95 แบบฝึกหัด บทท 5 ี่ ศาสนาพทธุ 1. จงอธิบายประวัติความเป็นมาของศาสนาพทธมาพอเขุาใจ ้ 2. จริยธรรมในศาสนาพทธมุี 3 ระดับ อะไรบาง้จงอธิบายโดยละเอียด 3. เป้าหมายสูงสุดของศาสนาพทธคุืออะไรอธิบาย 4. ลักษณะธรรมในพทธศาสนาเปุ็นอยางไร ่อธิบาย 5. จงอธิบายปรัชญาความเช ื่อในศาสนาพทธมาโดยละเอุียด
บทท 6 ี่ ศาสนาคริสต ์ สภาพทวไปของศาสนาคร ั่ ิสต ์ ศาสนาคริสต์เป็นศาสนาที่มีผู้นับถือทวโลกมากเป ั่ ็นอนดั บสองของโลก ัเน ื่ องจากศาสนา คริสต์มีการเผยแพร่ศาสนาอยางจร่ ิงจงมาโดยตลอดจนถ ั ึงปัจจุบัน และเป็นศาสนาประจาชาตํ ิของ ชาวตะวนตกสั ่วนใหญ่หลายประเทศ ซึ่งมีความเจริญทางวตถัุวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยอยีางสู่ง ฉะน้นพั ิธีทางศาสนาและธรรมเนียมประเพณีที่ชาวตะวนตกนับถั ือ และปฏิบัติตามความเชื่อของ ศาสนาคริสต์จึงถูกถ่ายทอดเลียนแบบมาสู่ชาติตะวนออกแพรั ่หลายไปทวโลก ั่กลายเป็นค่านิยมและ วัฒนธรรมที่มีอิทธิพลเป็นที่รู้จักกนเป ั ็นสากลของชาวโลก เช่น เทศกาลคริสตมาส์ วันวาเลนไทน ์ การหยดราชการในวุนเสารั ์-อาทิตย์เป็นต้น ศาสนาคริสต์เป็นศาสนาที่สืบเน ื่ องมาจากศาสนายิว ศาสดาผู้ก่อต้งเปั ็นชาวยวและนิบถั ือ ศาสนายิวมาก่อนและศาสนามีลักษณะปรับปรุงและแกไขให ้ ้มีความละเอียดลึกซ้ึง รอบครอบ เหมาะสมขึ้นและสอนเนนเร้ ื่ องความรักของมนุษยชาต์ ิและศรัทธามนคงั่ คือ พระเจาองค้ เป์ ็นหลัก สําคัญ พระเจ้าของศาสนาคริสต ์ พระเจาของศาสนาก ้ คือ็พระเจาของศาสนาย ้ ิว มีพระเจาเพ้ ียงองคเด์ ียว จัดเป็นเอกเทวนิยม ศาสนาคริสต์ยอมรับเร ื่ องราวของศาสนายวในค ิมภั ีร์ใบเบิลภาคแรก คุณสมบัติทั้งปวงของพระเจาก้เหม็ ือนพระเจาศาสนาย ้วทิุกประการ เพราะเป็นองคเด์ ียวกนั แต่เพ่มเติ ิมในส่วนที่สําคญเกั ี่ ยวกบความเชั ื่ อเร ื่องการไถ่บาปของมนุษย์ทั้งมวล โดยพระผู้ช่วยให้ รอด ผู้มาโปรดคือ พระเยซูผู้เป็นบุตรของพระเจ้า เป็นผู้ที่พระเจาส้ ่งลงมาช่วยเหลือชาวยวและมวลิ มนุษย์ชาวคริสตเช์ ื่ อวาพระเจ่าของศาสนาคร ้ ิสต์กคือ็พระเจาของมนุ้ษยชาต์ ิทั้งโลก ดังน้นจั ึงตอง้ เผยแพร่ศาสนาคริสตไปท ์ วโลกเพ ั่ ื่อใหมนุ้ษยในโลกได ์ ้รู้จักนบถั ือและศรัทธาในพระเจ้า
98 ประวัติศาสดาของศาสนาคริสต ์ ผู้ก่อต้งศาสนาครั ิสตให์ ้มีขึ้นในโลก คือ พระเยซูคริสต์พระองคทรงประส ์ ูติในปีพ.ศ. 534 ณ ตําบลเบธเลเฮม แขวงเมืองยเดูีย ปัจจุบันคือ นครเยรุซาเรม ประเทศอิสราเอล พระองคเป์ ็นบุตรของพระนางมาเรียหรือมารีหรือมารีอาและบิดาช ื่อโจเซฟหรือโยเซฟ ตามตานานเลํ ่าสืบมาวา่พระนางมาเรียสืบเช้ือสายมาจากเดวิด วีรกษตรั ิย์แห่งชนชาติยิว บิดามารดา ของพระนางมาเรียเสียชีวิตต้งแตั ่พระนางยงเยาวั ์พระนางจึงอาศยอยั วัู่ดแห่งหน ึ่งจนโตเป็นสาว พวกพระสงฆ์จึงจดการให ัพระนางแต้ ่งงานกบโยเซฟ ั ซึ่งมีอาชีพช่างไม้และมีนิสัยความประพฤติดี แต่มีอายมากกวุาพระนางมาก่พวกพระเห็นวาโยเซฟย ่ งเปั ็นโสด เป็นคนดีและมีอาวโสเปุ็นผใหญ ู้ ่ สมควรคุ้มครองดูแลพระนางได้ จึงจดการแตั ่งงานให้อีก ทั้งในสมัยน้นมั ีกฎหมายของพวกโรมัน ผู้ปกครองบ้างเมือง (เพราะชาวยวตกอยิ ใตู่การปกครองของกองท ้ พโรม ั ัน) ระบุไว้วาหญ่ ิงสาวจะไม่ มีผู้ปกครองไม่ได้โยเซฟพาพระนางมาเรียมาอาศยทัามาหากํ ินอยในเม ู่ืองนาซาเรธ ก่อนโยเซฟจะเขาพ้ ิธีแต่งงานกบพระนางมาเรั ียน้นัเทวทูตไดมาแจ้ งโยเซฟว ้าบุ่ตรแห่ง พระเจามาบ้งเกั ิดแกพระนางมาเรีย โดยที่ พระนางมาเรียคงเป็นสาวพรมจารีย์อยู่ดังน้นเมั ื่ อแต่งงาน แลวโยเซฟจ ้ ึงมิไดแตะต้องพระนาง้พระนางยงคงเป ั ็นพรหมจรรยจนต์ ้งครรภั และในขณะเด ์ ียวกนั เทวทูตกมาปรากฏและแจ ็งแก้ ่พระนางวา่บุตรแห่งพระเจาจะมาบ้งเกั ิดแก่พระนางโดยพระนางยัง เป็นพหรมจรรย์เทวทูตกล่าวแก่พระนางวา่ “มารีอา พระเจาทรงเมตตาเธอแล้วเธอจะต้ ้งครรภั ให์ ้ กาเนํ ิดบุตรชายจงต้งชั ื่ อบุตรน้นวัา่เยซู บุตรของพระนางจะเป็นผู้ยิงใหญ่่จะได้ชื่อวาเป่ ็นบุตรของ พระเจาผ้ ู้สูงสุด พระเจาทรงต้ ้งให ัพระองค้ เป์ ็นกษตรั ิย์ ดังดาวิดบรรพบุรุษของพระองค์และ พระองค์จะเป็นกษตรั ิย์ของบรรดาวงศ์วานของยาโคบตลอดไป อาณาจกรของพระองคัจะย์งยั่ ืน ตลอดกาล” (ลูกา 1.29 - 34) ขณะท ี่ พระนางมาเรียมีครรภแก์ ่จวนใกลคลอดน้ ้นั พวกโรมนผั ปกครองในสม ู้ ยนั้นได ั ้สัง่ ให้สํารวจสามะโนประชากรท ํ วประเทศ ั่โยเซฟซึ่งเป็นชาวเมืองเบธเลเฮมจึงจาเปํ ็นจะตองพา้ ครอบครัวมาจดทะเบียนที่ภูมินําเนาเดิม พอเดินทางมาถึงเมืองเบธเลเฮม คืนวนศัุกร์ที่ 25 ธันวาคม 543 (วนครั ิสตมาส์ ) พระนางมาเรียกคลอดบ็ ุตรเป็นชายและให้ชื่อวา่ “เยซู” เม ื่ อพระเยซูประสูติในโรงนาน้นั มีแสงสวางโชต ่ ิช่วงเป็นอศจรรยั และโหราจารย ์ ได์ ้ ทํานายวา่ “กษตรั ิย์แห่งชนชาติยิวได้บังเกิดแล้ว” เม ื่ อกษตรั ิย์เฮโรดผครองแคว ู้ นย้ดายูทรงทราบก็ ไม่พอใจพระทยดัวย้เกรงวาจะเป ่ ็นผมาโค ู้ ่นบลลังกัของพระองค์ ์ จึงโปรดให้ฆ่าทารกชายท ี่ เกิดใน หมู่บ้านเบธเลเฮมในระยะใกลเค้ ียงกนจนหมดสั ิ้น แต่โยเซฟได้รับการเตือนจากทูตสวรรค์ล่วงหน้า แล้วจึงได้นําบุตร ภรรยาหลบออกไปพานํกอยั ในอ ู่ียิปตเส์ ียเพ ื่อให้พ้นจากอนตรายั
99 โยเซฟพาบุตร ภรรยากลบคั ืนสู่ดินแดนอิสราเอลเม ื่ อสิ้นแผนด่ ินของพระเจ้าเฮโรดและ กลบไปอาศ ัยอยั ในเม ู่ืองนาซาเรธ แควนกาล้ ิลีซึ่งตรงกบคัาทํานายวํา่ “พระผมาโปรดจะเป ู้ ็นชาวนา ซาเรธ (อิสยาห์ 11:1) ในสมยพระเยซั ูยังเป็นเด็ก เป็นผู้มีความเฉลียวฉลาดมากกว่าเด็กท ี่ อยู่ในวยเดั ียวกนั พระองคสนใจโต ์ตอบค้าถามกํบบรรดาอาจารยั ์ทั้งหลายในเมือง สนใจไปฟังธรรมในวิหารของ ชาวยิว พระองคทรงเป ์ ็นเดกชาวย็วทิ ี่สนใจในศาสนา มีสติปัญญาพิจารณาทรงนบถั ือศาสนายิว เช่นเดียวกบชาวยั ิวท้งหลายในสม ัยนั้นั คือ ทรงเขาท้าพํ ิธีทําสหนัดตามประเพณีของเด็กชายยิว ทุกคนและรับศีลมหาสนิท เม ื่ ออาย 12 ุปี ตามหลักฐานกล่าวไว้วา่พระองคแม์จะย้งทรงพระเยาวั ์แต่ชอบศึกษาหาความรู้จากคมภั ีร์ ไบเบิ้ลจากนกบวชและอาจารยั ์ผู้รู้ทรงพอพระทยทั ี่จะปลอบใจชาวบานผ้ ู้กาลํงมั ีความทุกข์ทั้งหลาย ให้มีความอดทน รอคอยพระผู้ช่วยใหรอดพ้นทุ้กข์ ซึ่งเป็นความหวงของชาวยัวทิ้งหลายั ซึ่งมี ความเช ื่ อมนฝั่ั่งแน่นวาพระเจ่าจะส ้ ่งผู้มีบุญมาช่วยเหลือชาวยวให ิรอดพ้นจากการกดข้ ี่ในการปกครอง ของพวกโรมัน เช่นเดียวกบครั้ังท ี่ ทรงส่งโมเสสมาช่วยให้ชาวยิวรอดพนจากการเป ้ ็นทาสของ พวกอียิปต์ชาวยวในสม ิยนั้นมั ีความทุกขมาก์ จึงเฝ้ารอคอยความหวงในพระผ ั ู้ช่วยใหรอดหร้ ือ พระผไถู้ ่บาป โดยคาดคิดเอาเองวาจะต้ ่ องเป็นพระมหากษตรั ิย์ที่ยิงใหญ่่ จึงจะช่วยชาวยวได ิ ้เพราะ กองทพโรม ันผักดข ู้ ี่นั้นยงใหญ ิ่่เขมแข้ ็ง ฉะน้นผั ู้ที่จะมาช่วยได้ต้องยงใหญ ิ่่และมีกองทพทั ี่ เกรียงไกร กวาโรม ่ ัน เม ื่ อพระเยซูเจริญวยหนัุ่ม บิดาได้ถึงแก่กรรม พระองคพามารดาอพยพมาส์ ู่เมืองคานาอัน พระองค์มิไดสนใจในสตร ้ ีเพศ แต่กลบชอบศั ึกษาธรรมและโตตอบอธ้ ิบายธรรมในวิหาร จนเมื่อ อาย30 ุปีพระองคได์พบก้บจอหั ์น นักบวชที่น่านบถั ือและเทศนาสังสอนว่าพระผ่ มาโปรดช ู้ ่วยให้ รอดมาสู่โลกมนุษยแล์ ้ว จะมาช่วยชาวยวในไม ิ ่ช้าน้ีพระเยซูทรงเล ื่อมใสศรัทธาในท่านจอห์นผู้นี้ และท่านผู้นี้ได้ทําพิธีรับศีลจุ่ม (ศีลลางบาป ้ ) ใหแก้ ่พระเยซูในแม่นํ้าจอร์แดนมีชาวบานหลายคนท้ ี่ ศรัทธาต่างพากนมาให ั ้ท่านจอห์นทาพํ ิธีรับศีลจุ่มและเรียกท่านจอห์นว่า ท่านจอห์นผประกอบ ู้ พิธีบับติสท์ หลงจากทั ี่ พระเยซูทําพิธีรับศีลบบตั ิสท์ ทรงแสวงหาความสงบโดยลาพํ งในทะเลทราย ั ประมาณ 40 วัน และกลบมาใช ั ้ชีวิตอยางสงบเพ่ ื่ อศึกษาธรรมะอยู 3 ่ ปี ในปีที่พระองคอาย์ ไดุ 33 ้ ปี พระองคเด์ ินทางไปประกอบพิธีแสวงบุญท ี่ นครเยรุซาเลม เช่นท ี่ เคยทาทํุกปีแต่คร้ังน้ีพระองคทรง์ ประกาศขับไล่ผู้ที่นําขาวของส ้ ินค้า สัตวมาขายในว ์หารราวกิ บเป ั ็นตลาดน้นทรงเทศนาประกาศ ั ข้อธรรมท ี่ เขาใจง ้ ่ายแต่ละเอียดลึกซ้ึงในเทศนาน้นัพระองคทรงเห์ ็นเร ื่ องความรักเพ ื่ อนมนุษย์
100 พระเยซูทรงประกาศสงสอนและเทศนาแกั่่มหาชนทวไป ั่มีผมาฟ ู้ ังมากขึ้นหลายคนเกิด ศรัทธาเล ื่อมใสมากจนขอติดตามเป็นสาวกในสมยนั้นไม ั ่เคยมีใครเทศนาสั่งสอนลึกซ้ึงและเขาใจ ้ ง่าย มีเหตุผลน่านบถั ือเช่นน้นมากั ่อนเลย พระเยซูเสดจไปในท ็ ่ามกลางคนจนและคนตาต ํ่ อยโดยร ้ ักษาคนบาดเจ็บ คนป่วยและ ปลอบโยนผโศกเศร ู้ ้า ช่วยแบ่งเบาภาระของบุคคลผู้กาลํงแบกภาระหนักและนัาความหวํงมาสั ู่จิตใจ ของคนผู้สํานึกผดและเมิ ื่ อพระเยซูถูกต่อวาท่ ี่ มาคลุกคลีกบคนบาป ัพระเยซูต่อวา่ “บุคคลผสบายด ู้ ีก็ ไม่จําเป็นตองการหมด้แต่หมอจาเปํ ็นสาหรํ ับผู้ป่วย ข้าพเจามาไม ้ ่ใช่เพ ื่ อคนบุญแต่เพ ื่อคนบาป เพ ื่อจะได้สํานึกผิด” พระองค์มิได้รับเกียจท ี่ จะรักษาคนเป็นโรคเร้ือน ทรงร่วมรับประทานอาหารกบโสเภณ ั ี ผู้ศรัทธาแมคนท้ วไปจะร ั่ังเกียจแต่พระองคทรงเมตตาและสงสาร์ พระองคประกาศว ์า่พระองคทรงเป ์ ็นบุตรของพระผเปู้ ็นเจ้า เป็นผมาไถ ู้ ่บาปให้มนุษย์ พระองค์คือกษตรั ิย์แห่งกษตรั ิย์ทั้งปวงในโลก เทศนาบนภูเขา เทศนาของพระองค์ถูกตองและล้ ึกซ้ึง ละเอียดอ่อนในทุกแง่และได้รับยกยองศร่ ัทธาแก่ ผู้ฟังมาก ทรงแกไขบทธรรมค ้ าสอนของโมเสสและช ํ้ีให้เห็นขอบกพร้ ่องท ี่ ชาวยิวกระทาทรงชํ้ี แนวทางที่ถูกใหชาวย้ วประพฤต ิ ิเทศนาที่นําช ื่ อเสียงมาสู่พระองคและม์ ีผู้ฟังมาก ไดแก้ ่เทศนาบนภูเขา ซึ่งมีข้อความตอนหน ึ่ งวา่ (นงเยาว ์ชาญณรงค. 2531:376) ์ ท่านได้ยินพดกูนมาแตั ่โบราณวา่ “เจาจะไม ้ ่ประพฤติผิดประเวณี” แต่เราพดกูบทั ่านวา่ ใครกตามมองด็ูสตรีจนเกิดความกาหนํ ัด ชื่อวาประพฤต ่ ิผิดประเพณีกบนางในทางใจของเขาแล ั ้ว “และถาตาขวาของท้ ่านทาใหํ ้ท่านทาความผํ ิด จงควกมันออกมาและขวัางท้ ิ้งไปจากท่าน จะเป็นการดีต่อท่าน เพราะมนเป ั ็นอวยวะสั ่วนหน ึ่งในอวยวะทั้งหลายของทั ่านได้สูญเสียไปดีกวาท่ ี่ จะทาใหํ ้ร่างกายท้งหมดของทั ่านถูกลากลงสู่นรก” ท่านได้ยินที่พูดกนวัา่ “ตาแทนตาและฟันแทนฟัน” แต่เราพดกูบทั ่านวา่อยายอมตาม่ ความชวั่ ถ้าผใดตบท ู้ ่านท ี่ แกมขวาก้ ให็ ้หันแกมซ้ ายให ้เขาอ้ ีก และถาผ้ ใดปรารถนาจะฟ ู้ ้องร้องท่าน และถือเอาเสื้อผาของท้ ่าน กขอให ็ ้ผู้นั้นไดเส้ ้ือคลุมของเจาไปด ้วย้ และใครกตามมาบ็งคับทั ่านให้ เดินไป 1 ไมล์กจงเด็ ินไปพร้อมกบเขาสองไมล ั ” ์ “จงใหแก้ ่ผู้ขอท่าน และอยาเบ่ ือนหนาหน้ ีบุคคลผู้อยากจะยืมของจากท่านจงปฏิบัติต่อสู่ ผู้อื่นดงทั ี่ท่านปรารถนาจะใหเขาท้ากํบตนั ”
101 ท่านได้ยินท ี่ กล่าวกนวัา่ “เจ้าจงรักเพ ื่ อนบ้านและเกลียดศตรัูของเจ้า” แต่เราพดกูบทั ่าน ผู้ฟังวา่ “จงรักศตรัูของท่าน จงทาดํ ีแก่คนท ี่ เกลียดท่าน จงอวยพรคนผู้ด่าท่านและขอพรใหแก้ ่ ผู้ประทุษร้ายท่าน จงทาดํ ีแก่คนท ี่ เกลียดท่าน จงอวยพรคนผู้ด่าท่านและขอพรใหแก้ ่ผู้ประทุษร้ายท่าน ด้วยวาท่ ่านอาจเป็นลูกพระบิดาของท่านผสถู้ ิตอยในสวรรค ู่์เพราะพระองคทรงท์ าใหํพระอาท้ ิตย์ ขึ้นท้งเพั ื่ อคนชวและคนดั่ีและทรงส่งฝนมาให้ทั้งคนอยุติธรรมและคนยุติธรรม พระเยซูทรงสงสอนไปตามเม ่ั ืองต่างๆ มีสาวกเพ่มขิ้ึน มีประชาชนศรัทธาเล ื่อมใสเป็น จํานวนมากและมีผู้มอบตวเปั ็นศิษย์ทั้งหมด 12 คน คือ ชีโมน และอนดรั ูว์ เป็นชาวเมืองกาลิลี เม ื่ อพระเยซูพบเขาเร้ ียกให้ตามพระองคไป์ “เพ ื่อตกคนแทนตกปลา” ซึ่งท้งสองคนตามไปด ัวยด้ ีพากนและทั ิ้งบานเร้ ือนติดตามพระเยซูไป ทุกหนทุกแห่งเพ ื่อประกาศศาสนา สาวกคนต่อมาคือยากอบและยอห์น บุตรเศเบดีเป็นชาวประมงเช่นกนั ฟิลลิปเป็น พอค่ ้า จากเมืองเบธโซดา บาร์โซโลมิว เป็นชาวเมือง นาธานาเอล มัทธิว ทอมัส เจมส์ (ยากอบ) บุตรของ พระอลพั ิอุส ซีโมนและจูตัส อิสดาริโอทเป็นคนเก็บเงินของบริษัทรวมอครทัูตซ ึ่งเป็นสาวก ผู้ติดตามพระเยซูอยางใกล ่ชอด้ 12 คน ครบตามจานวนเผําของอ่ ิสราเอลแต่ดั้งเดิมสาวกคนท ี่ 12 ได้รับสินบนจากพวกโรมัน นําจบพระเยซัูเม ื่ อพระเยซูถูกตรึงกางเขน สาเหตุแห่งการตรึงกางเขน พระเยซูทรงเป็นชาวยิวท ี่ได้ศึกษาหลกคัาสอนของศาสนายํ วมาเป ิ ็นอยางด่ ีเห็นท้งขัอด้ ี ข้อควรแกไข้การตีความและการยดถึ ือปฏิบัติการตามพระคมภั ีร์ พระองคทรงแตกฉานและรอบร์ ู้ อยาง่กวางขวาง้เม ื่ อพระองค์เทศนาสังสอน่กทรงอธ็ ิบายทาความเขํ าใจม ้ ิใช่ตีความตามตวอักษรั อยางเคร่ ่งครัด โดยขาดความเขาใจ ้ และสามญสัานํ ึกและสภาพแวดลอม้เช่น ข้อหามข้อหน้ ึ่งใน บัญญัติ 10 ประการระบุไว้วา่ “จงอยาท่ างานใดๆ ํ ในวนสะบาโต ั (คือวนพระั )” พวกนกบวชและชาวยั ิว บางคนที่ถือ เคร่งตามอกษรั จะไม่ยอมทําอะไรเลยจริงๆ กระดุมขาดกเย็ บไม ็ ่ได้โดยถือเป็นการกระทาทํ ี่ขัดต่อ บัญญัติของศาสนา พระเยซูจึงทรงต้งคัาถามขํ้ึนวา่ “ถ้าลูกแกะของท่านตกลงในบ่อในวนสะบาโต ั ท่านจะไม่ช่วยข้ึนมาหรือ” คร้ังหนึ่ง เม ื่ อสาวกของพระเยซูกินขาวโดยไม ้ ่ล้างมือ ถือวาเป่ ็นการกระทาทํ ี่ขัดต่อวินัย ที่ของพวกยิว พวกนกบวชตัาหนํ ิแต่พระเยซูกลบสอนวัา่ ความสกปรกของพวกเราอยที่จิ ู่ตใจ และ การกระทาอํ นเป ั ็นการแสดงออกของจิตใจมากกวาความสกปรกท ่ ี่จะได้รับจากภายนอก
