ศาสนาเปรี ยบเทยบ ี ชาตร ี ช ุ มเสน ศน.ม.(ปรัชญา) หมวดวชาศ ิ ึ กษาทวไป ั่ มหาวทยาล ิ ยราชภ ั ฏอ ั ดรธาน ุ ี 2553
คํานํา ตํารารายวิชาศาสนาเปรียบเทียบเล่มน้ีมีวัตถุประสงค์ที่จะให้เป็นตาราประกอบการศ ํ ึกษา รายวิชาจริยธรรมกบชั ีวิต รหัส 1500104 ซึ่งมีการเรียนการสอนเป็นวิชาพ้ืนฐานในหมวดศึกษา ทัวไป ่ มหาวิทยาลยราชภัฏอัุดรธานี โดยตระหนกความจรั ิงว่า บ่อเกิดของจริยธรรมส่วนใหญ่มาจาก ศาสนา เน ื่องจากศาสนาในโลกน้ีมีใหมนุ้ษยเล์ ือกนบถั ือเป็นจานวนมากํแต่ละศาสนาก็มีจุดหมาย ร่วมกนคั ือสอนให้คนละเวนความช้วั่กระทาแตํ ่ความดีเพ ื่ อการอยู่ร่วมกนในส ั ังคมอย่างเป็นสุข ถึงแม้ว่าศาสนาท้งหลายมั ีแนวความคิด ความเชื่อและแนวปฏิบัติแตกต่างกนั ผู้รวบรวมจึงพยายาม เนนจุ้ดเด่นของศาสนาแต่ละศาสนาออกมาเสนอโดยหลีกเล ี่ ยงการแข่งดีแข่งเด่นซ ึ่ งกนและกันอยัาง่ เด็กขาด เพราะตระหนกดั ีว่าการแข่งขนชั ิงดีชิงเด่นกนัยอมม่ ีผลทาใหํ ้เกิดการแตกแยกกนั ในกลุ่ม ชนที่นับถือศาสนาต่าง ๆ ในทานองตรงขําม้การร่วมไม้ร่วมมือกนในกล ัุ่มนกการศาสนาจะมั ีผลให้ เกิดการพฒนาทางจั ิตใหเจร้ ิญคู่กนไปก ับการพัฒนาทางวัตถัุ หวงเปั ็นอย่างยิ่งว่า ตํารารายวิชาศาสนาเปรียบเทียบ เล่มน้ีจะอานวยประโยชน ํ ์ให้แก่ ผู้สนใจทางศาสนาท้งในแง ั ่ปริยัติและปฏิบัติไม่มากกน้ ็อย ชาตรี ชุมเสน สิงหาคม 2553
สารบัญ หน้า คานํ ํา (1) สารบัญ (3) บทท 1 ี่ ความร้ทัู่วไปเกยวก ี่ บศาสนาั 1 ศาสนา 1 ความหมายของคาวํา่ “ศาสนา” 1 มูลเหตุแห่งการเกิดศาสนา 5 องคประกอบของศาสนา ์ 7 ความอิงอาศยกั นของปร ั ัชญาและศาสนา 8 ศาสนากบพั ิธีกรรม 9 ศาสนากบลัทธั ิ 12 ประโยชน์และบทบาทหนาท้ ี่ ของศาสนา 13 สรุปทายบท้ 17 แบบฝึกหัด 18 บทท 2 ี่ วิวัฒนาการของศาสนา 19 วิวัฒนาการของศาสนา 19 ลัทธิธรรมชาตินิยม 20 ลัทธิวิญญาณนิยม 20 ประเภทของศาสนา 22 ลักษณะและความหมายของเทวนิยมและอเทวนิยม 26 ประสบการณ์และความรู้ของศาสนา 28 แหล่งท ี่ มาของความรู้ทางศาสนา 31 ความรู้ 6 ระดับ 32 สรุปทายบท้ 33 แบบฝึกหัด 35
(4) สารบัญ (ต่อ) หน้า บทท 3 ี่ ความสัมพนธั ์ระหว่างศาสนากบศาสตรั ์ต่างๆ 37 ความสมพันธัระหว์างศาสนาก่บการศั ึกษา 37 ความสมพันธัระหว์างศาสนาก่บวัฒนธรรมั 39 ความสมพันธัระหว์ างศาสนาและปร ่ ัชญา 41 ความสมพันธัระหว์างศาสนาก่บวั ิทยาศาสตร์ 47 ความสมพันธั ์ระหวางศาสนาก่บกฎหมายั 51 ความสมพันธั ์ระหวางศาสนาก่บรั ัฐศาสตร์ 52 สรุปทายบท้ 53 แบบฝึกหัด 55 บทท 4 ี่ ศาสนาพราหมณ์หรือฮินดู 57 ยุคพราหมณะ 58 ยุคพระเวท 58 คัมภีร์อุปนิษัท 59 ยุคมหากาพย 62์ คัมภีร์ภควทคั ีตา 63 ยุคสูตร 65 ยุคปราชญ์ 65 คัมภีร์มนูธรรมศาสตร์ 65 พระเจาสู้งสุดของศาสนาพราหมณ์หรือฮินดู 66 นิกายในศาสนาพราหมณ์หรือฮินดู 66 พิธีกรรมในศาสนาพราหมณ์หรือฮินดู 68 ปรัชญาความเช ื่อในศาสนาพราหมณ์หรือฮินดู 71 สรุปทายบท้ 73 แบบฝึกหัด 74
(5) สารบัญ (ต่อ) หน้า บทท 5 ี่ ศาสนาพุทธ 75 กาเนํ ิดของพทธศาสนาุ 75 คัมภีร์ในพระพทธศาสนาุ 77 ลักษณะธรรมะในพระพทธศาสนาุ 78 หลกธรรมทั วไปของพระพ ั่ทธศาสนาุ 79 นิกายในพระพทธศาสนาุ 85 ปรัชญาความเช ื่อในพทธศาสนาุ 86 พิธีกรรมทางพระพทธศาสนาุ 89 ลักษณะพิเศษของพระพทธศาสนาุ 92 สรุปทายบท้ 94 แบบฝึกหัด 95 บทท 6 ี่ ศาสนาคริสต์ 97 สภาพทัวไปของศาสนาคร ่ิสต์ 97 พระเจาของศาสนาคร ้ ิสต์ 97 ประวัติศาสดาของศาสนาคริสต์ 98 เทศนาบนภูเขา 100 สาเหตุแห่งการตรึงกางเขน 101 การฟ้ืนคืนชีพ 102 คัมภีร์ของศาสนาคริสต์ 103 คาสอนของพระเยซํู 104 กาเนํ ิดศาสนาคริสต์ 105 หลกความเชั ื่ อด้งเดั ิม 106 หลกความเชั ื่อในยคตุ่อมา 107 นิกายของศาสนาคริสต 1์ 08 พิธีกรรมสาคํ ัญ 110 สรุปทายบท้ 111 แบบฝึกหัด 112
(6) สารบัญ (ต่อ) หน้า บทท 7 ี่ ศาสนาอิสลาม 113 ดินแดนถิ่นกาเนํ ิดของศาสนาอิสลาม 113 พระเจาของศาสนาอ ้ ิสลาม 115 ประวัติศาสดา 115 โครงสร้างของศาสนาอิสลาม 118 การประกอบพิธีฮัจญ 122์ ข้อหามในศาสนาอ ้ ิสลาม 123 ข้อควรปฏิบัติในศาสนาอิสลาม 124 พิธีกรรมที่สําคญของอั ิสลาม 125 ผู้นําทางศาสนาอิสลาม 127 นิกายในศาสนาอิสลาม 129 สรุปทายบท้ 129 แบบฝึกหัด 131 บทท 8 ี่ ศาสนาซิกข์ 133 ความเป็นมาของศาสนาซิกข 133์ ประวัติศาสดา 134 ศีลของชาวซิกข ์ 137 คัมภีร์ของศาสนาซิกข์ 139 หลกธรรมคัาสอนของศาสนาซํ ิกข์ 139 ข้อปฏิบัติของชาวซิกข์ ข้อหามของชาวซ้ ิกข์ 140 140 พิธีกรรมที่สําคญของศาสนาซั ิกข์ 140 นิกายของศาสนาซิกข 1์ 41 สรุปทายบท้ 142 แบบฝึกหัด 143
(7) สารบัญ (ต่อ) หน้า บทท ี่ 9 ศาสนาในประเทศญี่ปุ่นและจีน 145 ศาสนาชินโต 145 ศาสนาขงจ้ือ 148 ศาสนาเต๋า 151 สรุปทายบท้ 155 แบบฝึกหัด 157 บทท 10 ี่ ความสัมพนธั ์และประโยชน์ของศาสนา 159 จุดร่วมของศาสนา 159 จุดมุ่งหมายสูงสุดของศาสนา 159 แนวความคิดเร ื่ องพระผเปู้ ็นเจ้า 160 ความสมพันธัระหว์างศาสนาย่ ิวคริสตและอ์ ิสลาม 162 ความสมพันธัระหว์างศาสนาพราหมณ่ ์พุทธและศาสนาเชน 163 ความสมพันธัของจร์ ิยธรรมกบศาสนาั 164 ศาสนากบมนัุษยและส์งคมั 165 ประโยชน์และหนาท้ ี่ ของศาสนา 166 ประโยชน์ของการศึกษาศาสนา 169 หลกการศั ึกษาศาสนา 169 สรุปทายบท้ 170 แบบฝึกหัด 172 บรรณานุกรม 173
บทท 1 ี่ ความร้ทัู่วไปเกยวก ี่ บศาสนาั ศาสนา ศาสนาเป็นวิชาท ี่ แยกออกจากวิชาปรัชญา เน ื่องจากปรัชญาเป็นเร ื่ องเก ี่ ยวกับสมอง เป็นเร ื่ องท ี่ เก ี่ ยวกบการวั ิพากษ์วิจารณ์เพ ื่ อแสวงหาคาตอบทํ ี่ยังหาคาตอบไม ํ ่ไดและจะต้ องแสวงหา ้ และคนคว้าต้ ่อไป ส่วนศาสนาเป็นเร ื่ องเก ี่ ยวพนจั ิตใจ ศรัทธาและอารมณ์ ปรัชญาอาจไม่ช่วยใหคน้ บรรลุธรรมอะไรได้นอกจากไดความร้ ู้ที่ตนเองแสวงหา แต่ศาสนามีหลกคัาสอนอํ นเป ั ็นแนวทางใน การปฏิบัติที่ช่วยให้คนพนจากความทุ้กข์ได ้ ศาสนาและปรัชญาต่างก็เป็นนามธรรมดวยก้นั ทั้งคู่ ศาสนาเป็นเร ื่ องของความเช ื่ อและอยในกรอบ ู่ ปรัชญากเป็ ็นเร ื่ องของความเช ื่ อเช่นเดียวกนแตั ่ ไม่ติดยดอยึ ในกรอบและเป ู่็นเร ื่ องของความคิด ความสงสัย ไม่เก ี่ ยวกบนรกสวรรคั ์ศาสนาและ ปรัชญามีข้อเหมือนกนในฐานะท ั ี่เป็นผลผลิตของประสบการณ์ชีวิต เป็นการเสนอคาตอบตํ ่อปัญหา ขั้นพ้นฐานของชื ีวิต แต่กมี็ความแตกต่างกนในแง ั ่ศาสนาตองอาศ ้ ยศรั ัทธาเป็นพ้นฐานื ทั้งน้ีไม่ไดละ้ เวนการใช ้เหตุ้ผล ญาณและประสบการณ์อื่นๆ ของมนุษยเข์ามาช้ ่วย นอกจากน้นปร ั ัชญายงมั ี ข้อแตกต่างกนทั ี่วา่ศาสนามีทฤษฎีและภาคปฏิบัติสอดคลองก้นั และปรัชญามีเพียงทฤษฎีแมจะ้ มีหลกจรั ิยศาสตร์ซึ่งเป็นขอสร ุ้ปลงสู่การปฏิบัติกเป็ ็นเร ื่องถกปัญหาเรื่องปฏิบัติมากกวา่ นักปรัชญา อาจพดไดูไพเราะและจ ้ บใจในเร ั ื่ องท ี่ ตนพงปฏ ึ ิบัติแต่นักศาสนาจะตองปฏ ้ ิบัติได้มิฉะน้นกั ็จะถือว่า เป็นนกปร ั ัชญาศาสนาหรือเป็นนกศาสนาศาสตรั ์เท่าน้นั หาใช่นักศาสนาท ี่ แทจร้ ิงไม่ (กีรติบุญเจือ. 2523:127 ) ความหมายของคาวํ ่า “ศาสนา” ก่อนจะศึกษาศาสนาและปรัชญาใหเข้ าใจตลอดสายและล ้ ึกซ้ึง ควรทาความเขํ าใจเก ้ ี่ ยวกบั ศัพทเส์ ียก่อนวา่ศาสนา คืออะไร หรือหมายความวาอย่ างไร ่แต่เน ื่ องจากคาวํา่ “ปรัชญา” เป็นศพทั ์ ที่จะตองพ้ดถูึงเน้ือหาหลากหลายจึงจะนําไปกล่าวไวในบทท ้ ี่ 3 ต่อไป ดั้งน้นทั ่านที่ศึกษาขอใหได้ ้ อ่านในบทดงกลั ่าว คําว่า “ศาสนา”แปลความศพทั เป์ ็นภาษาไทยว่า “คําส ั่ งสอน” ในภาษาองกฤษใช ั ้คําว่า Religion ซึ่งหมายถึงศาสนาที่มีส่วนเก ี่ ยวพนกับพระผั เปู้ ็นเจ้า
2 ความหมายของศาสนาน้นมั ีมากมายและมีความลึกซ้ึงเกินกวาท่ ี่จะใชภาษาซ้ ึ่ งมีข้อความ จากํ ดในเร ั ื่ องคามาอธํ ิบายไดครอบคลุ้มถูกตองท้ ี่ สมบูรณ์ได ้ดั้งน้นจั ึงยงไม ั ่มีผู้ใดใหความหมายของ้ ศาสนาไดอย้ างสมบู่รณ์และถูกต้องมากที่สุด อยางไรก ่ตาม็ นักวิชาการผทรงค ู้ ุณวุฒิแขนงต่างๆ เช่น จิตวิทยา มนุษยวิทยา สังคมวิทยา และนกวั ิชาการทางศาสนาไดให้ ความหมายของศาสนาไว ้ ้ดังน้ี ศาสนา หมายถึงคําสงสอนั่ (พจนานุกรมราชบณฑั ิตยสถาน 2525:758) ไดแก้ ่หลกธรรมั คําสอน ข้อหาม้ ข้อปฏิบัติต่างๆ ศาสนา คือความเชื่อ (เสถียรโกเศศ . 2531 : 12) ซึ่งแสดงออกมาใหปรากฏเห ้ ็นเป็นกิริยา อาการของผู้ที่เล ื่อมใสวา่ มีความเคารพเกรงกลัว ซึ่งอานาจอํนอยัเหนู่ือโลกหรือพระเจ้า ซึ่งบอกให้ ผู้เช ื่ อรู้ด้วยปัญญา ความรู้สึกเกิดข้ึนเองดวยสมยญาณ ้วาต่องม้ ีอยเปู่็นรูปร่างอยางใดอย ่างหน่ ึ่ง และต้องเป็นผสรู้ ้างและเป็นผู้กาหนดวํ ิถีชีวิตใหเป้ ็นอยู่กล่าวกนงั ่ายๆศาสนาคือการบูชาพระเจาผ้ ู้ซึ่ง มีทิพย์อํานาจอยเหนู่ือธรรมชาติด้วยความเคารพยําเกรง ท่านพทธทาสภุิกข ( ุ พุทธทาสภิกข. 2492 : 19-23) ุไดให้ ความหมายของศาสนาไว ้ ้วา่ “แทจร้ ิงศาสนามิใช่คําสงสอนทั่ ี่ คนส่วนใหญ่เขาใจ ้ เพราะแปลตามตวหนังสั ือ แต่ศาสนาท ี่ แทจร้ ิง คือการกระทาเพํ ื่อใหเก้ ิดการรอดพนจากความทุ้กขหร์ ือสิ่งท ี่ตนไม่ปรารถนา” โดยธรรมชาติมนุษยและส์ตวั ์ทั้งหลายลวนม้ ีความกลวตั ่อความทุกขและภ์ยอันตรายั ไม่ต้องการประสบกบสั ิ่งท ี่ไม่พึงปรารถนา มนุษยและส์ ัตว์มีสัญชาตญาณแห่งการหนีรอดต่อสิ่ง เหล่าน้นและวั ิถีระบอบเพ ื่อใหหน้ ีรอดได้ด้วยปัญญากคือ็ ศาสนาท ี่ แทจร้ ิง ท่านพทธทาสเปรุียบศาสนาวา่ ศาสนาคือโรงพยาบาลโลก ธรรมะคือโอสถสาหรํ ับโลก ศาสนาท ี่ แทจร้ ิงมีเพียงศาสนาเดียว ทุกศาสนาในโลกน้นแทัจร้ ิงกคื็อศาสนาเดียวกนั มีจุดมุ่งหมาย สูงสุดใหมนุ้ษย์พ้นจากความทุกข์ทั้งหลายเหมือนกนั หรือถาจะให ้ ความหมายเป ้ ็นสากลอาจกล่าวได้วาส่ ิ่งท ี่ เรียกวา่ศาสนา นั้นคือการประพฤติ หรือการกระทาตามกฎแหํ ่งความจริงแห่งธรรมชาติอันเดดขาด็ อันทาใหํเก้ ิดความสมพันธั ์ขึ้นระหวาง่ มนุษย์กบสภาพสัูงสุด กล่าวคือความไม่มีทุกขเลย์ หลวงวิจิตรวาทการ(หลวงวิจิตรวาทการ 2523:1-3 ) ไดอธ้ ิบายไว้วา่ คําวา่ศาสนา ทางภาษาฝรั่งเศสหมายความกวางกว้า่ ศาสนาของไทย คําวาศาสนาของไทยน ่้นั ใชในกรณ ้ ีมี ลักษณะหลายประการประกอบกนคั ือ : 1. ต้องเป็นสิ่งท ี่ เช ื่ อถือโดยมีความศกดั์ิสิทธ์ิและไม่เช ื่ อถือเปล่าๆ ต้องเคารพบูชาดวย้ 2. ต้องมีคําสอนทางศีลธรรมจรรยาและกฎเกณฑเก์ ี่ ยวกบความประพฤต ั ิปฏิบัติเพื่อ บรรลุผลอนดั ีงาม
