีกรรม คือ งานพิธีที่จัดทาขํ้ึนตามลทธั ิความเชื่อ มีจุดมุ่งหมายเพ ื่ อความขลัง ความศกดั์ิสิทธ์ิหรือเพ ื่ อเฉลิมฉลองหรือระลึกถึงเน ื่องในโอกาสใดโอกาสหนึ่ งพิธีกรรมมกเกั ิดข้ึน ภายหลงจากทั ี่มีการยดถึ ือสิทธิดังน้นลัทธั ิความเช ื่ อถือหรือศาสนาต่างๆ จึงเกิดข้ึนก่อนพิธีกรรม


90 สําหรับพิธีกรรมทางพระพุทธศาสนาเกิดข้ึนหลงจากัท ี่ พระพุทธเจาปร ้ ินิพพานไปแล้ว ทั้งสิ้นจนถึงปัจจุบัน พุทธศาสนาจึงมีพิธีกรรมหลากหลายเป็นท ี่ ทราบกนอยั โดยท ู่วไปความส ั่าคํ ัญ ของพิธีกรรม พิธีกรรมมีความสาคํญตั ่อศาสนามากมายท้งในแง ั ่ลบและแง่บวก ศาสนาเม ื่ อเกิด นานๆไป ศาสนิกชนกนั ็บถือในคาสอนนํอยลง้แต่ไปนบถั ือพิธีกรรมและขนบธรรมเนียมเพ่มขิ้ึน ในที่สุดศาสนากมี็ 2 ส่วน คือ ส่วนหน ึ่งเป็นแก่นแท้คือ หลกคัาสอนและสํ ่วนหน ึ่ งคือพิธีกรรมต่างๆ พิธีกรรมเป็นเสมือนเปลือกกระพ้ีของตนไม ้ ้ทําหนาท้ ี่ป้องกนละหลั ่อเล้ียงแก่นภายใน พิธีกรรมจึงมี ความสาคํ ญในแง ั ่ที่ห่อหุ้มแก่นแทของศาสนาไว ้ ้ ส่วนในแง่ลบน้นพั ิธีกรรมห่อหุ้มปิดบงตัวแกั ่นแท้ ของศาสนาเสียจนมองไม่เห็น ทําใหศาสน ้ ิกชนงมงายติดอยูแต่ ่พิธีกรรม กาวไปไม ้ ่ถึงจุดสูงสุดของ ศาสนา เช่น ภิกษุในพระพทธศาสนาตุ ิดอยูในพ ่ ิธีกรรม และผลประโยชน์อยางอ่ ื่ นเสียจนลืม จุดมุ่งหมายของการบวช คือการศึกษาทฤษฎีแลวน้ าไปปฏ ํ ิบัติอยางจร่ ิงจงเพั ื่ อบรรลุที่สุดแห่งทุกข์ 1. พิธีบวชนาค การบวชเป็นประเพณีที่ชาวพทธโดยเฉพาะชาวไทยนุิยมบวชกนมากจนเป ั ็นธรรมเนียม วาผ่ชายชาวพ ู้ ทธทุ ุกคนตองบวชเม้ ื่ ออายุ๒๐ ปีก่อนท ี่ จะแต่งงาน เพื่อตอบแทนบุญคุณบิดามารดา และบิดามารดากได็อาน้ ิสงส์ที่บุตรของตนไดบวช้ 2. พิธีแต่งงาน พิธีแต่งงานเป็นประเพณีไทย มีส่วนเก ี่ ยวของก้บพระพัุทธศาสนาเป็นบางส่วน ในกรณีที่คู่บ่าวสาวเป็นชาวพทธุกล่าวคือ ตอนเยนก็ ่อนวนแตั ่งงาน เจ้าภาพจะนิมนตพระสงฆ์ ์ มาสวดมนตเย์นท็ ี่ เรือนหอหองท้ ี่จะประกอบพิธีเจาบ้ ่าว เจาสาวร ้ ับศีล ๕ และฟังพระสวดมนตจบ์ แลวพระสงฆ ้ ์กจะประพรมน ็ ้าพระพํทธมนตุ์พอรุ่งเชาหร้ ือเพล พระสงฆ์ชุดเดียวกนนั้นจะมาั สวดชยมงคลคาถาัถวายพรพระ คู่บ่าวสาวตดบาตรรั ่วมกนัถวายอาหารร่วมกนัเสร็จแล้ว ถวายเคร ื่องไทยทานร่วมกนและสัุดทายเม้ ื่อพระใหพรก้กรวดน็ ้ารํ ่วมกนัเสร็จพิธีทางสงฆ์ 