102 พระองคทรงประกาศว ์ ่าเป็นผมาไถ ู้ ่บาปช่วยชาวยวและิ ทรงเป็นกษตรั ิย์แห่งกษตรั ิย์ทั้ง ปวง ในโลกแต่ไม่ตรงกบชาวยัวหวิ งไว ั ้เพราะพระองคเป์ ็นคนธรรมดาสามยไม ั ่ใช่กษตรั ิย์จริงๆไม่มี กงองทพอันเกรั ียงไกร และจะช่วยเหลือปลดปล่อยชาวยวได ิอย้ างไร ่ ทําใหชาวย้ วบางสิ ่วนไม่เชื่อ และกลบไม ั ่พอใจในพระองค์ ผู้ไม่พอใจท้งหลายตั ่างปรึกษาหารือกนั คิดทาลายพระเยซํูแต่ถ้าลงมือ ทําเองอยางเปิ ่ดเผย กจะท็ าใหํ ประชาชนท ้ ี่นับถือโกรธแค้นพวกตน จึงวางแผนยมมื ือฆ่าคนโดย ไปยุยงใส่ร้ายพระเยซู กบนายทหารโรม ันผั ู้สําเร็จราชการผู้ปกครองเมืองจูเดีย ชื่อ พอนติอุส พิเลต (Pontius Pilate) ว่าพระเยซูได้สังสอนซ่กชวนให ัชาวย้วทิ้งหลายกระดัางกระเด้ ื่ อง จะนาไป ํสู่การกบฏต่อโรมัน เพราะเท ี่ยวประกาศตน วาเป่ ็นบุตรพระเจ้าส่งมาช่วย ชาวยวให ิ ้ พ้นทุกขและย์ งประกาศว ั าเป่ ็น กษตรั ิย์ของกษตรั ิย์ทั้งหลาย ผู้สําเร็จราชการโรมนหลงเชั ื่อ จึงสงให ั่ ้จับตวมาลงโทษพระเยซ ัูโดย ตรึงกางเขน พระเยซูทรงล่วงรู้เหตุการณ์ล่วงหนาว้ าสาวกคนท่ ี่ 12 ของพระองคจะเป ์ ็นผทรยศ ู้ ขายพระองค์รับสินบนของพวกโรมนนัาจํบพระองคัและทรงส์งวั่า่พระองคจะส์ ิ้นชีวิตในวนศัุกร์ และจะฟ้ืนคืนชีพในวนทั ี่ สาม (นับจากวนสั ิ้นพระชนม) ( ์ ฉัตรสุมาลย ์กบิลสิงห์. 2522:28- 29) การฟื้นคืนชีพ การฟ้ืนคืนชีพของพระเยซูนี้มีความสาคํญมากสัาหรํ ับชาวคริสต์ถ้าพระเยซูไม่ฟื้นคืนชีพ อาจไม่มีศาสนาคริสตเก์ ิดข้ึนในโลก เพราะเม ื่ อพระเยซูถูกตึงไมกางเขนน้ ้นั ทําใหชาวย้วหลายคนทิ ี่ ศรัทธาในพระองคเร์ ิ่มเกิดความลงเลและสงสั ัย เพราะยดมึ นในค ั่าทํานายขอศาสดาพยากรณํ ์ของยิว ที่วา่พระผมาโปรดน ู้ ้นจะชั ่วยใหพวกย้วพิ นจากการเป ้ ็นทาส แต่ปรากฏวาพระเยซ่ ูสิ้นพระชนม์ บนไมกางเขนในหม ้ ู่สาวกเอง เม ื่ อเกิดเหตุขึ้นต้งแตั ่ตอนท ี่ พระเยซูถูกจบจนกระทังถัู่กตรึงไมกางเขน้ เกรงกลวตั ่อการจบกัุมของพวกยวและทหารโรม ิ นจนไม ั ่มีใครกลาปรากฏต ้ วเปโตรซ ั ึ่งเป็นผู้นําใน บรรดาสาวกกเคยปฏ ็ ิเสธพระเยซูถึงสามคร้ัง ตรงกบทั ี่ พระเยซูเองไดทรงท้ านายไว ํ ้ล่วงหนาใน้ ขณะท ี่ พระเยซูถูกตรึงไมกางเขนน้ ้นั ไม่ปรากฏวาม่ ีสาวกองคใดองค ์หน์ ึ่ งอยในเหต ู่ ุการณ์เลย คงมี แต่นางมารีแห่งมกดาลาัมารีมารดาของยาคอบและผหญู้ ิงอ ื่ นซ ึ่ งมีศรัทธาจงรักภกดั ีต่อพระเยซูอยาง่ แรกลาได ้ ้ติดตามไปจนถึงสถานที่ที่โยเซฟแห่งอาริมาเชียนนาพระศพไปประด ํ ิษฐานไวในอ ุ้โมงค์ ซึ่งเจาะไวในเช ้ ิงเขาซ ึ่ งยงไม ั ่ไดวางศพของผ ้ ใดมาก ู้ ่อน ในที่สุดพระองค์กได็ ้ฟื้นคืนชีพในวนทั ี่สามตามปรากฏการณ์ที่ชาวยวได ิ ประสบพบเห ้ ็น ด้วยตนเอง ตรงกบพระดัารํ ัสของพระเยซูซึ่งเคยรับสงไว ั่ในขณะท ้ ี่ ทรงพระชนมอย์ ู่พวกเขากเร็ ิ่ม แน่ใจมากข้ึนและที่สําคญทั ี่สุดพระองคได์ ้พิสูจน์ใหสาวก ้ 11 คนท ี่ เหลืออยมั ู่นใจในพระองค่ ์วา่ งานท้งหมดทั ี่พวกเขาได้ติดสอยห้อยตามพระองคมาน์ ้ันมิได้สูญเปล่าพระองคเป์ ็นผมาโปรดจร ู้ ิง
103 และพวกเขากมี็ศรัทธาและกาลํ งใจในการท ัางานทํ ี่ได้รับมอบหมายจากพระองค์ต่อไปอยางสุ่ดชีวิต จิตใจ เห็นได้วา่ศรัทธาของบรรดาสาวกในสมยแรกเรั ิ่มน้นมั ีรากฐานตั้งมนอยั่บนปาฏ ู่ิหาริย์ ของพระเยซูและปาฏิหาริย์ที่สําคญทั ี่สุดในศาสนาคริสต์ คือ การท ี่ พระเยซูฟื้นคืนชีพในวนทั ี่ สาม หลงจากตรั ึงไมกางเขนส ้ ิ้นพระชนมไปแล ์วน้นเองั่ ชาวคริสต์มีศาสนพิธีที่ฉลองกนอยั างใหญ ่ ่โต เพ ื่ อระลึกถึงวนทั ี่ พระเยซูฟื้นคืนชีพเรียกวา่ วันอิสเตอร์ มีของขวญทั ี่มอบใหในว ้นนั้ีคือรูปไข่ ถือเป็นสญลักษณั ์แห่งการเกิด อาจมองได ้ 2 ประเด็น พระเยซูฟื้นคืนชีพอนเป ั ็นการเกิดของชีวิตใหม่และเพราะพระเยซูฟื้นคืนชีพน้ีเป็นจุดกาเนํ ิด ของชาวคริสต์ จึงนบเป ั ็นวนมงคลนอกจากจะมั ีพิธีทางศาสนาแลวย้งนั บเป ั ็นงานแห่งความร ื่ นเริง เบิกบานดวย้ คัมภีร์ของศาสนาคริสต ์ คัมภีร์ไบเบิลเป็นคมภั ีร์ที่สําคญและถั ือวาศ่กดั์ิสิทธ์ิของศาสนายิว (ยูดาห์) และศาสนา คริสต์เร ื่ องราวต่างๆ ทั้งบุคคลและสถานที่ล้วนมีอย่จรูิงตามบนทั ึกทางประวัติศาสตร์และที่น่า อัศจรรย์มากกคือ็เร ื่ องราวบุคคลและสถานที่ที่กล่าวไวใน้ คัมภีร์ไบเบิลท ี่ไม่มีบันทึก ไวใน้ ประวัติศาสตร์ (คือยงหาหลักฐานั อ้างอิงไม่ได) ้ต่อมาได้มีการขดคุนพบโดย ้ นักประวัติศาสตร์และ โบราณคดีทั้งสถานท ี่ และช ื่ อบุคคล ตามที่มีบันทึกในคัมภีร์ใบเบิล คัมภีร์ไบเบิลถูกบนทั ึกรวบรวมข้ึนประมาณ 1300 ปีก่อนคริสตกาล ประกอบดวย้ 2 ภาค คือ ภาคแรกและภาคหลัง ในภาคแรก เป็นเร ื่ องราวท ี่ เก ี่ ยวกบปฐมกาลแห ั ่งการสร้าง โลกประวัติศาสตร์ของชนชาติ และเร ื่ องราวของบรรพบุรุษของชนชาติยิว การเป็นทาสของอียิปตและการรอดพ์นจากทะเลแดง้ พ้นจากการเป็นทาส ซึ่งเรียกวา่ เอกโซดัส การพเนจรร่อนเร่ในทะเลทรายจนพบดินแดนแห่งสญญาั ที่พระเจ้า ทรงประทานใหแก้ ่ชาวยิว นอกจากนี้กมี็กฎเกณฑ์พิธีกรรม ธรรมเนียมประเพณีต่างๆที่ถือ ปฏิบัติทอดมาจากบรรพบุรุษ เช ื่ อกนวัาท่ ่านโมเสสเป็นผู้บนทั ึกรวบรวมคมภั ีร์ภาคแรกน้ีขึ้น ซึ่ง ชาวยวเริ ียกวาค่มภั ีร์โตราห์ ในภาคสองแบ่งออกเป็นสองส่วน ส่วนแรกเป็นเน้ือความเชิงประวัติศาสตร์กล่าวถึง เร ื่ องราวต่างๆ ของศาสดาพยากรณ์ยุคแรกๆ การพิชิตคานาอนดั ินแดนแห่งพนธสั ัญญาโดยผู้นํา ชาวยวชิ ื่ อท่านโจชวรั ์ ซึ่งเป็นผู้นําสืบจากท่านโมเสส ประมาณ 1,250 ปีก่อนคริสตกาลเน์ ้ือความ กล่าวต่อมาการต้งอาณาจักรยั ิว และจนถึงการล่มสลายของ มหาวิหารหรือโบสถแห์ ่งแรก (586 ปี ก่อนคริสตกาล์ )
104 ส่วนท ี่ 2 เป็นคาพยากรณํ ์ของศาสดาพยากรณ์หลายคน ในแต่ละช่วงแต่ละยคสมุัย และ นอกจากน้นเป ั ็นบทรวมๆ ของเร ื่ องราวหลายแง่หลายมุม ทั้งประวัติศาสตร์และกวีนิพนธ์เป็น ความเรียง เชิงพรรณนาที่นิพนธ์ขึ้นโดยเผยแพร่ศาสนาของพระเยซูคริสต์ คัมภีร์ไบเบิ้ลถูกแปลออกเป็นหลายภาษา หลายร้อยภาษาและครอบคลุมภาษาและ ครอบคลุมภาษาหลกๆั ที่นิยมใช้กนทั วโลก ั่ชาวคริสตเก์ ือบทุกคนจะรู้เร ื่ องราวและขอธรรมต้ ่างๆ ในคมภั ีร์ไบเบิลและถือวาเป่ ็น คัมภีร์ศักด์ิสิทธ์ิที่สุด คําสอนของพระเยซู คําสอนที่สําคญทั ี่สุดท ี่ พระเยซูทรงประกาศสงสอนพอสรัุ่ปได้ดังน้ี (เดือน คําดี. 2531:376) 1. พระเยซูทรงเป็นพระบุตรของพระเจ้า ซึ่งพระเจาส้ ่งมาเกิดในโลกมนุษยเพ์ ื่อไถ่บาป มนุษย์ทั้งปวง มิเพียงแต่พระเมสิอาของพวกยวเทิ ่าน้นัแต่เป็นพระคริสต์หมายถึงผู้ที่พระเจ้า เลือกสรรใหมาประส ้ ูติเพ ื่อไถ่บาปแก่มนุษยชาต์ ิทั้งปวงดวย้แต่มิไดเสด ้ จมาปราบศ ็ตรั ูด้วยอาวุธ ทรงมาเพ ื่ อสาร้างสนตั ิ 2. ผู้ใดที่ เช ื่อในพระเยซูและคาสํงสอนของพระองคั่ ์จะได้รับความรอดและชีวิตนิรันดร จะไม่ถูกพิพากษาในวนสั ิ้นโลก ส่วนผู้ที่ไม่มีศรัทธาในพระองคจะต์องถู้กพิพากษาลงโทษ 3. ทรงสงสอนให ั่ชาวย้วกลิ บใจใหม ั ่ มิให้นับถือศาสนาเฉพาะในดานประกอบพ ้ ิธีกรรม หรือท่องคาสวดดํ วยปากโดยไม ้ ่จริงใจ ทรงติเตียนพวกยวนิ ิกายฟาริซาย และซาดูกาย วาเป่ ็นพวก ไม่มีความจริงใจต่อพระเจาไม ้ ่รักพระเจาจร้ ิงพวกปากวาตาขย่บแสริ ้งเป็นผเคร ู้ ่งต่อศาสนาโดยไม่รู้จัก พระเจาท้ ี่ แทจร้ ิง 4. พระบญญั ัติสูงสุดของพระเยซู คือ 4.1 จงรักพรเจาด้ วยส ุ้ดใจสุดจิตและสิ้นสุดความคิด 4.2 จงรักเพ ื่ อนบานเหม้ ือนรักตนเอง ผู้ปฏิบัติตามพระราชบญญั ัติ 10 ประการ แต่ไม่รักพระเจาหร้ ือเพ ื่ อนมนุษยไม์ ่ใช่ผู้มี ศรัทธาในพระเจาอย้างแท่จร้ ิง ผู้ที่พระเจาโปรดปราน ้ คือ ผู้ที่ตั้งอยในความด ู่ีมีความชอบธรรมท้งั กายวาจา ใจ ผู้ที่กระทาผํดแมิทางจ้ ิตใจเจตนารมณ์หรือความคิดกคื็อวา่ บาป เท่ากบการกระทั ํา 5. ทรงสอนมิให้กงวลเกั ี่ ยวกบความสัุขทางโลก อันไดจากว้ตถัุแต่ใหแสวงหาความส ุ้ข และสนตั ิด้านจิตใจ ทรงกล่าววาผ่ ู้ที่ยังห่วงสมบัติและเห็นแก่วัตถุจะไม่ได้ขึ้นสวรรค์ แต่ผู้ที่สละ ทุกสิ่งเพ ื่ อพระเจาจะได ้ ้มีชีวิตนิรันดร์
105 6. ในดานการปฏ ้ ิบัติต่อเพ ื่ อนมนุษย์ทรงสอนวาการไม ่ ่ทาชํวั่ตอบแทนชวหรั่ ือทาดํ ี ตอบแทนดีนั้นยงไม ั ่เพียงพอ ให้ทําตอบแทนความชวและให ั่ ้รักศตรัูดังท ี่ไดทรงเปร ้ ียบวา่อยาต่ ่อสู้ คนชวั่ ถ้าผใดตบแก ู้ มขวาของท้ ่านกจงห็นแกัมซ้ ายให ้เขาด้วย้ 7. ความดีสูงสุด คือการทาตํวตามแบบพระเยซัู เพราะพระเยซูคือพระเจาซ้ ึ่ งสาแดงํ พระองคให์ ้ปรากฏแก่มนุษย์คุณธรรมสูงสุดของพระองค์ก็คือ ความรักความเมตตากรุณา ความอ่อนโยน ความถ่อมตน ความอดทนต่อความทุกข์ทั้งปวง ความชอบ ความยุติธรรม ความซ ื่ อสตยั ์สุจริต ความสงบและความบริสุทธ์ิทั้งกาย วาจา ใจ ทรงกล่าววา่ จงเป็นผู้ดีโดยรอบ อยางพระบิ ่ดาของท่าน กําเนิดศาสนาคริสต ์ หลงจากพระเยซัูเสดจจากไป ็พวกสานุศิษย์กได็ ประช ุ้มร่วมกนัเริ่มออกเผยแพร่คําสอน ของพระองค์พวกน้ีแยกตวออกจากศาสนายัวและมาติ้งศาสนาอั ิสระใหม่เรียกวา่ “ศาสนาคริสต” ์ โดยอาศัยช ื่ อของพระคริสต์ในคริสตศตวรรษท์ ี่ 1 ไดสาวก ้ 4คน คือ มัดธาย มารโก ลูกาและโยฮัน เขียนประวัติและคาสอนของพระเยซํูรวม เรียกวาพระก่ ิติคุณ เล่มแรกคือ มาระโก ในปีค.ศ. 65-70 พ.ศ. 608-613 และอีก 3 เล่ม ในเวลาใกลเค้ ียงกนัพระคมภั ีร์นี้คริสตศาสน์ ิกชนเรียกวา่พระคมภั ีร์ ไบเบิล ประกอบดวยพ้ นธสัญญาฉบับเดั ิมและพนธสัญญาฉบั บใหม ั ่ พันธสญญาฉบับเดั ิมเป็นคมภั ีร์ ของศาสนายิว กล่าวถึงประวัติสร้างโลกกาเนํ ิดและประวัติชนชาติอิสราเอล กฎ ศาสนา คําพยากรณ์ และบทเพลงสรรเสริญพระเจาส้ ่วนพนธสัญญาฉบั บใหม ั ่นั้นเป็นหวใจของศาสนาคร ั ิสต์ ประกอบ ไปดวย้ 1. พระกิติคุณหรือพระวรสาร 4 ฉบับ กล่าวถึงประวัติและคาสํงสอนของพระเยซัู่อยาง่ สมบูรณ์ 2. กิจกรรมของสาวก 1 ฉบับ 3. จดหมายและคาสอนของสาวกปอล ํ 14 ฉบับ 4 จดหมายของอครสาวกยาโดโม ั 1 ฉบับ 5. คําสอนของอครสาวกป ั ิเตอร์ 2 ฉบับ 6. คําสอนของอครวกโยฮ ั ัน 3 ฉบับ 7. คําสอนของอครสาวกยัดาู 1 ฉบับ 8. บทพยากรณ์ของอครสาวกโยฮ ั ัน 1 ฉบับ
106 เหตุที่เรียกว่าพระคมภั ีร์ว่า “พนธสั ัญญา” นั้นเพราะถือว่าพระวจนะของพระเจาเป้ ็น พันธสญญาทั ี่ พระเจาได ้ ้มีต่อมนุษย์ผู้มีศรัทธาในพระองค์ เป็นขอผ้กพูนระหวัางพระเจ่าก้บมนัุษย์ พันธสญญาฉบับเดั ิมน้นพระเจั าได ้ทรงท้ากํบพวกยัววิา่ ถ้าไพร่พลชาวยวมิ ีศรัทธาในพระองคอย์าง่ แทจร้ ิง พระองค์กจะโปรดปรานความเจร ็ ิญ ความยงใหญ ิ่่และความรอดพนจากความช้วั่ความบาป ดังท ี่ไดทรงกล้ ่าวกบอันราฮั ัม บรรพบุรุษของพวกยิว วา่ “เราเป็นพระเจาผ้ทรงฤทธ ู้ ์ิที่สุด เจาจงเด้ ิน อยตู่่อหนาเรา้ ใหเป้ ็นผู้ดีรอบคอบ เราจะต้งคัาสํ ญญาไมตร ั ีของเราไวระหว้างเราก่บเจั ้า และเราจะให้ วงศวานของเจ์าเก้ ิดทวีขึ้นเป็นอนมากั เจาเป้ ็นบิดาของหลายประเทศ เราจะเป็นพระเจาของเจ้ ้า และ พงศ์พันธุ์ของเจาส้ ืบไป แผนด่ ินคนอนทั้งสั ิ้นท ี่ เจาเป้ ็น แขกเมืองอาศยอยั นั ู่้นเราจะยกใหเจ้าเพ้ ื่อเป็น มรดกเป็นนิตยและเราจะเป ์ ็นพระเจาของเจ้าท้ ้งหลายั ” (เดือน คําดี. 2531:380) ส่วนพนธสัญญาฉบั บใหม ั ่ ทรงทากํบมนัุษยโลกท ์ ้งหมดวัา่ ผู้ใดศรัทธาพระเยซูพระบุตร ของพระเจ้าจะโปรดใหรอดจากบาปและม ้ ีชีวิตนิรันดร์ ทรงกล่าววา่ “ผู้ใดวางใจในพระบุตรกมีชีวิต ็ นิรันดร์ผู้ใดไม่เช ื่อในพระบุตรกจะไม ็ ่ไดเห้ ็นชีวิตและพระพิโรธของพระเจาก้ตกอย็ ู่กบเขาั ” หลักความเชื่อดงเด ั้ ิม หลกความเชั ื่ อด้งเดั ิมท ี่ พวกอครสาวกได ั วางไว ้ ในคร ้ ิสตวรรษท์ ี่ หน ึ่ งเพ ื่อให้ศาสนิกชน ท่องจาเมํ ื่ อนมสการพระเจัาหร้ ือเม ื่ อทาพํ ิธีรับศีลและยดถึ ือเป็นรากฐานแห่งความเช ื่ อถือศาสนาคริสต์ ขนต่อมาแยกออกไดเป้ ็น 6 ประการคือ 1. ข้าพเจาเช้ ื่อในพระเจาองค้เด์ ียว พระบิดาผทรงสรรพาน ู้ ุภาพเนรมิตฟ้าดินท้งสั ิ่งท ี่ เห็น ไดและส ้ ิ่งท ี่ มองเห็นไม่ได้ 2. เช ื่อในพระเยซูคริสตเจ์ ้า พระบุตรแต่พระองคเด์ ียวของพระเป็นเจ้า ทรงบงเกั ิดแก่ พระบิดา ก่อนกปกั ่อนกลปั ์ เป็นพระเป็นเจาจากพระเป ้ ็นเจ้า เป็นองคความสว์างจากองค่ความสว์ ่าง เป็นพระเป็นเจาแท้ จากพระเป ้ ็นเจาแท้ ้มิได้ถูกสร้างแต่ทรงบงเกั ิดร่วมพระธรรมชาติเดียวกบพระบั ิดา องคพระบ์ุตรท ี่ไดทรงเนรม้ ิตทุกสิ่งทุกอยางข่้ึนมา เพราะเห็นแก่เรามนุษยเพ์อช ื่ ่วยเราใหรอด้พระองค์ จึงเสดจจากสวรรค็ ์ เดชพระจิต พระองคทรงร์ ับเอากายจากพรหมจารีมารีมาเป็นมนุษย์พระองคทรงถ์ูกตรึง กางเขนและถูกฝังไว้สมยปอนต ั ิอุส ปีเลต ทรงคืนชีพในวนทั ี่ 3 (ตามพระคมภั ีร์) เสดจส็ ู่สวรรค์ ประทบระดับขวาของพระบั ิดา พระองคจะเสด์จมาอ็ ีกเพอพ ื่ ิพากษาผเปู้ ็นและผตาย ู้ 3. ข้าพเจาเช้ ื่อในพระจิตเจาผ้ ู้ประทานชีวิต ทรงเน ื่ องมาจากพระบิดาและพระบุตร พระองค์ดํารัสทางประกาศ 4. ข้าพเจาเช้ ื่อในพระศาสนจกรั (หน ึ่ งเดียว) ศักด์ิสิทธ์ิ (คาทอลิกและสืบจากอครสาวกั )
107 5. ข้าพเจาเช้ ื่อในการยกบาป (ยอมรับวาพ่ ิธีล้างท ี่ยกบาปมีแต่พิธีเดียว) 6. ข้าพเจาเช้ ื่อในการคืนชีพของร่างกาย (ข้าพเจารอว้นทั ี่ผู้ตายจะคืนชีพและเช ื่อในชีวิต ของภพหน้า) หลกความเชั ื่ อด้งเดั ิมแต่ละนิกายกได็ ้ตีความหมายไปต่างๆกนัและทาใหํเก้ ิดทฤษฎีศาสนา ที่ขัดแยงและสล ้บซั ับซ้อนอานาจขํ้ึนมากมาย นิกายคาทอลิกถือว่าศาสนจกรคาทอลั ิกเท่าน้ันท ี่ ศักด์ิสิทธ์ิตีความหมายที่ถูกต้องได้แต่เพียงผเดู้ ียว ส่วนนิกายอ ื่ นๆ ถือเสรีภาพเท่าเทียมกนตั ่างกอ้ ็าง วาหล่ ักความเชื่อของตนใกลเค้ ียงกบทั ี่ พระเยซูทรงสอนไวมากท้ ี่สุด หลักความเชื่อในยุคต่อมา 1. พระบิดา พระบุตรและพระจิต เป็น 3 บุคคล แต่ละบุคคลเป็นพระเจาสมบ ู้รณ์ใน ตนเองเสมอกนัแต่เน ื่ องมาจากกนัพระบิดาทาใหํเก้ ิดพระบุตรและพระจิตเน ื่ องมาจากพระบิดาและ พระบุตรท้งั 3 บุคคลรวมกนเป ั ็นหนึ่ง เรียกวา่ตรีเอกานุภาพ 2. พระเยซูคริสต์ทรงมี 2 สภาวะ คือสภาวะพระเจาและสภาวะมน ุ้ษย 3 ์ วันหลงจากทั ี่ พระองค์ถูกตรึงตายบนไมกางเขนได ้ ้ฟื้นคืนพระชนม์พระองคเสด์ จไปส ็ ู่สวรรค์หลงจากได ั ประท ้ ับ อยกู่บสาวกเป ั ็นเวลา 40 วัน 3. ยกยองพระนางมาเร่ ียเป็นมารดาของพระเจ้า เรียกโดยทวไปว ั่าแม่ ่พระและถือวาเม่ ื่อ ก่อนท ี่ พระเยซูจะเสดจส็ ู่สวรรคได์ ทรงสถาปนาให ้ พระนางเป ้ ็นแม่พระของคริสตศาสน์ ิกชน และ พระนางได้ถูกยกข้ึนสวรรค์ทั้งร่าง ทรงเป็นกลางระหวางพระเจ่าก้บชาวครั ิสต์ทุกคน 4. ยกยองโยเซฟเป ่ ็นนกบัุญ และยกยองน่บถั ือสหพนธั ์นักบุญ นักบุญคือคริสตศาสน์ ิกชน ที่อุทิศตนใหแก้ ่ศาสนาจกรและพระเจั าโปรดให ้ ้วิญญาณข้ึนสวรรค์ 5. เม ื่ อตาย เช ื่ อว่าวิญญาณแยกจากกาย กายเปื่ อยเน่า แต่ก็กลบฟั้ืนคืนใหม่ในใน วันสิ้นโลกแลวมาร้ ่วมวิญญาณ ส่วนวิญญาณจะถูกพิพากษาทนทั ี เป็นรายบุคคลไปถาท้าดํ ีกไป็ รวมอยกู่บพระเจัาช้วนั่ิรันดรถ้าทาชํวกั่จะตกนรกช็วนั่ิรันดรเช่นเดียวกนั 6. พระเยซูคริสตได์ทรงส ้ ญญาจะประทานพระจ ั ิตเจาก้ ่อนเสดจส็ ู่สวรรคและเม์ ื่อได้รับ พระจิตแล้ว บรรดาสาวกจะไดเข้ าใจภารก ้ ิจของพระคริสตและประชากรใหม ์ ่แห่งพนธสั ญญาใหม ั ่ คือพระศาสนาจกรของพระครั ิสต์