3 3. ต้องปรากฏตวผัสอน ู้ ผู้ตั้ง ผู้ประกาศที่รู้กนแนั ่นอนและยอมรับวาเป่ ็นความจริงทาง ประวัติศาสตร์ 4. ต้องมีคณะบุคคลทาหนําท้ ี่โดยเฉพาะสาหรํ ับรักษาความศกดั์ิสิทธ์ิและคาสอนนํ้นสั ืบ ต่อบุคคลคณะน้ี เรียกวา่ พระ ถือเป็นวรรณะและเพศพิเศษต่างกบสามัญชนั เรียกวา่ สมณเพศ 5. ต้องมีความกวดขนเรั ื่ องความจงรักภกดั ี ถ้านบถั ือศาสนาหน ึ่ งแล้วจะไปนับถือ ศาสนาอ ื่นไม่ได้แมแต้ ่จะเคารพปูชนียวตถัุของศาสนาหรือลทธั ิอื่นกถื็อวาเป่ ็นบาปใหญ่หลวงทีเดียว นอกจากแนวความคิดดงกลั ่าว ยังมีนักปราชญชาวตะว์ นตกได ักล้ ่าวถึงความหมายของ ศาสนาไว้ซึ่งจะได้นํามากล่าวไวพอเป ้ ็นสงเขป ั ดังน้ี เจมส์เฟรเซอร์ไดกล้ ่าวไว้วา่ ศาสนาเป็นเร ื่ องของความเช ื่อในอานาจทํ ี่ยิงใหญ่่กวามนุ่ษย์ และเป็นความพยายามของมนุษยในการท ์ ี่ จะสร้างสมพันธภาพกับอัานาจนํ้นั ยิงเกอร์นักสงคมวั ิทยาชาวอเมริกนเหั ็นวา่ ศาสนาเป็นระบบของความเช ื่อและการปฏิบัติ โดยวิธีที่กลุ่มชนพยายามดิ้นรน เพ ื่ อทาความเขํ าใจก ้ บความหมายสัาคํญทั ี่สุดของชีวิตเป็นความ พยายามท ี่จะไม่ยอมยุติลงแต่เพียงความตาย และไม่ยอมให้ความวาวุ้่นเขามาม้ ีบทบาททาลายํ ความสมพันธัแห์ ่งมนุษย์ อีมิลเดอร์ไคม์นักมานุษยวทยาและนิกสังคมวั ิทยาที่มีชื่อเสียงไดให้ ้จํากดความวัา่ ศาสนา คือ ระบบรวบรวมความเช ื่อและการปฏิบัติเพ ื่ อความสมพันธั ์ในสิ่งศกดั์ิสิทธ์ิ คําวาส่ ิ่งศกดั์ิสิทธ์ิในความหมายของเดอร์ไคม์หมายถึง สิ่งเฉพาะตองห้าม้ สามารถเขาถ้ ึงไดโดย ้ พิธีกรรมและมีอํานาจท ี่ จะยงผลทั ี่เป็นประโยชน์และเป็นอนตรายได ั ้เดอร์ไคมได์เน้นว้า่ ศาสนาเป็น เร ื่ องของสงคมั แรดคลิฟฟ์บราวน์เห็นดวยก้ บเดอร์ ั ไคมและเน์นเร้ ื่ องพิธีกรรมโดยใหความส ้าคํ ญใน ั พิธีกรรมพอๆกบความเชั ื่อ และวาพ่ ิธีกรรมเป็นส่วนสาคํ ญในการคงอย ัของสู่งคมั พิธีกรรมเป็นพลัง ชุบชีวิตใหม่ใหแก้ ่สังคมและแสดงออกถึงความรู้สึกร่วมกนในกลุ ั ่มน้นๆทั้งเดอรั ์ไคมและแรดคล์ ิฟฟ์ มีความเห็นสอดคลองก้นวั ่า ศาสนาเป็นระบบในสังคมที่มีหน้าที่รักษาและเพิ่มพูนความมนคงั่ ในสงคมั คารล์มาร์ค ได้แสดงทัศนคติไว้วา่ศาสนาคือเคร ื่องปลอบใจของสตวั โลกผ ์ ู้ที่ถูกกดข ี่ อดทนต่อความอยุติธรรมและไม่ลุกฮือข้ึนต่อตาน้ เม ื่ อกล่าวโดยสรุป กจะได้ ็ความวา่ ศาสนาตามความเช ื่อของคนในสงคมตะวันตกจะมั ี ลักษณะสาคํญอยั ู่4 ประการคือ ( เดือน คําดี. 2531 : 26 ) 1. ความเช ื่อในเรื่องพระเจ้าสร้างโลกและสรรพสิ่งต่างๆในโลก 2. พระเจาเป้ ็นผสรู้ ้างคาสอนทํ ี่เป็นธรรมจรรยาและกฎหมาย
4 3. ความเช ื่ อบางอยางเป็ ่นอจินไตย (สิ่งท ี่ อยเหนู่ือวิสัยของมนุษยธรรมดาจะค์ ิดถึงได) ้ กล่าวคือ เช ื่อไปตามคาสอนนํ้นโดยไม ั ่คํานึงถึงขอพ้ ิสูจน์ตามหลกเหตัุผลทางวิทยาศาสตร์ 4. การมองตนและการกระทาตลอดจนสํ ิ่งอ ื่นใด ถวายแก่ผู้เป็นเจาด้วยความจงร้ ักภกดั ี ส่วนคาวํา่ ศาสนา ตามความหมายของตะวนออกั โดยเฉพาะพระพทธศาสนาหมายถุึง คําสอนของท่านผู้รู้คําสงคั่ ือ วินัย คําสอนคือ ธรรมะ รวมเรียกวา่ธรรมวินัย หรือพรหมจรรย ์ มีลักษณะตรงกนขัามก้บคัาวํา่ ศาสนาของชาวตะวนตกั ดังต่อไปน้ี 1. ไม่มีหลกความเชั ื่ อวา่พระเจาเป้ ็นผสรู้ ้างโลก แต่มีหลกความเชั ื่ อวากรรมเป ่ ็นผสรู้ ้าง โลกและสร้างสรรพสิ่ง ( กมฺมุนา วตฺตติโลโก สัตวโลกย ์ อมเป็ ่ นไปตามกรรม) 2. ไม่มีหลกความเชั ื่ อวา่ คําสอนต่างๆ มาจากพระผเปู้ ็นเจ้า แต่มีหลกเชั ื่ อวาค่าสอนํ ต่างๆ ผู้รู้คือพุทธะเป็นผู้สังสอน่ (สพฺพปาปสฺส อกรณํกุสลสฺสูปสมฺปทา สจิตฺตปริโยทปน ํ เอตํพุทธานสาสนํ การไม่กระทาชํวทัุ่กอยาง่สร้างสมคุณงามความดีการทาจํ ิตใจให้ผองใสน ่้ีคือ พระพทธศาสนาุ ) 3. ไม่มีหลกความเชั ื่อในคาสอนํ โดยไม่คํานึงถึงขอพ้ ิสูจน์ ในพระพทธศาสนามุีหลกให ั ้ ข้อพิสูจน์คําสอนน้นได ั ( ้ สนฺทิฏฐิโก อกาลิโก เอหิปสฺสิโก โอปนยโกิ ปจฺจตฺตํ เวทิตพฺโพ วิญญูหิ- ธรรมะเป็นสิ่งที่บุคคลพึงใหความสนใจและเหล ้ ่าวิญญูชนจะพงรึ ู้เฉพาะตน) 4. ไม่มีหลกมอบตนให ัแก้ ่พระผเปู้ ็นเจ้า แต่มีหลกการมอบตนให ัแก้ ่ตนเอง (อตฺตาหิ อตฺตโน นาโถ – ตนแลเป็นที่พึ่งของตนเอง) ตามรายละเอียดท ี่ กล่าวมาน้ียอมแสดงให ่เห้ ็นวา่ คําวา่ศาสนา ตามความหมายของ ตะวันออกกบคัาวํา่ศาสนา ตามความหมายของตะวนตกยัอมม่ ีลักษณะท ี่ แตกต่างกนออกไปตาม ั ธรรมชาติของศาสนาแต่ละศาสนา กล่าวคือ ศาสนาตามความหมายของตะวนออกโดยเฉพาะ ั พระพทธศาสนานุ้นั มีธรรมชาติที่ตั้งอยบนเหตู่ ุผลและเป็นเร ื่ องของมนุษยและธรรมชาต์ ิโดยตรง ส่วนศาสนาทางตะวนตกนั้นมั ีมูลบทของตนอยที่ ู่ศรัทธา หรือความเช ื่อในสิ่งธรรมชาติเหตุผลยอม่ นํามาสนบสนัุนความเช ื่อโดยไม่ต้องพิสูจน์ มูลเหตุแห่งการเกดศาสนาิ มูลเหตุของการเกิดข้ึนของศาสนา เกิดข้ึนจากสาเหตุอันใดและเมื่อไหร่นั้น ไม่มีหลกฐานั ที่ระบุไวแน้ ่ชัด แต่นักปราชญและน์กวั ิชาการทางศาสนา จิตวิทยา มนุษย์วิทยาและสงคมวั ิทยา ศาสนาไดพยายามค้ ิดคนศ้ ึกษาหาขอมู้ล และสรุปสนนั ิษฐานไว้ต่างกนั ดังมีรายละเอียด ดังน้ีเช่น (นงเยาว์ชาญณรงค. 2531 : 215) ์
5 ไทเลอร์กล่าวไวในหน ้ งสั ือ “วัฒนธรรมปฐมบรรพ” วาจุ่ดเริ่มตนในความเช ้ ื่ อทางศาสนา ของมนุษย์มาจากความเช ื่ อเร ื่ องวิญญาณ วาม่ ีจริง อันเป็นจุดเริ่มตนของการเก้ ิดศาสนาข้ึนในโลก และเป็นความเช ื่ อท ี่ เก่าแก่ที่สุด เฮอเบิร์ต สเปนเซอร์ ไดแสดงความค ้ ิดเห็นไว้วา่ ลัทธิเคารพบรรพบุรุษ คือ รูปแบบ ความเช ื่ อท ี่ เก่าแก่ที่สุดทางศาสนาของมนุษย์ เจม เฟรเซอร์ มีความเห็นวา่ความเช ื่อในเรื่ องเวทมนตคาถา์อาถรรพ์เกิดก่อนความเชื่อ ในเรื่ องของวญญาณและเป ิ ็นมูลเหตุใหเก้ ิดศาสนา แมกซ์มุลเลอร์ได้ทําวิจัยคนคว้ าและสร ้ ุปแนวความคิดไว้วา่ เป็นความคิดทางศาสนาเดิม ของมนุษย์ทัวโลกม่ีลักษณะคลายคล้ ึงกนักล่าวคือ ส่วนใหญ่มีความเช ื่อในเรื่ องของวิญญาณ ไสย ศาสตร์เวทมนตคาถาและเช์ ื่ อวาพระเจ่าสร ้ ้างโลก จากความเช ื่อในเรื่ องของวิญาณ ผีสางเทวดา วิญญาณบรรพบุรุษ เวทมนตคาถา์อาถรรพ์ ไสยศาสตร์และความคิดกงวลสงสัยเกั ี่ ยวกบการมั ีอยของสู่ิ่งต่างๆในโลก ความเป็นไปของธรรมชาติ ทั้งหลายเหล่าน้ีล้วนเกิดจากความรู้สึกนึกคิด อารมณ์และจิตใจของมนุษย์ทั้งสิ้น เป็นความตองการ้ ทางอารมณ์และจิตใจ เกิดความรู้สึกตองการความค้ ุ้มครองที่พึงที่ยึดเหน ี่ยวทางใจ ต้องการ ความช่วยเหลือจากอานาจเหนํ ือมนุษยและธรรมชาต์ ิ จึงกล่าวได้วา่ ศาสนาในช้นแรกเกั ิดมาจากสาเหตุต่างๆ ดังต่อไปน้ี ( เดือน คําดี. 2531 : 28 ) 1. เกิดจากความกลวตั ่อธรรมชาติ 2. เกิดจากความปราศจากความรู้ 3. เกิดจากความตองการผลตอบสนองตอบแทน ้ 4. เกิดจากความคิดคนหาเหตุ้และผล 5. เกิดจากอิทธิพลอนยังยั่นของบืุคคล 6. เกิดจากลทธั ิการเมือง 1. เกดจากความกลิวตั ่อธรรมชาติ อํานาจธรรมชาติเป็นอานาจทํ ี่ลึกลบและใหญ ั ่ยิ่งเกินกว่ามนุษยจะเข์ าใจได ้ ้มนุษย์ ที่เกิดข้ึนไดอาศ ้ยธรรมชาตั ิ ไม่วาจะเป ่ ็นการดารงชํ ีวิตหรือประกอบอาชีพกตาม็มนุษยแม์ ้วาจะ่ เอาชนะธรรมชาติไม่ได้ทั้งหมด แต่กพยายามแก็ ไขเหต ุ้การณ์ทางธรรมชาติโดยการเรียนรู้การสงเกตั การศึกษากระบวนการของธรรมชาติเป็นอานาจของวํ ิญญาณสิ่งศกดั์ิสิทธ์ิปรากฏการณ์ต่างๆ ในโลก ยอมม่ ีผู้ยิงใหญ่่วิเศษกวามนุ่ษยธรรมดาคอยดลบ์ นดาลให ัแก้ ่มวลมนุษยอย์ ู่เช่น ดวงอาทิตยให์ ้ แสงสวาง่ ใหความอบอ้ ุ่นและใหความร้ ้อนแก่มวลมนุษย์ดั้งน้นสั ิ่งวิเศษหรือสิ่งที่มีอํานาจลึกลับ จึงมีฤทธิเดช มีอิทธิพลบนดาลให ั ฝนตก ้ ฟ้าร้อง แผนด่ ินไหว เป็นต้น ยอมมาจากอ่านาจสํ ิ่งใด
6 สิ่งหน ึ่ งซ ึ่งได้รับสถาปนาใหเป้ ็นเทพเจาประจ ้ าสํ ิ่งน้นๆไป ัและเทพเจาเห้ล่าน้ีกอย็เบู่้ืองสูง ซึ่งมนุษย์ ธรรมดามาสามารถท ี่ จะมองเห็นได้ จึงเช ื่ อวาบรรดาเทพเจ่าต้ ่างๆฤทธ์ิเดช สามารถบนดาลให ั ้ ความดีความร้ายแก่มนุษยไม์ ่สามารถต่อสู้ด้วยกาลํ งได ั ้จึงยอมอยใตู่้อํานาจสิ่งเหล่าน้นั 2. เกดจากความปราศจากความร ิ ู้ มนุษยไม์ ่รู้วาปรากฏการณ ่ ์ทางธรรมชาติหรือสิ่งท ี่ อยเหนู่ือธรรมชาตินั้น เกิดข้ึนได้ อยางไร ่ มาจากไหน ทําไมถึงเป็นเช่นน้นั เช่นชาวอินเดียโบราณไม่เคยข้ึนไปบนยอดเขาหิมาลยซั ึ่ง ปกคลุมดวยห้ ิมะมากมายตลอดท้งปั ี จึงคิดสงสัยและคาดเดาเอาเองวาเป่ ็นสถานที่สิงสถิตยของ์ ผู้มีอํานาจลึกลบเหนั ือมนุษย์จึงอยไดู่้ ซึ่งถือวาเป่ ็นเทพเจาเช้ ื่ อวาน่ ่าจะมีทางข้ึนสรรคได์จากยอดเขา้ ที่สูงสุดน้นัหรือชาวธิเบตโบราณอาศยอยับนแผู่นด่ ินที่สูงกวาระด่บนั้าทะเลถํ ึงสองพนกวั าฟุ่ต พื้นท ี่ ปกคลุมดวยห้ ิมะหนาวตลอดปี จึงไม่รู้วาห่ ิมะน้นตกจากทั องฟ ้ ้า และเพราะพวกตนอาศยในพ ั้นทื ี่ ที่สูงที่สุดของโลก ซึ่งถูกเรียกวา่ ดินแดนหลงคาโลก ั จึงพากนนับถั ือหิมะเหล่าน้ีเป็นต้น 3. เกดจากความติ ้องการผลตอบสนอง สาเหตุนี้เกิดจากอุปนิสัยของมนุษยหลายอย์าง่ เช่น มนุษย์มีสัญชาตญาณวา่เม ื่อให้ สิ่งใดแก่ใครกหว็ งใหั ได้ผลตอบแทนมากกว้า่ ดีกวาให ่ ตนให ้ ้คือลงทุนนอยแต้ ่อยากได้กาไรมากและ ํ รู้จักประจบเอาใจผู้ที่อยเหนู่ือกวาตน่เม ื่ อมีความกลวในส ั ิ่งใดกพยายามน็บถั ือเคารพบูชา เช่น สังเวย บวงสรวง ยอมเป็นผอยู้ ในอาณ ู่ัติดังน้นเมั ื่ อภูเขาไฟระเบิด กยอมตั ็วบูชา บวงสรวงเทพแห่งภูเขาไฟ ระเบิดดวยการส ้งเวยอยัเสมอู่หวงเพั ยงไม ี ่ให้ภูเขาไฟโกรธ (คือภูเขาไฟระเบิด) และขอให้คุ้มครอง ใหรอดพ้นจากภ้ยธรรมชาตั ิอื่นๆมากมาย 4. เกดจากความคิดคิ ้นหาเหตุผล เม ื่ อมนุษยเจร์ ิญข้ึน รู้จักแสวงหาความรู้รู้จักสงเกตัทดลอง ตลอดจนวิเคราะห์วิจัย สิ่งต่างๆจนเขาใจความจร ้ ิงและความเป็นไปต่างๆอยางถ่กตูองแล้วก้ ได็ ้นํามาประกาศสงสอนเป ั่ิดเผย แก่สังคม เช่น พระพทธเจุ้า ตั้งแต่บําเพญเพ็ ียรจนตรัสรู้และแสดงธรรมสงสอนสั่ตวั โลกท ์ ้งมวลั เป็นงานเก ี่ ยวกบการคันคว้าและตร้ ึกคิดอยางม่ ีเหตุผล เก ี่ ยวกบความเป ั ็นไปไดของช้ ีวิต จนทรงคิดค้น พบอริยสัจ 4 หมายถึงความจริงท ี่ประเสริฐ 4 ประการ ซึ่งไดแก้ ่ทุกข์สมุทัย นิโรธ มรรค หัวขอธรรมท้ ้งั 4 ประการดงกลั ่าวเป็นเร ื่ องของเหตุผลที่มีส่วนเก ี่ ยวของก้นัต่อจากน้นพระองคั ์กทรง็ สังสอนหนทางท่ ี่ มนุษยจะเด์ ินทางไปสู่ความพนทุ้กข์ ซึ่งรวมความลงได้วาให ่ละเว้นการท้าชํวั่ ประกอบกรรมดีและทาจํ ิตใจให้ผองใส ่เมื่อรวมลงแล้วไดแก้ ่ ศีล สมาธิ และปัญญานนเองั่ 5. เกดจากอิทธิ ิพลยงย ั่ นของบืุคคลสําคัญ ถ้าเรามองในแง่ประวัติศาสตร์ จะเห็นวาล่ทธั ิบูชาบรรพบุรุษเป็นลทธั ิศาสนารุ่นแรก แทบจะกล่าวได้วาเก่ ิดมาพร้อมกบมนัุษย์ทีเดียวเม ื่ อบุคคลใดอยใกล ู่้กบบั ิดามารดา ซึ่งเป็นผปกป ู้ ัก