3. พิธีศพ พิธีศพ เป็นพิธีสําคญอยัางหน่ ึ่งของคนไทยที่ เก ี่ ยวของก้บัศาสนาพทธแทบทุ ุกตอน เริ่มตนแต้ ่ก่อนจะสิ้นใจ ขณะที่ผู้ป่วยจะหมดลมหายใจ จะมีการบอกกนให ั ้ระลึกถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์เพ ื่ อจะทาจํ ิตให้สงบก่อนจะหมดลมหายใจ เม ื่อหมดลมหายใจแลวก้ ็จะ ประกอบพิธีทางศาสนาต่อไปจนกวาจะเสร่ ็จ 4. พิธีมาฆบูชา มาฆบูชา เป็นพิธีบูชาพระในวนเพัญเด็ ือน 3 เพ ื่ อระลึกถึงเหตุการณ์สําคญในสม ัยทั ี่ พระพทธเจุาย้งทรงพระชนมัอย์ ู่จึงได้จัดให้มีพิธีบูชาในวนเพัญเด็ ือน 3 ของทุกปีเป็นการนอมระล้ ึก ถึงวนนั้ีในอดีตที่มีเหตุการณ์สําคญทางศาสนาเกั ิดข้ึน กล่าวคือ ในปีแรกแห่งการประกาศศาสนาที่


91 กรุงราชคฤห์ กมี็พระอรหนตั ์ 1,250 รูป มาเฝ้าพระพทธองคุ์พร้อมกนโดยไม ั ่ได้นัดหมาย พระพทธองคุ์จึงถึงโอกาสวนนั้ีแสดงโอวาทปาฏิโมกข์เรียกวนนั้ีวาเป่ ็นวนจาตัุรงคสนนั ิบาต คือ วันท ี่ถึงพร้อมดวยองค้ ์4ไดแก้ ่ (สถิต วงศสวรรค์ . ์2514 :84) 4.1 พระสงฆสาวกมาประช ์ุมกนโดยม ั ิได้นัดหมาย มีจํานวนถึง1,250รูป 4.2 พระสงฆ์ทั้งสิ้นลวนเป ้ ็นเอหิภิกขุอุปสมปทา ั คือ พระพทธเจุ้า ทรงเป็นผบวช ู้ ใหเองท้ ้งสั ิ้น 4.3 พระสงฆ์ที่มาน้นลั ้วนเป็นอรหนตั ์ขีณาสพท้งสั ิ้น 4.4 วันน้นเป ั ็นวนเพั ็ญ พระจนทรั ์เสวยตามฤกษ์ ต่อมาชาวพทธไดุ้ถือเอาวนนั้ีเป็นวนมาฆบัูชา มีการตกบาตรในตอนเช ั ้า รับศีลฟังเทศน์ ในเวลากลางวัน พอถึงเวลากลางคืนกมี็การเวียนเทียนรอบปูชนียสถานเสร็จแลวก้เข็ าโบสถ ้ ์รับศีล และฟังพระธรรมเทศนา เป็นเสร็จพิธี 5. พิธีวิสาขบูชา พิธีวิสาขบูชา เป็นพิธีบูชาพระในวนเพัญเด็ ือน 6 มีจุดมุ่งหมายเพ ื่ อระลึกถึงเหตุการณ์ สําคญในอด ั ีตสมัย เม ื่ อพระพทธเจุาทรงมาพระชนม้อย์ วัู่นเพญเด็ ือน 6 เป็นวนทั ี่มีเหตุการณ์สําคัญ อยางย่งิ่เก ี่ ยวกบประว ั ัติชีวิตของพระพทธเจุ้า เกิดข้ึน 3คร้ังคือ 5.1 วันประสูติ เจาชายส ้ ิทธตถะประส ั ูติที่ลุมพินีวัน ปัจจุบันเรียกลุมมิเด ประเทศ เนปาลเม ื่ อวนเพัญเด็ ือน 6ก่อน พ.ศ. 80 ปี 5.2 วันตรัสรู้ พระสิทธตถะได ัตร้ ัสรู้อนุตรสัมมาสมโพธ ั ิญาณที่ตําบลอุรุเวลาเสนา นิคม ฝั่งแม่นํ้าเนรัญชรา แขวงเมืองคยา พุทธคยาปัจจุบันเม ื่ อวนเพัญเด็ ือน 6ก่อน พ.