108 นิกายของศาสนาคริสต ์ ศาสนาคริสตแตกแยกเป ์ ็นนิกายต่างๆหลายนิกาย สาเหตุสําคญได ัแก้ ่การขดแยังก้นเองั ของเหล่าสาวกผใหญ ู้ ่หรืออครสาวกทั ี่มีอยหลายทู่่าน ทําหนาท้ ี่ เผยแพร่ศาสนา เกิดมีพิธีกรรม ความเช ื่อและปฏิบัติต่างกนั จึงแตกออกเป็นนิกายเป็นคณะถือปฏิบัติตามแบบความคิดความเช ื่ อของ ฝ่ายตน นอกจากนี้กมี็สาเหตุที่สําคญอั ีกประการหนึ่ง คือการเสื่อมความศรัทธาของประชาชน ชาวคริสต์ซึ่งเกิดเล ื่อมใสศรัทธาแก่คณะสงฆและศาสนจ์กรทั ี่ประพฤติไม่เหมาะสม ไม่ถูกตองตาม้ คําสอนของพระเยซูใช้อํานาจแห่งศาสนจักรไปในทางที่ไม่ถูกไม่ควรเป็นต้น ในบรรดานิกายต่างๆ หลายนิการของศาสนาคริสต์นั้นมี 3 นิการที่สําคญและเผยแพรั ่ไป ทัวโลก่ คือ 1. นิกายโรมนคาทอลั ิก 2. นิกายกรีกออร์ธอดอกซ์ 3. นิกายโปรแตสแตนท ์ 1. นิกายโรมันคาทอลิก นับว่าเป็นนิกายที่สําคญและมั ีอิทธิพลมากในคริสตศาสนา์ คําวา่ “คาทอลิก” แปลวา่สากล หมายถึง เป็นศาสนาของคนท้งโลก ัทุกช้นทัุกวรรณะ ทุกชาติ ทุกภาษา ที่ชื่อวา่ “โรมนคาทอลั ิก” กเพราะน็ ิกายน้ีเป็นนิกายท ี่ชาวโรมนนับถั ือมากและศูนยกลาง์ ของนิกายน้ีกอย็ ที่ ู่กรุงโรม แมในป ้ ัจจุบัน โปป ผู้มีอํานาจสูงสุดในคริสตจกรกัอย็ ที่ ู่กรุงวาติกนั ซึ่งต้งอยั ในกร ู่ ุงโรมนนเองั่ ผู้ที่ได้ชื่อวา่คาทอลิกจะตองได ้ ้รับศีลจุ่มหรือศีลลางบาปแล ้วอย้างถู่กตอง้ และจะตองด้ารงชํ ีวิตแบบคริสตศาสน์ ิกชนอยางเคร่ ่งครัด นิกายโรมนคาทอลั ิกมีการจดระบบศาสนาอยัางม่ ีแบบแผนสืบทอดกนมาัเรียกวาศาสนจ่กรั ซึ่งเคยมีอํานาจและมีอิทธิพลอย่างสูงท้งในด ัานการเม้ ือง การปกครองและเศรษฐกิจของยุโรป โรมนคาทอลั ิกวางกฎขอบ้งคับกั บศาสนาไว ัตายต้วแกั ไขอ ้ ีกไม่ไดและวางระเบ้ ียบบริหารศาสนาจกรั และวินัยสงฆไว์ ให้ ้ยึดถือปฏิบัติอย่างเคร่งครัดตลอดมานบพั นปั ี มีการสืบตาแหนํ ่งประมุขแห่ง ศาสนจกรคั ือ องค์สันตะปาปา หรือ โปป ชาวคาทอลิกถือวา่ โปป เป็นตัวแทนของพระเยซูสืบ ตําแหน่งต่อจากนกบัุญปีเตอร์หรือ เปโตรอครสาวกคนสัาคํญของพระเยซัูชาวคาทอลิกทุกคน ถือปฏิบัติธรรมเนียมและพิธีกรรมทางศาสนาอยางเคร่ ่งครัด ต้องเข้าพิธีศักด์ิสิทธ์ิ 7 ประการ และ ดําเนินชีวิตอยในหล ู่กคัาสอนของศาสนาอยํางเคร่ ่งครัด ชาวคริสตคาทอล์ ิกถูกเรียกกนทั วไป ั่ “คริสตัง” มีสัญญาลกษณั ์เป็นรูปไมกางเขน้ มีพระเยซูถูกตรึงอยู่ 2. นิกายกรีกออร์ธอดอกซ นิกายน้ีมีศาสนาจกรตั้งอยั ที่ ู่กรุงคอนแสตนติโนเปิ ล ซึ่งแยก ต่างหากจากศาสนจกรแหั ่งกรุงโรม มีสันตะปาปาแห่งกรุงคอนแสตนติโนเปิลเป็นประมุขและนบถั ือ จากท่านนกบัุญปอล หรือเปาโล ซึ่งเป็นอครสาวกผั ู้เผยแพร่ศาสนาคริสตในหม ์ ู่กรีกซ ึ่ งถือว่ามี
109 อารยธรรมและวิชาการสูงส่งกวาชาวโรม ่ ัน ประมุขแห่งศาสนจกรทั้งสองตั ่างกมีอิ ็ทธิพลมีอํานาจ เหนือการเมือง การเมืองของยโรปโดยประมุ ุขแห่งศาสนจักรกรุงโรมมีอํานาจรับผดชอบมิ ีอิทธิพล เหนือยุโรปตะวนตกทั้งหมดและใช ัภาษาลาต้ ิน ส่วนประมุขศาสนจกรกรัุงคอนแสตนติโนเปิ ล มีอํานาจรับผดชอบิ มีอิทธิพลเหนือยโรปฝุ่ายตะวนออกทั้งหมดและใช ัภาษากร้ ีกและในทางปฏิบัติ ศาสนจกรทั้งสองฝ ั ่ายต่างกไม็ ่จริงใจต่อกนั มีความริษยากลนแกลั่งซ้ ึ่ งกนและกันขัดแยังก้นอยั ู่ ตลอดเวลา ดังที่มีบันทึกในประวัติศาสตร์ยุโรป ด้วยเหตุนี้ฝ่ายชาวคริสต์กรีกถือตวเชั ื่ อว่ามีอารยธรรมสูงกว่าพวกโรมัน จึงเรียก กลุ่มตนเองวาออร่ ์ธอดอกซ์ ซึ่งหมายถึงความเช ื่ อทางสติปัญญาที่ถูกตอง้หรือความเช ื่ อที่มีพื้นฐาน ทางปรัชญา มีหลกเหตัุผลไม่งมงาย (ฉัตรสุมาลย ์กบิลสิงห์. 2522:82) นิกายออร์ธอดอกซ์ มีระเบียบวินัยและกฎเกณฑหลายประการต ์ ่างจากนิกายโรมนคาทอลั ิก ทั้งฝ่ายสงฆและฝ ์ ่ายฆราวาส เช่น การเป็นโสดของพระซึ่งไม่บังคบในระด ับพระชั้นผั ู้น้อย (แต่ฝ่าย คาทอลิกถือความเป็นโสดอยาง่เคร่งครัด) อยางไรก ่ตามแก็ ่นแทและสาระส ้าคํญของหลักธรรมคั าสอนในศาสนา ํความเช ื่ อท้งสองั นิกายน้ียังเหมือนกนัจะต่างกนเฉพาะระเบั ียบ วินัยแนวปฏิบัติที่ผิวเผนเป ิ ็นรายละเอียดเท่าน้นั 3. นิกายโปรแตสแตนท์ นิกายโปรแตสแตนทเป์ ็นช ื่ อรวมของนิกายต่างๆ ที่ไม่ใช่ คาทอลิกและออร์ธอดอกซ ์ คําวา่ “โปรแตสแตนท” ์มาจากคาวํา่ “โปรเทสท ์ แปลวา่ “ประทวง้ ” ซึ่งมีเหตุมาจาการไม่พอใจของชาวคริสต์ที่เห็นความไม่ถูกตองของศาสนจ ้ กรและพระสงฆั ์โดย มีลูเธอร์แลคาลวิน เป็นผู้นํา สาเหตุสําคญทั ี่ เกิดขบวนการต่อตานในหม ้ ู่ชาวคริสตจนขยายวงกว์าง้ กลายเป็นความขงแยังอย้ ่างรุนแรงข้ึน ทั้งน้ีเพราะพระผู้นําศาสนาในนิกายคาทอลิกและ กรีกออร์ธอดอกซ์ขณะน้นถั ือเอาเรื่องโครงสร้างภายนอกและพิธีกรรมเนียมซ ึ่งเป็นเปลือกนอกเป็น สําคัญ จนกระทงแกั่่นแทของศาสนาถ ู้กปิดบงถัูกเอาวตถัุเงินทองสาคํญกวัาความเช่ ื่ อตรงศรัทธาต่อ พระเจ้า มีการขยายใบลางบาปท ้ ้งๆทั ี่ไม่ใช่คําสอนของพระเยซูเป็นต้น เม ื่อไม่พอใจเกิดข้ึนอย่างรุนแรง จึงแยกตวไม ั ่ขึ้นกับศาสนจกรแหั ่งกรุงโรมและ กรุงคอนแสตนติโนเปิ ลแยกตวตั ่างหากเป็นนิกายแห่งการคดคัาน้ คือโปรแตสแตนท์ซึ่งแยกออกเป็น หลายนิกาย นิกายที่สําคญของโปรแตสแตนท ั ์ไดแก้ ่ นิกายลูเธอรัน นิกายคาลวิน นิกายองกลั ิกนั แบบติสท ์นิกายเพรสไปเทเรียน ฯลฯ ชาวคริสต์นิกายโปรแตสแตนทวๆไปจะถ ั่ ือปฏิบัติศีล 2 ประการ คือ ศีลลางบาป ้ และ ศีลมหาสนิท และเน้นให้ชาวคริสต์หมนอั่่านและศึกษาพระคมภั ีร์และพระวจนะของพระเยซู ชาวคริสตโปรแตสแตนท ์บางน์ ิกายปฏิบัติอยางเคร่ ่งครัดมาก เช่นมีการอดอาหารทุกวนศัุกร์และบาง นิกายกไม็ ่กิน กุง้กินหอยเป็นต้น
110 ชาวคริสต์นิกายโปรแตสแตนท์ทวไปเร ั่ียกวา่ “คริสเตียน” มีสัญลกษณั ์เป็นรูปไมกางเขน้ (ไม่มีพระเยซูถูกตรึง) พิธีกรรมสําคัญ พิธีกรรมทางศาสนาที่สําคัญ เรียกพิธีศีลศกดั์ิสิทธ์ิ 7 ประการคือ (เดือน คําดี. 2531:381) 1. ศีลล้างบาป หรือศีลจ่มุกระทาเมํ ื่อเป็นทารกหรือเม ื่ อเขาเป้ ็นศาสนิกชนพิธีนี้ทําตาม แบบของพระเยซูเม ื่ อก่อนทรงออกเทศนา ในนิกายคาทอลิก ปัจจุบันไม่จุ่มตวในน ั้าศํกดั์ิสิทธ์ิเทบน ศีรษะเพ ื่อเป็นสญลักษณั ์ของการลางบาป ้ ศีลน้ีสําคญทั ี่สุด ผู้ใดไม่ได้รับศีลลางบาป ้ จะไม่ได้ชีวิต นิรันดร์ 2. ศีลกาลํ ังกระทาอํ ีกคร้ังหน ึ่ งเม ื่ อพนว้ยเดั กและเป ็ ็นผใหญ ู้ ่แล้ว เพ ื่อเป็นคริสตศาสน์ ิกชน ที่สมบูรณ์ 3. ศีลมหาสนิท สําหรับคริสตศาสน์ ิกชนท ี่ สมบูรณ์ทุกคนอาจจะทาทํุกวัน ทุกสปดาห ั ์ ทุกเดือน หรืออยางน่ อยป ้ ีละ 1 คร้ังโดยทานขนมปังและเหลาองุ้่นเป็นสญลักษณั ์ตามแบบท ี่ พระเยซู ไดกระท้าแกํ ่อัครสาวก ในพระกระยาหารม้ือสุดทายก้ ่อนทรงถูกตรึง เพ ื่อเป็นท ี่ ระลึกถึงการท ี่ ทรง เล้ียงพระกายและพระโลหิต เพ ื่ อมนุษยจะได ์หลุ้ดพนจากบาป ้ ขนมปังคือพระกาย และเหลาองุ้่น คือพระโลหิต ฝ่ายคาทอลิกเช ื่ อวาในขณะท ่าพํ ิธีนี้ขนมปังและเหลาองุ้่น จะถูกเนรมิตแปรสภาพเป็น พระกายและพระโลหิตของพระเยซูอยางแท่งจร้ ิงผู้ที่ได้รับจะมีชีวิตนิรันดร 4. ศีลแกบาป ้ สําหรับคาทอลิกท ี่ไดกระท้ าบาปประสงค ํ จะได ์ ้รับการอภยบาป ั ต้องไป สารภาพบาปน้นตั ่อนกบวชดัวยความส ้านํ ึกผิดอยางแท่จร้ ิงถือวาน่กบวชจะั อํานวยได้รับอานาจใน ํ การยกบาปโดยตรงจากสันตะปาปา ซึ่งเป็นผแทนของพระเยซ ู้ ูคริสต์ นักบวชจะอวยพรยกบาป จะตกเตั ือนสงสอนมั่ิให้ทําบาปอีก และกาหนดกํ ิจศาสนาใหกระท้าเพํ อใช ื่ โทษ ้แต่ผู้ใดสารภาพดวย้ ความไม่จริงใจหรืออาพรางความบาป ํกถื็อเป็นบาปอยางหน่ ัก 5. ศีลเจิมคนไข้กระทาเมํ ื่อคนไขเจ้บหน็ กใกล ัจะตายเม้ ื่ อชาระบาปคร ํ้ังสุดทาย้และช่วย ให้มีสติกาลํงความสามารถตั ่อสู้ความตายได้ถึงที่สุด เป็นการบรรเทาวิญญาและร่างกายของผู้ป่วย โดยบาทหลวงใช้นํ้ามนศักดั์ิสิทธ์ิเจิม ทาท ี่ ตา หู จมูก ปาก มือ และเทาของคนไข ้ ้พร้อมกบั สวดอวยพร ทุกคนภายในบานจะต้ องสวดพร ้ ้อมกนั 6. ศีลสมรสหรือศีลกล่าว กระทาแกํ ่คู่บ่าวสาวในพิธีสมรสผู้ที่รับศีลสมรสโดยถูกตอง้ แล้ว จะหยาร่ ้างกนไม ั ่ได้และหามสมรสใหม ้ ่ ในขณะที่ สามีภรรยายงมั ีชีวิตอยู่การจดทะเบียน สมรสตามกฎหมายโดยไม่ได้รับศีลสมรส ไม่ถือวาเป่ ็นสามีภรรยาโดยถูกตองตามกฎของศาสนา ้
111 7. ศีลอนุกรม เป็นศีลบวชให้บุคคลเป็นบาทหลวงผู้มีอํานาจโปรดศีลอนุกรม คือ สังฆราชซ ึ่ งถือเป็นผแทนของพระเยซ ู้ ูคริสต์เม ื่ อรับศีลอนุกรมแลวไม ้ ่อนุญาตใหสมรส ้กฎขอน้ ้ี เกิดข้ึนหลงพระเยซัูราวตนสม ้ยกลางัเดิมสาวกในสมยแรกมั ีครอบครัวได้ต่อมาเริ่มมีพวกพระไม่ สมรสข้ึน ศาสนจกรจั ึงออกกฎตายตวหัามพระท้ ี่รับศีลอนุกรมสมรส สรุปท้ายบท ศาสนาคริสตเป์ ็นศาสนาที่มีผู้นับถือทวโลกมาก ั่เป็นอนดั บสองของโลกเน ั ื่ องจากศาสนา คริสต์มีการเผยแพร่ศาสนาอยางจร่ ิงจงมาโดยตลอดจนถ ั ึงปัจจุบัน และเป็นศาสนา ประจาชาตํ ิของ ชาติตะวนตกัส่วนใหญ่หลายประเทศซึ่งมีความเจริญทางวตถัุวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยอยีางสู่ง ฉะน้นพั ิธีทางศาสนาและธรรมเนียมประเพณีที่ชาวตะวนตกนับถั ือและปฏิบัติตามความเช ื่ อของ ศาสนาคริสต์จึงถูกถ่ายทอด เลียนแบบมาสู่ตะวนออกแพรั ่หลายทวโลก ั่กลายเป็นค่านิยมและ วัฒนธรรมที่มีอิทธิพลเป็นที่รู้จักกนทั วโลก ั่เช่น เทศกาลคริสตมาส์ วันวาเลนไทน์เป็นต้น การไม่ทําความชวเพั่ ื่ อกาหนดทํ ิศทางตามมาตรฐานศีลธรรมในความหมายของ ศาสนา คริสต์คือ 1. การสอนเนนหน้กเรั ื่ องคุณธรรม อันไดแก้ ่ความรัก ความหวัง ความเชื่อ ความบริสุทธ์ิ ความสุขุมมีสติ ความอ่อนนอมถ้ ่อมตน ความเอ้ือเฟ้ือเผอแผ ื่ ่เมตตา ความอดทนต่อความทุกข์ ทรมานและการใหอภ้ยกันั 2. หลกจรั ิยธรรมที่มีส่วนเก ี่ ยวกบสังคมั ไดแก้ ่ความสมพันธั ในครอบคร ์ ัว ระหวางสาม่ ี ภรรยา พอลู่ก นายกบคนไข ั ้เพ ื่ อนบานและเพ้ ื่ อมนุษย์ต่างศาสนา ความรอบคอบไม่ยัวย่ ุท้าทาย การแสวงหาความสงบและความเมตตากรุณา แม้มิใช่ในหมู่มิตร 3. ความสมพันธั ในฐานะท ์ ี่เป็นประชากรของสงคมั มีความเช ื่อฟังต่อผู้มีหนาท้ ี่รักษา กฎหมาย ความซ ื่ อสตยั ์ต่อศีลธรรมของพระเจ้า ความอดทนต่อการเบียดเบียนดวยความแข้งแกร็ ่ง อดทน มีความสานํ ึกในหนาท้ ี่เป็นความรับผดชอบของตนิ เม ื่ อสรุปคาสอนในศาสนาคร ํ ิสตแล์วจะเห้ ็นวา่ศาสนาคริสตสอนเน์นหน้ ัก ในเรื่ องความ รักคือ สอนให้รักคนอื่น หรือรักเพ ื่ อนบานและร้ ักพระเจ้าจึงไดเช้ ื่ อวาเป่ ็นศาสนาแห่งความรัก
112 แบบฝึกหัด บทท 6 ี่ ศาสนาคริสต ์ 1. จงอธิบายประวัติและสภาพทวไปของศาสนาคร ั่ิสตโดยละเอ ์ ียด 2. เน้ือหาของเทศนาบนภูเขาของพระเยชูเป็นเช่นไรอธิบาย 3. หลกจรั ิยธรรมในพระคมภั ีร์เก่าและพระคมภั ีร์ใหม่แตกต่างกนอยั างไรอธ ่ ิบาย 4. หลกความเชั ื่ อเดิมและหลกความเชั ื่อในการต่อมาของศาสนิกชนแตกต่างกนอยั างไร ่ อธิบาย 5. จงอธิบายพิธีกรรมและนิกายในศาสนาคริสต์มาพอเข้าใจ
บทท 7 ี่ ศาสนาอสลามิ ดินแดนถิ่นกําเนิดของศาสนาอสลามิ ศาสนาอิสลามเป็นศาสนาสากล คือมีผู้นับถือศาสนาน้ีหลายชาติหลายภาษาทวโลก ั่ เป็นศาสนาใหญ่ เป็นหน ึ่งในสามของโลก ซึ่งไดแก้ ่พุทธศาสนา ศาสนาคริสตและศาสนาอ์ ิสลาม เป็นศาสนาที่มีจํานวนผู้นับถือมากเป็นอนดั บสามของโลก ั (นงเยาว์ชาญณรงค. 2531 : 391) ์ (ปัจจุบันมีชาวมุสลิมทวโลกประมาณ ั่ 700 ล้านคน หรือเท่ากบั 1 ใน 6 ของประชากรท้งหมดั ของโลก) ประเทศที่นับถือศาสนาอิสลามเป็นศาสนาประจําชาติ ไดแก้ ่กลุ่มประเทศอาหรับ และ อิหร่าน ปากีสถาน บังคลาเทศ อินโดนีเซีย มาเลเซีย อียิปต ์ตุรกี ฯลฯ นอกจากน้ีประเทศที่มี ประชากรนบถั ืออิสลามเป็นจานวนมากได ํแก้ ่ อินเดีย จีน ไทย สเปน สําหรับประเทศไทยมีชาว มุสลิมอยทั ู่วทุ่กจงหวั ัด และมีมากที่สุดทางภาคใต้ไดแก้ ่ปัตตานียะลา นราธิวาสและสตูล 4 จังหวัด ภาคใตของไทยน ้ ้ี รัฐไดอนุ้ญาตให้ใชกฎหมายอ้ ิสลาม ศูนยกลางของศาสนาอ์ ิสลามทวโลกม ั่ี 2 แห่ง คือ ทางทิศตะวนออกและทั ิศใตของพรหมแดนประเทศปาก ้ ีสถานและกลุ่มประเทศอาหรับ และอิหร่าน ศาสนาอิสลามเป็นศาสนาเอกเทวนิยม คือ นับถือศรัทธาในพระเจาสู้งสุดพระองคเด์ ียว ไม่นับถืออ ื่นใดอีก คําวา่ “อิสลาม” เป็นภาษาอาหรับ แปลวา่ สันติ (ศานติ) การยอมรับ การนอบนอมผ้ ู้นับถือศาสนาอิสลามเรียกวา่ “มุสลิม” ผู้นอบนอมตน้ ผู้แสวงหาสนตั ิ ศาสนาอิสลามเกิดในดินแดนทะเลทรายในทวีปเอเชีย ซึ่งโดยทวไปเร ั่ียกวาตะว่นออกกลางั ซึ่งเป็นดินแดนถิ่นฐานของชาวอาหรับ ตามตานานกลํ ่าวว่าชาวอาหรับที่นับถือศาสนาอิสลามน้นสั ืบเช้ือสายมาจากบรรพบุรุษ ผู้นับถือและศรัทธาต่อพระเจาอย้ างสู่งสุดคนเดียวของยิว คือ “อับราฮัม” อิสมาเอล และมารดา ไดแยกออกมาต้ ้งถั ิ่นฐานในทะเลทรายรอบบริเวณใกล้ๆ วิหารกาบะฮฺตามตานานกลํ ่าววาเม่ ื่ อวยเดั ็ก อิสมาเอลเป็นผู้ค้นพบบ่อน้าพํ ุที่พุงข่้ึนมาจากทรายบ่อน้านํ้ีชาวอาหรับทวไปน ั่บถั ือวาเป่ ็นบ่อน้าอํ ัน ศักด์ิสิทธ์ิใกล้ๆ วิหารกาบะฮฺนันเอง่ ชาวอาหรับเป็นชนเผาท่ ี่มีความเจริญทางอารยธรรม ศิลปวฒนธรรมตั ่างๆ สูง เช่นมีภาษา เป็นของตนเอง มีการปกครองแบบประชาธิปไตย มีศิลปะวิทยาการ มีการเดินทางค้าขายดินแดน