7 รักษาตลอดเวลาและอิทธิพลต่อตนเอง มนุษย์ต้องมีความเคารพเช ื่อฟังบุพการีของตน เพราะ ความสานํ ึกซ ึ่ งเกิดจากสญชาตญาณั ลัทธิบูชาบรรพบุรุษจึงเป็นลทธั ิศาสนาที่มีความบริสุทธ์ิโดย ธรรมชาติเพราะไม่มีใครตบแต่งวางกฏเกณฑ ์เป็นศาสนาท ี่ เกิดข้ึนเองภายในจิตใจของมนุษย์ บุคคลสาคํญทั ี่มีอิทธิพลยงยั่นกลื บเป ั ็นมูลเหตุหรือบ่อเกิดแห่งศาสนาน้นั ไม่เฉพาะ แต่บรรพบุรุษเป็นตนตระกู้ล อาจเป็นพระมหากษตรั ิย์ผู้เป็นที่รักของราษฎรท้งหลายัหรือนกรบั ผู้กลาหาญท้ ี่ได้ช่วยชาติช่วยประเทศ เช่นชาวจีนบูชานบถั ือรูปบรรพบุรุษของตนเป็นเทพเจ้า คนจีนในประเทศไทยมีการนบถั ือกวนอ ูวีรบุรุษในเรื่ องสามก๊ก คนไทยบูชาพระสยามราชาธิราช บูรพกษตรั ิย์ เช่น สมเดจพระนเรศวรพระมหาราชและพระเจ็าตากส ้ ินมหาราช เป็นต้น 6. เกดจากลิทธั ิการเมือง ลัทธิการเมืองที่ถือวาเป่ ็นมูลเหตุแห่งศาสนาน้นั เพราะเม ื่ อมนุษย์รู้จักปกครองควบคุม กนได ั ้ ปกครองดวยล้ทธั ิและแบบอยางศาสนา่เช่น พวกกรีก โรมัน มีเทวดาประจารํ ัฐของตน ถ้ารัฐหน ึ่งไปรบกบรั ัฐหนึ่ง ฝ่ายชนะจะนาเอาเทวรํูปของรัฐท ี่ แพ้นั้นมาเกบไว ็ เป้ ็นบริวารของเทวรูป ประจารํ ัฐของตน ที่เห็นไดในอด ้ ีตเช่น ลัทธินาชีของเยอรมนสมัยฮั ิตเลอร์และมุสโสลินีแห่งโรม หรือลทธั ิคอมมิวนิสต์ที่กาลํงอธั ิบายวาเป่ ็นศาสนาอยในป ู่ัจจุบัน องค ์ประกอบของศาสนา ศาสนาแมจะม้ ีความหมายแตกต่างกนั โดยทวไปแล ่ัวศาสนาจะต ้ องประกอบด ้วย้ องค์6 ประการคือ ( เดือน คําดี 2531 : 28 ) 1. มีผู้ประกาศหรือศาสดา คือผู้สอนหรือผู้ก่อต้งศาสนาทั ี่มีปรากฏหลกฐานอยั ู่ใน ประวัติศาสตร์ เรียกวาพระศาสดา่ 2. มีคําสอนในศาสนา รวมท้งกฎเกณฑั ์เก ี่ ยวกับการปฏิบัติดังกล่าว คือมีข้อความท ี่ ท่องจาสํ ืบต่อกนมาแลัวจาร้ ึกไวในค ้มภั ีร์ เรียกวาพระธรรม่ 3. มีผู้สืบต่อหรือผแทนเป ู้ ็นทางการของศาสนาน้นๆัหรือผู้รับคานํ้นมาปฏ ั ิบัติซึ่งไดแก้ ่ พระหรือนกบวชั โดยมีคุณสมบัติตามแต่ละศาสนาได้กาหนดไว ํเร้ ียกวา่สาวกหรือพระสงฆ์ 4. มีศาสนสถาน คือเป็นสถานท ี่ เคารพหรือเป็นที่ตั้งหรือเป็นปูชนียสถาน เช่นโบสถ ์ วิหาร เป็นต้น 5. มีสัญลกษณั ์หรือเคร ื่ องหมายหรือสิ่งแทนพิธีกรรม รวมท้งปัูชนียวตถัุเช่น พระพทธรุ ูป ไมกางเขน้ เป็นต้น 6. เป็นเร ื่ องท ี่ เช ื่ อถือไดและม้ ีการปฏิบัติตามความเชื่อถือน้นั
8 ข้อท ี่ ควรทราบคือ แต่ละศาสนาไม่จาเปํ ็นตองม้ ีองคประกอบครบท ์ ้งั 6 ข้อ แต่การมี องคประกอบน ์อยเก้ ินไปยอมท่ าใหํ ้นักการศาสนา หรือ ผู้แต่งตาราทางศาสนาไม ํ ่นิยมจดเปั ็นศาสนา แต่มักจะจดเปั ็นลทธั ิหรือความเชื่อเท่าน้นั ศาสนาบางศาสนามีองคประกอบไม ์ ่ครบ 6 อยางด่งกลั ่าวกนั ็ บเป็นศาสนา เช่น ศาสนา ชินโตและศาสนาฮินดูทั้งสองศาสนาน้ีไม่มีศาสดาผู้ตั้งศาสนา แต่มีคัมภีร์ทางศาสนา มีนักบวช มีศาสนสถานและปูชนียวตถั ุสิ่งท ี่ ควรบูชา จึงนบวัาขาดองค่ ประกอบเพ ์ ียงอยางเด่ ียว ศาสนาอิสลามและศาสนาขงจ้ือ ไม่มีนักบวช แต่กเป็ ็นศาสนา มีคัมภีร์ทางศาสนาและ พิธีกรรม ข้อตกลงของผู้วิจัยศาสนาและความเชื่อ ตามโครงการวิจัยพ้ืนฐานจิตใจของประชาชน ชาวไทย สาขาปรัชญา สภาวิจัยคร้ังท ี่ 2/2506กาหนดไว ํ ้วา่ศาสนาตองประกอบด ้วยล้กษณะทั้งหมดั หรือส่วนมาก ดังต่อไปน้ี 1. มีศาสดาผู้ตั้ง 2. มีคําสอนเก ี่ ยวกบศั ีลธรรมจรรยา 3. มีหลกความเชั ื่ อถืออนเป ั ็นเป้าหมาย 4. มีพิธีกรรม 5. มีสถาบนทางศาสนาั ความองอาศิ ัยกนของปร ั ัชญาและศาสนา ปรัชญาและศาสนาเป็นสิ่งที่มีความสมพันธั ์กนอยัางแยกก่ นไม ั ่ออก เพราะสาระสาคํ ัญ ของปรัชญากคื็อการแสวงหาความจริง สาระสาคํญของศาสนาคั ือการแสวงหาความจริง หลกแหั ่ง ความจริงเพอแสวงหาความหล ืุ่ดพนจากทุ้กข์ นักศาสนาหลายท่านกกล็ ่าววาความร่ ู้ของสาขาปรัชญา กนํ ็ามาจากคมภั ีร์ต่างๆของศาสนา เพราะในคัมภีร์ทางศาสนาไดกล้ ่าวถึงความจริงของโลกจกรวาลั มนุษยและแนวทางการด์าเนํ ินชีวิตเอาไวในย ้คแรกๆ ุที่ยังไม่มีตําราอะไรเลย ชาวอินเดียกได็ ้ศึกษา หาความรู้จากคัมภีร์พระเวท ซึ่งนกปราชญ ั ได์ รวบรวมเอาไว ้ ้ คัมภีร์พระเวท เป็นคมภั ีร์ทางศาสนาของศาสนาพราหมณ์และเนื่องจากปรัชญากบั ศาสนาต่างกมี็ความสมพันธั ์กนจนแยกไม ั ่ออก ทําใหคนรุ้่นหลงมาถกเถั ียงตีความกนวัา่ ลัทธิคาร์ล มาร์ค เป็นศาสนาหรือไม่ ลัทธิเมาเซตุง เป็นศาสนาหรือไม่และกมีปั ็ญหาติดตามกนวัาน่ กปร ั ัชญา เมธีต่างๆของโลกเป็นศาสดาหรือไม่ มีการถกเถียงกนจนได ั ้ข้อสรุปวาศาสดาเป ่ ็นนกปฏ ั ิบัติด้วย คือ ไดสอนมน ุ้ษย์ถึงความเป็นจริงของโลกและหาทางพนทุ้กข ์และยงได ั ปฏ้ ิบัติตนเองตามคาสํงสอนทั่ ี่ ไดสอนมน ุ้ษย์ด้วย จึงทาใหํ ้มีสาวก มีผู้ศรัทธา มีอารมณ์ของผู้มีศรัทธาเขาร้ ่วมดวยจนเก้ ิดพลงแหั ่ง
9 ความเช ื่ อน้นั เกิดพิธีกรรม เกิดศาสนสถานข้ึน เป็นตนตอของว้ฒนธรรมตั ่างๆ ส่วนนกปร ั ัชญาน้นั ท่านไดใช้ ้ปัญญาในการอธิบายปัญหาต่างๆทาใหํ ้ผู้ติดตามผลเกิดความสนใจ แต่นักปรัชญาบางท่าน อาจไม่ต้องปฏิบัติ เพ ื่ อสร้างแบบอยางให ่ ้ผู้คนศรัทธาได้ศาสนาจึงมีความศรัทธาเขาไปเก ้ ี่ ยวของ้ ด้วย แต่ในเรื่ องของความรู้และการให้คําตอบเก ี่ ยวกบชั ีวิตแล้ว ปรัชญาและศาสนามีความสมพันธั ์ กนอยั างใกล ่ ้ชิด แทบจะเป็นเร ื่ องเดียวกนัยกตวอยัางเช่ ่น หลกคัาสอนของพระพํทธเจุาได ้ ้กาหนดให ํ ้ พุทธศาสนิกชนมีศีล สมาธิปัญญาเป็นความรู้คอยส่องแสงสวางน่ าทางป ํ ัญญาดงกลั ่าว คือปรัชญา นันเอง่ ศาสนากบพั ิธีกรรม ศาสนาประกอบไปดวยส ้ ่วน 2 ส่วน คือ ส่วนท ี่เป็นคําสอนหรือส่วนท ี่ เรียกวา่ภาคทฤษฎี หรือปรัชญา เป็นนามธรรมลวนๆ้ และส่วนท ี่เป็นภาคปฏิบัติ คือการนาเอาคํ าสอนในทางศาสนา ํ มาปฏิบัติตามเพ ื่ อบรรลุจุดมุ่งหมายสูงสุด เป็นส่วนท ี่ เรียกได้วาเป่ ็นรูปธรรมในกระบวนการทาง ศาสนาน้นๆักิจกรรมอยางหน่ ึ่ งท ี่ ศาสนาทุกศาสนาจะขาดมิได้คือ พิธีกรรม ซึ่งเป็นภาคปฏิบัติและ เป็นสญลักษณั ์ของแต่ละศาสนาในการแสดงความเคารพต่อสิ่งศกดั์ิสิทธ์ิ เช่น ต่อพระผเปู้ ็นเจาหร้ ือ พระธรรมอนเป ั ็นสิ่งสูงสุดของศาสนา โดยอาศัยเคร ื่ องหมายและสญลักษณั ์ต่างๆ ไม่วาจะเป ่ ็น ท่าทาง ภาษา สิ่งที่คิดประดิษฐ์ขึ้นหรือเป็นอยในธรรมชาต ู่ิ ดังน้นั พิธีกรรมของแต่ละศาสนาจึงมีความแตกต่างกนออกไปตามความเช ั ื่อในศาสนา นั้นๆ บางพิธีกรรมเกิดข้ึนเพราะแรงศรัทธา ภักดี แต่บางพิธีกรรมเกิดข้ึนจากคาสํงของผั่เปู้ ็นศาสดา ที่เห็นชดเจนั คือ การสวดรูปเคารพ การปฏิญาณตน การเซ่นสรวงสงเวยั เป็นต้น ทั้งหมดน้ี รวมอยในพ ู่ิธีกรรม อยางไรก ่ตาม็เร ื่ องที่จัดได้วาเป่ ็นพิธีกรรมน้นัยอมม่ ีขอบเขตกาหนดํ พอจะประมวลมา กล่าวได้ดังน้ี ( เดือน คําดี 2531 : 48 ) 1. พิธีกรรมที่มีความสาคํญเชั ่น 1.1 เก ี่ ยวกบกั ิจกรรมทางบานเม้ ืองและในดานศาสนาจ ้กรเพั ื่อความเป็นอยรู่่วมกนั ฉันท์พี่น้อง 1.2 เก ี่ ยวเน ื่ องกบรั ัฐบาล โดยเฉพาะอยางย่งมิ่ีความเป็นสากลอนเป ั ็นท ี่ ยอมรับของ สังคมน้นๆั 1.3 เป็นเร ื่ องที่มีแบบแผนกาหนดตายตํ ัว 2. พิธีกรรมตามโอกาสต่างๆ เช่น 2.1 พิธีกรรมในการับสมาชิกใหม่
10 2.2 พิธีกรรมรับศีลศกดั์ิสิทธ์ิ 2.3 พิธีกรรมบูชาเทพเจ้า 2.4 พิธีกรรมเน ื่องในการเกิด ในการแต่งงานและในการตาย 2.5 พิธีกรรมในการอุปสมบทและพิธีกรรมเน ื่องในหมู่สงฆ์ 2.7 พิธีกรรมการเริ่มตนเข้าท้างานหรํ ือปประกอบการใดการหนึ่ งร่วมกนั 2.8 พิธีกรรมแนะนาสมาชํ ิกใหม่ต่อเพ ื่ อนสมาชิกแต่ละท่าน หรือแต่ละกลุ่ม 3. พิธีกรรมอนกัาหนดเกํ ี่ ยวกบแสดงความยันดิ ีซึ่งครอบคลุม ไปถึงกิจกรรม ต่างๆ เช่น 3.1 การสวดออนวอนต้ ่อสิ่งศกดั์ิสิทธ์ิ 3.2 บทบญญั ัติของพระเจ้าตามศาสนาที่นับถือ 3.3 การยนหรื ือการเริ่มต้งไข ั ่ของทารก 3.4 การยงธนิูในรูปแบบของการประลองยทธุ์หรือล่าสตวั ์ 3.5 การคุกเข่าและออนวอนส ้ ิ่งที่พึงประสงค์ 3.6 การปรบมือหรือการประสานมือแสดงการคารวะ 3.7 การเดินแถวตามพิธีต่างๆ 3.8 การร้องเพลงแสดงสรรเสริญหรือแสดงออกใหปรากฏในร ู้ปประทบใจ ั 3.9 การแบกไมกางเขนอ้นถั ือเป็นสิ่งศกดั ิสิทธ์ิ เคารพสกการะทางศาสนาครั ิสต์ 3.10 การจดอันดับของฐานันดรศักดั์ิ หรือเคร ื่ องหมายแสดงตาแหนํ ่งต่างๆ อนึ่ง นอกจากพิธีกรรมแลวย้ งอาจพบสัญลักษณั ์อื่นๆ เช่น รูปเคารพ ซึ่งเป็นเร ื่ องเฉพาะของแต่ละศาสนา โดยลกษณะั เช่น 3.11 เป็นตวแทนของสั ิ่งเคารพต่างๆ ประเภทหนึ่ง ซึ่งมกจะได ั ้รับประดับประดา ด้วยเคร ื่ องตกแต่งต่างๆ เป็นอยางด่ ีโดยคนยคกุ่อนเสมอเพ ื่อใหความแตกต้ ่างจากคนธรรมดาสามัญ 3.12 มีลักษณะเป็นเช่นเดียวกบรัูปเคารพหรือตวแทนของสั ิ่งเหนือธรรมชาติที่ได้ ถูกกาหนดขํ้ึนภายหลังตามความเชื่อถือ 3.13 มีการกาหนดตําแหนํ ่งฐานะในการประกอบพิธีกรรมดวย้ 4. ลักษณะแห่งการปฏิญาณตนในพิธีกรรมทางศาสนาคือ 4.1 เป็นพิธีกรรมท ี่ มอบหนาท้ ี่ ตามธรรมชาติใหเป้ ็นอานาจของสํ ิ่งเหนือธรรมชาติ คือ มอบอานาจตํ ่างๆ ที่ตนจะพึงมีพึงได ้รวมท้งสั ิทธิเสรีภาพใหแก้ ่สิ่งศกดั์ิสิทธ์ิ ตลอดจนให้คุณ ใหโทษหร ้ ือการอวยพร 4.2 เป็นพิธีกรรมเก ี่ ยวกบการเปล ั ี่ยนแปลงในยคทุี่ประกอบพิธีหรือบุคคล เม ื่ อพิธี นั้นถูกกาหนดขํ้ึนมา