ศ. 45 ปี 5.3 วันปรินิพพานพระสมมาสัมพัทธเจุ้า ไดเสด ้จเข็าส้ ู่นิพพานท ี่สาลวโนทยาน เมืองกุสินารา ปัจจุบันเรียกวา่กาเซียเม ื่ อวนเพัญเด็ ือน 6 พ.ศ. 1 ต่อมาภายหลังพทธศาสนุิกชนเห็นวา่การท ี่ เหตุการณ์ทั้ง 3 เก ี่ ยวกบองคั ์พระศาสดา เกิดข้ึนในวนเพั ็ญ เดือน6 เหมือนกนั จึงถือวาเป่ ็นสิ่งที่น่าอศจรรยัอย์างย่งิ่ จึงได้ถือเอาวนนั้ีเป็น วันระลึกถึงพระพทธคุ ุณ เรียกวาว่นวั ิสาขบูชา ส่วนพิธีกรรมกปฏ็ ิบัติคลายๆก้บวันมาฆบัูชาท ี่ กล่าว มาแล้ว 6. พิธีอาสาฬหบูชา พิธีอาสาฬหบูชา เป็นพิธีบูชาพระในวนเพั ็ญ เดือน 8 มีจุดมุ่งหมายเพอระล ื่ ึกถึงวนนั้ี ในอดีต เม ื่ อพระพทธเจุาย้งทรงพระชนมัอย์ ู่ได้มีเหตุการณ์สําคญเกั ิดข้ึนเก ี่ ยวกบการเรั ิ่มประกาศ ศาสนาของพระองค์ คือ ปฐมเทศนา ชื่อธรรมจกกั ปปว ัตตนสัูตร ที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน แขวงเมืองพาราณสีปัจจุบัน เรียกวา่สารนาถ ผลของประกาศคาสอนทํ าใหํอร้ ัญญาโกณฑัญญะได้


92 ดวงตาเห็นธรรมและขอบวชเป็นภิกษุในพระพุทธศาสนากบพระพัุทธเจาเป้ ็นองคแรก์ วันน้ีจึงมี ความสาคํ ัญหลายประการเช่น 6.1 เป็นวนทั ี่ พระพทธเจุาประกาศศาสนาเป ้ ็นคร้ังแรก 6.2 เป็นวนกัาเนํ ิดพระสงฆสาวก์ 6.3 เป็นวนทั ี่ พระรัตนตรัยครบบริบูรณ์ซึ่งก่อนหนาน้ ้ีมี2 รัตน์คือ พระพทธรุัตนะ และพระธรรมรัตนะเท่าน้นสั ่วนพิธีกรรมในวนนั้ีกมีลั ็กษณะคลายๆ้กบวันสัาคํญทางพัทธศาสนาุ อื่นๆ ดังท ี่ กล่าวมาแล้ว 7. พิธีเข้าพรรษา – ออกพรรษา การเข้าพรรษา เป็นพิธีทั้งคฤหสถัและภ์ ิกษุสงฆปฏ์ ิบัติในวนเพัญและว็นแรมั 1 คํ่า เดือน 8 หรือเดือน 9 สําหรับคฤหสถั ์กถวายผ็าจ้านําพรรษาแกํ ่พระสงฆ์รักษาศีลและฟังธรรม บางคนกอุ็โบสถศีล (ศีล 8) ซึ่งตองนอนค้างท้ ี่วัดทุกวนพระตลอดพรรษาัพอรุ่งข้ึนวนแรมหนั ึ่ งคํ่า เดือน 11 เป็นวนเทโวโรหนะ ั คือ วันที่กิจกรรมตกบาตรเทโว ั ซึ่งถือวาเป่ ็นกิจกรรมที่ยิงใหญ่่ เป็นท ี่ นิยมกนมากเพราะถั ือวาได ่ ้บุญมากเนื่องจากพระภิกษุสงฆ์ผู้รับไทยธรรมบริสุทธ์ิ พิธีนี้จัดข้ึนโดย ถือเอาเหตุการณ์ตอนท ี่ พระพทธเจุาเสด ้ จลงจากสวรรค็ ์ที่เมืองสงกัสสนครัหลงจากทั ี่ไดไปจ ้าพรรษาํ อยบนสวรรคู่เพ์ ื่อโปรดพทธมารดาเปุ็นเวลา 3 เดือน พอถึงวนแรมั 1 คํ่า เดือน 11 ชาวพทธในุ ชมพทวูีปคิดถึงพระพทธองคุมากเฝ ์ ้าคอยวัน เวลาท ี่ พระพทธองคุเสด์จกล็บพอพระองคัเสด์จลงมาก็ ็ พากนไปเฝ ั ้าอยางเนื่ ่องแน่นเป็นการชุมนุมที่ยิงใหญ่่ที่สุด ลักษณะพเศษของพระพิทธศาสนาุ พระพทธศาสนาุ ในฐานะระบอบการดาเนํ ินชีวิตไปสู่ความพนทุ้กขและเป ์ ็นศาสนาที่ เกิดข้ึนดวยความพากเพ้ ียรของมนุษยโดยตรงและเพ ์ ื่อประโยชน์สุขแก่มนุษยโดยตรงและเพ ์ ื่อ ประโยชน์สุขแก่มนุษยโดยแท ์จร้ ิง จึงมีผู้มองพทธศาสนาในแงุ่ด้านต่างๆกนั ซึ่งอาจแยกใหเห้ ็นได้ เช่น (เดือน คําดี. 2531: 370) 1. พุทธศาสนาคือ ปฏิบัตินิยม เพราะเน้นการปฏิบัติบนเหตุผลท ี่ สามารถพิสูจน์ได้เช่น หลกไตรส ั ิกขา คือ ศีล สมาธิปัญญา 2. พุทธศาสนา คือ เหตุผลนิยม เพราะสอนหลกปฏ ั ิจจสมุปบาท กฎแห่งกรรม ไตรลกษณั ์ และอริยสัจ4 เป็นต้น 3. พุทธศาสนา คือระบอบธรรมธิปไตย เพราะไม่คัดคานหร้ ือโตแย้งก้บลัทธั ิใดหรือ ทฤษฎีใด ผิดถกอยูางไรน ่้นได ัทรงแสดงหล ้กธรรมเพั ื่อเป็นเกณฑไว์ ้เรียกวา่ธรรมาธิปไตยกล่าวคือ


93 การกระทาใดๆ ํ ไม่วาจะเป ่ ็นส่วนแห่งปัจเจกชนหรือสงคมั ถ้าหากประกอบดวยหล้กธรรมาธั ิปไตย แล้วการกระทานํ้นกั เป็ ็นอนถัูกตอง้ 4. พุทธศาสนา คือ ระบอบพรหมจรรย์นิยม เพราะแสดงหลกปฏ ั ิบัติสายกลางท ี่ เรียกวา่ มัชฌิมาปฏิทา ละเวนส้ ่วนสุดท้งั2กล่าวคือ มรรคมีองค์8 เป็นทางดาเนํ ินชีวิต 5. พระพุทธศาสนา คือ สันตินิยม เพราะสอนไม่ใหเบ้ ียดเบียนกนดัวยหล้กแหั ่งศีล เช่น เบญจศีล เบญจธรรม สอนเพ ื่ อสนตั ิภาพแก่โลกและชีวิตอยางไม ่ ่จํากดชาตั ิชั้น วรรณะ รวมท้งั สรรพสตวั ์กไม็ ่ยกเว้น 6. พระพุทธศาสนาเป็นอเทวนิยม เพราะปฏิเสธพระเจาสร ้ ้างโลก และสอนไม่ใหรอ้ คอยวาสนาอาศยอัานาจภายนอกมาชํ ่วยเหลือ แต่สอนให้พึ่งตนเอง เช่น เร ื่ องกฎแห่งกรรม กฎแห่ง ไตรลกษณั ์ เพราะสรรพสิ่งยอมเป็ ่ นไปตามเหตุปัจจัย 7. พระพุทธศาสนาเป็นมนุษยนิยม เพราะถือว่าความคิดท ี่เป็นจริง ต้องก่อให้เกิด การกระทาและการกระทํานํ้ันตองให ้ ้ผลเป็นคุณประโยชน์และความสุขแก่มนุษยและความจร์ ิง ทั้งหลายท้งปวง ั ต้องเป็นเร ื่องในชีวิตจริงของมนุษยและค์ุณค่าของสิ่งใดๆยอมไม ่ ่อยเหนู่ือคุณคา่ ของความเป็นมนุษย์พุทธธรรมเป็นเร ื่ องของมนุษยโดยตรง ์เพราะมนุษยเท์ ่าน้นเป ั ็นผสรู้ ้างโลก สร้างชีวิตของมนุษยเอง์พร้อมกนนั้นกั คํ ็านึงถึงศกดั์ิศรีและเสรีภาพแห่งมนุษยเป์ ็นสาคํ ัญ ในขณะเดียวกนัเม ื่ อพิจารณาอยางล่ ึกซ้ึงแลวจะพบล้กษณะพั