114 ชนชาติต่างๆ ที่มีแหล่งอารยธรรมท ี่ เจริญทวโลก ั่มีความรู้สูงในวชาดาราศาสตริ ์ มีการกาหนดํ ปฏิทินข้ึนเอง ฯลฯ ข้อเด่นของชาวอาหรับท ี่ คนทวไปร ั่ ู้จักคือ หัวหนาเผ้า่ ภาษา พรม อูฐและความรู้เร ื่ อง ดาราศาสตร์เป็นอยางด่ ี หัวหนาเผ้ ่าชาวอาหรับอย่กูนเป ั ็นเผ่าเป็นหมู่เหล่า เป็นตระกูลมีหัวหนาซ้ ึ่ งมาจากการ เลือกต้งโดยเล ั ือกบุคคลที่มีคุณธรรม มีความสามารถ มีอาวโสสุ ูงสุด มีคุณสมบัติของผู้นํามาเป็น หัวหนาเผ้า่ ผู้นําเผาต่าแหนํ ่งน้ีเป็นตาแหนํ ่งถาวร จะเลือกหวหนั าคนใหม ้ ่กต็ ่อเม ื่ อคนเก่าตาย หัวหน้า เผาม่ ีอํานาจเดดขาดในการปกครองและการต ็ดสั ินใจ ภาษาอาหรับ นับเป็นภาษาที่ยอมรับในบรรดานกดาราศาสตรั ์วา่ เป็นภาษาท ี่ไม่มีภาษา ของชนชาติใดจะเทียบไดในด ้านความล้ ึกซ้ึง และความละเอียดอ่อนทางภาษา มีจังหวะเร้าใจมี ความหมายลึกซ้ึง รํ่ารวยคํา เป็นภาษาท ี่ เอ้ือต่อการประชาสมพันธั ์และสาเนํ ียงจงหวะของภาษาทั ี่ เปล่งออกมามีพลงอัานาจตํ ่อผไดู้ ้ยินได้ฟังมา ชาวอาหรับสมยโบราณม ั ีความเช ื่ อและนบถั ือหลากหลาย มีความเช ื่ อนบถั ือบ่อน้าศํกดั์ิสิทธ์ิ ของอิสมาเอล เคารพบูชาหินกาบะฮฺนับถือบูชาเทพเจ้าต่างๆ มากมาย นับถือดวงดาวและดวงจนทรั ์ วาเป่ ็นเทพเจ้า นับถือภูเขา ลําธาร ต้นไม ้จอมปลวก เป็นต้น มีความเช ื่ อเร ื่ องภูต ผี ปีศาจ ถือโชคลาง ไสยศาสตร์ โหราศาสตร์ มีการป้ันรูปเคารพ เป็นตวแทนของสั ิ่งต่างๆ ที่ตนนบถั ือไว้เช่น สังเวยบูชาเป็นประจาในว ํ ิหารหินกาบะฮฺ มีรูปเคารพ ต่างๆ มากมาย ศูนยกลางความเช์ ื่ อของชาวอาหรับอยที่ ู่เมืองมกกะฮัฺเพราะเป็นที่ตั้งของวิหารกาบะฮฺและ บ่อน้าพํทรายศุกดั์ิสิทธ์ิของอิสมาเอล ชาวอาหรับทวไปท ั่ ้งชาวยัวและชนชาติ ิต่างๆ เดินทางมาสกการะั ต่อหินกาบะฮฺและจะด ื่ มน้าพํทรายศุกดั์ิสิทธ์ิจนเกิดการค้าโดย พอค่าเข้าดู้แลบ่อน้าํพุทรายข้ึนและ ผูกขาดการขายน้าแกํ ่ผู้เดินทางมาสกการะทั วไป ั่ ผู้คุมกองคาราวานเดินทางมามากมายตลอดปีเกิดการคาขายเจร้ ิญรุ่งเรืองจนทาให ํ ้ นครมกกะฮัฺกลายเป็นเมืองสาคํญและเจรั ิญมาก เป็นศนยูกลางศาสนาของน์กแสวงบัุญทวโลก ั่เป็น ศูนยกลางการค์าขายของกองคาราวาน้ เพราะเป็นเมืองผานของพ่อค่าท้ ี่ ขนส่งสินคาทางทะเลแดง้ ต้องเดินผานเม่ ืองมกกะฮัฺ
115 พระเจ้าของศาสนาอสลามิ ศาสนาอิสลามเป็นศาสนาเอกเทวนิยม นบถั ือพระเจาองค้เด์ ียวผเปู้ ็นพระเจาสู้งสุดผสรู้ ้าง โลก สร้างมนุษยและท์ุกสิ่งทุกอยางในโลก ่ ทรงพระนามวา่ “อัลเลาะฮฺ” แต่ชาวมุสลิมท ี่ เคร่งครัด จะไม่เอ่ยนามพระเจาหร้ ือถาหากต้องการเอ้ ่ยพระนามกจะเอ็ ่ยพระนามเฉยๆ แต่จะมีสร้อยคาตํ ่อทาย้ เพ ื่ อแสดงความเคารพสูงสุด ชาวมุสลิมทุกคนตองม้ ีศรัทธาอยางม่นคงตั่่อพระเจ้า ในการทานมาชวํนละั 5 คร้ังน้นั ชาวมุสลิมจะสวดขอสรรเสร ้ ิญพระเจ้า ซึ่งมีปรากฏในคัมภีร์อัลกรอุ่านวา่ “ความสรรเสริญเป็นของพระอัลเลาะฮฺพระเจาของโลกท ้ ้งหลายั พระผทรงเมตตา ู้ พระผทรงกร ู้ ุณา ทรงเป็นเจาแห้ ่งวนตัดสั ินโลก เราบูชาพระองค์และเราวิงวอนพระองคขอความช์ ่วยเหลือ ทรงแสดงทางถูกตองแก้ ่เรา หนทางของบุคคลผู้ที่ท่านชอบ” ประวัติศาสดา ศาสดาผู้ก่อต้งศาสนาอั ิสลาม คือท่านศาสดา “นบี มูฮัมมัด ศอลฯ ท่านประสูติที่เมือง มักกะฮฺ เม ื่ อวนทั ี่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 570 (บางตาราบอกวําท่ ่านเกิดวนทั ี่ 20 เมษายน ค.ศ. 570 ดร. โมฮมมั ัด อัลดุลกาเดร์, ศาสนาอิสลาม หน้า 32) บิดาของท่านช ื่ ออบดัุลลอฮฺ มารดาชื่อ อามีนะฮฺ เม ื่ อท่านอายไดุ 3 ้เดือน บิดาท่านถึงแก่กรรม ต่อมา ไม่นานมารดาท่านกถึ็งแก่กรรมอีก ท่านจึงอยกู่บปั ู่ ต่อมาปู่ กถึ็งแก่กรรม ลุงท่านจึงรับไปเล้ียงดูตั้งแต่เดกจนเต็ ิบโตใหญ่” ตระกลของทู่านนบีเป็นตระกลทูี่สืบเช้ือสายโดยตรงมาจากอิสลาม บุตรของอบราฮัมและั ตระกลของทู่านได้รับการยกยองจากเม่ ืองมกกะฮัฺวา่ มีความประพฤติเป็นที่น่านบถั ือ จึงมอบหมาย ใหตระก้ลของทู่านเป็นผู้ดูแลวิหารหินกาบะฮฺสืบหลายชวคนั่เผาของท่ ่านบีเป็นชาวอาหรับเผาก่รอุิช (กรุอยชา) หรือกเรชุ ในวยเยาวั ์ท่านนบีไดขย้นชั ่วยงานอาชีพของลุงท่านเป็นอยางด่ ีท่านขยนทัางานสํุขุม เยอกเยื ็น รักความยุติธรรมผดกิบเดักอ็ ื่ นๆ ที่อยในว ู่ยเดั ียวกนัจนคนทวไปน ั่ิยมเช ื่ อถือท่านวาม่ ี ความซ ื่ อสตยั ์คนทวไปจ ั่ ึงขนานนามท่านวา่ “อัล - อามิน” ซึ่งแปลวาผ่ ไวู้ ใจได ้ ้ตั้งแต่เยาว์วัย ท่านนบีได้ช่วยลุงประกอบอาชีพคาขาย้เดินทางแลกเปลี่ ยนสินคาไปย ้งดั ินแดนต่างๆ ตลอดมาบางคร้ังเม ื่ อว่างจากการเดินทางก็เล้ียงแกะในทะเลทรายจนท่านนบีโตเป็นหนุ่มท่านไม่มี เวลาวางเล่ ่าเรียน จึงไม่รู้หนงสั ือภาษาอาหรับ ท่านนบีอ่านไม่ออกและเขียนไม่ได้แต่ท่านก็มี
116 ประสบการณ์ศึกษาชีวิตและความรู้ต่าง ๆ จากการเดินทางของท่าน 10 ปี ทําให้ท่านเป็นผู้มีความรู้ เร ื่ องราวต่าง ๆ มากมาย ในขณะน้ันดินแดนอาหรับได้รับอิทธิพลของศาสนาใหญ่สองศาสนา คือศาสนายิว (ยูดาห์) และศาสนาคริสตในด ์ ินแดนอาระเบีย ในขณะน้นมั ีชาวยวและชาวอาหริ ับที่นับถือศาสนา ยิวและชาวคริสตมาต์ ้งถั ิ่นฐานอยู่และเดินทางมาติดต่อคาขายและแสวงบ ุ้ญอย่างมากตลอดเวลา โดยศาสนาคริสต์กาลํงทัาการเผยแพรํ ่ศาสนาอยางจร่ ิงจัง อยางไรก ่ ็ตามชาวอาหรับส่วนใหญ่ยังมี ความเช ื่ อถือผกพูนตั ่อความเช ื่ อดงเดั ิมของพวกตนอยางเคร่ ่งครัด เป็นการยากท ี่จะเปลี่ ยนความเช ื่ อถือ ของชาวอาหรับท้งหลายได ั ้เพราะพวกเขานบถั ือต่อกนมาหลายพั นปั ีจนเขาไปในสายเล ้ ือด จากอิทธิพลของศาสนาใหญ่ ซึ่งเป็นศาสนาที่สืบเน ื่ องกนดังกลั ่าว จึงสนนั ิษฐานได้วา่ ศาสนาอิสลามมีรากฐานจากศาสนาดงกลั ่าวน้นั ในวยหนัุ่มท่านนบีได้รับการยกยองว่าม่ ีความสามารถคุมกองคาราวานได้ดีที่สุดคนหนึ่ง ในบรรดาหวหนัาคุ้มกองคาราวานท้งหมดในนครม ักกะฮัฺ ท่านนบีได้รับจางคุ้มกองคาราวานใหแก้ ่ หญิงหมายช้ ื่อคาดิยะฮฺ ผู้มีฐานะดีมีอาชีพคาขายแต้ ่สามีถึงแก่กรรมแล้ว นางจึงคุมกิจการคาเองและ้ จ้างท่านบีมาทาการคํ ้า ท่านนบีทํางานดวยความสามารถซ ้ ื่อตรงเป็นท ี่พอใจแก่นางมาก ประกอบกบั บุคลิกลกษณะสัุขุมรอบคอบ น่าเช ื่ อถือเกินอายุท่าน ทําใหนางตกลงสมรสก ้บัท่านนบีขณะน้นั ท่านนบีอายไดุ 25 ้ ปี และนางมีอาย 40 ุปี แต่ยังสาวสวยกวาอาย่ ุนางเป็นคฤหบดีมีกิจการค้า ใหญ่โต เป็นท ี่เกรงใจของคนทวไปในเม ั่ ือง มักกะฮฺ การสมรสคร้ังน้ีทําให้ท่านนบีเป็นที่รู้จักคน ทัวไป ่ และท่านกได็ ้ช่วยเหลือกิจการค้า ครอบครัวอยางเต่มความสามารถ็ เม ื่ อท่านแต่งงานแล้ว ท่านกประกอบการค ็าเช้ ่นเดิมและมีความสุข อายของทุ่านกเพ็มขิ่ ้ึน ท่านจึงงดการควบคุมกองคาราวาน โดยให้ลูกจางท้าแทนํ ตัวท่านหนมาสนใจในการพ ั ิจารณาใน ศาสนาต่าง ๆ ท่านสนใจในศาสนายวและศาสนาคริ ิสต ์ และในขณะเดียวกนทั ่านกเห็ ็นความงมงาย ไร้สาระและการประพฤติตนไปในทางที่ผิดของชาวอาหรับท้งหลายและทั ่านนบีกคร็ุ่นคิดหาทาง แกไข้ ท่านนบีมักจะปลีกตวไปใช ัเวลาน้ งสงบจั่ิตใจถ้าตามภํูเขารอบ ๆ นครมกกะฮัฺเสมอเพ ื่อใฝ่หา ความสงบ สันติและคิดหาทางแกไขสภาพส ้งคมชาวอาหรั ับในคร้ังน้นั ในวนหนั ึ่ งขณะที่ท่านนงสงบอยั่ภายในถ ู่้าของภํูเขาฮีเราะฮฺเทพกาเบรียลไดปรากฏต ้วตั ่อ หนาท้ ่านนบี แลวกล้ ่าววา่ “เราคือเทพกาเบรียล “จงอ่าน” “ข้าพเจาอ้ ่านไม่ออก” มูฮัมมดตอบั มีเสียงสงให ั่เขาอ้ ่านอีก มูฮัมมดได ัอธ้ ิบายวาท่ ่านไม่สามารถอ่านออก เม ื่ อมีเสียงสงเปั่ ็น คร้ังท ี่ 3 มูฮัมมดถามวัา่ “ข้าพเจ้าจะอ่านอยางไร ่แลวม้ ีเสียงตอบวา่
117 “จงอ่านในนามของพระอัลเลาะฮฺ ผู้เมตตาและกรุณา จงอ่านในนามของพระอัลเลาะฮฺ ผู้ทรงสร้างมนุษย์ด้วยปากกาและทรงสอนมนุษย์ถึงสิ่งท ี่เขาไม่รู้” เม ื่ อต ื่ นข้ึนมูฮัมมดจัาเรํ ื่ องท ี่ เสียงน้นกลั ่าวไวอย้างช่ดเจนเสมั ือนวาค่าเหลํ ่าน้นถัูกจารึกไว้ ในหัวใจของท่าน มูฮัมมดได ัออกจากถ้ ้าและทํ ่านได้ยินเสียงอีกว่า“โอมูฮัมมัด เจาเป้ ็นทูตของ พระอัลเลาะฮฺและเราคือเทพกาเบรียล” การเปิดเผยของพระเจาคร้ ้ังน้ีทําให้ท่านนบีมูฮัมมดหนั กใจ ั ท่านไดเล้ ่าความในใจใหแก้ ่นางคาดิยะฮฺภรรยาของท่านฟัง และภรรยาของท่านไดพยายามท้ าใหํ ้ ท่านนบีมูฮัมมดสงบและเยัอกเยืนลง็เมื่อการเปิดเผยของพระเจามาถ้ ึงท่านนบีมูฮัมมดบั ่อยคร้ังข้ึน นางไปตามหาอกษณั ์ผู้ฉลาดมาบนทั ึกถอยค้าทํ ี่ เทพกาเบรียลแสดงแก่ท่านนบี ซึ่งท่านนบีเรียก “คัมภีร์อ่าน” เพราะเทพกาเบรียลบงคั บให ั ้ท่านอ่าน ท่านนบีเป็นบุคคลที่มีบุคลิกภาพที่สุขุม เยอกเยื ็น รอบคอบแต่จริงจัง เดดขาดในสงคราม ็ แมพระองค้จะม์ ีฐานะสูงส่งเป็นท้งศาสดาของศาสนาอั ิสลาม และเป็นกษตรั ิย์ปกครองอาณาจกรั อิสลามอนกวั างใหญ ้ ่ไพศาล มีกองทพอันเกรั ียงไกรนบแสนคนัแต่พระองค์กคงใช ็ ้ชีวิตเรียบง่ายไม่ ฟุ้งเฟ้ อ โอ่อ่าตามฐานะ พระองคใช์เส้ ้ือผาง้ ่าย ๆ ธรรมดาเป็นผาฝ้ ้าย ไม่ใช่ผ้าสกหลาดหรั ือผาไหม ้ ซึ่งเป็นที่นิยมแพร่หลายของผู้มีฐานะดีในสมยนั้นั โดยปกติแลวท้ ่านนบีเป็นคนสุภาพถ่อมตนอยเปู่็นนิจ พร้อมท ี่จะใหอภ้ ยโทษให ัแก้ ่ศัตรู และพร้อมท ี่ จะช่วยเหลือคนอื่น พระองคทรงต์าหนํ ิและสงหั่ามม้ ิใหทหารกระท้าทารํุณแก่ศตรู ท่านนบีไดแต้ ่งงานอีกหลายคร้ังหลงจากภรรยาคนแรกถั ึงแก่กรรม แต่การแต่งงานใน คร้ังหลงๆั มักเป็นเหตุเพ ื่ อช่วยเหลือสตรีเหล่าน้นัหรือบิดามารดาพยายามยกใหพระองค้ ์หรือ เหตุผลทางการเมือง เพอผ ื่ กพูนชนเผัาอาหร่ ับต่างๆ ภรรยาคนหน ึ่ งซ ึ่งเป็นคนโปรดของท่าน ชื่ออาซาฮฺ เป็นธิดาของท่านอาบูมาร์คเพ ื่ อนสนิท และเป็นกาลํงสัาคํญของทั ่านซ ึ่ งยกลูกสาวใหแก้ ่ท่าน ท่านนบีมีบุตรหลายคน แต่เสียชีวิตต้งแตั ่ยังเด็ก คงยงเหลั ืออยแตู่่บุตรสาวคนเดียวชื่อ ฟาติมะ ซึ่งเกิดจากนางคาดิยะฮฺภรรยาคนแรกของท่าน ท่านนบีไดยกฟาต ้ ิมะใหแต้ ่งงานกบทั ่านอาลี ตาลิบ ซึ่งเป็นหลานของพระองคและเป ์ ็นลูกชายของลุงผู้เล้ียงดูท่านมา ท่านอาลีเป็นผู้ติดตาม ผู้ซื่อสตยัของท์ ่านนบีและต่อมาไดเป้ ็นผู้นํานิยายซีอะฮฺ ตลอดเวลา 23 ปี ท่านนบีได้ต่อสู้ในการประกาศศาสนาและสงสอนชาวมัุ่สลิมท้งหลายั พระองค์สิ้นพระชนมเม์ ื่ ออาย 63 ุปี ในวนทั ี่ 28 มิถุนายน ค.ศ. 632 ที่เมืองมะดีนะฮฺหลงจากทั ี่ กลบจากการนมันสการทั ี่ เมืองมกกะฮัฺแล้ว
118 โครงสร้างของศาสนาอสลามิ โครงสร้างของศาสนาอิสลามพอจะนามากลํ ่าวโดยสงเขปด ังตั ่อไปน้ี 1. หลกศาสนาั 1.1 ศรัทธาต่ออลเลาะฮัฺ 1.2 ศรัทธาต่อมะลาอิกะฮฺ 1.3 ศรัทธาต่อคมภั ีร์ของพระเจ้า 1.4 ศรัทธาต่อศาสนทูต 1.5 ศรัทธาต่อวนอวสานั 1.6 ศรัทธาต่อกฎกาหนดสภาวะํ 2. หลกการปฏ ั ิบัติ 2.1 ความสัมพนธั ์ระหว่างมนุษย์กบอัลเลาะฮัฺการนมสการวันละั 5 คร้ัง การถือศีลอดและการประกอบพิธีฮัจย์ 2.2 ความสมพันธัระหว์างมนุ่ษย์กบมนัุษย ์บริจาคทาน การแต่งงาน การหยา่ มารยาทความประพฤติที่ควร สัจจะท้งกายั วาจา ใจ ตรงต่อหนาท้ ี่ ตรงต่อเวลามีความละอาย ฯลฯ ความประพฤติที่ไม่ควรหกหลั ัง ยุยง ใส่ใคล ้เป็นพยานเท็จ หูเบา นินทา เป็นต้น 2.3 หนาท้ ี่ ของมนุษย์กบสังคมและครอบครั ัว หนาท้ ี่ ของพอแม่ ่ลูก หนาท้ ี่ ของสามี ภรรยา หนาท้ ี่ต่อเดกก็าพรํ ้า คนยากจน หนาท้ ี่ต่อคนรับใช้แม่หมาย้หนาท้ ี่ต่อเพ ื่ อนบานแขก้หนาท้ ี่ ต่อชาติบ้านเมือง 2.4 กฎหมาย มรดก อาญา การทาสํญญาั ฯลฯ 2.5 เศรษฐกิจ การค้า กรรมสิทธ์ิ ดอกเบ้ีย ฯลฯ 2.6 การเมืองและการปกครอง หนาท้ ี่ ของรัฐ หนาท้ ี่ ของผปกครองและผ ู้ ใตู้ ปกครอง ้ 3. หลกศรั ัทธา 6 ประการ 3.1 การศรัทธาในในอลเลาะฮัฺหลกการนั้ีมีข้ออธิบายว่าเป็นการศรัทธาโดย ปราศจากข้อสงสยใดๆ ัวาพระองค่ ์คืออัลเลาะฮฺทรงมีอยจรู่ิง ทรงดารงอยํ ด้ ู่วยพระองคเอง์ ทรงมา ตั้งแต่เดิมโดยไม่มีสิ่งใดมาก่อนพระองค์ทรงดารงอยํ ่ตลอดกาลูไม่มีสิ่งหน ึ่ งสิ่งใดอย่หลูงจากั พระองคทรงสร์ ้างทุกๆ อยางให ่ ้ท้องฟ้า ในพิภพ สิ่งต่างๆ เหล่าน้นตัองพ้ ึ่ งพระองค์แต่พระองค์ ไม่ต้องพ ึ่ งผใดหร ู้ ือสิ่งใด ทรงเดชานุภาพเหนือทุกสิ่งทุกอยาง่ ทรงเพยบพรี ้อมไปดวยคุ้ณลกษณะั อันประเสริฐ
119 นอกจากจะสอนให้ตระหนกวัาอ่ ัลเลาะฮฺมีจริงแล้ว ศาสนาอิสลามยงเนั นให ้ ้ยอมรับ วาอ่ ัลเลาะฮฺเป็นพระเจาองค้เด์ ียว ไม่มีพระเจาแห้ ่งความดีพระเจาแห้ ่งความรัก พระเจาแห้ ่งสงคราม พระเจาแห้ ่งความชวั่ ฯลฯ 3.2 ศรัทธาในมะลาอิกะฮฺมะลาอิกะฮฺเป็นผู้รับใชหร้ ือเป็นข่าวของอลเลาะฮัฺ ประเภทหนึ่งท ี่ไม่อาจมองเห็นตวตนัหรือทราบรูปร่างแทจร้ ิง บรรดามะลาอิกะฮฺนี้ปราศจากความ ผิดพลาดบริสุทธ์ิจากความมวหมองทั้งมวลั มีคุณสมบัติไม่เหมือนมนุษย์คือไม่กิน ไม่นอน ไม่มีเพศ สามารถจาแลงรํ ่างได้ มะลาอิกะฮฺถูกสร้างข้ึนมาเพ ื่ อมามากมายและทาหนําท้ ี่ต่าง ๆ กนั เพ ื่ อรับใช้อัลเลาะฮฺ โดยเคร่งครัด อาทิเป็นผู้นําโองการมาถ่ายทอดใหศาสดาบ ้นทั ึกความดี ความชวของมนัุ่ษย ์ติดตาม มนุษยไปตลอดช ์ ีวิต ฯลฯ 3.3 การศรัทธาในคมภั ีร์ของพระเจ้า คือศรัทธาว่าอลเลาะฮัฺทรงประทานคมภั ีร์ ให้กบบรรดาศาสนทัูต เพ ื่ อนาไปประกาศให ํ ประชาชนได ้ ้รับทราบถึงหลกคัาสอนซํ ึ่งโดยสรุปแล้ว มี 2 ประการ คือ 3.3.1 สอนถึงความสมพันธั ์ระหวางมนุ่ษย์กบพระเจั ้า 3.3.2 สอนถึงความสมพันธั ์ระหวางมนุ่ษย์ด้วยกนั บรรดาคมภั ีร์ที่ประทานมาน้นมาในล ักษณะและวั ิธีประทานต่าง ๆ กนดังนั้ี 1) ถ่ายทอดองคการต์ ่าง ๆ เขาในจ ้ ิตใจของศาสดา 2) การได้ยินเสียงในลกษณะทั ี่ อยในภว ู่งคัหร์ ือฝัน 3) โดยมะลาอิกะฮฺ มีนามวาญ่ ีบรีลถูกส่งมาพร้อมกบโองการของพระเจ ั ้า นํามาใหศาสดาด ้วยค้าพํดอูนชัดเจนั สําหรับคมภั ีร์อัลกรอุ่านได้ถูกบนทั ึกไว้ตั้งแต่ศาสดามูฮัมมสยังมั ีชีวิตอยู่และได้ ถูกท่องจาโดยสาวกของท ํ ่านอีกดวย้ อัลกรอุ่านาไม ํ ่เคยมีการปรับปรุงแกไขอย ้ างใด ่ มิใช่วรรณกรรม ที่มนุษยประพ ์นธั ์ขึ้นมา แต่ถูกประทานมาจากองค์อัลเลาะฮฺเจ้า คัมภีร์อัลกรอุ่านเป็นธรรมนูญชีวิตของชาวมุสลิม เป็นภาษาอาหรับ อัลเลาะฮฺ ทรงประทานแก่ศาสดาเมื่อ 1,400 ปีมาแล้ว โดยท่านนญีบรีลหรือเทพกาเบรียลเป็นส ื่ อกลาง อัลกุรอ่านไดวางหล้กเกณฑัของการศร์ ัทธาไวตลอดจนแนวทางการด้าเนํ ิน ชีวิตการปฏิบัติศาสนกิจตามหลกแหั ่งอิสลาม เพียบพร้อมดวยว้ ิทยาการต่างๆ ทั้งในดานกฎหมาย้ ปรัชญา ศีลธรรม ประวัติศาสตร์และอ ื่ นๆ ส่วนเร ื่ องราวเก ี่ ยวกบมนัุษย์นั้นอลกัรอุ่านได้บันทึกไว้ โดยละเอียด ลึกซ้ึงต้งแตั ่เกิดจนหมดลมหายใจ ตายแลวไปอย ้ ที่ ู่ใด กบยังมั ีคําตอบวามนุ่ษยเก์ ิดข้ึนมา