11 4.3 คําปฏิญาณตนในพิธีนี้ บางคร้ังกถู็กจากํ ดลงไป ั เพ ื่อเป็นเคร ื่องแสดงใหเห้ ็น ประจกษัตามภาวะแห์ ่งจิต ที่แสดงอากปกั ิริยาอ่อนชอยน้ ิ่มนวลออกมา 4.4 ส่วนการเซ่นสรวงสังเวยนั้น เป็นการแสดงออกโดยการมอบสิ่งของใหหร้ ือ การกล่าวอุทิศมอบให้สิ่งท ี่ เหนือธรรมชาติหรือการแสดงความศกดั์ิสิทธ์ิและในการเซ่นสรวงสงเวยั นี้ จะมีการทาลายเครํ ื่ องท ี่ใช้สังเวยดวย้ พิธีการสงเวยอาจจะประมวลได ั ้ดังน้ี 4.4.1 การกรีดเลือดบูชา 4.4.2 พิธีการเกี่ ยวกบการวางศิ ัลาฤกษ์ 4.4.3 อุปกรณ์การฝังศพ 4.4.4 พิธีกงเต็ก 4.4.5 การสังเวยด้วยการฆ่ามนุษยโดยการต ์ดศั ีรษะหรือจบเผาทั้งเปั ็น 4.4.6 การรินสุราสงเวยหรั ือการใช้นํ้าสงเวยั เช่น การไว้ผี ไหวเจ้าของชาว้ จีน รวมท้งการประพรมน ั้ามนตํ ์ด้วย 4.4.7 การสวดออนวอนต้ ่อสิ่งศกดั์ิสิทธ์ิ และมีการเผาเคร ื่ องบตรพลั ีด้วย 4.4.8 การฆ่าแพะบชายู ัญ ถือวาเป่ ็นการฆ่าแพะเพ ื่อไล่บาปตวเองั ทั้งๆ ที่ แพะไม่รู้เร ื่องอะไรเลย ที่เรียกกนวัา่ แพะรับบาป 4.4.9 การเซ่นไหวโดยม ้ ีตัวแทน 4.4.10 การแกบน้ ถือว่าเป็นการเปล้ืองปฏิญาณ หรือคาสาบานทํ ี่ให้ไว้เมื่อ สมประสงค์กจั็ดแกตามท้ ี่บนไว้ ตามท ี่ กล่าวมาน้ีแสดงใหเห้ ็นวา่ศาสนากบพั ิธีกรรมเป็นเร ื่ องท ี่ไม่สามารถจะแยกออกจาก กนได ั ้เป็นสิ่งที่ต้องอาศยซั ึ่ งกนและกันั เช่นเดียวกบแกั ่นยอมอาศ่ยกะพั้ต้ ีนไม้จึงดารงชํ ีวิตต่อไปได้ ศาสนากบลัทธั ิ ลัทธิ คือ ระบบความเช ื่ ออยางหน่ ึ่ง ซึ่งแฝงอยในพ ู่ิธีกรรมต่างๆ คําวา่ ลัทธิบางคร้ังใช้ แทนศาสนา เช่น ลัทธิมหายาน ลัทธิพราหมณ์ ลัทธิชินโต เป็นต้น บางคร้ังกหมายถ็ ึงนโยบาย ทางการเมืองที่รัฐบาลในบางรัฐประกาศเป็นหลกปฏ ั ิบัติการ เพ ื่อใหคนในชาต ้ ิเดินตาม เช่น ลัทธิ คอมมิวนิสต ์ลัทธินาซี ลัทธิบูชิโด เป็นต้น รวมความวา่ ลัทธิ หมายถึงความเชื่อ หลกการทางปร ั ัชญา วิถีชีวิต หรือเก ี่ ยวกบศาสนาั และเป็นแนวทางสาหรํ ับปฏิบัติตามลทธั ิ อันเป็นเร ื่ องของคนเฉพาะกลุ่มเท่าน้นั ดังน้นลัทธั ิจึง หมายถึงหลกการอั นเป ั ็นท ี่ ยอมรับกนโดยบรรดาผ ัเชู้ ื่ อถือ หรือบรรดาสาวกที่มีต่อปรัชญาหรือสานํ ัก ที่ตนสงกัดอยูั ่
12 แต่อยางไรก ่ตาม็ มีคํานิยามใชแทนก้นอัย ู่คือคาวํา่ นิยม เป็นคาทํ ี่ใช้ต่อทายศ ้พทั ์อื่นๆ อันแสดงถึงความนิยมเช ื่ อถือประเภทต่างๆ จนถึงประเภทที่นิยมกนอยัางบ่าคล้งกั่มี็ ทั้งคาวํา่ ลัทธิ และนิยมน้ี ยังมีคําไวพจน์อีกมากในภาษาไทยที่ใช้กนั เช่น ความเห็น ทัศนะ ทฤษฎี ทิฏฐิ วาทะ เป็นต้น แต่กมี็ความหมายเหมือนกนัแมจะเป ้ ็นความเช ื่ อถือท ี่ประกอบดวยพ้ ิธีกรรมแต่กมีความหมาย ็ อ่อนกวาศาสนา่ อนึ่ง คําวา่ นิยม นั้น อาจแยกออกใหเห้ ็นความหมายได้อีก 2 นัย คือ นัยท ี่ 1 ใชเป้ ็นคานามํ แสดงความหมายวา่ ลัทธิการหรือ ทฤษฎีที่มีจุดหมายแน่นอน นัยท ี่ 2 ใช้คําต่อทายค้ าศํพทั ์อื่นๆ อันเป็นการแสดงถึงความคิดเป็นนิสัยของบุคคลไม่วา่ จะเป็นการได้รับการอบรมมาจนติดนิสัยหรือการใชเคร้ ื่ องอุปกรณ์อยางใดอย ่างหน่ ึ่ งบงคั บให ั ้ กระทาจนเคยตํวกัตาม็ มีความหมายคือ 1. บ่งถึงอาการท ี่ แสดงออกทางพฤติกรรม 1.1 ใชแสดงอาการท ้ ี่แสดงออกมาให้ปรากฏ การประพฤติปฏิบัติหรือกระบวนการ ที่แสดงออกอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่นการวิพากษ์วิจารณ์ การคดลอกหรั ือเลียนแบบอย่างของผู้อื่น แลวเอามาเป ้ ็นของตนเองเป็นต้น 1.2 เป็นการแสดงออกหรือลกษณะพฤตั ิกรรมของบุคคลหรือสิ่งของต่างๆ เช่น การแสดงอาการตามลกษณะสันดานสัตวั ์เป็นต้น 2. แสดงถึงนิสัยประจาตํวของบัุคคล ซึ่งเป็นไปโดยอตโนม ั ัติและถูกบงคั ับ 2.1 แสดงภาวะด้งเดั ิม หรือเง ื่อนไขอนเป ั ็นคุณสมบัติที่แสดงออกตามคุณสมบัติ นั้นๆ เช่น นิสัยป่าเถ ื่ อน เป็นต้น 2.2 แสดงภาวะหรือเง ื่อนไขผดปกต ิ ิอันเกิดจากการกระทาทํ ี่ร้ายแรงอยางใดอย ่าง่ หน ึ่ งของวตถัุ เช่น โรคสุราเร้ือรัง หรือได้รับอิทธิพลจากความผิดปกติบางประการ เช่น สมองพิการ เป็นต้น 3. ความเช ื่ อต่อลทธั ิพิธีที่ได้รับการถ่ายทอดทางสงคมั 3.1 ความเช ื่ อถือต่อการปฏิบัติตามหลักศาสนา เช่น พุทธศาสนา เป็นต้น 3.2 ความยดมึนถั่ ือมนอยั่กู่บระบบหรั ือระดบของหลักการตั ่างๆ 4. แสดงลักษณะท่าทางต่างๆหรือแบบที่บ่งถึงลกษณะเฉพาะัเช่น การพดแบบธรรมดาู หรือช่างพูด เป็นต้น อยางไรก ่ ตามโดยท ็ วไปการใช ั่ ้คําวา่ ลัทธิมักจะหมายถึงเร ื่ องทางศาสนา หรือ ปรัชญา สํานกตั ่างๆ แต่เม ื่อเปรียบเทียบความหมายของศาสนาแล้ว ลัทธิหมายถึงระบบความเช ื่ อและ
13 การปฏิบัติตามพิธีกรรมทางศาสนาท ี่ไม่ครบองคประกอบ ์หรือขาดอยางใดอย ่างหน่ ึ่ งจึงมีความหมาย อ่อนกวาค่าวํา่ ศาสนา ดังกล่าวแล้ว ประโยชน์ และบทบาทหน้าทของศาสนา ี่ ศาสนาเป็นสถาบนทั ี่มีคุณประโยชน์อย่างสูงต่อบุคคล สังคมและประเทศชาติโดย แสดงออกทางบทบาทและหนาท้ ี่ ของศาสนา ศาสนาและสงคมมั ีความสมพันธั ์กนและพั ึ่ งพาอาศัย ซึ่งกนและกันตลอดเวลาั โดยเฉพาะในยามที่มีเหตุการณ์ที่ไม่ปกติต่างๆ เกิดข้ึนต่อบุคคล สังคมและ ประเทศชาติจะยิ่งเห็นได้ชัดเจน เน ื่องจากศาสนาเป็นส่วนหน ึ่ งของสังคม ฉะน้นสั ิ่งเร้าหรือ แรงกระตุ้นต่างๆกดี็แนวความคิดกดี็และสถาบนตั ่างๆทางสงคมกั ดี็ ถือวาต่ ่างกมีอิ ็ทธิพลต่อศาสนา และในทางกลบกันั สังคมกได็ ้รับอิทธิพลจากศาสนาดวย้ ไม่วาจะเป ่ ็นอานาจทางสํงคมักระบวนการ ทางสงคมัและการกระจายทางสงคมั การจดระเบั ียบทางสังคมและความมันคง่ ศาสนามีความสมพันธั ์ใกล้ชิดต่อบุคคล ตั้งแต่เกิดจนตายไป จะมากบ้างนอยบ้างแล้วแต้ ่ ละสถานะของบุคคลและระดบจั ิตใจ ศาสนามีส่วนสมพันธั ์ต่อบุคคลต้งแตั ่บุคคลแต่ละคน ซึ่งอาจจะ เร่ิมตนจากครอบคร้ ัวขยายออกมาสู่ชุมชนและประเทศ เป็นต้น เพราะถือวาความส่มพันธั ์นั้นเริ่ม จากสิ่งอยใกล ู่้ตัวเองแลวค้ ่อยๆขยายออกมาจากครอบครัวหรือจะพดงู่ายๆ กคือ็จากกลุ่มปฐมภูมิ ไปสู่กลุ่มทุติยภูมิหรือกลุ่มอ ื่ นๆ คุณประโยชนและบทบาทหน์าท้ ี่ ของศาสนาต่อบุคคลและสงคมัพอสรุปได้ดังต่อไปน้ี (นงเยาว์ชาญณรงค. 2531 : 2์ 07) 1. เป็นหลกในการด ัารงชํ ีวิตอยในส ู่งคมั โดยการยดคึ าสอนทางศาสนามาใช ํ เป้ ็นเป้าหมาย ในการดาเนํ ินชีวิต การท ี่ มนุษยยอมร์ ับศาสนาในรูปแบบน้ีถือวาศาสนาเป ่ ็นแบบอยางให ่ ้ยึดเป็นหลัก ในการดํารงชีวิตประจาวํนอันถั ือวาเป่ ็นเป้าหมายและจุดประสงคประการหน ์ ึ่ งของศาสนา คือ 1.1 ในการจัดระบอบของสงคมนั้นั ได้รับอิทธิพลจากศาสนาเป็นส่วนมาก เช่น การจดอันดั บในการปกครอง ั การจดรัูปแบบของสงคมั เป็นต้น ทั้งน้ีเน ื่ องจากเดิมมีความเช ื่ อกนวัา่ ผู้ปกครองหรือกษตรั ิย์นั้นมกจะจั ุติจากสวรรค ์ ดังท ี่ เรียกกนวัาสมม่ ุติเทพ คือ เป็นบุคคลอีกระดับ หนึ่ง ดํารงฐานะลดหลนกั่นลงมาตามลัาดํ ับ เม ื่ อมาอยในโลกมน ู่ ุษย์จึงไดใช้ ้อิทธิพลความเชื่อถือ ทางศาสนาเป็นหลกในการจ ั ดการปกครอง ั 1.2 ศาสนามีอิทธิพลสามารถขจดปั ัญหาเรื่องชนช้นได ัตามความเช้ ื่ อถือทางศาสนา ในทุกสงคมั ซึ่งสมาชิกแต่ละคนท ี่ มารวมกนอยั ในส ู่งคมเดั ียวกนั แมจะมาจากบุ้คคลที่มีฐานะและ ชาติชั้นวรรณะต่างกนั อยางไรก ่ตามสามารถรวมก็ นได ัเพราะอาศ ้ ยศาสนาเป ั ็นศูนยกลาง์
14 1.3 หลกหนั ึ่ งของศาสนาท ี่เป็นศนยูรวมของส์งคมกั คือ็การมีพิธีกรรมในการ ประกอบพิธีกรรมประจาสํงคมนั้นั ต้องอาศยศาสนาตามทั ี่สังคมน้นยัดถึ ือปฏิบัติกนมาั ทั้งน้ีเพ ื่ อช่วย ใหเก้ ิดความศกดั์ิสิทธ์ิในพิธีกรรมน้นขั้ึน 2. ศาสนามีความสมพันธั ์กบสถาบันอั ื่นในสงคมั เช่น ครอบครัว การศึกษา การเมือง การปกครอง เศรษฐกิจ เป็นต้น 3. ช่วยกากํบพฤตั ิกรรมของมนุษยในส ์ ังคม เพ ื่อให้มนุษย์ซึ่งเป็นสมาชิกสังคมท ี่ อยู่ รวมกนมากั จะได้มีแนวพฤติกรรมอยรู่่วมกนเป ั ็นรูปเป็นรอยเดียวกนั คําสอนของศาสนาในรูปน้ีมี ทั้งคาสอนทํ ี่เป็นขอห้ามม้ ิใหปฏ้ ิบัติอยางใดอย ่างหน่ ึ่ง อันอาจก่อใหเก้ ิดความเสียหายท้งแกั ่ตนเอง และส่วนรวมได้แต่ในขณะเดียวกนกั มีคํ ็ าสอนใหประพฤต ้ ิปฏิบัติในสิ่งอนจะอั านวยประโยชน ํ ์และ ผลดีทั้งแก่ตนเองและผู้อื่น คือ สังคม นับวาศาสนาช่ ่วยควบคุมพฤติกรรมให้มีแนวทางการปฏิบัติ เป็นอนเดั ียวกนั อันเป็นสญลักษณั ์ใหเป้ ็นผู้รู้แก่กลุ่มอ ื่นได้ด้วย 4. ศาสนาเป็นตวเรั ้าและจูงใจใหมนุ้ษย์ยินดีปฏิบัติตาม โดยอาศยหลักคัาสอนหลํกศาสนาั เป็นตวกระตั ุ้นใหเก้ ิดการต ื่ นตัวเตมใจท ็าความดํ ีและยนดิ ีปฏิบัติตามศีลธรรมและกฎหมายของสงคมั 5. ศาสนาควบคุมและให้คุณและโทษทางดานจ้ ิตใจแก่มนุษย์ คือถาท้าดํ ีแกผู้ทํากจะ็ ได้รับความปล้ืมใจ สุขใจ ถ้าทาชํวผั่ ู้ทํากจะได้รั ็บความทุกขใจ์ เกรงกลวบาป ั เป็นต้น นอกจากน้ี ศาสนายงควบคัุมจิตใจของมนุษยให์เก้ ิดมโนสานํ ึก เกิดความเขาใจหล ้กคัาสอนของศาสนาทํ าใหํ ้มี จิตใจเขมแข็งและย็งชั ่วยอภิบาลอารมณ์เม ื่ อถูกภยคัุกคาม 6. ศาสนาเป็นตวประสานความส ั ัมพนธั ์ระหว่างมนุษย์กบสภาวะทางธรรมชาตั ิด้วย ความนบถั ือศรัทธาและบางศาสนาสอนให้มนุษยปฏ์ ิบัติจนเกิดปัญญาระดบสัูงเพ ื่ อความหลุดพ้น จากทุกข ์ บุคคลแต่ละคนเป็นส่วนหน ึ่งในสงคมัเม ื่ อตวบัุคคลแต่ละคนมีพฤติกรรมนอมน้ าไป ํ ในทางใด สังคมส่วนใหญ่จะนอมน้ าโน ํมเอ้ ียงไปแนวน้นัพฤติกรรมกจะเป ็ ็นไปตามน้นัฉะน้นั จึงกล่าวได้วา่ ศาสนาเป็นสถาบนทั ี่มีผลและอิทธิพลท้งโดยตรงและโดยอ ัอมต้ ่อพฤติกรรมของสงคมั และควบคุมสงคมั ศาสนานาความเจรํ ิญกาวหน้ ้าต่างๆให้แก่มนุษยมากมายหลายสาขา์แมความร้ ู้ทางแพทย์ วิทยาศาสตร์ ซึ่งเขาใจว ้ าเป่ ็นของใหม่ไม่เก ี่ ยวของก้ บศาสนากั สื็บเน ื่องมาจากศาสนาและเป็นความรู้ ที่จากการคนคว้าของน้ กศาสนาเป ั ็นส่วนมาก ทุกประเทศยอมรับว่าความเจริญกาวหน้าทาง้ ศิลปวิทยาการทุกชนิดเกิดจากศาสนา ผู้เขียนประวัติศาสตร์ของญี่ปุ่นเองยนยืนวัาพ่ ทธศาสนาไดุ้นํา ความเจริญทุกอยางเข้ ่าสู่ประเทศญี่ปุ่ น วิชาสถาปัตยกรรมการช่างทุกชนิด ตลอดถึงวิชาดนตรี