ิเศษของพระพทธศาสนาทุี่ แตกต่างไปจากศาสนาประเภทเทวนิยมและอเทวนิยมดวยก้นัเช่น 7.1 พุทธศาสนาเป็นศาสนาแห่งมชฌั ิมาปฏิปทา เพราะสอนใหเว้ นจากส ้ ่วนสุดท้งั สองคือกามสุขัลลิกานุโยคและอตตกั ิลมตถานัุโยค 7.2 พุทธศาสนามีความเป็นสากล เพราะสอนสัจธรรมสากลกบทัุกสิ่ง เช่น หลกปาณาต ั ิบาตหรือหลกเบญจศั ีลเบญธรรม 7.3 พุทธศาสนาเป็นกริยาวาที หรือกรรมวาทะท ี่ สอนวา่คนจะดีจะชวกั่เพราะ็ การกระทาของตนเองํ ไม่ใช่ญาติโคตรกาเนํ ิด กล่าวคือสอนใหเช้ ื่ อการกระทาหรํ ือกรรม 7.4 พุทธศาสนาเป็นวิภัชวาทะ เพราะอธิบายธรรมะดวยว้ ิธีจําแนก แยกแยะและ ตอบปัญหาดวยว้ ิธีการจาแนกตอบตามเหตํุผลและองคประกอบ ์ 7.5 พุทธศาสนามีวิมุติเป็นแก่นสาร เพราะสอนโดยวิมุติเป็นจุดหมายใหญ่และเป็น หลักการใหญ่คือ มีความไม่ยึดมนถั่ ือมนเป ั่ ็นปริโยสารโดยอาศัยปัญญาเป็นเคร ื่ องตดสั ิน 7.6 พุทธศาสนาประกาศความเป็นอนัตตาโดยหลกแหั ่งปฏิจจสมุปบาท คือ แสดงสมพันธภาพแหั ่งเหตุปัจจัย ที่เรียกวากฎแห่ ่งอิทัปปัจจยตา


94 7.7 พุทธศาสนา ยนยื นในศ ักยภาพของมนัุษย์วาสามารถฝ ่ ึกใหเป้ ็นสตวั ์ผู้ประเสริฐ ได้โดยการพัฒนาตนเองด้วยวิชชาและจรณะ สามารถเล ื่อนตนเองจากปุถุชน เป็นพระอริยบุคคลได้ 7.8 พุทธศาสนาเป็นศาสนแห่งการศึกษา เพราะเอาการศึกษามาเป็นหลกการดัาเนํ ิน ชีวิต คือ หลกศั ีล สมาธิ ปัญญา ทําใหคนด้าเนํ ินชีวิตไปอยางถู่กตอง้ ขัดเกลา ชีวิตใหบร้ ิสุทธ์ิ สะอาด 7.9 พุทธศาสนาอุบัติขึ้นบนธรรมนูญแห่งประโยชน์เก้ือกลแกู่มวลชนเป็นเบ้ืองต้น และเนนการปฏ ้ ิบัติธรรม ดําเนินชีวิตไปอยางไม ่ ่ประมาณ ที่เรียกวา่ อัปปมาทธรรมเป็นปริโยสาน สรุปท้ายบท ศาสนาพทธุ เป็นศาสนาประเภทเทวนิยม คือไม่เชื่อ ไม่สอนเรื่องพระเจ้าสร้างโลก ไม่สังสอนโดยม่ีเทวดาเป็นจุดศูนยกลาง์แต่สอนเนนเร้ ื่ องศีลธรรมและปัญญาช้นสัูงคือ พระนิพพาน ศาสนาพทธุสอนใหศาสน ้ ิกใช้ปัญญา พิจารณาเหตุผล ไม่ถือบุคคลเป็นใหญ่ศาสนา พุทธมีจริยธรรมแบ่งไดเป้ ็น 3ระดับ คือระดบตั ้น ไดแก้ ่เบญจศีล เบญจธรรม จริยธรรมระดบกลางั ไดแก้ ่กุศลกรรมบถ10 ประการคือกายกรรม 3วจีกรรม 4 มโนกรรม 3 และจริยธรรมข้นสัูงคือ อริยมรรคมีองค์8 ไดแก้ ่ เห็นชอบ ดําริชอบ เจรจาชอบ กระทาชอบเลํ้ียงชีวิตชอบ เพียรชอบ ตั้งสติชอบ และต้งใจม ันชอบั่


Click to View FlipBook Version