120 ไดอย้ างใด ่เกิดมาทาไม ํแจกแจงรายละเอียดความสมพันธั ์ระหวางมนุ่ษย์กบพระเจั ้า มนุษย์ต่อ มนุษย ์และมนุษย์กบตัวเขาเองั คัมภีร์อัลกรอุ่าน มีทั้งหมด 114 บท สั้นบาง้ ยาวบาง้ และไดแบ้ ่งออกเป็น 30 ภาค การศึกษาคมภั ีร์อัลกรอุ่านเป็นหนาท้ ี่ ของชาวมุสลิมทุกคน ไม่วาเด่กหร็ ือผใหญ ู้ ่ บิดามารดา มีหนาท้ ี่ สอนอลกัรอุ่านใหแก้ ่บุตรธิดาของตนให้สามารถอ่านออกและเขาใจเน ้ ้ือหา เพอน ื่ าไปปฏ ํ ิบัติ ได้ 4) การศรัทธาในบรรดาศาสนทูตท้งมวลั ใหศร้ ัทธาวาอ่ ัลเลาะฮฺทรงคดเลั ือก บุคคลใหเป้ ็นผู้สื่อสาร นําบทบญญั ัติของพระองคมาส์งสอนแกั่่ปวงชน อันกรอุ่านสอนวาศาสนทู่ต นั้นมาสอนปวงชนของทุกยคทุ ุกสมัย และมาสิ้นสุดทายค้ ือท่านนบีมูฮัมมัด รวมท้งสั ิ้นมี 25 ท่าน ที่ปรากฏในคัมภีร์อัลกรอุ่าน มุสลิมทุกคนตองศร ้ ัทธาในบรรดาศาสนทูตท้งมวลั จะละเวนท้ ่านหน ึ่ งท่าน ใดมิไดและถ้ ือวาท่้งั 25 ท่านน้นเป ั ็นมุสลิมและเป็นบ่าวของอัลเลาะฮฺเหมือนกนั 5) การศรัทธาต่อวนปรโลก ั มีหลกการอยัวู่าต่องม้ ีวันหน ึ่งเป็นวนพั ิจารณาผล กรรมของมนุษย์ทั้งหมด ทั้งน้ีเม ื่ อทุกสิ่งทุกอย่างในจกรวาลได ั ้พินาศแตกดบไปหมดแล ั ้ว จากน้ัน อัลเลาะฮฺจะไดให้ ้ทุกคนฟ้ืนคืนชีพมาชาระงานทํ ี่เขาประกอบไวในโลกน ้ ้ีผู้ประกอบความดีจะได้รับ การตอบสนองดวยส ้ ิ่งดี ผู้ประกอบกรรมชวกั่ จะได ็ ้รับผลตอบสนอง คือการลงโทษ ดังขอความว้า่ “ผู้ใดประกอบกรรมดีแมเพ้ยงนีอยน้ ิด เขากจะได ็เห้ ็นมนและผั ใดประกอบกรรมช ู้ วั่แมเพ้ ียงนอยน้ ิด เขากจะได้ ็เห็นมนเชั ่นกนั ” ดังน้ี 6) ศรัทธาต่อกฎสภาวะ กฎกาหนดสภาวะคํ ือระเบียบอนรั ัดกมทุ ี่อัลเลาะฮฺ ทรงกาหนดไว้ ํ ใหแก้ ่ชาวโลกการศรัทธาต่อกฎกาหนดสภาวะคํ ือการยอมรับในอานาจของอํลเลาะฮัฺ ที่ทรงครอบครองความเป็นไปของทุกสิ่ง การดาเนํ ินการของแต่ละสิ่งย่อมเป็นไปตามประสงค์ที่ พระองคทรงก์ าหนดไว ํ ้ทุกประการ เช่น การถือกาเนํ ิดชาติพันธุ์ เป็นต้น 4. หลกปฏ ั ิบัติ 5 ประการของอิสลาม (พิธีกรรม) 4.1 เพ ื่ อยนยืนความเชั ื่ อถือในเอกภาพของอลเลาะฮัฺและเป็นการให้คํามนสั่ญญาั วาตนจะเคารพภ่กดั ีต่อองค์อัลเลาะฮฺพระองคเด์ ียวไม่นําสิ่งใดมาเป็นภาคีกบพระองคั ์ และให้คํามนั่ วาท่ ่านศาสดามูฮัมมดเปั ็นศาสนทูต ของพระทูตของพระองค์ด้วย 4.2 ท่านนมสการวันละั 5 คร้ัง การทานมํสการวันละั 5 คร้ัง ในวนหนั ึ่ งกบคั ืน หน ึ่งเป็นการยืนยนวั ่า บุคคลน้นตัองอย้ ู่ในหลกศรั ัทธาเป็นกิจวตรทั ี่ต้องกระทาตอนเชําตร้ ู่ก่อน ดวงอาทิตย์ขึ้น เวลาบ่าย เวลาเยน็ เวลาพบคาและเวลากลางค ํ่ ืน
121 จุดมุ่งหมายของการนมสการั 5 เวลา คือ 1. ใหเก้ ิดความนอบนอมถ้ ่อมตน 2. ขัดเกลาจิตใจและสอนให้รู้จักมารยาทในการแสดงความภกดั ี 3. ให้รู้จักตรงต่อหนาท้ ี่ และตรงต่อเวลา 4. ใหตระหน้กถั ึงความเสมอภาค เคียงบ่าเคียงไหล่ ไม่แบ่งช้นวรรณะั 5. ให้เกิดความยาเกรงตํ ่อความเกรียงไกรของพระผู้เป็นเจ้า รักษาสัจจะ ซื่อตรง ไม่โลภมีความสานํ ึกต่อความเป็นธรรม 6. เคร่งครัดต่อระเบียบและเคารพกฎหมาย 7. รักษาความสะอาด การนมสการนั้ีจะทาคนเดํ ียวก็ได้แต่ถ้าทารํ ่วมกนเป ั ็นหมู่ยิ่งได้กุศลเพิ่มข้ึน มีข้อหามในการนม ้ สการเมั ื่ อเวลามึนเมา 4.3 การถือศีลอด เป็นหลกมัูลฐานของอิสลามขอหน้ ึ่ งที่มุสลิมทุกคนตองปฏ ้ ิบัติมี กาหนดขํ้ึนในทุกๆ ปีปีละ 1 เดือน คือตกในเดือนรอมฎอน อันเป็นเดือนท ี่ 6 แห่งปี อิสลาม นับ แบบจนทรคตั ิ การถือศีลอด คือการงดเวนจากการบร้ ิโภคและอื่ นๆ ตามที่กาหนดไว ํแน้ ่นอน มีหลกเกณฑั ในการปฏ ์ ิบัติ คือ 1. เป็นมุสลิม 2. มีอายบรรลุ ุศาสนภาวะ (ประมาณ 15 ปี) 3. มีสติสัมปชญญะั 4. มีพลงความสามารถทั ี่ จะถือปฏิบัติได้ กิจกรรมท ี่ กระทาในพ ํ ิธีศีลอด คือ 1. ตั้งจิตปรารถนา (บรยะฮฺ) ไวแต้ ่กลางคืนวาตนเองจะถ่ ือศีลอด 2. งดเวนการก้ ิน ดื่มและอื่น ๆ ตามขอก้าหนดํ จุดประสงคของการถ์ ือศีลอด 1. เพ ื่ อทาใหํ ้จิตใจบริสุทธ์ิ 2. ให้รู้จักควบคุมจิตใจและตดกั ิเลส 3. ให้รู้จักรสของการมีขันติ 4. ให้รู้จักรสสภาพของคนยากจนอนาถาจะทาใหํเก้ ิดความเมตตาแก่คนทวไป ั่ จุดเริ่มตนของการเข้าถ้ ือศีลอดในเดือนรอมฏอนตามศาสนบญญั ัติคือ การดู ดวงจนทรั ์ ต้องถือวนถั ดไปอ ั ีกวนหนั ึ่งเป็นวนตันเด้ ือนรอมฏอน
122 ช่วงเวลาแห่งการถือศีลอดมีขึ้นเฉพาะกลางวัน นับต้งแตั ่รุ่งอรุณของวนจนั ดวงอาทิตยตกในว ์นนั้นั ส่วนกลางคืนเป็นช่วงเวลาปกติ จะกินหรือด ื่มไดโดยเสร ้ ี ข้อต่างอนมั ีส่วนทาใหํการถ้ ือศีลอดไร้ผลมีหลายข้อ ดังน้นในกรณ ั ีที่ผู้ถือศีลอด ต้องเสียผลไปดวยข้ อใดข ้อหน้ ึ่ง จึงมีความจาเปํ ็นตองชดใช ้ ในอ ้ ตราสั ่วนต่อวัน ยกเวนบางกรณ้ ี เท่าน้นั 4.4 การบริจาคทรัพยเป์ ็นทาน (ซะกาด) ในอิสลามมีข้อบญญั ัติวาด่วยเร้ ื่ องบริจาคอนเป ั ็นส่วนแห่งการประกนสั งคมไว ั ้ ด้วย และเร ื่องเป็นบทมูลฐานของอิสลามขอหน้ ึ่งใน 5 ข้อ ซึ่งมุสลิมที่มีฐานะพึงกระทาได ํ ้ ต้องทํา การบริจาคทรัพยเป์ ็นทานตามหลกการศาสนาแบั ่งเป็น 2 ประเภท โดยเฉพาะทานในเกณฑ์บังคับ คือ บัญญัติเฉพาะผู้มีฐานะดี โดยต้องเป็นส่วนแบ่งทรัพย์อันตนมีอยใหู่แก้ ่ผู้ถึงได้รับ 8 จําพวก อันไดแก้ ่ 4.4.1 ผู้ยากไร้ (นะกีร) 4.4.2 ผู้ขัดสน (มิสถิ่น) 4.4.3 เจาการชะกาด้ อันหมายถึง บุคคลผเกู้ ี่ ยวของ้อาทิเช่น ผู้เกบ็ ผู้รวบรวม ผู้แจกจ่ายและผู้ทําบนทั ึกเร ื่ องของชะกาด 4.4.4 มุสลิมโดยสมครั 4.4.5 ผู้มีหน้ีสินเพ ื่ อกิจอนชอบดัวยศาสนา ้ 4.4.6 ทาส ผู้วิ่งตองการไถ ้ ่ตัวเป็นไท 4.4.7 การรณรงคเพ์อศาสนาอ ื่ ิสลาม 4.4.8 ผู้เดินทางท ี่ ขาดทุนทรัพย์ 4.5 การประกอบพิธีฮัจญ์ การประกอบพิธีฮัจญ ์ การประกอบพิธีฮัจญ ์ คือการเดินทางไปประกอบพิธีตามศาสนบญญั ัติ ณ นครมกกะฮัฺ ประเทศซาอุดิอาระเบีย ไปพบพี่น้องร่วมศาสนาท ี่ มาจากส่วนต่างๆ ของโลกไปอย่รู่วมกนมั ีการ กระทาเหมํ ือน ๆ กนในสถานท ั ี่ เดียวกนั โดยมีจุดมุ่งหมายพระผเปู้ ็นเจาองค้เด์ ียวกนแมัจะแตกต้ ่าง กนในด ัานภาษา้ วัฒนธรรม เช้ือชาติฐานะ ประเพณีแต่เขามิไดแตกต้ ่างกนในฐานะเป ั ็นบ่าวของ อัลเลาะฮฺและเป็นพี่น้องร่วมศาสนา นอกจากจะเป็นคนท ี่ปฏิบัติตามพระบญญั ัติแลวย้งมั ีจุดมุ่งหมาย ดังน้ี
123 1. เพ ื่อให้มีการแลกเปลี่ยนผลประโยชนและแลกเปล ์ ี่ ยนความคิดซ ึ่ งกนและกันั 2. เพ ื่อแสดงใหเห้ ็นถึงเอกภาพและความเท่าเทียมกนั จะนามาซํ ึ่ งความเขาใจก ้ นได ั ้ง่าย คุณสมบัติของผ้ทีู่จะไปประกอบพิธีฮัจญ์ 1. เป็นมุสลิม 2. บรรลุนิติภาวะ 3. มีสติสัมปชญญะั 4. มีความสามารถคือ มีสุขภาพดี ไม่มีโรคร้าย มีทรัพยพอท์ ้งไปและกล ั ับ และให้ ครอบครัวมีใช้จ่ายโดยไม่เดือดร้อน มีพาหนะไปกลบพรั ้อมท้งเสันทางต้ องปลอดภ ้ ัย และต้องไม่มี หน้ีสิน คําสอนวาด่วยหน้าท้ ี่ ของบิดา มารดา สามี ภรรยา บุตร หนาท้ ี่ ของบิดามารดา ต้องเล้ียงดูบุตร ธิดาดวยความเอ้นด็ูใหการศ ้ ึกษาอบรมท้งใน ั ด้านศาสนาและวิชาสามัญ หนาท้ ี่ ของลูก อัลกรอุ่าน สอนไว้วา่ “พระผอภู้ ิบาลของเจาทรงบ้ญชาวัา่จงเคารพภกดั ีต่อ พระองคให์กต้ญญัูกตเวทีต่อบิดามารดา เม ื่ อท่านท้งสองหรั ือคนใดคนหนึ่ งบรรลุสู่วัยชรา และ อยกู่บเจัาก้จงทะน็ุถนอมท่านอยาใช ่วาจากระด้าง้อยาดุ่ท่าน แต่จะพดจากูบทั ่านด้วยความสุภาพ จงนบนอบต่อท่านจงขอพรให้ท่านวา่ ข้าแต่พระผอภู้ ิบาลของฉัน โปรดเมตตาท่านท้งสองเหมั ือน ดังที่ท่านท้งสองเมตตาั โดยชุบเล้ียงฉนแตั ่เยาว” ์และ หนาท้ ี่ ของสามีและภรรยาอลกัรอุ่านสอนวา่ “โอ้มนุษย์ทั้งหลาย จงยาเกรงพระผํอภู้ ิบาล ของสูเจาผ้ ทรงสร ู้ ้างสูเจามาจากช้ ีวิตหนึ่ง และจากชีวิตน้นเราได ัสร้ ้างคู่ครองของเขาให” “ ้นางคือ ความอบอุ่นของสูเจาและส ู้เจาค้ ือความอบอุ่นของนาง” และพระองคทรงดลบ์ นดาลให ั ้มีความรัก และความเมตตา (อันไดแก้ ่การมีบุตร) ระหวางเจ้ ่าท้งั 2 ” ดังน้ี ข้อห ้ามในศาสนาอสลามิ ข้อหามท้ ี่ ชาวมุสลิมทุกคนตองถ้ ือปฏิบัติละเวนโดยเคร ้ ่งครัด ไดแก้ ่ 1. ห้ามต้งภาคั ีหรือยดถึ ือ นําสิ่งอ ื่ นมาเทียบเคียงอัลเลาะฮฺ เช่น เงินตรา ชื่อเสียง วงศตระก์ูล เกียรติยศ ประเพณี แมแต้ ่อารมณ์กจะน็ ามาเป ํ ็นใหญ่ในตวเองไม ั ่ได้ 2. ห้ามกราบไหว้บูชารูปป้ัน วัตถุ ต้นไม ้กอนอ้ ิฐ ดวงดาว ดวงอาทิตย ์ดวงจนทรั ์ แม่นํ้า ภูเขา ห้ามกราบไหว้ผีสางเทวดา นางไม ้ในศาสนาอิสลามไม่มีเจาท้ ี่ เจาทาง้ ดังน้นอั ิสลาม จึงหามเซ้ ่นไหว้สิ่งใด ๆ ทั้งสิ้น ห้ามกราบไหว้บุคคลไม่วาจะเป ่ ็นพอแม่ ่ เจานาย้ ผู้บังคบบัญชาั ฯลฯ กราบไหวได้เฉพาะพระองค้เด์ ียวเท่าน้นั
124 3. ห้ามเช ื่อในเรื่ องดวงดาว หามผ้กดวงู ห้ามดูหมอตรวจดูดวงชะตาราศี ห้ามดูลายมือ ถือโชคถือลาง เช่น เคร ื่ องรางของขลัง ห้ามทาเสนํ ่ห์ สะเดาะเคราะห์ ต่ออาย ุฯลฯ 4. ห้ามเล่นการพนนทัุกชนิด ห้ามเส ี่ ยงทายเส ี่ยงโชค ห้ามแทงม้าลอตเตอร์รี่หวยเบอร์ 5. ห้ามกินสตวั ์ที่ตายเอง สัตว์ที่มีโรค เลือดซึ่งไดจากการเช้ ือดสัตวแล์วรองเอามา้ เช่น เลือดหมู เลือดไก่ ห้ามกินหมู ห้ามกินสตวั ์ที่นําไปเซ่นไหว ้ สัตว์ที่ถูกรัดคอใหตายโดยม ้ ิไดเช้ ือด ใหเล้ ือดไหล สัตว์ที่มิไดกล้ ่าวนามอลเลาะฮัฺ ห้ามกินสตวั ์ที่มีลักษณะน่ารังเกียจ สัตว์ที่ตะปบสัตว์ อื่นเป็นอาหาร ห้ามกินดอกเบ้ีย 6. ห้ามเสพสิ่งมึนเมาทุกชนิด เช่น เหล้า เบียร์ กระแช่ นํ้าตาลเมา กญชาั ยาฝิ่น เฮโรอิน หรืออะไรกตาม็ เม ื่ อเสพเขาไปแล ้วม้ ันจะเป็นอนตรายแกั ่ร่างกายแลวเป้ ็นที่ห้ามท้งนั้นั นักปราชญ์มุสลิมบางกลุ่มมีความเห็นวา่ แมกระท้งบัุ่หรี่กต้องเป็ ็นที่ต้องหามเหม้ ือนกนั 7. ห้ามผดประเวณ ิ ีกบหญั ิงทุกๆ คน ไม่วาจะเป ่ ็นการยนยอมิ ตกลงสมัครใจด้วยกนทั้งั สองฝ่ายกตาม็ ข้อความในเรื่องการประเวณีมีอิสลาม อยางเดี ่ยว แต่อิสลามยงได ั ้ห้ามส ื่ อของการท ี่ จะชกนั าไปส ํ ู่การผดประเวณ ิ ีนั้นดวย้เช่น การสังคมระหวางเพศน่้นัจะตองม้ ีขอบเขตจากํดั ห้ามมีการสุงสิงเกินขอบเขต 8. ห้ามฆ่าสิ่งมีชีวิตทุกชนิดโดยเจตนาและไม่มีเหตุผล รวมท้งตัวเองและลัูกในทอง้ 9. ห้ามประกอบอาชีพท ี่ไม่ชอบดวยศ ้ ีลธรรม หรืออาชีพน้นจะนั าประชาชนไปส ํ ู่ความ หายนะ เช่น การต้งซั ่อง ตั้งโรงเหล้า บาร์ อาบ - อบ – นวด ปล่อยเงินกโดยวู้ ิธีเกบดอกเบ็ ้ีย รับซ้ือของโจร และเปิดสถานท ี่ เริงรมย์ทุกชนิด 10. ห้ามบริโภคอาหารที่หามาไดโดยไม ้ ่ชอบธรรม 11. ห้ามกกตัุนสินคาจนราคาข้ ้ึนสูง แลวน้ าสํ ินคาน้ ้นออกขายั 12. หามกระท้ าการใด ํๆ ที่จะสร้างความเดือดร้อนต่อตนเอง ต่อเพ ื่ อนบาน้ ต่อสงคมั และต่อประเทศชาติ 13. ห้ามเอาอารมณ์มาเป็นใหญ่เหนือศรัทธา เหนือเหตุผล 14. ห้ามในเรื่ องของดอกเบ้ีย 15. ห้ามคุมกาเนํ ิดโดยไม่จําเป็นต่อสุขภาพ 16. ห้ามแต่งกายโดยเปิดเผยของพึงสงวน หรือแต่งกายผดเพศิ ผู้ชายห้ามสวมใส่เส้ือผ้า หรือทองเป็นเคร ื่องประดับ ส่วนหญิงไม่สวมเส้ือผาบา้ ต้องปกคลุมร่างกายให้มิดชิด
125 ข้อควรปฏิบัตในศาสนาอ ิสลามิ ท่านศาสดาทรงสงสอนชาวมัุ่สลิมท้งหลายั เนนเร้ ื่ องความสะอาดอยางมากมายเป ่ ็นพเศษิ ถึงกบตัองม้ ีข้อปฏิบัติเก ี่ ยวกบความสะอาดในช ั ีวิตประจาวํ นไว ัอย้างละเอ่ ียดในทุก ๆ เร ื่ อง ท่านศาสดาให้ความสาคํญเรั ื่องความสะอาดโดยกล่าวไวตอนหน้ ึ่ งว่า “ความสะอาดคือ ส่วนหน ึ่ งแห่งความศรัทธา” และมกกลั ่าวสงสอนไว ั่ในหะด ้ ิษ จากบนทั ึกหะดิษของท่านบุคอริและมุสลิม ไดกล้ ่าวไว้วา่ มุสลิมควรตองปฏ ้ ิบัติดังน้ีคือ 1. แต่งหนวด 2. ไวเครา้ 3. แปรงฟัน 4. ทําความสะอาดรูจมูก 5. ตัดเล็บ 6. ชําระลางซอกน้ ิ้วมือ 7. โกนขนในที่ลับ 8. เม ื่อปัสสาวะหรืออุจจาระเสร็จแลวก้ ให็ ้มีการชาระํ 9. กล้วคอหรั ือบวนปาก ้ และอีกหะดิษหน ึ่ งท่านอนุสุรอนเราะฮฺ รายงานวาม่ ีด้วยกนั 5 ประการ ที่ต้องใหเป้ ็นไป ตามธรรมชาติ คือ 1. ตัดปลายหนงหั ุ้มปลายอวยวะเพศชายั คือการเข้าสุหนัต 2. โกนขนในที่ลับ 3. โกนขน 4. ตัดเล็บ 5. แต่งหนวด นอกจากน้ีชาวมุสลิมท ี่ เคร่งครัดยงตั องปฏ ้ ิบัติเร ื่ องความสะอาดเร ื่ องอื่น ๆ อีกมาก เช่น ต้องชาระลํางร้ ่างกายใหสะอาดหล ้งการมั ีเพศสมพันธั ์ โดยเฉพาะสตรีต้องสระผมดวย้ ฯลฯ พิธีกรรมที่สําคญของอัสลามิ 1. การเข้าสุหนัต การเขาสุ้หนัต หรือคอตนและทางใต ั่เร้ ียกว่า มาโชะยาวีเป็นสญลักษณั ์อยางหน่ ึ่ง ของชาวมุสลิม
126 การเข้าสุหนัต คือการขลิบปลายอวยวะเพศชายัซ ึ่ งจะทากํ นในว ัยเดั ็ก (ประมาณ 6-10 ขวบ) หรือหากชายใดจะมาเป็นมุสลิมจะตองศร ้ ัทธาหรือการแต่งงานกตาม็กต้ ็องเขาพ้ ิธีสุหนัต เช่นกนั “ส่วนหญิงจะใชเข้มหร็ ือปลายมีดคมๆ แทงหรือกรีดนิดๆ ที่ตรงปลายส่วนที่ยื่น ออกนิด ๆ เท่าน้นกั เป็ ็นอนเสรั ็จพิธี” (อภัย จันทวิมล. 2507 : 32) เน ื่ องจากการเขาสุ้หนตเพศหญั ิงไม่มีบัญญัติของศาสนา ฉะน้นการกระทัาดํงกลั ่าว หากจะมีกเป็ ็นเพยงประเพณ ี ีของกลุ่มชน หาไดเป้ ็นวฒนธรรมของอั ิสลามไม่ (เสาวนี จิตตหมวด์ . 2522 : 194) 2. พิธีมุฮัรรอม พิธีมุฮัรรอม เป็นพิธีของนิกายซีอิตซ ึ่ งนบถั ืออาลีและเช้ือสายของอาลี พิธีนี้มี จุดมุ่งหมายใหชาวมุ้สลิมระลึกถึงและกระทาเพํ ื่อเป็นเกียรติแก่การเสียสละชีวตเพิ ื่ อศาสนาของอิหม่าย ฮุสเซนกบคณะั ในวนนั้ีชาวมุสลิมชุมนุมกนตั้งขบวนโดยถ ั ือ “อลุมส์” (เป็นรูปนิ้วมือท้งั 5 ติดอยู่บน ปลายไม้เป็นสญลักษณั ์แทนผบรู้ ิสุทธ์ิทั้ง 5 ตามความเช ื่ อของนิกายซีอิต ไดแก้ ่ท่านนบีมูฮัมมัด อาลี นางฟาติมะฮฺฮัสซันและอุสเซน) เดินขบวนยาวเหยียดไปยงฝั ั่งน้าํขณะเดินไปกตี็อกชกกตวเองั คราครวญด ํ่ ัง ๆ วา่ “โอหนอ โอรสอาลีๆ ๆ ไปเรื่ อย ๆ พอถึงแม่นํ้ากเอหน็ุ่นจาลองศพของฮํุสเซน จุ่มลงในนํ้า เป็นเสร็จพิธี” 3. พิธีฉลองวนประส ัูติของศาสดาโมฮัมมัด พิธีมีลัค ซารีฟ เป็นพิธีเฉลิมฉลองเพ ื่ อความสนุกสนานในวนประส ั ูติของพระศาสดา โมฮมมั ัด คือวนทั ี่ 12 เดือนรอบีลอุลเอาวัณ (เดือน 3) สําหรับวนทั ี่ 11-12 ชาวมุสลิมจะพากนั อดอาหาร มุสลิมอาวโสจะไปเยุยมบ ี่ านต้ ่างๆ และสวดคมภั ีร์อัลกรอุ่าน มีการแจกดอกไมและ้ ขนมหวานในนามศาสดามูฮัมมัด การเฉลิมฉลองน้ีมีกาหนดํ 1 เดือน แต่วันสาคํญคั ือวนทั ี่ 11-12 ของเดือน 4. พิธีแต่งงาน พิธีแต่งงานของชาวมุสลิม เป็นพิธีการทางศาสนาอิสลาม ซึ่งเป็นหลกการใหญ ั ่ส่วน ข้อปลีกยอยน่้นมั ีความแตกต่างกนของแตั ่ละทองถ้ ิ่น การสู่ขอตกลงเป็นเร ื่ องของผใหญ ู้ ่ฝ่ายชาย เม ื่ อตกลงแลวก้ก็าหนดพํ ิธีสมรสจริงๆ โดยปรึกษากบผั ู้มีหนาท้ ี่ประกอบพิธีสมรส ก่อนพิธีสมรส 4 วัน กจะม็ ีการเตรียมการพิธีสู่ขอและ หม้นเจัาสาว ้เริ่มดวยพ้ ิธีมันจาฮฺคือหญิงชาวบานท้ ้งฝั ่ายเจาบ้ ่าวและเจาสาวก ้ จะไปท ็ ี่บ้านเจาสาวเพ ้ ื่อ มอบของขวญให ัแก้ ่เธอ ญาติฝ่ายชายกจะสวมพวงมาล็ ยให ัแก้ ่เจาสาว ้และขอความยนยอมจากมารดาิ