15 จึงเห็นได้วาคุ่ณค่าของศาสนาน้นมั ิไดอย้ ที่ ู่ ความประพฤติเท่าน้นัแต่ยงใหั ผลตลอดไปถ ้ ึงความเจริญ ในดานอ้ ื่ นดวย้ ศาสนาเป็นบ่อเกิดแห่งการศึกษา เพราะวชาอินเดั ียวในโลกที่ไม่เคยหวงกนมาแตั ่ไหนแต่ ไรกคื็อลทธั ิศาสนา วัดจึงเป็นโรงเรียนแห่งแรกในโลก วิชาการแพทย์กได็เก้ ิดข้ึนจากศาสนา โรงพยาบาลแห่งแรกในโลกคือวัด แพทย์รุ่นแรกของโลกคือพระ ทั้งยงเปั ็นสวสดั ิการที่ดีของสงคมั เพราะเป็นการรักษาใหเปล ้ ่าๆไม่เอาค่าจาง้ค่ารักษา วัดเป็นสโมสรแห่งแรก เป็นท ี่พบปะสงสรรคั ์ สนทนาแลกเปลี่ ยนขอค้ ิดเห็น เป็นท ี่ บรรเทาระบายความทุกข์ร้อน วัดเป็นที่บํารุงหตถกรรมชั ่าง ทุกชนิด โดยเฉพาะการก่อสร้าง เพราะมนุษยจะสร์ ้างวดดัวยความต้ ้งใจอย ัางเต่มความสามารถ็ เพ ื่อให้สวยงามและถาวรที่สุด ในประเทศไทยเริ่มมองเห็นคุณประโยชน์ดังกล่าวไดอย้างช่ดเจนั เพราะในสมยทั ี่ยังไม่มี โรงเรียน วัดคือโรงเรียน ในสมยทั ี่ยังไม่มีโรงพยาบาลวัดกเป็ ็นโรงพยาบาลยามเจบป็ ่วยคนกไปหา ็ พระให้รักษา มิใช่รักษาโรคเพียงร่างกายเท่าน้นัแมโรคจ ้ ิต วัดก็เป็นโรงพยาบาลโรคจิตที่ดี ใช้จิตวิทยาไดผล้ นับวารากฐานของส่ งคมไทยโบราณได ัสร้ ้างข้ึนจากวัด ศาสนาอ ื่ นกมีส็ ่วนช่วยความเจริญกาวหน้ ้ ามาใหแก้ ่เรามากเหมือนกนั โดยเฉพาะคริสต์ ศาสนานิกายโปเตสแตนท์ ซึ่งได้นําวิชาแพทยสม์ ยใหม ั ่มาสอนให้ ทําวิชาการพิมพหน์ ังสือ สร้างโรงพมพิ ์ขึ้นเป็นคร้ังแรกในเมืองไทย และสอนให้รู้จักการปลกฝูีป้องกนไข ัทรพ้ ิษ การฉีดวคซั ีน การผาต่ ัด และการรักษาโรคตามแผนปัจจุบัน สรุปแล้ว ศาสนาเปรียบเสมือนสายใยที่ เช ื่ อมมนุษย์กบสั ังคมให้เขาด้วยก้ นในฐานะท ั ี่ ศาสนาเป็นสถาบนทางสังคมทั ี่มีความสมพันธั ์เก ี่ ยวเน ื่ องกบสถาบันทั ี่สําคญอั ื่ นๆ ในสงคมั ซึ่งสามารถ แทรกอยในส ู่งคมแทบทัุกวงการ ทุกสถาบนสั งคมไม ั ่วาจะท่ าอะไรล ํวนม้ ีศาสนาแทรกแซงควบคุม การกระทาของมนํุษยอย์เสมอู่ ไม่วาจะเป ่ ็นสงคมเลักหร็ ือใหญ่กตาม็ศาสนามีความสาคํญมาตั้งแตั ่ ดึกดาบรรพํตราบจนถ์ ึงปัจจุบัน ดังน้นมนัุษยหร์ ือสมาชิกในสงคมจั ึงควรใหความสนใจ ้ เอาใจใส่แก่ศาสนาใหมากข้ ้ึน เพราะทุกวนนั้ีค่านิยมใหความศร ้ ัทธาในความศรัทธานบถั ือ และปฏิบัติตามศาสนาลดนอยถอยลง้ จากสมยกั ่อนมาก มนุษยมองเห์ ็นวตถัุอยเหนู่ือจิตใจ ทําให้จิตใจของมนุษยแข์งกระด็างข้ ้ึนและ ศีลธรรมอ่อนลง ก่อใหเก้ ิดปัญหาต่างๆมากมาย นับต้งแตั ่หน่วยเลกของส็งคมั เช่น ครอบครัว ตลอดไปจนถึงสงคมและประเทศชาต ั ิ และลุกลามถึงโลกทาใหํ ้มีการรบราฆ่าฟันก่อสงครามกนอยั ู่ เสมอ เพราะคนห่างเหินไม่สนใจศาสนา ซึ่งตราบใดที่ มนุษยศร์ ัทธา ยึดมนและประพฤต ั่ิตาม หลกธรรมของศาสนาอยัเสมอแลู่้วครอบครัว สังคม ประเทศชาติและโลกกมี็แต่ความสงบสุข
16 7. ประโยชน์ของการศึกษาศาสนา การศึกษาเร ื่ องราวเก ี่ ยวกบศาสนาและศาสนาตั ่างๆในโลกจึงเป็นประโยชน์แก่ผู้ศึกษา ทั้งหลายท้งทางตรงและทางอัอม้ ไดแก้ ่ ( นงเยาว์ชาญณรงค. 2531 : 211 ) ์ 7.1 ทําให้รู้ถึงความเป็นมาและบทบาทหน้าที่คุณประโยชน์ และความสัมพนธั ์ ของศาสนาที่มีต่อมนุษยและส์งคมั 7.2 ทําใหเข้ าใจความต ้ องการทางใจตามส ้ญชาตญาณของมนัุษย ์และวิถีทางพฒนาั พฤติกรรม จิตใจและปัญญาของมนุษย์ 7.3 ทําให้รู้และเขาใจศาสนาต ้ ่างๆที่มีอยในโลก ู่การท ี่ได้รู้และเขาใจศาสนาใด ้ กย็อมท่ าใหํเข้ าใจล ้ ึกซ้ึงที่มีความเชื่อ แนวความคิด คตินิยม อุปนิสัย ระเบียบ ประเพณี พฤติกรรม ของหมู่ชนที่นับถือศาสนาน้นดัวย้ 7.4 เป็นการลดช่องวางระหว่างหม่ ู่ชนที่นับถือศาสนาต่างกนั ที่อยในส ู่งคมเดั ียวกนั หากมีการคบหาสมาคมติดต่อค้าขายกบผั ู้ที่นับถือศาสนาอ ื่ นกจะเข้ ็ าใจ และปรับตวให ัคบหาสมาคม ้ ติดต่อกนได ัผลด้ ีมากข้ึน 7.5 ทําใหเก้ ิดสานํ ึกเห็นคุณค่าของศาสนาของตนเองและศาสนาอื่น สรุปท้ายบท ศาสนาเป็นวิชาท ี่แยกออกจากปรัชญา เน ื่องจากปรัชญาเป็นเร ื่ องแสวงหาความรู้เป็นเร ื่ อง ที่เก ี่ ยวกบการวั ิพากษ์และแสวงหาคาตอบํ เม ื่ อพบคาตอบแลํวจะหย้ ดการแสวงหาตุ่อไป ส่วนศาสนา เป็นเร ื่ องท ี่ เก ี่ ยวกบจั ิตใจ ศรัทธา อารมณ์ และเป็นแนวทางในการปฏิบัติที่จะนาไปส ํ ู่เป้ าหมาย สูงสุดของชีวิต แนวความคิดของชาวตะวนตกและตะวันออกนั้นแตกตั ่างกนคั ือ แนวความคิดตะวนตกมั ี พื้นฐานอยบนความเชู่ื่ อเร ื่ องพระเจาสร ้ ้างโลก ทุกสิ่งทุกอยางจะด่าเนํ ินไปตองอย้ ภายใต ู่้อํานาจของ พระผเปู้ ็นเจาเพ้ ียงองคเด์ ียว แต่แนวความคิดของชาวตะวนออกั นั้นมีพื้นฐานอยบนกฎแหู่่งกรรม คือปฏิเสธอานาจของพระผํ เปู้ ็นเจาโดยส ้ ิ้นเชิง คนจะดีหรือชวั่ ประสบความหวงหรั ือสิ้นหวงอยั ที่ ู่ การกระทาของตํวเองั ในการศึกษาศาสนาน้นจะได ั ้รับประโยชน์มากมาย ซึ่งสรุปพอเป็นตวอยั างได ่ ้ดังน้ี 1. เป็นหลกในการด ัารงชํ ีวิต 2. เป็นการจดระบบของสังคมั 3. เป็นการขจดปั ัญหาดานชนช้ ้นั 4. เป็นศูนยกลางของส์งคมั
17 นอกจากท ี่ กล่าวมาแล้ว ศาสนายงเปั ็นพ้นฐานทางวืฒนธรรมของสังคมแตั ่ละแห่งไม่วา่ สังคมเหล่าน้นจะเป็ ั นประเทศใดกตาม็ จะนบถั ือศาสนาใดกตาม็ ศาสนาเป็นส่วนหน ึ่ งที่ทําใหเก้ ิด วัฒนธรรมได้
18 แบบฝึกหัด บทท 1 ี่ ความร้ทูวไปเก ั่ ยวก ี่ บศาสนาั 1. จงอธิบายความหมายของศาสนาตามทศนของชาวตะวันตกัและตะวนออกมาพอเขั าใจ ้ 2. สาเหตุการเกิดศาสนามีอะไรบาง้จงอธิบายอยางละเอี ่ยด 3. จงอธิบายความสมพันธั ์ระหวางศาสนาก่ บปร ั ัชญามาอยางละเอี ่ยด 4. ศาสนากบลัทธั ิแตกต่างกนอยั างไรอธ ่ ิบาย 5. การศึกษาศาสนามีประโยชน์อยางไรบ ่าง้
บทท 2 ี่ วิวัฒนาการของศาสนา วิวัฒนาการของศาสนา การศึกษาศาสนาในสมยบรรพกาลั อาจศึกษาในเรื่องของโชคลางความเชื่ อกบการนับถั ือ ผีหรือการนบถั ือพระเจาหลายองค้ ์ความศรัทธาแรงกลาในส ้ ิ่งลึกลับ ค่านิยม เช่น การศึกษาภาพ และแกะสลกของชาวออสเตรเลั ียด้งเดั ิมท ี่เป็นเจาของประเทศคร ้ ้ังแรก หรือการบูชาบรรพบุรุษของ คนเผาแอฟร ่ ิกา จากผลงานของนกปราชญ ัทางด์ านปร ้ ัชญาและเทววิทยา เช่น ไทเลอร์เดอร์ไคม์เป็นต้น ได้ศึกษาโดยวิธีเปรียบเทียบในเรื่ องลทธั ิความเช ื่อในสิ่งลึกลบตั ่างๆ ไว้ซึ่งต่อมามีคนสนใจ นําเอา เร ื่ องเหล่าน้ีมาศึกษา เช่น ศึกษาในเรื่ องวิญญาณ ภูตผีปีศาจ หมอผีการบวงสรวงดวยเล้ ือด การใชคาถาอาคม้ การทาเสนํ ่ห์การฝังศพและการบูชายัญ ดังมีรายละเอียดดงนั้ี ( สุพัตรา สุภาพ. 2520 : 109 ) ไทยเลอร์ไดให้ ้ทัศนะไว้วา่ พื้นฐานเบ้ืองตนท้ ี่ก่อใหเก้ ิดวิวัฒนาการต่อมาคือการบูชาผสางี เทวดา เป็นความเช ื่ อของสงคมดั้งเดั ิมในเรื่ องของวิญญาณ เพราะความเช ื่อในเรื่ องวิญญาณจะช่วย อธิบายความสงสยให ั ปรากฏการณ ้ ์บางอยางได ่ ้เช่น ความตาย ความฝัน และเร ื่ องวิญาณออกจาก ร่างท่องเที่ยวไปยงทั ี่ต่างๆ ไทยเลอร์เห็นวาความค่ ิดเก ี่ ยวกบเรั ื่ องของวิญญาณนี้สามารถนาไป ํ อธิบายเร ื่ องลึกลบตั ่างๆ ที่เกิดข้ึนตามธรรมชาติได้ เฟรเซอร์ ได้ศึกษาความสมพันธั ์ต่างๆ ตั้งแต่เร ื่องไสยศาสตร์จนถึงวิทยาศาสตร์ไดพบว้า่ ไสยศาสตร์เป็นเรื่องเชื่ออนดับแรกทั ี่ เกิดข้ึนและมีติดต่อกนมานานัเช่น การด ื่ มเลือดของแพะ วัว หรือกินสมองลิง การกินดีงู หรือในเรื่องฟ้าร้อง ฟ้าผา่ นํ้าท่วม เป็นต้น เดอร์ไคม์เช ื่ อวาการปฏ ่ ิบัติตามกฎเกณฑของส์ งคมเป ั ็นสิ่งจาเปํ ็นต่อการดารงอยํของู่ มนุษย ์ พิธีกรรมต่างๆท ี่เป็นสญลักษณั ์ เช่น การใช้รูปแกะสลัก การบูชายัญ เป็นสิ่งเร้าความรู้สึก และอารมณ์อย่างสูงที่ทําให้เกิดพฤติกรรมร่วม การเคารพยึดถือในวตถั ุสิ่งเดียวกนกั ่อให้เกิด ความสามคคั ีในหมู่มวลเหล่าสมาชิก วัตถุนั้นมีค่าเพราะเป็นที่ยอมรับของสงคมนั้นั พิธีกรรมและ ความเช ื่ อสะทอนให ้เห้ ็นถึงการกระทาทํ ี่ อยในขอบเขตของศ ู่ีลธรรม ซึ่งเป็นรากฐานของการจดระเบั ียบ ของสงคมั
20 ความเช ื่ อและการนบถั ือของมนุษยเม์ ื่ อผานมาหลายย่คหลายุสมัย กมี็การพฒนาเป ั ็นระบบ พิธีกรรมและผประกอบพ ู้ ิธีกรรมมีกฎหามและธรรมเน้ ียมปฏิบัติ ซึ่งปฏิบัติต่อมาเพ ื่ อความสงบสุข ของสงคมตามความเชั ื่อ ลัทธิธรรมชาตินิยม ลัทธินี้นับถือธรรมชาติเม ื่ อมนุษยเก์ ิดข้ึนมากมี็ธรรมชาติต่างๆ เช่น ความมืด ความสวาง่ ความร้อน ความหนาว ดวงอาทิตย์ดวงจนทรั ์ดวงดาว ฟากฟ้า แม่นํ้า เกิดข้ึนอยข้ ู่างเคียงใหมนุ้ษย์ ไดเห้ ็น ได้สัมผสมนัุษย์ได้รับความรู้สึกจากสิ่งเหล่าน้นั เป็นสุขบาง้ เป็นทุกข์บ้าง ทําใหมนุ้ษย์คิด วาธรรมชาต่ ิมีอํานาจ สามารถบนดาลความสัุขความทุกขแก์ ่ตน จึงเช ื่ อและถือวาธรรมชาต่ ินั้นๆ มีอํานาจอยเหนู่ือธรรมชาติของมนุษย์จึงเกรงกลวกราบไหว ั ้ นับถือบูชาสืบต่อกนมาตลอดชัวลัู่ก ชัวหลาน่ มนุษยเช์ ื่ อว่ามีอํานาจหรือพลงพั ิเศษยิ่งใหญ่ในธรรมชาติซึ่งควบคุมธรรมชาติเช ื่ อว่า ปรากฏการณ์ต่างๆของธรรมชาติเกิดจากพลงอัานาจนํ้ีเอง เช่น ฟ้าร้อง ฟ้าผา่แผนด่ ินไหว นํ้าท่วม พายุภูเขาไฟระเบิด เป็นต้น มนุษย์จึงเกิดความเกรงกลวอัานาจดํงกลั ่าว และเรียกพลงอัานาจนํ้ีวา่ “มานา” หมายถึงวิญญาณซึ่งเป็นพลงอั ํานาจแห่งธรรมชาติ ความเช ื่ อน้ีต่อมาวิวัฒนาการมาเป็นการนบถั ือพระเจาและเทพเจ้าต้ ่างๆ ลัทธิวิญญาณนิยม ลัทธินี้เป็นการนบถั ือผสางเทวดาี และวิญญาณต่างๆ ความมืด ความสวาง่ ความร้อน ความหนาว ดวงอาทิตย์ดวงจนทรั ์ ฟากฟ้ า แม่นํ้า ภูเขา ต้นไมใหญ ้ ่สามารถดลบนดาลให ั ้เกิด ภาวะผนแปรไปได ั ้ต่างๆ ในธรรมชาติ หรือบนดาลให ัเก้ ิดความสุขความทุกขแก์ ่ตนน้นั มีอํานาจ อะไรสกอยัางหน่ ึ่ งสิงสถิตอยู่สิ่งน้นเรั ียกวา่ สปิ ริต หรือ วิญญาณ อาจเป็นผสางมารรี ้าย หรืออาจ เป็นเทวะ กลายเป็นความเช ื่ ออานาจผํสางเทวดาีเช ื่ อวาทุ่กสิ่งในโลกลวนม้ ีวิญญาณ สามารถบนดาลั ความสุข ความทุกขให์แก้ ่มนุษยได์แต้ ่ละอยางตามอ่านาจและความกรํุณาที่มีอยู่เช ื่ อต่อไปวา่ วิญญาณนั้นตองม้ ีร่างกาย แต่ไม่สามารถจะเห็นได้ จึงเริ่มสร้างภาพเอาดวยความน้ ึกคิดของตนเอง ภาพท ี่ ตนนึกคิดสร้างข้ึนมานบถั ือน้นเรั ียกวา่ ผีสางเทวดาหรือพระเจ้า วิญญาณนิยมเป็นการแสดงถึงความเช ื่ อถือในสิ่งท ี่ มนุษยไม์ ่สามารถจะมองเห็นได้แต่มี ความฝังจิตฝังใจในสิ่งน้นอยั จนไม ู่่สามารถจะลบลางออกจากจ้ ิตใจไดแล้วก้ ยึ็ดถือ จะเป็นความเช ื่ อถือ ที่จัดเป็นความเคยชินอนตั ิดเป็นนิสัยข้ึนมา และความเช ื่ อเหล่าน้ีกไม็ ่สามารถจะพิสูจน์ไดแต้ ่กอาจจะ็ ถือวาเป่ ็นความเช ื่ อถือเพ ื่ อชดเชยอารมณ์และเกิดความรู้สึกกลวและหวาดระแวงั
21 ตามปกติมนุษย์มีความเช ื่ อถือในสิ่งท ี่มองไม่เห็นตวตนัแต่ถือและเขาใจว ้าม่ ีฤทธ์ิหรือ อานาจเหนํ ือคน อาจบนดาลให ั ้ดีหรือร้าย หรือให้คุณและโทษแก่ตนเองได้ความเช ื่ ออยางน่้ีเรียกวา่ ลัทธิผีสางเทวดา อันเป็นคติทางศาสนาที่มีมาต้งแตั ่ดั้งเดิมของมนุษย์ก่อนจะมีวิวัฒนาการมาเป็น คติทางศาสนาอนประณ ั ีตข้ึนในปัจจุบัน ลัทธิผีสางเทวดาแบ่งออกไดเป้ ็น 4ประเภท คือ (นงเยาว์ ชาญณรงค. 2531 : 219) ์ 1. นับถือผีที่เป็นเทวดาอารักษ ์เช่น รุกขเทวดา เจาทุ้่ง เจาป้ ่า เจาเขา้ เป็นต้น ถือวาม่ ี เทพเจาประจ ้าอยํทุู่กแห่ง 2. ลัทธิบูชาบรรพบุรุษ นับถือผีปู่ ยา่ตา ยาย และผเรีือน หรือผบรรพบีุรุษ ถือวาบรรพ่ บุรุษล่วงลบไปแล ั ้ว วิญญาณมาอยรู่่วมกนในร ัุ่มไมชายคาเด้ ียวกนกับลัูกหลาน นับถือผีวีรบุรุษ เช่น นับถือผเจีาพ้อกวนอู่ พระร่วง พระนเรศวรขุนแผน เป็นต้น 3. นับถือผีร้าย เช่น ผีห่า (โรคต่างๆ) หรือ ซาตานต่างๆ 4. ไสยศาสตร์เวทยมนต์คาถา์ ทําคุณไสย พ่อมดหมอผีและพระ หมอยาหรือ หมอผู้วิเศษ ซึ่งมีความสามารถทาพํ ิธีติดต่อกบพระเจัาและว้ ิญญาณได้ทํานายรู้เหตุการณ์ล่วงหนาได ้ ้ มาลิโนสก้ีได้แสดงทัศนคติไว้วา่มนุษย์พัฒนาการปฏิบัติพิธีกรรม เพ ื่อใหเป้ ็นไปตาม เง ื่อนไขของความเชื่อในอานาจลํ ึกลับ หรือ ไสยศาสตร์ ไสยศาสตร์เกิดมาเพ ื่ อช่วยให้มนุษย์ สมความตองการ้เม ื่อใดมนุษย์ต้องการทาในส ํ ิ่งท ี่ เหนือความสามารถ ต้องการคุ้มครอง ต้องการ หลุดพนทุ้กข์มนุษยจะห์นหนัาเข้ าหาไสยศาสตร ้ ์ซึ่งเขาเช ื่ อวาจะช่ ่วยให้บันดาลใหได้เพราะเช้ ื่ อวา่ ไสยศาสตร์มีอํานาจไร้ขอบเขตจากํดั ความเช ื่อในอานาจลํ ึกลบหรั ือไสยศาสตร์เกิดก่อนศาสนาโดยมนุษย์ต้องการความ ช่วยเหลือจากอานาจลํ ึกลบโดยม ั ีเง ื่อนไขแลกเปลี่ ยนตามลกษณะพั ิธีกรรมหรือการบวงสรวงสงเวยั อํานาจลึกลบหรั ือไสยศาสตร์นั้น มีทั้งฝ่ายธรรมะ เป็นฝ่ายท ี่ใหความช้ ่วยเหลือ ช่วยให้ สมปรารถนา บันดาลใหเก้ ิดสิ่งที่ดีเช่น การขอกาลํ ังพลังอานาจํเทพวิญญาณที่ดี จากการนับถือธรรมชาติ ปรากฏการธรรมชาติและผีสางเทวดาต่างๆ ด้วยความเช ื่อใน สิ่งเหล่าน้ีมีอํานาจมีพลงทั ี่ จะบนดาลสั ิ่งต่างๆ ทั้งดีแลท้งรั ้ายใหแก้ ่มนุษยได์ ้นี้เอง จึงสร้างเรื่องราว ตํานานเร ื่องปรัมปรา เทพนิยาย เร ื่ องลึกลับ ไสยศาสตร์คาถาอาคม เคร ื่ องราง ของขลัง ฯลฯ เล่าสืบต่อกนมาจากั ปู่ ยา่ตายาย พอ่แม่สู่ลูกหลาน ซึ่งเร ื่ องเหล่าน้ีแมจะขาดเหตุ้ผลและพิสูจน์ไม่ได้ แต่นักศึกษาวทยาศาสนาและนิกศั ึกษาศาสนาที่มีชื่อเสียงหลายคนกเช็ ื่ อวาม่ ีส่วนในการเกิดศาสนา แบบเทวนิยมในเวลาต่อมา จากวิวัฒนาการของความเช ื่ อของมนุษย์ดังกล่าว จึงเกิดเป็นศาสนาที่มีระบบและ องคประกอบทางศาสนาส ์ ืบต่อกนมาั ซึ่งจะไดแบ้ ่งแยกเป็นประเภทของศาสนาดงตั ่อไปน้ี
22 ประเภทของศาสนา เพราะความแตกต่างทางภูมิศาสตร์สิ่งแวดลอมและความเช้ ื่อเป็นต้น จึงทาใหํเก้ ิดศาสนา หลายรูปแบบข้ึน เพ ื่อสะดวกในการศึกษาจาเปํ ็นจะตองม้ ีการแบ่งศาสนาออกเป็นประเภทต่างๆ ตามลกษณะและขัอเท้จจร็ ิงของศาสนาเหล่าน้นั ดังน้ี 1. แบ่งออกตามลกษณะของศาสนาั แบ่งออกตามลกษณะของศาสนาั ออกเป็น 4 ประเภท ดังน้ี 1.1 เอกเทวนิยม เช ื่อในพระเจาองค้เด์ ียว เช่น ศาสนายิว ศาสนาคริสต์ศาสนา อิสลาม เป็นต้น 1.2 พหุเทวนิยม เช ื่อในพระเจาหลายองค้ ์เช่น ศาสนาฮินดูและศาสนากรีกโบราณ เป็นต้น 1.3 สัมพตถเทวนั ิยม เช ื่ อวา่พระผเปู้ ็นเจาสถ ้ ิตอยทุู่กหนทุกแห่ง เช่น ศาสนาฮินดู ถือวาพระพรหมสถ่ ิตยอย์ ในท ู่ ุกหนทุกแห่งและเป็นคาอธํ ิบายพระเจาในเช ้ ิงปรัชญา 1.4 อเทวนิยม ไม่เช ื่ อวาพระเจ่ าเป้ ็นผสรู้ ้าง ไดแก้ ่ศาสนาพทธุ เป็นต้น ทั้ง4 ประเภทน้ียอลงเป ่ ็น 2 คือ 1. เทวนิยม คือ ศาสนาพราหมณ์ – ฮินดูศาสนายดายูศาสนาคริสต์ศาสนาอิสลาม เป็นต้น เช ื่อในพระเจาสร ้ ้างโลก 2. อเทวนิยม คือศาสนาพทธุศาสนาเชน ปฏิเสธพระเจาสร ้ ้างโลก 2. แบ่งตามข้อเทจจร็ ิงของศาสนา แบ่งตามขอเท้จจร็ ิงของศาสนาออกเป็น 2 ประเภท คือ 2.1 ศาสนาท ี่ ตายแล้ว มี 12 ศาสนาไดแก้ ่ 2.1.1 ทวีปเอเชีย ไดแก้ ่ ศาสนาของชาวบิโลเนียนและสุมาเรีย, ศาสนาของ ชาวฟินิเซียน, ศาสนานามมิกี, ศาสนามิถราของชาวเปอร์เซีย, ศาสนาของชาวฮิทไท,ศาสนาเดิมของ ชาวอารยัน, ศาสนาอลไต ั , ศาสนาเดิมของชาวไอนุ, ศาสนาเดิมของชาวอสซั ีเรีย 2.1.2 ทวีปยโรปุ ไดแก้ ่ ศาสนาของชาวกรีกโบราณ, ศาสนาของชาวติวตัน โบราณ, ศาสนาของพวกโรมนโบราณ ั , ศาสนาของชาวสแกนดิเนเวียโบราณ, ศาสนาของพวก ชาวเซลท ( ์ชาวองกฤษโบราณ ั ) 2.1.3 ทวีปอเมริกา ไดแก้ ่ ศาสนาของชาวเปรูโบราณ, ศาสนาของ ชาวแมกซิกนโบราณ ั , ศาสนาของชาวอินคา, ศาสนาของชาวแอซเทค มายา, ศาสนาของ ชาวอินเดียนแดง
23 2.1.4 ทวีปอาฟริกา ไดแก้ ่ศาสนาของชาวอียิปตโบราณ ์และศาสนาของ ชาวเผาอาฟร ่ ิกา ศาสนาท ี่ตายไปแลวเหล้ ่าน้ีแม้วาจะไม ่ ่มีผู้นับถือแลวในป ้ ัจจุบัน แต่ความเชื่อ และหลกธรรมบางประการก ั ยั็งมีอิทธิพลต่อชนชาติบรรพบุรุษเคยนบถั ือศาสนาเหล่าน้นอยั ู่นอกจากน้ี เทพเจาและความเช้ ื่ อเก ี่ ยวกบเรั ื่องพระเจ้าต่างๆ บางศาสนาท ี่ตายไปแลวน้ ้นยังมั ีลักษณะและเช ื่ อวา่ มูลฐานวิวัฒนาการกลายไปเป็นเทพเจาของศาสนาท ้ ี่มีชีวิตอยบางศาสนาู่ ศาสนาท ี่ตายไปแล้ว ซึ่งเคยเป็นศาสนาใหญ่มีผู้นับถือมากต่ออารยธรรม ศิลปวฒนธรรมพฤตั ิกรรมและความเช ื่ อของมนุษยในสม ์ ยโบราณและย ั งปรากฏเป ั ็นที่รู้จักและสนใจ แก่ชาวโลกอยในป ู่ัจจุบัน จนมีนักวชาการและผิเชู้ ี่ ยวชาญคุณวุฒิสาขาต่างๆและพยายามศึกษาคนคว้ ้า มาโดยตลอดอยางไม ่ ่หยดยุ้งั ซึ่งสมควรจะนํามากล่าวโดยละเอียด เป็นตวอยัางของศาสนาท่ ี่ตายไป แลวท้ ี่ยังมีผู้คนทวโลก ั่ คือศาสนาอียิปตโบราณ ์ 2.2 ศาสนาที่ยังมีชีวิตอยู่ ศาสนาที่ยังมีชีวิตอยู่ศาสนาที่ยังมีผู้นับถืออย่ในปูัจจุบันโดยมีองคกรทาง์ ศาสนา มีพิธีกรรม มีการปฏิบัติตามหลกคัาสอนสํ ืบต่อกนมาจนถั ึงปัจจุบันอยางไม ่ ่ขาดสาย แม้วาจะ่ ขาดองคประกอบบางอย ์ างไป ่แต่กยั็งรักษาความเป็นลกษณะเฉพาะแหั ่งศาสนาไว้ ข้อที่น่าสงเกตั คือศาสนาที่ยังมีชีวิตอยเหลู่่าน้ีล้วนเป็นศาสนาที่มีแหล่งกาเนํ ิดในทวีปเอเชียท้งสั ิ้น คือ 2.2.1 ศาสนาท ี่ เกิดในเอเชียตะวนออกั ไดแก้ ่ 1) ศาสนาชินโต เกิดในประเทศญี่ปุ่ น 2) ศาสนาขงจ้ือ เกิดในประเทศจีน 3) ศาสนาเต๋า เกิดในประเทศจีน 2.2.2 ศาสนาท ี่ เกิดข้ึนในเอเชียใต้คือ ชมพทวูีปหรือประเทศอินเดีย ไดแก้ ่ 1) ศาสนาฮินดู-หรือศาสนาพราหมณ์ 2) ศาสนาพทธุ 3) ศาสนาเชน 4) ศาสนาซิกข์ 2.2.3 ศาสนาท ี่ เกิดข้ึนในเอเชียตะวนตกั (ตะวันออกกลาง) ไดแก้ ่ 1) ศาสนายวหริ ือยดาหู์เกิดในปาเลสไตย์ 2) ศาสนาคริสต์เกิดในปาเลสไตย์ 3) ศาสนาอิสลาม เกิดในดินแดนอาหรับ 4) ศาสนาโซโลอสเตอรั ์ เกิดในประเทศอิหร่าน เปอร์เซีย
24 ศาสนาที่มีชีวตอยิ ู่ซึ่งเป็นศาสนาที่มีผู้นับถือมากที่สุดและเป็นศาสนาสากลคือ มีผู้นับถือหลายชาติ หลายภาษาคือศาสนาพทธุ ศาสนาคริสต์และศาสนาอิสลาม 3. แบ่งตามภูมิศาสตร์ที่เกดของศาสนาิ ออกเป็ น 3 ประเภท 3.1 ศาสนาท ี่ เกิดในเอเชียตะวนตกั คือ จีนและญี่ปุ่ น ไดแก้ ่ศาสนา ขงจ้ือ ศาสนา เต๋าและศาสนาชินโต 3.2 ศาสนาท ี่ เกิดในเอเชียตะวนออกั คือ ปาเลสไตน์ เปอร์เซีย อารเบีย ไดแก้ ่ ศาสนายดายูศาสนาโซโรอสเตอรั ์ ศาสนาคริสตและศาสนาอ์ ิสลาม 3.3 ศาสนาท ี่ เกิดในเอเชียใต ้ คือ ชมพทวูีป ไดแก้ ่พุทธศาสนา ศาสนาพราหมณ์ หรือฮินดูศาสนาเชน ศาสนาซิกข์ 4. แบ่งตามลาดํ ับแห่งวิวัฒนาการของศาสนา ศาสนาธรรมชาติคือศาสนาที่มีความหมายกวางขวางมาก้ อันเป็นท ี่ ยอมรับของทุก สังคม ความเช ื่ อถืออนเกั ิดจากธรรมชาติซึ่งไดแก้ ่ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่เกิดข้ึน โดยคิดวาเก่ ิด จากสิ่งท ี่ เหนือธรรมชาติเป็นผู้บันดาลหรือเนรมิตข้ึนมา เม ื่อเป็นเช่นน้ีการท ี่ มนุษยได์เห้ ็นปรากฏ ต่างๆทางธรรมชาติกเอาความร็ ู้สึกของสามญมนัุษยเข์าจ้ ับ จนทาใหํเก้ ิดความเช ื่ อวา่ทุกสิ่งทุกอยาง่ ต้องมีผู้สร้าง ซึ่งเช ื่ อวาในธรรมชาต ่ ินั้นมีสิ่งศกดั์ิสิทธ์ิอันอยเหนู่ือธรรมชาติควบคุมอยู่ ลักษณะความเช ื่ อของศาสนาธรรมชาติ มีดังต่อไปน้ี ( เดือน คําดี2531:38) 1. ยึดมนอยั่กู่บความเชั ื่ อท ี่ แสดงออกดานบรรท้ดฐานเดั ิม ทั้งในดานค้ าสํงคั่าสอนํ ซึ่งได้รับ สืบทอดกนมาจากบรรพบัุรุษ อันเป็นการยดมึนตั่่อศาสนาน้นๆของผั ู้นับถือที่มี 2. เนนหน้กดัานพฤต้ ิกรรมทางศาสนาในสงคมตั ่างๆ ทั้งสงคมเดั ี่ ยวและสงคมเชั ิงซอน้ ซึ่งพฤติกรรมต่างๆ หากศาสนาเหล่าน้นมั ีการแสดงออกทางปทสถานทางสังคมั ที่แต่ละสงคมจะมั ี รูปแบบต่างๆกนออกไปตามความเช ั ื่ อถือ โดยเฉพาะอยางย่งดิ่านขนบธรรมเน้ ียมประเพณีที่เรารู้จัก กนในนามว ัา่ วัฒนธรรมประจาสํงคมั 3. เป็นระบบความเช ื่ อถือที่มีความผูกพนอยั ู่กับสภาวะเหนือธรรมชาติโดยคิดว่า ปรากฏการณ์ตามธรรมชาติที่เกิดข้ึนน้นคงตั ้องเกิดจากการสร้างสรรคของผ์ ู้มีมหิทธานุภาพเป็นแน่ เม ื่อเป็นดงนั้ีจึงยกให้สิ่งท ี่ อยเหนู่ือธรรมชาติ อันมนุษยธรรมดาไม ์ ่สามารถท ี่ จะเขาถ้ ึงและรู้แจงใน ้ สิ่งน้นได ั ้ โดยคิดวาในส ่ ิ่งท ี่ปรากฏข้ึนมาน้นจะตัองม้ ีผู้สร้างสรรคให์เก้ ิดข้ึนมาเช่นเดียวกบมนัุษย ์ มิฉะน้นจะเกั ิดข้ึนมาไม่ได้ การยกให้สิ่งท ี่ อยนอกเหนู่ือธรรมชาตินั้น เพ ื่อใหสมเหต ุ้สมผลตาม ปรากฏที่มีขึ้นในโลก 4. ศาสนาหลกและศาสนาสถาบั ัน ศาสนาประเภทน้ีเป็นศาสนาที่มีการวิวัฒนาการมา โดยลาดํ ับ เป็นระบบศาสนาที่มีการจดรัูปแบบมีการควบคุมใหเป้ ็นระบบ จนถึงกบการกั ่อต้งเปั ็น