127 ต่อจากน้นกั เป็ ็นการเนา เป็นแป้งเปียกสีดําที่ริมฝีปากและฟันของเจาสาว ้เพ ื่ อแสดงวาเป่ ็นการสมรส จริง ๆ เม ื่ อเจาบ้ ่าวเจาสาวไปส ้ ู่ที่ประกอบพิธีสมรสแล้ว ผู้มีหนาท้ ี่ประกอบพิธีกเร็ ิ่มทาพํ ิธี มงคลสมรสโดยอ่านโองการเกี่ ยวกบการสมรสเจัาบ้ ่าว เซ็นช ื่อในเอกสารสมรส ซึ่งบ่งไปถึงค่าเล้ียง ดูที่เจาบ้ ่าวจะตองจ้ ่ายเม ื่ อหยาร่ ้างเจ้าสาว เม ื่ อเสร็จแลวก้จะท็าพํ ิธีต่อไปจนกวาจะเสร่ ็จ ชาวมุสลิมได้รับอนุญาตให้มีภรรยาไดหลายคน้ คือมีได 4 ้คน และยงใหั ้นําทาสหญิง ของตนมาเป็นอนุภรรยาได้ด้วย ตามความสามารถของสามีที่เล้ียงดูได้ ดังปรากฏในพระคมภั ีร์วา่ “เม ื่ อเห็นวาหญ่ ิงใดเป็นท ี่พอใจกรั็บมาเป็นภรรยาได้สอง สาม หรือส ี่ คน แต่ถ้ากลววั าจะไม ่ ่บังควร กมี็ไวเพ้ ียงคนเดียวเท่าน้นั หรือมีภรรยาท ี่เป็นทาสเท่าน้นั ” (สุเมธ เมธาวิทยากูล. 2525 : 127) 5. พิธีศพ เม ื่ อมีคนตาย เขาจะผกหูวแมั ่เทาท้ ้งสองของศพดัวยด้ายเข้าหาก้นั และวางห่อเกลือ เลกๆ็ ไว้ที่ท้องเพ ื่อป้องกนไม ั ่ให้ขึ้นอืด บรรดาญาติมิตรกช็่วยเตรียมการต่างๆ เขาห่อศพดวยผ้ าใหม ้ ่ เป็นผืน ๆ สําหรับผชายให ู้ สามผ ้ ืน ศพผหญู้ ิงให้ห้าผืน มีการโรยผงการบูรท ี่ หนาผาก้ตา ฝ่ามือ และขาของศพ บางทีกใช็ของหอมอย้างอ่ ื่น เสร็จแลวบรรจุ้ศพในหีบศพนาไปย ํงสัุเหร่า ขณะท ี่ เคล ื่อนศพไปกจะร็ ้องซ้าๆํกนวัา่ “อัชฺฮะดุอัลลาอิลาฮะอิลลลอฮัฺ” แปลวา่ “ไม่มีพระเจาอ้ ื่ นนอกจาก องค์อัลเลาะฮฺ เม ื่ อถึงสุเหร่ามีการสวดฝังศพ จากน้นกั นํ ็ าศพไปยงหลัุมท ี่ เตรียมไว้เม ื่อวางศพในหลุม แลวผ้ ู้มีหนาท้ ี่ประกอบพิธีกจะอ็ ่านคมภั ีร์อัลกรอุ่านอ่านแลวกลบด้ ินสลบกับการอั ่านพระคมภั ีร์เมื่อ กลบดินเสร็จแลวผ้ มาส ู้ ่งศพกจะเดิ ็นถอยหลงไป ั 40 กาว้ และเดินกลบมาทั ี่ หลุมฝังศพอีก แล้ว สวดออนให ้พระเจ้ าทรงประทานพรแก ้ ่ผู้ตายเป็นเสร็จพิธี” ข้อสงเกตกั คือ็ มุสลิมจะไม่แต่งชุดดํา เพราะถือวาการตายน่้นไม ั ่ใช่ความทุกข์แต่เป็น การกลบไปส ั ู่ความเมตตาของพระเจ้า ผ้นําทางศาสนาอิูสลาม 1. จุฬาราชมนตรี เป็นตาแหนํ ่งผู้นําศาสนาอิสลามในประเทศไทย เป็นตาแหนํ ่งทาง บ้านเมืองสถาปนาข้ึน ให้มีหนาท้ ี่ บริหารศาสนาอิสลาม ตําแหน่งน้ีปรากฏข้ึนเป็นคร้ังแรกใน แผนด่ ินสมเดจพระเจ็าทรงธรรม้ แห่งกรุงศรีอยุธยา โดยไดทรงแต้ ่งต้งพัอค่ าชาวเปอร ้ ์เซียซ ึ่ งเขามา้ ตั้งรกรากค้าขายในกรุงศรีอยธยาชุื่ อเฉกอะหมดขั้ึนเป็น “พระยาเฉกอะหมดรั ัตนราชเศรษฐี” วาท่ ี่ จุฬาราชมนตรีนับเป็นจุฬาราชมนตรีคนแรกในประเทศไทยและมีหนาท้ ี่ในการบริหารศาสนาอิสลาม 2. ดาโต๊ะยุติธรรม คือข้าราชการฝ่ายตุลาการซ ึ่งได้รับตาแหนํ ่งแต่งต้งให ั เป้ ็นผู้มีอํานาจ และหนาท้ ี่ในกรวินิจฉยและชั้ีขาดขอกฎหมายอ้ ิสลาม ในคดีแพงท่ ี่ เก ี่ ยวดวยเร้ ื่ องครอบครัวและมรดก
128 ของศาลช้นตั ้น 4 จังหวดภาคใต ั ้คือ ปัตตานี ยะลา นราธิวาสและสตูล การแต่งต้งดาโต ัะย๊ ุติธรรม นั้น ให้เป็นไปตามหลกเกณฑัและว์ ิธีการซ ึ่ งรัฐมนตรีกาหนดํ โดยคดเลั ือกจากอิสลามมิกชนผู้มี คุณสมบัติดังน้ี 2.1 มีสัญชาติไทย อายไมุ่ตํ่ากวา่ 25 ปีและเป็นผู้ที่มีความเล ื่อมใสในการปกครอง ระบอบรัฐธรรมนูญดวยความบร้ ิสุทธ์ิใจ และไม่อยในระหว ู่างถู่กพกราชการั ไม่เป็นผประพฤต ู้ ิ เสื่อมเสีย ไม่เป็นผู้มีหน้ีสินลนพ้นต้ ัว ไม่เคยถูกไล่ออกหรือปลดออกจากราชการ ไม่เคยรับโทษ จําคุก ไม่เป็นคนไร้ความสามารถ คนเสมือนไร้ความสามารถ จิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบมีร่างกาย ทุพลภาพหรือเป็นโรคที่ต้องหามตามกฎกระทรวง้ 2.2 มีภูมิรู้ในศาสนาอิสลาม พอท ี่จะเป็นผู้วินิจฉยชั้ีขาดขอกฎหมายอ้ ิสลามเก ี่ ยวกบั ครอบครัวและมรดก 2.3 มีความรู้ภาษาไทยอ่านออกเขียนได้ ในทางปฏิบัติอธิบดีผู้พิพากษา ผู้พิพากษาหัวหนาศาลและผ ้ ู้ว่าราชการจงหวัดจะั ปรึกษาคดเลั ือกจากผสมู้ ครั ซึ่งผ่านการลงคะแนนของโต๊ะอิหม่ามประจามํสยั ิดในจงหวัดนั้นๆั มาก่อน กล่าวคือโตะอ๊ ิหม่ามหรืออิหม่าม ซึ่งถือวาเป่ ็นผู้นําของชาวมุสลิมในทองถ้ ิ่นเป็นผทรงค ู้ ุณวุฒิ ทางศาสนา และเป็นตวแทนของชาวมัุสลิมออกเสียงผไดู้ คะแนนน้ ิยมจากโตะอ๊ ิหม่ามมาก มักจะ ได้รับแต่งต้งใหั เป้ ็นดาโต๊ะยุติธรรม อน ึ่ งจาพวกดาโต ํะย๊ ุติธรรมประจาศาลหนํ ึ่ งๆ จะมีจํานวน 2 นาย (ในทางปฏิบัติ) และในการปฏิบัติหนาท้ ี่ของดาโตะย๊ ุติธรรมน้นจะแตั ่งกายตามจารีตประเพณีทาง ศาสนา 3. อิหม่าม เป็นบุคคลที่มี่ความประพฤติดี และมีความรู้ทางศาสนา ส่วนใหญ่จะเป็น ผู้ที่เคยไปแสวงบุญท่ีนครมกกะฮัฺอิหม่ามในประเทศไทยเป็นตาแหนํ ่งของผู้นําในการทาพํ ิธีละหมาด ร่วมกนในม ัสยั ิด แต่ในประเทศที่นับถือนิกายซีอะฮฺเป็นส่วนใหญ่เช่น ประเทศอิหร่านและอิรัก ตําแหน่งอิหม่ามเป็นตาแหนํ ่งที่มีความสาคํญมากพอสมควรั 4. โต๊ะครูหมายถึง ผู้อาวโสทุี่มีความรู้ทางศาสนาและคัมภีร์ต่าง ๆ และสั่งสอนให้ผู้คน ในหมู่บ้าน ตําแหน่งจุฬาราชมนตรี ดาโตะย๊ ุติธรรมและอิหม่ามและโตะครู๊เหล่าน้ีไม่ใช่ตําแหน่ง นักบวชในศาสนาอิสลาม 5. ตําแหน่งต่างๆในมัสยิด 5.1 อิหม่าม ทําหนาท้ ี่เป็นผู้นําในการประกอบพิธีละหมาด 5.2 คอเต็บ ทําหนาท้ ี่ บรรยายธรรม เทศนาอบรมสงสอนั่
129 5.3 บิหลนั่ ทาหนําท้ ี่ร้องเรียกใหคนท้าละหมาดํ นิกายในศาสนาอิสลาม นิกายที่สําคัญ ๆ ของศาสนาอิสลาม ซึ่งเป็นที่รู้จักกนทั วไปและม ั่ ีผู้นับถือมาก ไดแก้ ่ 1. นิกายซุนนีห์พวกน้ีนับถือคมภั ีร์ซุนนะห์ เป็นพวกที่เคร่งครัดในคมภั ีร์เดิม ต้องการ ใหชาวมุ้สลิมท้งหลายเขั าใจพระค ้มภั ีร์อัลกรอุ่านง่ายข้ึน จึงไดแต้ ่งต้งคัมภั ีร์ซุนนะห์ขึ้น เพ ื่ ออธิบาย พระคมภั ีร์อัลกรอุ่านข้ึน นิกายซุนนีห์นับถือโองการของพระเจาและค้ าสํ งสอนของศาสดาในค ั่มภั ีร์อัลกรอุ่าน ไม่ยึดถือผู้สืบตาแหนํ ่งจะตองเป ้ ็นสายโลหิตของศาสดา 2. นิกายซีอะฮฺ เป็นนิกายใหญ่อีกนิกายหน ึ่ งรองลงมาจากนิกายซุนนีห์ นิกายน้ีเห็นวา่ ผู้สืบตาแหนํ ่งผู้นําของอาณาจกรอั ิสลาม และผู้นําในศาสนาอิสลามในตาแหนํ ่งกาลิฟ ควรเป็น ทายาทโดยตรงของท่านศาสดา ซึ่งกคื็อท่านอาลี ซึ่งเป็นท้งหลานและลัูกเขยของท่านศาสดาดวย้ 3. นิกายซูฟี ผู้นับถือศาสนาอิสลามนิกายน้ีเป็นผเคร ู้ ่งครัด ซึ่งทาตํวคลัายก้บนักบวชั นุ่งห่มผาท้าดํวยขนแกะชน้ ิดหยาบ เป็นสญลักษณั ์บอกถึงการเสียสละความสุขสาราญทางโลก ํ ียวิสัย นิกายซูฟี มีคําสอนเนนหน้ กในการช ัาระดวงวํ ิญญาณใหบร้ ิสุทธ์ิ การสละความสุข สําราญทางโลกียวิสัยและการบาเพํญสมาธ็ ิ เพ ื่อใหเก้ ิดปัญญา ผู้มีศรัทธาต่อพระผู้เป็นเจาควรจะ้ ปฏิบัติอยางเคร่ ่งครัด ไม่ใยดีต่อทรัพยสมบ์ ัติและต่อโลก ควรประพฤติตัวอยางน่กบวชั นิกายน้ีแพร่หลายอยในประเทศเปอร ู่์เซีย ตุรกี อัฟกานิสถานและบางส่วนของทวีป แอฟริกา สรุปท้ายบท ศาสนาอิสลามสอนใหศาสน ้ ิกชนเช ื่ อมนในเอกภาพขององค ั่ ์อัลเลาะฮฺเพียงองคเด์ ียวเป็น ศาสนาสากล มีผู้นับถือศรัทธาในพระเจาสู้งสุดองคเด์ ียว คําวาอ่ ิสลามเป็นภาษาอาหรับ แปลวา่ “สันติ” การยอมรับนอบนอมผ้ ู้นับถือศาสนาอิสลาม เรียกวา่มุสลิม ผนอบน ู้ อมตน้ ผู้แสวงหาสนตั ิ ศาสนาอิสลาม ไม่มีการแบ่งช้นวรรณะั ไม่มีระบบนักบวช ทุกคนเป็นมุสลิม เหมือนกนหมดั มีสิทธิในการเขาใกล ้พระผ้ เปู้ ็นเจาเท้ ่าเทียมกนัทุกคนเกิดมาดวยความปราณ ้ ีของ พระผเปู้ ็นเจ้า ไม่มีบาปติดตวมาแตั ่กาเนํ ิด เม ื่ อถึงแก่กรรมแลวจะไปเก ้ ิดอีกคร้ังหน ึ่งในวนตั ิดสินควร ความชวตั่่อหนาพระเจ้ ้า จริยธรรมของศาสนาอิสลามโดยทวไปได ั่แก้ ่ ห้ามผดประเวณ ิ ี การขโมย การเสพสุราสิ่งมึนเมา สิ่งเสพติด การเกบดอกเบ็ ้ีย การไร้สัจจะและไม่ให้ยึดสิ่งใดเท่าเทียมพระเจ้า เป็นขอห้ามอย้ างเข้ ่มงวดของผู้นับถือศาสนาอิสลาม
130 ศาสนาอิสลามไม่มีการไถ่บาป สิทธิในการไถ่บาปเป็นเร ื่ องของพระเจาเพ้ ียงองคเด์ ียว ศาสนาอิสลามเป็นทางสายกลางไม่ลําเอียงไปทางวัตถุนิยมหรือจิตนิยม เป็นพลงแหั ่งศาสตร์และ วิทยาศาสตร์สมยใหม ั ่ ซึ่งมีโองการอยแลู่วมรค้มภั ีร์อัล-กุรอาน และศาสนาอิสลามเป็นคาสอนํ สุดทายท้ ี่ พระเจาทรงประทานมาให ้แก้ ่มนุษยชาต์ ิ
131 แบบฝึกหัด บทท 7 ี่ ศาสนาอสลามิ 1. จงอธิบายแนวความคิดและความหมายของอิสลามมาพอเขาใจ ้ 2. จงอธิบายโครงสร้างและจริยธรรมของศาสนาอิสลามมาโดยสงเขป ั 3. จุดประสงคของการถ์ ือศีลอดคืออะไรอธิบาย 4. คําวา่ “ชะกาด” ในศาสนาอิสลามหมายถึงอะไรอธิบาย
บทท 8 ี่ ศาสนาซิกข ์ ความเป็ นมาของศาสนาซิกข ์ ศาสนาซิกข ์ เป็นศาสนาที่สาคํญและมั ีผู้นับถือหลายลานคนในป ้ ัจจุบัน ศาสนาซิกขเก์ ิด ในประเทศอินเดียและมีอายุน้อยที่สุดในบรรดาศาสนาท้งหลายในประเทศอ ั ินเดีย ศาสนาซิกขเป์ ็น ศาสนาท ี่ เกิดเน ื่ องมาจากการถูกบีบบงคั บในทางการเม ั ือง เกิดจากการที่บุคคลในศาสนาอื่ นบงคั ับ ขู่เข็ญ ศาสนาซิกข์จึงกลายเป็นศาสนาของผกลู้ าหาญ้ ผู้เสียสละและเป็นศาสนาของทหารและนกรบั ศาสนาซิกขได์เร้ ิ่มตนในฐานะเป ้ ็นขบวนการทางศาสนาขบวนการหนึ่ง ที่เกิดในทาง ภาคเหนือของอินเดียในสมยนั้นั เน ื่ องจากการเผชิญหนาก้นระหวัางศาสนาฮ่ ินดูกบศาสนาอั ิสลาม แม้วาศาสนาซ่ ิกขจะม์ ีผู้นับถือไม่มากนัก เม ื่อเปรียบเทียบกบศาสนาอั ื่น ๆ แต่ประชาคมของผู้นับถือ ศาสนาซิกข์กนั ็บวาม่ ีความสาคํญดัานการเม้ ืองอยมากู่ ปัจจุบันผู้ที่นับถือศาสนาซิกข์ ได้มีอยู่กระจดกระจายไปท ั วโลกในประเทศอ ั่ินเดีย มีผู้นับถือศาสนาซิกขมากในตอนเหน ์ ือของประเทศ คือ แควนป้ ัญจาบและรัฐหรายยาและจมมัู- แคชเมีย โดยเฉพาะกรุงเดลฮี นับวาเป่ ็นศูนยกลางของศาสนาซ์ ิกข ์ทหารซิกข์นับวาเป่ ็นทหาร ชั้นหน ึ่ งของอินเดีย จนกระทงได ั่ ้รับสมญญาวัา่ “แขนคือดาบ” ของประเทศอินเดีย ศาสนาซิกข์ นับวาม่ ีอิทธิพลต่อประเทศอินเดียอยมากู่ เพราะชาวอินเดียส่วนใหญ่ในแควนซ้ ึ่งเคยเป็นแควนใหญ ้ ่ มากของประเทศอินเดีย นับถือศาสนาซิกข ์เพราะแควนป้ ัญจาบแหล่งท ี่ เกิดของศาสนาและที่สําคัญ กคื็ออกษรและภาษาของแควั นป้ ัญจาบท ี่เป็นภาษาประจาถํ ิ่น กมาจากศาสนาซ็ ิกข์ด้วยเหตุนี้ศาสนา ซิกข์จึงเป็นผสรู้ ้างลกษณะเฉพาะของแควั นป้ ัญจาบ นอกจากน้ีสถานที่ศักด์ิสิทธ์ิทางศาสนาซิกข์ ที่สําคญสั ่วนใหญ่สร้างข้ึนในแควนป้ ัญจาบท้งสั ิ้น รัฐปัญจาบเป็นรัฐท ี่ เจริญมนคงั่เป็นรัฐใหญ่รัฐหนึ่ง ของประเทศอินเดีย มีประชากรประมาณ 18 ล้านคน และในประชากรเหล่าน้ีนับถือศาสนาซิกข ์ 12 ล้านคน ตามสถิติ พ.ศ. 2527 (นงเยาว ์ชาญณรงค. 2531 : ์ 341) คําวา่ “ซิกข” ์หรือ “สิกขะ” แปลวา่ ศึกษาผู้นับถือศาสนาซิกข ์คือผู้ศึกษาเรียกวา่ “ศิษย” ์ และศาสดา คือ ครู เรียกวา่ “คุรุ” จุดมุ่งหมายของคุรุ ผู้ประกาศศาสนาน้ี คือ หาวิธีที่จะใหชาวอ้ ินเดียที่นับถือศาสนาฮินดู และนบถั ือศาสนาอิสลามมีความสมานสามคคั ี เป็นพวกเดียวกนั เลิกรบราฆ่าฟันกนั เป็นศตรัูกนั อยางท่ ี่เป็นอยในขณะน ู่้นั โดยต้งลั ิทธิใหม่ขึ้นมาแทนท ี่ ดังท ี่ปรากฏอยในพระบ ู่ ญญั ัติวา่ “มิได้มี
134 พระผู้เป็นเจาของชาวฮ้ ินดูองคหน์ ึ่ง มิได้มีพระผู้เป็นเจาของชาวมุ้สลิมอีกองคหน์ ึ่ งเลย หากมี พระผู้เป็นเจาของมนุ้ษยชาต์ ิทั้งมวลอยเพู่ยงองคีเด์ ียวเท่าน้นั ” จากความคิดที่ว่าพระเจาของมนุ้ษยชาต์ ินั้น เป็นองคเด์ ียวกนและมั ีองคเด์ ียวในโลก จากความคิดที่วาพระเจ่าของมนุ้ษยชาต์ ินั้น เป็นองคเด์ ียวกนและมั ีองคเด์ ียวในโลก ศาสนาซิกข์ จึงเป็นศาสนาประเภทเอกเทวนิยม เช ื่ อวาพระเจ่าสร ้ ้างโลกและทุกสิ่งในโลกและจกรวาลและมั ีพระ เจาองค้เด์ ียว ไม่ถือพระเจาอ้ ื่นใดอีก พระเจาของศาสนาซ ้ ิกข์คือ “อกาลปุรุขะ” หรือ “อกาลบุรุษ” ประวัติศาสดา ศาสนาซิกข์มีคุรุหรือศาสดาท้งหมดั 10 ท่าน ศาสดาองคแรกเป ์ ็นผู้กาเนํ ิดศาสนาชื่อ “คุรุนานัก” และมีศาสดาสืบต่อมาจนเป็นองค์ที่ 10 หลงจากนั้นกั ไม็ ่มีศาสดาอีกต่อไป โดยคุรุองค์ ที่ 10 ไดประกาศให ้ชาวซ้ ิกข์ทั้งหลายถือ “พระคมภั ีร์” เป็นศาสดาแทน 1. ศาสดาองค์ที่ 1 คือ คุรุนานัก ท่านคุรุนานัก เป็นผู้ก่อต้งศาสนาซั ิกข์ประสูติเม ื่ อวนทั ี่ 3 คํ่า เดือน 6 ตรงกบวั ัน เสาร์ที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2521 (ค.ศ. 1469) ณ หมู่บ้านเล็ก ๆ ชื่อวา่ ตัลวนตั ิ ซึ่งในปัจจุบัน ไดแก้ ่นานกนครั หรือนานกาณา ซึ่งอยทางทู่ิศตะวนตกเฉั ียงใตของเม้ ืองละโฮร์ ซึ่งเป็นเมืองหลวง ของแควนป้ ํญจาบ ห่างออกไปประมาณ 64 ก.ม. เวลาน้ีอยในเขตประเทศปาก ู่ีสถาน (ตะวนตกั ) บิดาของท่านชื่อ มหิตา กลปั ์ยาณทาส คนทวไปเร ั่ียกวามห่ ิตา กาล ูมารดาชื่อ ศรีตกฤปตา บิดา ของท่านเป็นคนในตระกลสู ูง เช้ือสายวรรณะกษตรั ิย์ มีฐานะดีและมีวรรณคดีนิสัยดี ซื่อสตยั ์ มีเมตตาแก่คนทวไป ั่ ท่านศาสดามีพี่สาวคนหน ึ่ งช ื่ อนานกี เม ื่ อท่านเกิดข้ึนมาพสาวร ี่ ักท่านมาก ถึงเอาช ื่อของตนไปต้งให ั ้น้องชายวา่ “นานัก” และเพราะรักนองชายน้นเองตั่่อมาจึงไดสม้ ครเป ั ็น ซิกข์คนแรก ในวยเดั ็ก ท่านศาสดามีความเฉลียวฉลาดและสนใจในการศึกษาหาความรู้จากนกบวชั พราหมณ์และชาวมุสลิมผทรงความร ู้ ู้ ซึ่งเป็นพฤติกรรมท ี่ แตกต่างจากเดกท็ วไป ั่ ในวยศั ึกษา ท่านขวนขวายศึกษาเล่าเรียนวิชาความรู้ต่างๆ จากครู อาจารย์ผู้มีชื่อเสียง ทั้งหลายในสมยนั้นั ทั้งสรรพศาสตร์ต่าง ๆ ภาษาสนสกฤตภาษาอาหรั ับและเปอร์เซีย ท่านมีครูเป็น ทั้งพราหมณ์และมุสลิม ด้วยความฉลาดลึกซ้ึงสูงส่งทางความคิดอนสั ่อแววแห่งความเป็นอจฉรั ิยะ ของท่าน ครูทุกท่านต่างยกยองและให ่ความเคารพน้บถั ือท่านเป็นอยางสู่งท้งนั้นั ท่านได้ศึกษาท้งั ศาสนาฮินดูศาสนาอิสลามและศาสนาโซโรอสเตอรั ์ซึ่งเป็นศาสนาของพวกเปอร์เซียจนมีความรู้ ความสามารถพอจะโตเถ้ ียงหลกศาสนาจารยัเก์ ่า ๆ ได้ตั้งแต่สมยยั งเปั ็นเด็ก เม ื่ อศึกษาจบแลวก้มา็ ประกอบอาชีพเป็นโคบาลรับจ้างเลี้ยงวัว