25 รูปสถาบนขั้ึน ศาสนาประเภทน้ีบางคร้ังเรียกวาศาสนาทางส่งคมหรั ือศาสนาพิธีการ อนมั ีการ จัดระบบความเช ื่ อสนองสงคมั ซึ่งในการจดนั้นได ั ้คํานึงถึงความเหมาะสมแก่สภาวะสงคมแตั ่ละ สังคมเป็นหลัก โดยก่อรูปเป็นสถาบนทางศาสนาขั้ึนอนเป ั ็นทาใหํ ศาสนาประเภทน ้ ้ีมีระบบยงขิ่ ้ึน และมีความมนคงถาวรในส ั่งคมสั ืบมา โดยเป็นระบบศาสนาสถาบัน ที่มีระบบและรูปแบบปกครอง ของตวเองัเช่น ศาสนายิวศาสนาคริสต์ศาสนาอิสลาม ศาสนาฮินดูหรือศาสนาพราหมณ์เป็นต้น 5. แบ่งตามลกษณะของศาสนั ิก 5.1 ศาสนาของชาติ ไดแก้ ่ศาสนาที่นับกนเฉพาะประชาชนในถ ั ิ่นกาเนํ ิดของศาสนา นั้นๆ หรือเฉพาะชนชาติที่เป็นผใหู้ ้กาเนํ ิดศาสนาน้นๆั ไดแก้ ่ศาสนาชินโต เฉพาะชาวญี่ปุ่ น ศาสนาเต๋า เฉพาะชาวจีน ศาสนาเชน เฉพาะชาวอินเดีย ศาสนาซิกขเฉพาะชาวอ์ ินเดีย ศาสนา พรามณ์ – ฮินดูเฉพาะชาวอินเดีย ศาสนายดายูเฉพาะชาวยิว ศาสนาโซโรอสเตอรั ์เฉพาะ ชาวเปอร์เซีย 5.2 ศาสนาโลกหรือศาสนาสากล ไดแก้ ่ศาสนาท ี่ แพร่หลายจากถิ่นกาเนํ ิดของคน ไปสู่ดินแดนต่างๆ ทัวโลกและม่ีประชาชนเช้ือชาติต่างๆนบถั ือทวไปค ั่ ือศาสนาพทธุศาสนาคริสต์ และศาสนาอิสลามในปัจจุบัน 6. แบ่งตามประเภทของผ้นัูบถือ 6.1 ศาสนาเผา่ คือศาสนาที่บุคคลกลุ่มใดกลุ่มหน ึ่ งนบถั ือเฉพาะในสถานที่ แห่งใด แห่งหนึ่ง เช่น ศาสนาของคนโบราณหรือศาสนาของชนเผาต่ ่างๆ นอกจากน้ีศาสนาใหญ่ๆของโลก บางศาสนา เช่น ศาสนาฮินดูเซน ยูดาย ชินโตและศาสนาขงจ้ือเป็นต้น กจัดอยู ็ ในศาสนาประเภทน ่้ี เพราะมีการนบถั ือเฉพาะในชาติใดชาติหนึ่ง เช่น ศาสนาฮินดูมีผู้นับถือกนในเฉพาะประเทศอ ั ินเดีย หรือชาวพ้ืนที่อินเดียอพยพกนไปอยู ั ่ศาสนาเชนกจํ ็ากดอยูั ใน่ เฉพาะในหมู่ชาวอินเดียเช่นกนั ศาสนายดายูนับถือกนเฉพาะในหม ั ู่ชาวอิสราเอล ศาสนาชินโตเฉพาะในหมู่ชาวญี่ปุ่นและศาสนา ขงจ้ือกเฉพาะหม็ ู่ชาวจีน 6.2 ศาสนาโลก คือศาสนาที่มีผู้นับถือกระจายอยทั ู่วโลก่ ไม่ได้จํากดอยูั ในเฉพาะ ่ กลุ่มบุคคลใดบุคคลหนึ่ง ณ ที่แห่งใดแห่งหนึ่ง เช่น ศาสนาพทธุคริสต์และอิสลาม 6.3 ศาสนานิกาย คือศาสนาท ี่ เกิดจากศาสนาใหญ่ๆ หรืออาจเรียกวา่ นิกายยอย่ ของศาสนาสากลกได็ ้ศาสนาแบบนี่มักจะเกิด ณ จุดใดจุดหน ึ่ งของสงคมกั ่อนแลวค้ ่อยๆ แพร่กระจาย ไปยงสั ่วนอ ื่ นๆของสังคมส่วนใหญ่มักจะเกิดข้ึนในถิ่นที่วัฒนธรรมต่างชาติมีอิทธิพลสูง กลุ่มท ี่ ต้องการฟ้ืนฟูลัทธิศาสนาและระบบสงคมให ั เป้ ็นตวเองขั้ึนมาใหม่จะรวบรวมผคนท ู้ ี่ เห็นดวยท้าการํ เผยแพร่ศาสนาและวฒนธรรมของตนในต ั ่างแดนเพ ื่ อธารงไว ํ ้ซึ่งความเป็นปึกแผนของว่ฒนธรรมั และศาสนาแห่งตน ศาสนาแบบน้ีมักเกิดความรู้สึก เช่น กลุ่มชาวพทธใหมุ่ในอินเดีย เป็นต้น
26 จุดประสงค์ที่สาคํญอั ีกอยางหน่ ึ่ งของการมีศาสนาแบบน้ีกเพ็ ื่ อจะสร้างเอกลักษณ์สําหรับกลุ่มท ี่ อยู่ ภายใตการกดด้นของชนกลัุ่มใหญ่ที่ไม่ยอมรับสถานภาพเท่าเทียมกนของบัุคคล โดยอาศัยศาสนา เป็นตวชั้ีนํา ลักษณะและความหมายของเทวนิยมและอเทวนิยม 1. ศาสนาประเภทเทวนิยม ความหมายของศาสนาเทวนิยม มีลักษณะดงนั้ี 1.1 ลัทธิและความคิดท ี่ เช ื่ อวาพระเจ่าผ้ ทรงสร ู้ ้างโลก ทรงบารํุงเล้ียง ทรงรักษา และทรงปกครองอยตลอดเวลาู่ 1.2 ความเช ื่อในพระเจาองค้เด์ ียวหรือหลายองค์ ในปัจจุบันมกหมายถั ึงพระเจ้า องคเด์ ียว โดยเฉพาะอยางย่ งในพระเจ ิ่าเฉพาะพระองค้ ที่ ์ทรงสร้างโลกน้ีและมีอิทธิพลต่อเหตุการณ์ ต่างๆซ ึ่ งมีปรากฏอยูในโลกน ่้ี ศาสนาประเภทเทวนิยมน้ีเป็นศาสนาที่มุ่งสอนใหมนุ้ษย์มีความเช ื่ อมนอยั่กู่บพระเจั ้า หรือเทพเจาสู้งสุดของศาสนาโดยมีความเช ื่ อวา่ 1. ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกเกิดจากการสร้างสรรคของเทพเจ์ ้า ซึ่งเป็นผู้กาหนดให ํ ้ เป็นไปท้งสั ิ้น 2. เทพเจาเป้ ็นผู้กาหนดวํ ิถีชีวิตของมนุษย์ โดยถือวามนุ่ษยเก์ ิดจากการสร้างสรรค์ ของเทพเจ้า ฉะน้นความเชั ื่อในรูปแบบน้ีมนุษย์จึงตองผ้กพูนอยักู่บพระผั เปู้ ็นเจ้า 3. มนุษย์ต้องมีความเช ื่ อวา่พระเจาเป้ ็นผทานดวงช ู้ ีวิตใหแก้ ่ตนและดวยความเช้ ื่ อน้ี เองมนุษย์จึงถือวาเป่ ็นบุญคุณที่ผูกพนกันอยั ู่การเช่นน้ีจึงถือวามนุ่ษย์ต้องกระทาเพํ ื่ อพระเจาน้ ้นๆั อันเป็นการแสดงตอบแทน 4. ความเช ื่ อดงกลั ่าวน้ี ถือว่าเป็นการกระทาตํ ่างๆจากบุคคลน้นเป ั ็นการกระทํา เพื่อพระผู้เป็นเจาท้ ี่ตนเองนับถือและพระองคจะเป ์ ็นผประสานผลมาให ู้ ้ จากความเช ื่ อดงกลั ่าวขางต้นน้ ้นั ทําให้มีการแบ่งประเภทความเชื่อในเทวนิยมออกไป ตามลกษณะทั ี่ แสดงออกมาโดยถือเป็นเกณฑการแยกประเภทตามความเช ์ ื่ อพระเจ้า ดังน้ี 1. เอกเทวนิยม เป็นลกษณะความเชั ื่ อวาทุ่กสิ่งในโลกเกิดจากการสร้างสรรคของ์ พระเจาเพ้ ียงพระองคเด์ ียวท ี่ สามารถสร้างทุกสิ่งอยางข่้ึนในโลก 2. พหุเทวนิยม เป็นความเช ื่ อต่อพระเจาหลายพระองค้ โดยถ ์ ือว่าโลกน้ีเกิดจาก พระเจาหลายพระองค้ทรงบ์ ญชาให ั เป้ ็นไปโดยแต่ละพระองค์ทรงปฏิบัติหนาท้ ี่ต่างกนัศาสนาฮินดู เป็นศาสนาประเภทพหุเทวนิยมที่สําคญทั ี่สุดที่ยังมีเหลืออยในป ู่ัจจุบันน้ี
27 ในศาสนาประเภทพหุเทวนิยมมีหลายศาสนาดวยก้นัเช่น ศาสนาที่ถือวาม่ ีพระเจ้า ประจามหาสมํุทรและพระอาทิตย์ เป็นต้น ลักษณะต่างๆของธรรมชาติแต่ละประเภทจะตองม้ ี พระเจาประจ ้าทํ้งสั ิ้น และในดานอ้ ื่ นๆพระเจาย้งคงมั ีหนาท้ ี่ คอยตรวจดูความประพฤติของมนุษย ์ แมในบางว ้ฒนธรรมยังมั ีความเช ื่ อถือเก ี่ ยวกบพระเจัาว้า่ เป็นเทพเจาประจ ้าเรํ ือน เป็นต้น 3. สัพพตถเทวนั ิยม ไดแก้ ่ความเช ื่ อที่วาพระเจ่าและจ้ กรวาลเป ั ็นอนหนั ึ่ งอนเดั ียวกนั ไม่อาจแยกแยะออกจากกนได ั ้ทุกสิ่งที่มีอยนั ู่้น อยในความควบค ู่ ุมดูแลของพระเจาท้ ้งสั ิ้น เม ื่อเป็น ดังน้ี ศาสนาประเภทสพพัตถเทวนั ิยมจึงมีลักษณะเป็นความเช ื่ อถือที่วาทุ่กสิ่งมีพระเจาจ้าอยํ ทั ู่้งสิ้น เช่น แม่นํ้าคงคาแผนด่ ินกมี็แม่ธรณีต้นไม้กมี็รุกขเทวดา เป็นต้น 2. ศาสนาประเภทอเทวนิยม อเทวนิยม หมายถึงศาสนาท ี่ สอนวาไม ่ ่มีพระเจาได ้แก้ ่ความเช ื่ อที่วาไม ่ ่มีพระเจ้า อนึ่ง ประวัติความเป็นมาของคาวํา่อเทวนิยม นี้มาจากภาษากรีกและหมายความวา่ “ความเช ื่ อท ี่ไม่เก ี่ ยวกบพระเจั ้า”ซึ่งความเช ื่อในรูปแบบน้ีเดิมเป็นเพียงความเช ื่ อที่มีความลาเอํ ียง ในเรื่ องเช้ือชาติมากกว่า จะเห็นไดจากการท้ ี่ พวกคริสเตียนยุคก่อนๆ ได้รับการขนานนามว่า พวกอเทวนิยมเหมือนกนัเพราะพวกน้ีปฏิเสธไม่ยอมนบถั ือพระเจาของพวกกร้ ีกและโรมัน โสกราตีส กถู็กประณามวาเป่ ็นอเทวนิยม แมชาวย้วถิ ือวาใครอ ่างตนว้ าเป่ ็นบุตรพระเจ้า กถื็อวาเป่ ็นผู้ลบหลู่ พระเจ้า ทางตะวนตกเชั ื่ อวาพระเจ่ าเป้ ็นความดีสูงสุด คนท ี่ เช ื่ อวาม่ ีพระเจาและอย้ ฝ่ ู่ายพระเจาจ้ ึงเป็น คนดีอยในต ู่ัว ตรงกนขัามคนท้ ี่ไม่เคารพนบถั ือพระเจาก้เท็ ่ากบแยกตนไปอย ักู่บฝั ่ายปีศาจ ซาตาน จึงเป็นคนชวรั่ ้ายเลวทรามตามอัตโนมัติคนที่ถูกกล่าวหาวาเป่ ็นนกศาสนาั จะได้รับการดูหมิ่น เหยยดหยามีคนตะวนตกในสม ั ัยกลางมักจะเห็นคนศาสนาอื่นต่างจากตวเปั ็นคนนอกศาสนา เม ื่อเป็นดงนั้ี ในปัจจุบันอเทวนิยมได้รับการยอมรับวาเป่ ็นหลักความเชื่อที่มีเหตุผล โดยเนนหล้กคัาสอนทางศาสนาทํ ี่มีอยตามความเป ู่็นจริง เป็นวิทยาศาสตร์ที่มีเหตุผลโดยอาศัย ความกาวหน้าด้ านสต ้ ิปัญญาของมนุษย์ความเช ื่อในรูปแบบน้ีเป็นความเช ื่ อท ี่ปราศจากความงมงาย ต่อสิ่งไร้สาระเป็นความเช ื่ อท ี่ เกิดจากการพจารณาไตร ิ ่ตรองรอบคอบเสียก่อนจึงเชื่อ ฉะน้นศาสนาั ประเภทอเทวนิยม จึงเนนหน้กดั านความเป ้ ็นจริงมากกวาเป่ ็นความเช ื่ อที่ผูกพนอยักู่บสั ิ่งนอกเหนือ ธรรมชาติและศาสนาประเภทน้ีจะขยายตวมากขั้ึน เพราะเป็นศาสนาท ี่ สามารถพิสูจน์ไดตามหล้ ัก เหตุผลและสามารถเขาก้ บความเป ั ็นจริงทางวิทยาศาสตร์ได้
28 ประสบการณ์ และความรู้ของศาสนา 1. ประสบการณ์ทางศาสนา คือ ความรู้สึกวาตนเองไปรวมเป ่ ็นเอกภาพกบทัุกสิ่งทุกอยาง่ ไม่มีความเป็นตวเองเหลั ืออยเลยและแตกตู่่างกนไปตามความเช ั ื่ อของแต่ละศาสนา เช่น ในศาสนา เทวนิยม เรียกสิ่งท ี่เป็นเอกภาพนี้วา่ “ พระเจ้า” พวกฮินดูเรียก “พรหมัน” ฝ่ายอเทวนิยม เช่น พุทธศาสนา เรียกวา่ “นิพพาน” แมจะม้ ีความแตกต่างกนัแต่กหมายถ็ ึงการที่ตัวของผู้มีประสบการณ์ สลายตวไปรวมก ับเอกภาพกับสั ิ่งอ ื่ นท ี่ อยเหนู่ือธรรมชาติในอเทวนิยม หรือเป็นเอกภาพกบธรรมชาตั ิ ในอเทวนิยม หรือเป็นเอกภาพกบธรรมชาตั ิในอเทวนิยม อาจรวมเรียกวา่ “การบรรลุ” ในสิ่ง สูงสุดแต่ละสาสนา มี 2 รูปแบบ คือ 1.1 ประสบการณ์แบบ “สมบัติสากลร่วม” หมายถึง ประสบการณ์ศาสนาที่มี สมบัติร่วมกนั คือมีความละมายคล้ายคล้ ึงกนัแต่มาใช่สิ่งเดียวกนั 1.2 ประสบการณ์แบบสูญเสียตวเองั หมายถึงธรรมชาติของประสบการณ์ศาสนา คือการสูญเสียตวเองโดยส ั ิ้นเชิงของผู้มีประสบการณ์นั้น ซึ่งมีลักษณะแตกต่างกนไปตามระบบของ ั ศาสนาในฝ่ายเทวนิยม เช่น ศาสนาพราหมณ์ เป้าหมายสูงสุดเขาไปรวมอย ้กู่บพรหมั นโดยการ ั ทําลายอวิชชา ส่วนศาสนาประเภทอเทวนิยม หมายถึง การละอตตาได ั ้การละอตตากั คือ็ ความเป็น อนตตาั อนตตากั คื็อการสูญเสียอตตานันเองั่ อยางไรก ่ตาม็ศาสตราจารยแสง์ จันทร์งาม กล่าววาประสบการณ ่ ์ศาสนาอาจแยกออกได้ เป็น 2 แบบ คือแบบเทวนิยมและแบบอเทวนิยม ดังน้ี 1. ประสบการณ์ศาสนาแบบเทวนิยม ประสบการณ์ศาสนาแบบเทวนิยม แบ่งออกเป็น 4แบบคือ 1.1 ประสบการณ์จากเทพเจ้า คือการได้พบเห็นจากเทพเจาหร้ ือสญลักษณั ์แทน เทพเจาอย้ างใดอย ่างหน่ ึ่ง บางรายอาจจะไม่ไดเห้ ็น แต่ได้ยินเสียงเทพเจ้า 1.2 ประสบการณ์เขาส้มผัสกับเทพเจั ้า หมายถึงประสบการณ์ที่เกิดจากความเชื่อ ที่วา่เทพเจาเป้ ็นจิตวิญญาณและคนเราอาจจะเขาส้มผัสกับเทพเจั าได ้ ้ด้วยวิญญาณ ไม่ใช่ด้วยการ กราบไหว้วิงวอน การบูชายัญ การประกอบพิธีหรือการรับใช้ผู้อื่นและไม่ต้องคอยวาหล่งตายจั ึงจะ ได้สัมผสกับพระผั เปู้ ็นเจ้า แต่จะเข้าสมผั สได ั ้ด้วยการสวดมนตภาวนา์หรือการทาจํ ิตวิญญาณให้ สงบดวยผ้านทางว่ ิญญาณ ผานทางธรรมชาต่ ิ เป็นต้น 1.3 เทพเจาเข้ าส้ ิง หมายถึงประสบการณ์ทางจิตอนเกั ิดจากการเขาส้ ิงของเทพเจ้า โดยตรงตามคมภั ีร์ใหม่ของศาสนาคริสต์