135 เม ื่ ออายไดุ 18 ้ ปี (พ.ศ. 2030) ท่านไดสมรสก ้ บศรั ีสุลักขณี ธิดาของมูลจนทรั ์แห่งเมือง ครุทาสปุระและมีบุตรดวยก้นั2 คน คือ ศรีจันทร์กบลักษมั ิทาส ในวนหนั ึ่ งขณะที่ท่านกาลํงทัาสมาธํ ิอยในป ู่่า ท่านได้รับปรากฏการณ์ทางจิตเป็นคร้ังแรก และไดเห้ ็นพระผเปู้ ็นเจาม้ ีข้อความปรากฏในคมภั ีร์ครันตะสาหิฟวา่ “พระผเปู้ ็นเจาได ้ ประทาน ้ นํ้าทิพย์ถ้วยหน ึ่ งซ ึ่ งคุรุนานกได ั ้รับไว้ด้วยความสํานึกในพระมาหกกรุณาธิคุณ แลวพระผ้ เปู้ ็นเจาก้ ็ ตรัสวา่พระองคทรงอย์กู่บคั ุรุทําให้คุรุและผู้นับถือนามของคุรุมีความสุข ขอใหพระองค้ ์ออกนาม พระองคและสอนผ์ ู้อื่นให้ทําเช่นน้นดัวย้จงอยาย่ดมึนอยั่กู่บโลก ั จงปฏิบัติโดยออกพระนาม ใหทาน้ ชําระลางจ้ ิตใหสะอาด ้บูชาและเพง่ ... พระนามของพระผเปู้ ็นเจ้า คือปฐมพรหมและตวนานั ัก คือ ทิพยคุรุ” เม ื่ อคุรุนานกมั ีความสุขโสมนสอยักู่ บปรากฏการณ ั ์เป็นเวลา 3 วันแล้ว ท่านกกล็บมาั บ้านแลวลงม้ ือแจกทานแก่คนยากจน ใหยาร้ ักษาและพยาบาลคนเจ็บไขได้ ้ป่วย เม ื่ อคุรุนานกมั ีอายไดุ 30 ้ ปี ท่านไดสละครอบคร ้ ัวจาริกแสวงบุญไปในที่ต่าง ๆ ในสมัย นั้นอินเดียมีความแตกแยกและได้รับการรุกรานจากชาวมุสลิมท ี่ ยกกองทพมาตั ีได้ดินแดนของ อินเดียไปมาก และมีผู้นับถือศาสนาอิสลามมากข้ึน ชาวฮินดูและชาวมุสลิมไม่ถูกกนั เพ ื่ อเล ี่ ยง การขดแยั งโดยท ้ ่านนาหลํกการของฮั ินดูและอิสลามมาประยกตุปร์ ับปรุงใหเข้าก้นัแลวเพ้ ิ่มหลกธรรมั ของท่านลงไปดวย้ ท่านต้งสัานํกทางศาสนาขั้ึน เพ ื่ อชกชวนให ัชาวฮ้ ินดูและมุสลิมอยรู่่วมกนอยัาง่ สันติ เพราะแทจร้ ิงแลวพระเจ้ าของศาสนาท ้ ้งสองกั คือ็ “พระเจาองค้เด์ ียวกนั ” หลงจากนั้นทั ่านกได็อบรมส ้ งสอนหลั ั่กธรรมแก่คนทวไป ั่ จนมีคนยกยองและศร่ ัทธา ท่านอยางมาก่ และแพร่หลายทวไป ั่ ขยายวงกวางไปส ้ ู่ดินแดนข้างเคียงอื่น ๆ จนมีคนนบถั ือฝากตัว เป็นศิษยมากมาย์ ในการประกาศศาสนาของท่านน้นั ไดเด้ ินทางไปหลายหวเมั ืองต่าง ๆ ทางเหนือ เช่น เมืองหริทวาร ปาณิปัต เดลฮีพาราณสีแคชเมียร์ทางใต้กไปจนถ ็ ึงแควนม้ ทราสัและขามไป ้ จนถึงเกาะลงกาทั ี่นับวาส่าคํญทั ี่สุด กคือ็ท่านไดเด้ ินทางไปถึงประเทศซาอุดิอาระเบีย เขาไปส ้ งสอนทั่ ี่ เมืองมกกะฮัฺ จนถึงเมืองแบกแดดแลวน้บวัาท่ ่านเป็นศาสดาองคเด์ ียวในโลกที่ได้มีโอกาสเดินทาง ไปถึงเมืองมกกะฮัฺ หลกสัาคํญทั ี่ท่านนามาสํงสอนกั่ คือ็ สามคคั ี เสมอภาค ศรัทธาและภกดั ี ในช่วงระยะเวลา 10 - 15 ปี สุดทายแห้ ่งชีวิตของท่าน ท่านได้พักอยที่บ้ ู่านกรรตาปูระ ซึ่งเป็นหมู่บ้านชาวซิกข์ที่ตั้งข้ึนมาใหม่ในแควนป้ ัญจาบ ท่านไดอย้กู่บครอบครั ัวในฐานะพอบ่าน้ คนหนึ่ง และได้สังสอนประชาชนจนถ่ ึงวาระสุดทายของช้ ีวิต ณ ที่นัน่ เม ื่ อวนแรมั 10 คํ่า เดือน 11 ตรงกบวันทั ี่ 7 กนยายนั พ.ศ. 2082 มีพระชนมาย 70 ุปี (จํานง ทองประเสริฐ 2520 : 130- 145)
136 2. ศาสดาหรือคุรุองค์ที่ 2 คือ คุรุอังคัพ (พ.ศ. 2047 – 2095) เป็นศิษย์ที่คุรุนานกรั ักมาก ไดรวบรวมบทประพ ้นธั ์และชีวประวัติของคุรุนานกขั้ึน ได้ตั้งศนยูเผยแพร์ ่คําสอนของศาสดาองคแรกข์ ้ึนหลายแห่ง ทําใหชาวซ้ ิกข์มีความสมครสมานใกล ั ้ชิด กนยังขิ่ ้ึน ท่านเป็นศาสดาอยประมาณ ู่ 14 ปี 3. ศาสดาหรือคุรุองค์ที่ 3 คือ คุรุอมรทาส (พ.ศ. 2022 – 2117) ท่านเป็นนกปฏ ั ิรูปสงคมัท่านสอนวา่สตรีกมีสิ ็ทธิจะหลุดพนได ้และค้ดคัานการ้ คลุมหนาของสตร ้ ีและการเผาสตรีทั้งเป็น เม ื่ อสามีสิ้นชีวิตแล้ว ท่านเป็นศาสดาต้งแตั ่ พ.ศ. 2095 – 2117 รวมเป็น 23 ปี 4. ศาสดาหรือคุรุรามทาส (พ.ศ. 2077 – 2125) ท่านเป็นศาสดาอย 8 ู่ปี และไดสร้ ้างศูนยแห์ ่งความเป็นปึกแผนของชาวซ่ ิกข์ขึ้น ณ เมือง อมฤตสระหรือมฤตสาร์ ได้มีการขดสระอมฤตข ุ้ึนยาวถึง 150 ฟุต เมืองรอบ ๆ สระน้นได ั ้ ชื่อวารามทาสป ุ่ระ 5. ศาสดาหรือคุรุองค์ที่ 5 คือ คุรุอรชุน (พ.ศ. 2106 – 2149) เป็นศาสดาสืบต่อจากคุรุรามทาส เป็นเวลา 26 ปี ท่านไดสร้ ้างสุวรรณวิหารข้ึน กลางสระอมฤต เช่นวหารทิ ี่ สวยงามมากมีประตูสี่ด้าน ไม่มีรูปเคารพใด ๆ ทั้งสิ้น ท่านไดรวบรวม้ คัมภีร์ของศาสนาซิกข์ขึ้น เรียกวา่ ครันตะสาหิฟ โดยรวบรวมโอวาทของคุรุทั้งสี่ที่กล่าวแล้ว ข้างต้น รวมท้งขัอเข้ ียนของท่านเองดวย้ ท่านได้ถูกกษตรั ิย์มุสลิมราชวงศโมก ์ลทุี่ เดลฮี สังจ่บเอาั ไปทรมานจนสิ้นชีวิต 6. ศาสดาหรือคุรุองค์ที่ 6 คือ คุรุหริโคอนทิ ์ (พ.ศ. 2138 – 2188) เป็นศาสดาส ื่ อต่อคุรุอรชุน ผู้เป็นบิดาของท่านรวม 40 ปี คุรุท่านน้ีมองเห็นวา่ ชาวซิกข์จะเป็นผู้ฝักใฝ่สันติอยตู่่อไปไม่ไดแล้ ้ว ท่านจึงเปลี่ ยนวิธีการใชดาบ้ สร้างสมกาลํงรบั สร้างป้อมปราการ ฝึกทหาร เม ื่ อจกรพรรดั ิชะหงดั ีร์ทรงทราบจึงเชิญไปพบ แลวจ้ ึงจบขั งไว ั ใน้ ป้อมรวมกบราชาผัครองแคว ู้ นต้ ่าง ๆ ซึ่งถูกจาขํงอยักู่่อนถึง 52 องค์ชาวซิกข์จึงพากนไปท ั ี่ป้อมน้นั ในที่สุดจกรพรรดั ิกทรงปล ็ ่อยท่านคุรุใหเป้ ็นอิสระ ในสมยตั ่อมาท่านได้ทําสงครามกบชาวมัุสลิม ถึง 4-5 คร้ังแต่ชนะทุกคร้ัง นับวาท่ ่านผู้นี้เป็นท้งทหารและนักเผยแพรั ่ศาสนา 7. ศาสดาหรือคุรุองค์ที่ 7 คือ คุรุหริโร (พ.ศ. 2173 – 2204) ท่านผู้นี้เป็นศาสดารวม 16 ปี ท่านได้ทําใหศาสนาซ ้ ิกข์รุ่งเรืองมีกาลํงทหารเขัมแข้ ็ง สามารถทาใหํคนส ้าคํญแหั ่งศาสนาฮินดูหันมาถือศาสนาซิกขได์ ้ 8. ศาสดาหรือคุรุองค์ที่ 8 คือ คุรุหริกฤหัน (พ.ศ. 2199 – 2207) ท่านสิ้นชีพเม ื่ ออายเพุียง 9 ปีเท่าน้นั เป็นศาสดาอยเพู่ยงี 4 ปี
137 9. ศาสดาหรือคุรุองค์ที่ 9 คือ คุรุเตฆพหทร์ (พ.ศ. 2207 – 2218) กษตรั ิย์มุสลิมผู้ยิงใหญ่่คือ จักรพรรดิโอรังเขป แห่งราชวงศโมก ์ุล ไดทรงร้ ับสงให ั่ ้ กองทพมัุสลิมจบตัวทั ่านไปยงกรัุงเดลฮี และยงบังคั บให ั ้ท่านเปลี่ ยนศาสนา แต่ท่านไม่ยอมจึงถูก ประหารชีวิตและสบรั ่างกายเป็น 4 ท่อน เอาไปแขวนประจาน ไว้ที่ป้อม 4 ทิศ ท่านเป็นศาสดา อย 12 ู่ปี คือ ตั้งแต่ พ.ศ. 2207 – 2218 10. ศาสดาหรือคุรุองค์ที่ 10 คือ คุรุโควนทสิ ิงห์ (พ.ศ. 2209 – 2241) ผู้ได้รับการขนานนามวา่ นักบุญผเปู้ ็นทหาร เป็นศาสดาองค์สุดทาย้ ท่านเป็นผู้ทํา ใหศาสนาซ ้ ิกขแข์งแรงม็นคงยั่งขิ่ ้ึน ด้วยการปลุกใจสานุศิษย์ทั้งหลาย ทําใหเป้ ็นนกรบตั ่อตาน้ กษตรั ิย์มุสลิม ท่านได้ตั้งศนยูกลางเผยแพร์ ่ลัทธิของตนข้ึนท ี่ เมืองดกกะและแควันอ้ สสั ัม ประกาศ วาทุ่กคนควรเป็นนกรบั ต่อสู่เพ ื่อจรรโลงชาติและศาสนาของตน ซิกข์ทุกคนจะตองกล้าหาญ้ คําวา่ สิงห์ หมายถึง ความกลาหาญ้ หลกคัาสอนของศาสนาซํ ิกข ์ เปลี่ยนแปลงใหเข้าก้ บสถานการณั ์ได้ โดยท่านสอนวา่ การทาสงครามเพํ ื่อปรารถนา ท่านเป็นผู้บัญญัติใหชาวซ้ ิกข์ทุกคนตองถ้ ือดาบ โพกศีรษะและสร้าง ความเป็นเอกภาพใหกองท้ ัพ ทําใหกองท้พชาวซั ิกขในสม ์ยนั้นเขัมแข้ ็ง และกลายเป็นศตรั ูอันพิชิต ไดยากของจ้กรพรรดั ิโอรังเขปผเกร ู้ ียงไกร ท่านเป็นผู้ริเริ่มลทธั ิแบบศีลจุ่มข้ึนในศาสนาซิกข ์ท่านเป็นผประกอบพ ู้ ิธีให้ผู้ที่เขามาเป ้ ็น สานุศิษย์ด้วยพิธีประพรมน้ามนตํ ์ และให้ดื่มน้าศํกดั์ิสิทธ์ิ ซึ่งมีดาบแช่ไวเพ้ ื่อเป็นเคร ื่ องหมายวา่ ผู้ดื่มน้าจะตํ องเป ้ ็นผกลู้ าหาญ้พร้อมท ี่ จะออกรบเพ ื่อจรรโลงชาติและศาสนา นํ้าด ื่ มน้ีเรียกวา่ “นํ้าอมฤต” ศีลของชาวซิกข ์ เม ื่ อชาวซิกข์ดื่มน้าอมฤตแลํ ้วคุรุกให็ ้ศีล 21 ข้อ ซึ่งเป็นศีลประจาชํ ีวิตของศิษย์ทุกคน คือ 1. นับถือศาสดาทุกคนเป็นมิตรและถือวาตนเป ่ ็นบุตรแห่งศาสดาน้นั 2. นับถือเมืองปาฏลีบุตรและนามนักนครวาเป่ ็นปูชนียสถานท ี่ประสูติของศาสดา 3. เลิกถือช้นั วรรณะ 4. ห้ามทะเลาะววาทระหวิางศ่ ิษย์ด้วยกนั 5. พยายามพลีชีพในสนามรบ 6. บูชาสิ่งศกดั์ิสิทธ์ิ 3 ประการ คือ 6.1 พระผเปู้ ็นเจาทรงเป ้ ็นสจจะั เป็นศรีและเป็นอกาละ 6.2 ศาสโนวาทแห่งคุรุทั้งหลายและ
138 6.3 ความบริสุทธ์ิ 7. มี “ก. 5 ประการ” ไว้กบตนคั ือเกศ กงฆาั กฉา กรา กฤปาน 8. เวนจากพ้ ดปดู 9. เวนจากโลภ ้ โกรธ หลง และนบถั ือภรรยาอ ื่ นเสมอดวยมารดาของตน้ 10. ไม่เก ี่ ยวของก้บผั ู้ที่เป็นปฏิปักษ์ต่อศาสนาซิกข์ 11. ไม่คบผู้ที่ไม่ส่งเสริมการรบ 12. ห้ามใช้สีแดง (เพราะสีแดง หมายถึง ความรัก ความเมตตา ซึ่งขดตั ่อนิสัยนกรบั ) 13. ใหใช้ ้คําวา่ “สิงห์” ต่อทายต้ ้งแตั ่บัดน้ีเป็นตนไป ้ 14. ห้ามเปลือยศีรษะ นอกจากเวลาอาบน้าํ 15. ไม่เล่นการพนัน 16. ห้ามตดหรั ือโกนผม หนวด และเครา 17. ห้ามเก ี่ ยวของก้บบัุคคลผเบู้ ียดเบียนชาติ ศาสนา 18. ให้ถือวาการข่ ี่ม้า ฟันดาบและมวยปล้าํ เป็นกิจที่ต้องทาอยํ เปู่็นนิจ 19. ให้ถือวาเก่ ิดมาเพ ื่ อทาใหํ ้ผู้มีความทุกขให์เก้ ิดความสุข และทาความเจรํ ิญใหแก้ ่ชาติ ศาสนา 20. เวนจากความหรู้หราฟุ่มเฟือยท ี่ไร้สาระ 21. ให้ถือวาการคบพระผ่ เปู้ ็นเจาเป้ ็นอกาละและสกการบัูชาผเปู้ ็นแขก เป็นกิจท ี่ ควรทํา เป็นประจํา เร ื่ อง “ก. 5 ประการ” ที่ศาสดาคุรุโควินทสิงห์บัญญัติใหชาวซ้ ิกข์ทุกคนตองม้ ีไวประจ ้าตํ ัว เพราะมีความประสงคอบรมชาวซ์ ิกขให์ เป้ ็นทหารโดยนิสัย มิใช่เหตุบังคับ “ก. 5 ประการ” มีผลสาคํ ัญ ดังน้ี 1. กฑา (กรา) คือกาไลเหล ํ กให ็สวมอย ้ เปู่็นประจํา เพ ื่ อเตือนใจทหารวาเหล่ กเป็ ็นโลหะ ที่มีค่าท้งการคัาและการท้าอาวํุธ 2. กจฉาั (กฉา) กางเกงขาส้นเนั ื่องจากประเพณีชาวอินเดีย ชายนิยมนุ่ง “โซตี” (ผ้ายาว พันต้งแตั ่บั้นเอวลงไปเกือบจรดเท้า) จึงไม่สะดวกในการรบ จึงใหใช้ กางเกงขาส ้ ้นแทนั 3. เกศ ผมใหไว้ผมยาว้ คือ มีเหตุสําคญเพั ื่อเป็นเกราะสวมศีรษะไว้ด้วยผม แลวพ้นผั ้า ไว้อีก ถ้าถูกทารํ ้ายที่ศีรษะกจะไม ็ ่เจบมาก็ และเพ ื่ อดูน่าเกรงขามทาลายขวํญขัาศ้ ึก 4. กงฆาั หวี เม ื่ อบญญั ัติใหไว้ผมยาวแล้ ้ว จึงจาเปํ ็นตองม้ ีหวีไว้สําหรับหวีผมเป็นของ คู่กนั 5. กฤปาน (หรือกริปาน) ดาบใหพกต้ ิดตวเปั ็นประจํา เป็นอาวธสุาหรํ ับนกรบั
139 คัมภีร์ของศาสนาซิกข ์ คมภั ีร์ของศาสนาซิกข์มีความสาคํญมากั เพราะใชแทนศาสดาด ้วย้ ชาวซิกขเร์ ียกคมภั ีร์ ของตนวา่ “ครันตะสาหิฟ” หรือ “ครันตะซาหิฟ” แบ่งออกเป็น 2 เล่ม คือ 1. อาทิครันต ์ แปลวา่ “คัมภีร์แรก” ซึ่ง คุรุอรชุน เป็นผรวบรวมข ู้ ้ึนเมื่อ พ.ศ. 2147 มีบทนิพนธ์ของคุรุหรือศาสดาองค์ที่ 1 ถึงองค์ที่ 5 และยงมั ีบทประพนธั ์ที่มีชื่อแห่งศาสนาอินดู และศาสนาอิสลาม คือ ท่านรามานทะและทั ่านกพีร์ และนกปราชญ ั ์อีกหลายท่านรวมอยด้ ู่วย 2. ทสมครันต ์แปลวา่ “คัมภีร์ของคุรุองค์ที่ 10 เป็นชุมนุมขอเข้ ียนของคุรโควินทสิงห์ ซึ่งรวบรวมข้ึนภายหลงคัมภั ีร์อาทิครันต ์ประมาณ 100 ปี” หลกธรรมคั ําสอนของศาสนาซิกข ์ หลกธรรมคัาสอนทํ ี่สําคัญ ๆ ของศาสนาซิกข ์ไดแก้ ่ 1. สามัคคี โดยเหตุที่ศาสนาซิกข์เกิดข้ึนเพ ื่ อความสมครสมานสามัคคั ีในหมู่คณะ ผู้นับถือศาสนาอิสลามและฮินดูโดยมิได้ยึดเอาศาสนาเป็นเหตุก่อความแตกแยกในชาติบ้านเมือง ถ้าประชาชนในชาติต้องแตกแยก เพราะถือเอาศาสนาเป็นเหตุแล้ว ต่อไปอินเดียกต้ ็องสูญชาติแน่ ดังน้นทั ่านคุรุนานกซั ึ่งเป็นฮินดูและท่านกีร์และท่านดาดูซึ่งเป็นมุสลิม จึงพยายามประยกตุ์คําสอน ในศาสนาอิสลามและศาสนาฮินดูเขาด้วยก้นเพั ื่ อความสามคคั ี 2. ความเสมอภาค ศาสนาซิกขสน์บสนัุนให้มีการปกครองตามระบอบประชาธิปไตย ซึ่งทุกคนท้งชายและหญั ิงควรมีสิทธ์ิเทียมบ่าเทียมไหล่กนั ทั้งน้ีเพราะคุรุนานกปฐมศาสดาได ัสอน ้ ไว้วา่ “โลกท้งหมดเกั ิดข้ึนจากแสงสวางเด่ ียวกนั คือ พระผเปู้ ็นเจ้า จะวาใครด ่ ีใครชววั่าก่ นไม ั ่ได” ้ 3. ศรัทธา ศาสนาซิกขสอนให ์ ้ทุกคนมีศรัทธา ความเชื่อ ความเล ื่อมใสในพระผเปู้ ็น เจ้า และเช ื่ อวาพระเจ่ าเป้ ็นผสรู้ ้างโลกและทุกสิ่งในโลก ซิกข์นับถือพระเจาเพ้ ียงองคเด์ ียว โดยมีข้อความในคมภั ีร์ตอนหน ึ่ งวา่ “ณ ประตูของ พระผเปู้ ็นเจาน้ ้นั มีนบีมูฮัมมดตั้งหลายพันองคั ์ มีพระพรหม พระวิษณุ (พระนารายณ์) และ พระศิวะ (พระอิศวร) ตั้งหลายพนองคั ์แต่มีพระผเปู้ ็นเจาท้ ี่ เหนือเทพท้งหลายอยัเพู่ยงองคีเด์ ียว เท่าน้นั ซึ่งเป็นผสรู้ ้างโลกและทุกสิ่งทุกอยาง่พระนามของพระองคเท์ ่าน้นจรั ิง” และ “พระผเปู้ ็นเจ้า ปราศจากความกลัว และปราศจากความเป็นศตรัู พระองคเป์ ็นชาตะ (ไม่เกิด) เป็นอมตะ (ไม่ตาย) และเป็นสยมภู (คือผเปู้ ็นเองไม่มีใครสร้าง)”
140 ข้อปฏิบัตของชาวซิ ิกข ์ นอกจากน้ีชาวซิกข์ทั้งหลายตองย้ ึดถือในชีวิตประจาวํนตามคัาสอนของศาสนาํ ดังน้ี (เสถียร พันธรังสี. 2524 : 191) 1. ให้ตื่นเชาอย้างน่อยคร้ ึ่ งชวโมงก ั่่อนรุ่งอรุณ 2. ตื่นแลวให ้บร้ ิกรรมทางธรรม เพ ื่อฟอกจิตใจใหสะอาด ้ 3. ใหประกอบส ้มมาอาชั ีพ 4. ใหแบ้ ่งส่วนรายได 10 ้ ส่วน มอบแก่กองการกศลุ 5. ใหละเว้ นจากการเสพของม ้ ึนเมา ประพฤติผิดประเวณีแมแต้ ่ละการสูบบุหรี่กละเว็ ้น เม ื่ อทุกคนปฏิบัติตามคาสอนเหลํ ่าน้ี ความเส ื่อมจะไม่เกิดแต่สังคม การท ี่สอนใหแบ้ ่ง ส่วนรายไดเข้ากองการก้ ศลนุ้นั ทําให้สังคมชาวซิกข์มีเงินทุนมากพอจดเศรษฐกั ิจสงคมสงเคราะหั ์ ใหอย้ ในข ู่้นมาตรฐานได ั ้คนฐานะยากจนกมีชีวิ ็ ตเป็นสุขไดพอสมควรแก ้ ่อัตภาพโดยไม่เป็นภาระ ของสงคมให ัเก้ ิดปัญหาสงคมั ไม่มีขอทานในสงคมชาวซั ิกข์ ข้อห้ามของชาวซิกข ์ มีบทบญญั ัติห้ามชาวซิกข์ทั้งหลายปฏิบัติ 4 ประการคือ (ธนู แกวโอภาส ้ ม.ป.ป. : 8481) 1. ห้ามตัดผมหรือขลิบหนวด 2. ห้ามเสพสิ่งเสพติดทุกชนิด 3. ห้ามผดประเวณ ิ ี 4. ห้ามกินสตวั ์ที่ถูกฆ่าดวยว้ ิธี “กุททะ” (ถูกฆ่าในพิธีกรรม) พิธีกรรมที่สําคญของศาสนาซั ิกข ์ จุดมุ่งหมายที่สําคญของศาสนาซั ิกข์กคื็อตองการให ้ ้ทุกคนที่นับถือศาสนาซิกข์มีความรู้สึก ต่อกนฉันทั ์พี่น้อง เป็นการสร้าง “ภราดรภาพ” ขึ้นในหมู่ศาสนิกชนที่นับถือร่วมกนั โดยไม่มีการ ถือช้นวรรณะั พิธีกรรมที่สําคญจั ึงมุ่งอยที่ ู่ความเสมอภาคและความสามคคั ี ไดแก้ ่ 1. สังคัต หมายถึง การชุมนุมที่ผู้นับถือศาสนาซิกข์ร่วมกนเพั ื่อใหเก้ ิดการสามคคั ีในที่ ชุมนุมน้ี ทุกคนจะตองช้ ่วยตวเองเหมั ือนกนหมดไม ั ่มีนาย ไม่มีบ่าว คนไม่เคยทางานดํวยตนเอง้ เม ื่ อเขาส้ ู่พิธีนี้แลวจะต้องท้าทํุกอยาง่
141 2. อมฤตสังการ หมายถึงพิธีรับคนเขาส้ ู่ศาสนาซิกข ์เพราะเหตุที่ศาสนาน้ีเกิดจากการ ประยกตุศาสนาอ์ ิสลามกบศาสนาฮั ินดูเขาด้วยก้นั ดังน้นผั ู้ที่ถือศาสนาซิกข ์ จึงอาจนบถั ือศาสนา ไหนมาก่อนกได็ ้แต่เม ื่ อเขามาส ้ ู่ศาสนาน้ีแลว้ ต้องมีฐานะเสมอกนหมดั ในเวลาประกอบพิธีอมฤตสงการนั้ี ทั้งชายและหญิงจะตองเข้ าไปบ ้ชาพระเจูาองค้เด์ ียวกนั ทั้งน้ีเพ ื่อเป็นการปฏิเสธวรรณะทาลายทํ ิฏฐิมานะและมีความสามคคั ีกนั 3. พิธีปาหุล ชาวซิกข์ทุกคนท ี่ จะรับเขาส้ ู่สังคมซิกขได์ ้ก่อต่อเม ื่อได้ทําพิธีปาหุล ซึ่ง คลายก้บการถั ือศีลจุ่ม หรือศีลลางบาปในศาสนาคร ้ ิสต ์แลวก้จะร็ ับเอา กกะ หรือสิ่งที่ขึ้นตนด้วย้ อักษร “ก” 5 อยางค่ ือ 3.1 เกศ ไดแก้ ่ การไวผมยาว้ 3.2 กงฆาั ไดแก้ ่ หวีขนาดเล็ก 3.3 กฉา ไดแก้ ่ กางเกงขาส้นั 3.4 กนา ไดแก้ ่ กาไลม ํ ือทาดํวยเหล้ ็ก 3.5 กฤปาน ไดแก้ ่ ดาบ ผู้ที่ผานการประกอบพ ่ ิธีปาหุลแล้ว จะได้นามวาส่ ิงห์ต่อท่านช ื่ อเหมือนกนทัุกคน การทํา พิธีปาหุลและรับเอา ก. ทั้ง 5 เพ ื่อได้ชื่อวาเป่ ็นชาวซิกขโดยสมบ ์ูรณ์นั้น ไดเก้ ิดมีขึ้นในภายหลัง ในสมยของคัุรุโควินทสิงห์ ซึ่งเป็นคุรุหรือศาสดาองค์สุดทายของศาสนาซ ้ ิกข์ นิกายของศาสนาซิกข ์ ศาสนาซิกข์แม้ว่าจะเป็นศาสนาท ี่ เกิดหลงสัุด ถึงกระน้นกั ็มีการแตกแยกในดานความ้ คิดเห็นเช่นเดียวกบศาสนาอั ื่น ๆ เหมือนกนั โดยข้นแรกแตกออกเป ั ็น 2 นิกาย คือ 1. นิกายสหัชธรีย์ หรือสหิชธรี หรือนานกปั ันตี นิกายน้ีเป็นนิกายที่ดําเนินตามคําสอน ของคุรุนานกผั ู้นับถือนิกายน้ี ไม่ไวผมไว ้ หนวดโดยจะโกนหนวดเกล ้ ้ียงเกลาอยตลอดเวลาู่และ ไม่ต้องเข้าพิธีปาหุลหรือลางบาป ้ ทั้งไม่รับอกษรั ก. ทั้ง 5 ด้วย 2. นิกายสิงห์หรือขาลสา หรือนิลิมเล เป็นนิกายที่ดําเนินตามคาสอนของคํุรุโควินทสิงห์ ในเรื่ องการลางบาป ้ ชําระตนใหเป้ ็นคนบริสุทธ์ิ ผู้ที่นับถือนิกายน้ีนิยมไวผมไว ้หนวด้ ผู้ที่นิยม นิกายน้ีต้องผานพ่ ิธีขาลสา คือ ผู้บริสุทธ์ิและเม ื่ อรับ “อักษร ก. ทั้ง 5 แลวก้ จะใช ็นามว้ าส่ ิ่งห์ ต่อทายได ้ ้เพราะถือวาเป่ ็นผบรู้ ิสุทธ์ิแล้ว” ต่อมา เม ื่ อมีผู้นําคนสาคํญของซั ิกขคนหน์ ึ่ง คือ ท่าน “มูต้าซิงค” ์หรือ บูต้า สิงห์ ซึ่งมีชีวิตอยในระหว ู่าง่ 2416 -2486 ได้ตีความในดานค้ าสอนของศาสนาซํ ิกขเส์ ียใหม่ เพ ื่อให้ เหมาะสมกบสถานการณั ์ สภาพแวดลอมทางส ้ งคมเปล ั ี่ยนแปลงไปจากสมยกั ่อนมาก ท่านผู้นี้ได้
142 เสนอความคิดใหม่ดังกล่าวหลายดาน้ ทําใหเก้ ิดการวพากษิ ์วิจารณ์กนในวงการศาสนาซ ั ิกขอย์าง่ กวางขวาง้ มีทั้งฝ่ายท ี่ เห็นดวยและไม ้ ่เห็นดวย้ ที่ประณามท่านวาเป่ ็นผทรยศต ู้ ่อซิกข ์แนวความคิด ของซิกข์นี้ เรียกวา่ “พิรังการี” หรือ “ซิกขใหม ์ ่” ส่วนซิกข์ที่ยังยดมึ นในค ั่าสอนและตํ ีความ แบบเดิม เรียก “อกาลี” หรือ ซิกขเก์ ่า แนวความคิดของซิกขใหม ์ ่ ไดแพร้ ่หลายมีผู้นิยมนบถั ือมากข้ึน เพราะเหมาะสมกบั สภาพการณ์ของสงคมป ั ัจจุบันมากกวา่ “ซิกขเก์ ่า” ผู้ที่เป็นกาลํงสัาคํ ญในการเผยแพร ั ่ต่อจากท่าน บูตาซิงห์คือท่านอวตารซิงห์ ท่านผู้นี้ได้อุทิศตนสงสอนแนวความคั่ิดใหม่แก่คนทวไป ั่โดยพยายาม อธิบายใหประชาชนท ้ วไปเข ั่าใจถ ้ ึงหลกคัาสอนทํ ี่ แทจร้ ิง เนนหน้ กทางการใช ัมนุ้ษยชาติใหเข้ าใจถ ้ ึง ความทุกขและพล์งเหนั ือมนุษย ์โดยปฏิเสธคาสอนตํ ่างๆ ที่งมงานต่างๆ ที่สอนใหมนุ้ษย์อุทิศทุกสิ่ง ทุกอยางแก่ ่พระเจาอย้ างเดี ่ยว เป็นต้น ในปัจจุบัน ชาวซิกขเก์ ่าและใหม่มีความขดแยังก้ นเสมอั จนบางคร้ังถึงกบมั ีการยกพวก เขาท้ารํ ้ายกนจนมั ีผู้เสียชีวิตนบรั ้อยและมีการบาดเจบเป ็ ็นจานวนมากในป ํ ี 2521 (นงเยาว์ชาญณรงค. ์ 2531 : 358) สรุปท้ายบท ศาสนาซิกข ์ เป็นศาสนาที่มีความสาคํญและมั ีผู้นับถือหลายดาน้ ในปัจจุบันศาสนาซิกข ์ เกิดในประเทศอินเดีย และมีอายุน้อยที่สุดในบรรดาศาสนาท้งหลายในประเทศอ ั ินเดีย ศาสนาซิกข์ เป็นศาสนาเนื่องจากการถูกบีบบงคั บในทางการเม ั ือง เกิดจากการที่บุคคลในศาสนาอื่ นบงคับขั ่เขู ็ญ ศาสนาซิกข์ศาสนาซิกข์จึงกลายเป็นศาสนาของผกลู้ าหาญ้ ผู้เสียสละเป็นศาสนาของทหารและ นักรบ ศาสนาซิกข ์เป็นศาสนาประเภทเทวนิยม ต่อตานการแบ้ ่งช้นวรรณะัต่อตานการบู้ชายัญ และความเช ื่ ออยางงมงาย่ ถือวาช่ ีวิตของคนมีความหวัง และมีโอกาสพบกบความสัาเรํ ็จในชีวิตได้ ถ้าหากมนุษยพยายามท์าความดํ ีไม่จําเป็นต้องเป็นนกบวชั ต้องพฒนาตนเองและสังคมั ทํางานหนัก ทําความดีและกลาหาญ้ ต่อสู่กบอธรรมทั้งมวลั ไม่งมงายในเครื่ องรางของขลัง กราบไหว้บูชาสิ่งท ี่ ไร้สาระ ต้องประพฤติตนเป็นคนอ่อนนอมถ้ ่อมตนและมีเมตตาธรรม
143 แบบฝึกหัด บทท 8 ี่ ศาสนาซิกข ์ 1. จงอธิบายประวัติความเป็นมาของศาสนาซิกซ์มาพอสงเขป ั 2. จงอธิบายจริยธรรมในศาสนาซิกข์มาพอเข้าใจ 3. ข้อหามให ้ ศาสนาซ ้ ิกข์มีอะไรบาง้อธิบาย 4. จงอธิบายพิธีกรรมที่สําคญของศาสนาซั ิกขโดยส ์ งเขป ั 5. นิกายของศาสนาซิกข์มีอะไรบางอธ้ ิบาย
บทท 9 ี่ ศาสนาในประเทศญี่ปุ่นและจีน ศาสนาชินโต 1. กําเนิดและความเป็นมาของศาสนาชินโต ประเทศญี่ปุ่นได้ชื่อวาเป่ ็นดินแดนแห่ง 3 คําสงั่หรือ 3 ศาสนา คือ ศาสนาขงจ้ือ ศาสนาพทธและศาสนาชุินโต ญี่ปุ่นได้รับศาสนาขงจ้ือมาจากจีนและได้รับศาสนาพทธจากประเทศุ อินเดีย โดยผ่านจากจีน ส่วนศาสนาชินโตน้นั เป็นศาสนาพ้ืนเมืองดงเดั่ิมของชนชาติญี่ปุ่ น เกิดมี คู่มากบประว ั ัติศาสตร์ชนชาติญี่ปุ่นต้งแตั ่โบราณจนถึงปัจจุบัน ศาสนาชินโตมีอิทธิพลครอบคลุมทุกสิ่งทุกอยางของชาวญ่ ี่ปุ่นต้งแตั ่เกิดจนตาย แทรกซึมลึก ในความคิด ความเชื่อ พฤติกรรม อารยธรรม วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณีเป็นศาสนาที่ทํา ใหชาวญ้ ี่ปุ่นมีเอกภาพ เอกลกษณั ์เป็นของตนเองโดยเฉพาะอยางย่งยั่ ืน แม้ว่าจะมีศาสนาอ ื่ นเขามาเผยแพร้ ่ไม่ว่าจะเป็นศาสนาใดก็จะถูกอิทธิพลของศาสนา ชินโตเข้าครอบงาและผสมผสานํ ทั้งน้ีเพราะชาวญี่ปุ่นส่วนใหญ่ ไม่อาจละทิ้งความเช ื่ อของศาสนา ชินโตได้ แรกเริ่มเดิมทีบรรพบุรุษมีความเช ื่ อวาชาวญ่ ี่ปุ่นน้นมั ีพวกเดียวบนพื้นโลกน้ีไม่มีชนชาติ อื่นๆ อาศยอยั ในโลกน ู่้ีเลย ประชาชนชาวญี่ปุ่นอาศยอยับนเกาะนู่ อยใหญ ้ ่ 8 เกาะ ด้วยกนและยังมั ี เกาะเลกๆ็ ที่ไม่มีมนุษยอาศ์ยอั ีกเป็นพนๆัเกาะ เน ื่ อง จากชาวญี่ปุ่นไม่นิยมการเดินทางท่องเที่ยว มากนัก จึงทาใหํพวกเขาสร ุ้ปเอาวาม่ ีชนเพียงเผาเด่ ียวอาศยอยั ในโลกน ู่้ีความเช ื่ อดงกลั ่าวน้นได ั ้ ถูกบนทั ึกในคัมภีร์ศาสนาเป็นนิยายโบราณ และนิทานพ้ืนบานท้ ี่นับถือวาจร่ ิงและเช ื่ อถือกนตั ่อมา ในสมยตั ่อมาชาวญี่ปุ่นได้มีการติดต่อกบประเทศจ ั ีน กได็ ้นําเอาพระพทธศาสนาแบบจุีน ศาสนาขงจ้ือและพ้ืนฐานของวฒนธรรมอั ื่ นๆ เป็นอนมากมาใช ัชาวญ้ ี่ปุ่นได้นําศาสนาแบบจีนมาใช้ โดยปรับปรุงเขาก้บพั ิธีกรรมและความเชื่อดงเดั่ิมของพวกตน คือคร้ังแรกชาวญี่ปุ่นนบถั ือเทพเจ้า ผีสาง เทวดาและธรรมชาติเมือรับความเช ื่ อของชาวจีนเขามาจ้ ึงมีการนบถั ือ เช่นไหว้วิญญาณ บรรพบุรุษรวมอยด้ ู่วย กลายเป็นศาสนาพ้นเมื ือง ซึ่งจีนเรียกวา่ “ทางแห่งเทพเจ้า” หรือ “ชิน-เต๋า” และช ื่ อจีนวา่ “ชินโต” กกลายเป ็ ็นที่รู้จักกนมาจนถั ึงปัจจุบัน ถึงแม้วาจะมีชื่ ่ อเป็นภาษาญี่ปุ่นวา่ “กามิ-โน-มิชิ” กตาม็
146 2. สิ่งที่นับถือของศาสนาชินโต สิ่งท ี่ ชาวญี่ปุ่นผู้นับถือศาสนาชินโตท้งหลายนับถั ือเรียกวา่ “กามิ” ไดแก้ ่เทพเจาต้ ่าง ๆ ที่มีอยบนสวรรคู่และส์ ิงสถิตอยในธรรมชาต ู่ิต่าง ๆ เช่น แม่นํ้า ภูเขา ตนไม ้ ้ทะเล เป็นต้น นอกจากน้ีกรวมถ็งผัสางวี ิญญาณต่าง ๆ ที่สิงสถิตอยตามธรรมชาตู่ิและสถานท ี่ไม่วาจะเป ่ ็นตนไม ้ ้ หรือศาลเจ้ารวมท้งสั ิ่งท ี่ แลเห็นและไม่อาจแลเห็น เทพเจาแห้ ่งธาตุทั้ง4คือ ดิน นํ้าลม ไฟ เม ื่ อศาสนาพทธนุิกายมหายาน เขามาเผยแพร้ ่ในเกาะญี่ปุ่นน้นัศาสนาพทธนุิกาย มหายานเข้ามาโดยการนาของวํฒนธรรมจั ีน ซึ่งถือวาเป่ ็นวฒนธรรมทั ี่สูง บุคคลช้นสัูงในสงคมั ญี่ปุ่นรับวฒนธรรมจั ีนกยอมร็ ับเอาศาสนาพทธนุิกายมหายานมาดวย้จนต่อมาศาสนาพทธเปุ็นที่นับ ถือศาสนาชินโต และศาสนาพทธมหายานกุมิ็ได้บังคบหรั ือทาลายความเชํ ื่ อดงเดั ิม คือศาสนาชินโต แต่ประการใด ในขณะเดียวกนกับศาสนาชั ินโตกมีอิ ็ทธิพลต่อศาสนาพทธนุิกายมหายาน ในญี่ปุ่ น อยางมาก่พระสงฆ์ฝ่ายมหายานจึงรับพิธีกรรมตามความเช ื่ อของชินโตและรับเอาขนบธรรมเนียม ประเพณีของชินโตเข้าไวอย้างมาก่ 3. ความเช ื่ อและศาสนาชินโต ชาวญี่ปุ่นนบถั ือศาสนาชินโตมีความเช ื่ อพอยกมากล่าวได้ดังน้ี 3.1 ความเช ื่ อวา่ศาสนาชินโตเป็นศาสนาประจาชาตํ ิของญี่ปุ่นและเป็นประวัติศาสตร์ ตํานาน แห่งกาเนํ ิด ของชนชาติญี่ปุ่นและเกาะญี่ปุ่นท้งหลายพันเกาะั เป็นที่ตั้งของประเทศ 3.2 มีความเช ื่ อวา่ ปฐมจกรพรรดั ิเทนโน ทรงสืบเช้ือสายมาจากสุริยเทพีและ บรรดาจกรพรรดั ิญี่ปุ่ น สืบเช้ือสายมาจากเทพเจาโดยตรง ้ และประชาชนญี่ปุ่นมีความเช ื่ อภูมิใจวา่ เป็นประเทศเดียวในโลก ที่มีจักรพรรดิสืบต่อมานานโดยไม่ขาดสาย 3.3 มีความเช ื่ อวา่ ในธรรมชาติบูชาธรรมชาตินับถือเทพเจาและว้ ิญญาณ อํานาจ เหนือมนุษย์ต่าง ๆ ที่สิงสถิตอยในธรรมชาต ู่ิทั้งมวลและมีจิตใจรักธรรมชาติ 3.4 มีความเช ื่ อและนบถั ือดวงอาทิตย์เพราะเช ื่ อวาเทพเจ่าแห้ ่งดวงอาทิตยเป์ ็น บรรพบุรุษขององค์จักรพรรดิและเป็นสญลักษณั ์ของชาวญี่ปุ่ น 3.5 ความเชื่อ ชีวิตในโลกหน้า และเช ื่อในเรื่ องบุญ-บาป ผลกรรมดีกรรมชวั่ เน ื่องจากได้รับอิทธิพลจากพระพทธศาสนานุิกายมหายาน และศาสนาชินโต กยอมร็ ับคาสอนนํ้ี 3.6 มีความเชื่อ วาศพทั ่้งหลายเป็นสิ่งท ี่ไม่มีความบริสุทธ์ิและหามจ้ดทั ํา พิธีศพ ในวดชั ินโต ดังน้นเมั ื่ อชาวญี่ปุ่ นตายจึงไปประกอบพิธีศพในวดของศาสนาพัทธุ 3.7 มีความเช ื่ อและนบถั ือบูชา วิญญาณบรรพบุรุษและวีรบุรุษตามความเช ื่ อท ี่ได้รับ อิทธิพลมาจากศาสนาขงจ้ือ
147 4. หลกจรั ิยธรรมของศาสนาชินโต ประมวลหลกจรั ิยธรรมและปรัชญาชีวิตของชาวญี่ปุ่ น ประมวลขอปฏ ้ ิบัติของซามูไร นักรบหรือขนนางุและประมวลหลกปฏ ั ิบัตินี้เริ่มตนด้วย้ 4.1 ความกลาหาญ้ เป็นหลกจรั ิยธรรมข้อแรกในศาสนาชินโต จริยธรรมขอน้ ้ีจะ นําเอาการอบรมแก่เดกต็ ้งแตั ่เยาว์วัยพอเริ่มจะเขาใจได ้ ้จนกวาจะเก่ ิดจิตสานํ ึกในความกลาหาญ้และ สามารถตายแทนชาติได้โดยเนนว้าการตายอย่างกล่าหาญ้ ดีกวาการตายอย่ างไร้ ่เกียรติดังน้นนักรบั ญี่ปุ่นจึงยนดิ ีทํา “ฮาราคิรี” คือ ฆ่าตวตายโดยใช ัดาบซามู้ไรคู่มือของตนเอง 4.2 ความขลาด ทํานองเดียวกนกับความกลั าหาญในท ุ้กรูปแบบได้รับการยกยอง่ ข้อความน้ีจะชดเจนขั้ึนในคากลํ ่าวที่วา่ “บาปทุกอยางท่้งใหญ ั ่และเลกอาจจะได ็ ้รับอภยดัวยการส ้านํ ึก ผิด ยกเว 2 ้อยาง่ คือ “ความขลาดและการลกขโมย ั ” 4.3 ความจงรักภกดั ีถัดจากความกลาหาญหร้ ือแมจะน้าหนํามาก้ ่อนกมาถ็ ึงคุณธรรม แห่งความจงรักภกดั ีจนกระท้งเรั ็วๆ นี้ความจงรักภกดั ีอันดบแรกคั ือ จงรักภกดั ีต่อพระมหากษตรั ิย์ ต่อมาขยายไปจนถึงสมาชิกภายในครัว สังคมและยงไปถ ั ึงผู้สืบเช้ือสายในอนาคตอีกดวย้ 4.4 ความเลวทราม ชาวญี่ปุ่นเกียจคนประพฤติเลวทราม ติเตียนการลกขโมย ั การพดเทู็จการประพฤติผิดในกาม การแต่งงานกบสายโลห ั ิตเดียวกนั การโหดร้ายเยยงส ี่ ตวั ์ป่า และ เวทมนต์ถึงแม้วาจะไม ่ ่มีข้อบงคับตั ่อตานในเร ้ ื่ องเหล่าน้ีอยางเปิ ่ดเผยในศาสนาชินโตกตาม็ 4.5 ความสะอาด ชาวญี่ปุ่นนบถั ือศาสนาชินโตจะเคร่งครัดในเรื่ องความสะอาด ความเช ื่ อน้ีทําใหชาวญ้ ี่ปุ่นนิยมอาบน้ากํ ่อนรับประทานอาหารเย็น โดยจะอาบน้าในบ ํ ่อน้าหรํ ือ สระน้าใหญ ํ ่โดยแช่อยในน ู่้าํ ขัดถูตัวนาน ๆ และอาบน้ารวมกํนกั ได็ ้ สําหรับพิธีกรรมของศาสนาชินโตถือวาความสะอาดม่ ีความสาคํ ัญ เวลาส่วนใหญ่มักใช้ ในเรื่ องของความสะอาด การเป็นคนไม่สะอาดเป็นความผดติ ่อเทพเจ้า และควรพิจารณาถึงสิ่งท ี่ อาจ ทําใหเทพเจ้ าไม ้ ่พอใจไปดวย้ มิใช่มุ่งแต่เร ื่ องของพิธีกรรมโดยฝ่ายเดียว 5. ศาสนสถานของศาสนาชินโต ศาสนาชินโตมีวัดจานวนมากอยํ ทั ู่ วเกาะญ่ ี่ปุ่ น เป็นสถานที่ที่ชาวญี่ปุ่นไปสวดมนต์ ในวัด ไม่มีรูปบูชาและพระปฎิมา เคร ื่ องบูชาที่ประชาชนนําไปมีกระจกเงา หรืออาหาร หรือ หอกและการสวดมนต์ถือเป็นความจาเปํ ็นโดยตรงก่อนท ี่ จะถึงบริเวณศาสนสถานของศาสนาชินโต เรียกวา่ “โทริ”เป็นสญลักษณั ์ประตูนี้สร้างเป็นรูปประตูประกอบกบเสาั 2 เสา และมีไม 2 ้ อันวาง ขวางอยด้ ู่านบนและมกจะทาสั ีแดง ประตู “โทริ” นี้ถือเป็นประตูวิญญาณ เกิดจากศรัทธาใน ดวงวิญญาณที่นับถือเป็นเทพเจาต้ ่าง ๆ เช่น วิญญาณ ภูเขา วิญญาณตนไม ้ ้วิญญาณแม่นํ้า ลําธาร