29 1.3.1 คร้ันถึงวนเพนเตคอศตั ์บรรดาผู้มีศรัทธาในพระเยซูคริสตเจ์ ้าได้ชุมนุม กนทั ี่ แห่งหนึ่ง 1.3.2 ทันใดน้นัก็มีเสียงดุจลมพดลอยมาจากสรวงสรรคัและด์งกั ึกกอง้ ไปทวอาคารหลั่งทั ี่ เขาชุมนุมกนอยั นั ู่้น 1.3.3 คร้ันแลวก้ มี็ เปลวไฟ สัณฐานคลายล้ ิ้นลอยแผกระจายอยู่เหน่ ือศีรษะ ของทุกๆคน 1.3.4 พวกเขากเอ็ ิบอาบซาบซ่านไปดวยว้ ิญญาณบริสุทธ์ิและเริ่มตนพู้ด ภาษาต่างๆตามความที่วิญญาณบริสุทธ์ิทรงโปรดให้พูด โดยที่ พวกเขากไม็ ่ได้มีความเขาใจในภาษา ้ 1.4 เปลี่ ยนจิตใจ หมายถึงประสบการณ์ศาสนาแบบเร้าอารมณ์ด้วยการพดการรู้อง เพลงประกอบดนตรีการปรบมือและการใช้อุปกรณ์ต่างๆ เขาช้ ่วย เม ื่ ออารมณ์ต่างๆเฉพาะอยางย่งิ่ อารมณ์ตื่นเต้น ตกใจ กลวขั้ึนถึงสุดขีดแล้ว ทําใหคนเก้ ิดกายวการิวจีวิการ ด้วยกิริยาท่าทางแปลก ขึ้นมา แลวในท ้ ี่สุดอาจจะลมสลบแน ้ ่นิ่งไปชวระยะหนั่ ึ่ง เม ื่ อต ื่ นข้ึนมากจะม็ ีอารมณ์ปลอดโปร่ง แจ่มใสสุขสบายอยางว่ ิเศษ เหมือนตายแลวเก้ ิดใหม่ ประสบการณ์ศาสนาแบบอเทวนิยม เพราะปฏิเสธพระเจาสร ้ ้างโลก ศาสนาประเภทอเทวนิยมจึงไม่มีประสบการณ์ตามแบบ อเทวนิยมโดยตรง แต่กตรงไปตามกระบวนการธรรมชาต ็ ิอาศยเหตัุผลหรือปัญญา ไม่พึ่งการ บันดาลหรือเขาส้ ิงหรือออนวอนอ้านาจธรรมชาตํ ิคําวา่ “บรรลุ” จึงหมายถึงการรู้เขาใจธรรมชาต ้ ิ อยางร่ ู้เท่าทนตามความเป ั ็นจริงแยกออกไดเป้ ็น 3 วิธีคือ 1. การบาเพํญตบะหร็ ือทรมานตนเป็นวิธีในศาสนาเชน หมายถึงการเผากิเลสอาสาวะ โดยใหหายไปโดยการทรมานร ้ ่างกาย ในส่วนพระพุทธศาสนาหมายถึงการรักษาศีล เม ื่ อแบ่ง ออกเป็นข้นของการบัาเพํญตบะ็ มี 3 ขั้น คือ 1.1 การรักษาศีลเช่น ศีล 5-8-10-227 เป็นต้น 1.2 การควบคุมอินทรีย์ไม่ใหตกเป ้ ็นทาสอารมณ์ 1.3 รู้จักประมาณในการบริโภคอาหาร 1.4 เป็นผู้ตื่นอยเสมอู่ การบาเพํญตบะระด็บนั้ีเป็นเร ื่ องพ้ืนฐานในการปฏิบัติศาสนาของทุกระบบ ไม่วาเทวน่ ิยม หรืออเทวนิยมกตาม็ 2. การบาเพํญตบะอย็ ่างเคร่งครัด ทางพุทธศาสนาเรียกว่าธุดงค์หมายถึง การปฏิบัติ ตบะเบ้ืองตนน้นเองั่แต่ปฏิบัติเคร่งและรัดกมยุงขิ่ ้ึนเพ ื่ อเผากิเลสใหเห้ ือดหายเร็วยงขิ่ ้ึน
30 3. การทรมานตน คือการทาทํุกรกิริยาอยางอุ่กฤษฏ์แม้ชีวิตจะสิ้นไปกยอม็ ถือวาเป่ ็น การตายอยางประเสร ่ ิฐวิญญาณบรรลุโมกษะเป็นวิธีเขาถ้ ึงโมกษะตามคติศาสนาเชน ประสบการณ์ทางจิตจากการทาสมาธํ ิหมายถึง การทาจํ ิตสงบนิ่งอย่ในอารมณู์เดียว พุทธศาสนาถือวาสมาธ่ ิเป็นฐานที่ตั้งแห่งวิปัสสนา เป็นองคประกอบของอร ์ ิยมรรคมีองค 8 ์ ผู้ต้องการ บรรลุธรรมตองปฏ ้ ิบัติ ประสบการณ์ทางจิตจากการวิปัสสนา หมายถึง การทาสมาธํ ิแน่วแน่แลวจะเก้ ิดความรู้ อย่างแจ่มแจงดุ้จเห็นดวยตาในความจร ้ ิงแทของปรากฏการณ ้ ์ต่างๆโดยเฉพาะอย่างย่ิงเห็นใน ความเป็นจริงแห่งชีวิต ตามท ี่ กล่าวมาน้ีแสดงใหเห้ ็นวาประสบการณ ่ ์ศาสนาเป็นสิ่งมีจริง แมจะทดสอบตามว ้ ิธี ทางวิทยาศาสตร์ไม่ได้แต่กไม็ ่ใช่สิ่งเหลวไหลและเป็นการไม่สมควรอยางย่งทิ่ ี่ จะตดสั ินประสบการณ์ ศาสนาดวยว้ ิทยาศาสตร์เพราะศาสนากบวั ิทยาศาสตร์มีเป้าหมายในการแสวงหาความรู้เก ี่ ยวกบั สิ่งเหนือธรรมชาติอธิบายดวยเหตุ้ผลไม่ได้ประสบการณ์ศาสนาเม ื่ อกล่าวโดยยอ่กคื็อการเปลี่ ยน นิสัยใจคอจากสภาพตาไปส ํ่ ู่สภาพสูงเช่นเปลี่ยนจากคนธรรมดาไปสู่บุคคลสูงสุด คือพระอริยบุคคล 2. ความรู้ทางศาสนา เน ื่ องจากศาสนาคือวิถีชีวิต ดังน้นทัุกศาสนาเป็นแบบแผนของ ชีวิต แสดงความรู้วาด่ วยโลกและช ้ ีวิต บ่อเกิดความรู้และประเภทของความรู้ทางศาสนาไว้ดังน้ี 2.1 ธรรมชาติของชีวิต อธิบายวา่ ชีวิตคืออะไร ประกอบไปด้วยอะไรบ้างเกิดข้ึน ดํารงอยไดู่อย้ างไร ่และตายแลวจะไปไหน ้ 2.2 ธรรมชาติของโลกและจกรวาลัศาสนาพยายามตอบคาถามทํ ี่วาโลกและจ ่กรวาลั คืออะไรเกิดข้ึนมาไดอย้ างไร ่ โลกอื่ นมีหรือไม่สัตว์อื่นมีหรือไม่เก ี่ ยวของก้บมนัุษยอย์ างไร ่ 2.3 ธรรมชาติของเทพผเปู้ ็นเจาของจ้กรวาลั ศาสนาประเภทเทวนิยมอธิบายถึง อํานาจและคุณลกษณั ์ต่างๆ ของพระเจ้าตลอดถึงความสมพันธั ์ระหวางพระเจ่าก้บมนัุษย์แต่ศาสนา ประเภทอเทวนิยมไม่สนใจเรื่ องน้นั 2.4 เป้าหมายสูงสุดของชีวิต ศาสนาทุกศาสนาพยายามอธิบายถึงความหมายท ี่ แทจร้ ิงของชีวิต โดยพยายามตอบคาถามทํ ี่วาตนเก่ ิดมาทาไม ํ และเป้าหมายสุดทายค้ ืออะไร 2.5 วิถีทางไปสู่เป้าหมายสูงสุด ทุกศาสนายอมจะเสนอทางท่ ี่ปฏิบัติเพ ื่ อบรรลุ เป้าหมายสูงสุดน้นั ซึ่งต้งอยับนรากฐานความรู่ ู้ของแต่ละศาสนา
31 แหล่งทมาของความร ี่ ู้ทางศาสนา ความรู้ทุกแขนงของมนุษย์ย่อมมีแหล่งท ี่ มาแตกต่างกนไปตามระบบและว ั ิธีการ เช่น ความรู้บางอยางเก่ ิดจากการสมผั ัส บางอยางเก่ ิดจากการคิดอนุมาน แต่ความรู้ทางศาสนาเกิดข้ึนจาก แหล่งในระบบของตนเอง มีลักษณะพิเศษคือ มีอํานาจหรืออิทธิพลทาใหํ ้ผู้บรรลุความรู้ทางศาสนา เช่นน้นัเกิดการเปลี่ยนแปลงและกลายเป็นประสบการณ์ทางศาสนาไปดวย้ต่อไปน้ีจะกล่าวถึง แหล่งท ี่ มาของความรู้ของฝ่ายเทวนิยมก่อนแลวจ้ ึงอธิบายถึงแหล่งความรู้ฝ่ายอเทวนิยมตามลาดํ ับ 1. แหล่งทมาของความร ี่ ้ฝู่ายเทวนิยม ศูนยกลางความร์ ู้ของศาสนาฝ่ายเทวนิยม อยู่ที่การเปิดเผยของพระผู้เป็นเจ้า (Revelation) ที่เรียกวาว่วรณิ ์ มีแหล่งกาเนํ ิดอยูบนความเช่ ื่อในพระเจาว้า่พระเจาทรงเป ้ ็นสพพัญญัู ทรงรู้ทุกสิ่งทุกอย่าง เพราะพระองคเป์ ็นผู้สร้างเอง ซึ่งสรรพสิ่งในจกรภพรวมทั้งจักรภพเองั ด้วย ดังขอความท้ ี่ปรากฏอยในค ู่มภั ีร์ไบเบิ้ลแห่งคริสต์ที่วา่ “แมแต้ ่นกกระจอกนอยท้ ี่ ตกลงมาตาย ก็ไม่รอดไปจากสายตาของพระองค” ์หรือ “แมแต้ ่ผมบนศีรษะของท่านพระเจาทรงน้ บไว ัแล้ ้ว” ดังน้นความเชั ื่อในพระผเปู้ ็นเจาจ้ ึงเป็นรากฐานแห่งความรู้ของฝ่ายเทวนิยม ซึ่งอาจแบ่งการเปิดเผย ของพระเจ้าได ้ดังน้ี 1.1 การดลใจ คือการท ี่ พระเจาดลใจให ้ ได้ความร้ ู้ความคิดใหม่ขึ้นมาโดยปัจจุบัน ทันด่วนในความสงบเงียบ และมีอํานาจบงคั บให ั อยากประกาศเผยแพร ้ ่ใหคนอ้ ื่ นรู้หรือบนทั ึกไว้ เพ ื่อใหคนอ้ ื่นได้รับรู้ 1.2 ความฝัน ความฝันในคติของคนโบราณ ถือวาเป่ ็นแหล่งความรู้ที่บอกอนาคต หรือความเป็นไปของชีวิต รวมท้งชะตากรรมอั ีกดวยละเช้ ื่ อว่าความฝันให้ความรู้จริงไดและเป ้ ็น เร ื่ องพ้ืนฐานใหปรากฏในศาสนาท ุ้กระบบและทุกระดับ เพราะเป็นประสบการณ์ชีวิตแต่ในทาง ศาสนาเทวนิยมถือวาพระเจ่ าอาจจะมาปรากฏพระองค ้แก์ ่ผู้พระองค์ต้องการโปรด หรือตองการต้ ัว ในทางความฝัน 1.3 การให้สัญญาณต่างๆ หมายถึงการท ี่ พระเจาแสดงความร ้ ู้หรือประสงค์ผ่าน สัญญาณต่างๆ ซึ่งมนุษยจะต์องต้ ีความหมายอีกคร้ังหน ึ่ งจึงจะเขาใจได ้ ้การตีความหมายมี 2 แบบ คือ 1.3.1 การคิดตีความสญญาณธรรมชาตั ิ คือ สัญญาณปรากฏธรรมชาติ เช่น ตําแหน่งต่างๆ ของดาวนพเคราะห์หรือดาวหางในทองฟ ้ ้า เป็นต้น 1.3.2 การตีความสญญาณแบบสรั ้างข้ึน เม ื่ อรอคอยดูปรากฏการธรรมชาติ ไม่ทันการณ์มนุษย์จึงคิดหาวิธีการต่างๆข้ึน เพ ื่อใหเทพเจ้าบอกความร้ ู้ผานแก่ ่ตน จึงได้ทําสญญาณั ขึ้นเพ ื่อใหเทพเจ้ าเป้ ิดเผย
32 1.4 การปรากฏการณ์ของนิมิตต่างๆ หมายถึงปรากฏการณ์ที่สามารถรับรู้ได้ดวย้ อายตนะสมผัสทั้งั 5 คือ ทางตา ทางหูทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย เทพเจาอาจจะสร ้ ้างนิมิตข้ึนมา โดยอายตนะอยางใดอย ่างหน่ ึ่ง เพ ื่ อติดต่อกนบอกขั ่าวสารแก่มนุษย์แต่ที่ถือวาเป่ ็นนิมิตที่ชัดเจน อาจตีความไดไม้ ่ยากนัก 1.5 เทพาวตาร หมายถึงการท ี่ เทพเจาอวตารหร้ ือแปลงตวลงมาเกั ิดในท่ามกลาง หมู่มนุษยในร ์ ่างต่างๆ ปฏิบัติการกิจความตองการของพระองค้แล์ ้ว กเสด็จกล็บคั ืนสู่สวรรค์เป็นวิธี สุดทายแห้ ่งววรณิ ์ของศาสนาเทวนิยม มีปรากฏอย 2 ู่ศาสนาคือศาสนาฮินดูกบศาสนาครั ิสต์ 2. แหล่งทมาของความร ี่ ้ฝู่ายอเทวนิยม กระบวนการความรู้ในพระพทธศาสนาในฐานะอเทวน ุิยมมีแหล่งกาเนํ ิดคือ สัมมาทิฏฐิ ซึ่งอาจจาแนกเป ํ ็น 2 ระดับ คือความรู้อยางต่ ํ่า เรียกโลกิยปัญญาและความรู้อยางสู่ง เรียกวาโลก ่ตรุ ปัญญา อยางแรกเป ่ ็นความรู้อยในว ู่ิสัยของปุถุชน อยางหล่ งเปั ็นความรู้ของพระอรหนตั ์ซึ่งพนจาก้ อํานาจของกิเลสหรือสงสารวั ัฏ 2.1 ความรู้ 6 ระดับ พระพทธศาสนาุซึ่งเป็นศาสนาอเทวนิยมศาสนาหนึ่ง ได้จําแนกความรู้ของ มนุษยออกเป ์ ็น 6 ขั้น ดังต่อไปน้ี (แสงจันทร์งาม. 2531 : 78) 2.1.1 ความรู้ระดบวัญญาณิ หมายถึงการรับรู้รูป เสียง กลิ่น รส สัมผสและั มโนภาพดวยตา้หูจมูก ลิ้น กาย ใจ แบบง่ายๆ ผิวเผนและชิวระยะเวลาอั่นสั้นัเช่น เห็นรูปกรู้็แต่วา่ เป็นรูปเท่าน้นั ยังไม่รู้วาเป่ ็นรูปอะไร 2.1.2 ความรู้ระดบสัญญาัหมายถึงการรับรู้ถึงคุณภาพและรายละเอียดต่างๆ ของรูปเสียง กลิ่น รส ฯ เช่น พอเห็นรูปกรู้ว็ าเป่ ็นรูปคน เป็นชาย เป็นคนอายมากุเป็นต้น คุณภาพ เหล่าน้นเป ั ็นสิ่งท ี่ เราเรียนรู้มาก่อน เม ื่ อเราเห็นรูปความรู้เก่าเหล่าน้นกัทยอยเก็ ิดข้ึน มีลักษณะเป็น การจาได ํ ้เพราะฉะน้นทั ่านจึงแปลสญญาวัา่ “ความจาได ํหมายร้ ู้” 2.1.3 ความรู้ระดบอภั ิญญา หมายถึงการรับรู้อาศัย ตา หู จมูก ลิ้นและ ผิวกาย เช่น หลบตาแลัวตามองเห้ ็นรูปไดหร้ ือมองเห็นวตถัุหรือเหตุการณ์ซึ่งอยในท ู่ี่ไกลเกินวิสัย ของตา เป็นต้น ความรู้ชนิดน้ีเกิดจากการพฒนาพลังจั ิตตามหลกสมาธั ิ 2.1.4 ความรู้ระดบทั ิฏฐิหรือความเห็น หมายถึงการเห็นการเขาถ้ ึงความจริง รวบยอดท ี่ อยเบู่้ืองหลงสภาวธรรมัหรือการเห็นลกษณะรั ่วมที่มีอยเบู่้ืองหลงสั ิ่งเฉพาะต่างๆ เช่น เห็น ความเป็นคน ที่อยเบู่้ืองหลงคนทัุกคน เห็นความเปลี่ยนแปลงที่ อยเบู่้ืองหลงสังขตธรรมทั้งปวง ั เป็นต้น
33 2.1.5 ความรู้ระดบวั ิชชุญาณ เป็นความรู้คลาย้ทิฐิและรู้สัจธรรมเช่นเดียวกบั ทิฐิแต่มีลักษณะแตกต่างกนคั ือ ในระดบทั ิฐิความเห็นเกิดจากการคิดตามหลกเหตัุผลและเป็นการรู้ อยางเลื ่อนๆลางๆ ยังไม่แจงช้ดเจนัแต่ความรู้ระดบวั ิชชุญาณไม่ไดเก้ ิดจากการติดตามหลกเหตัุผล แต่เกิดจากการทาจํ ิตใจใหสงบอย ้ างสมบู่รณ์ตามหลกสมาธั ิอันถูกตองแล้วน้าจํ ิตน้นไปเพ ังดู่ส่วนต่างๆ ของกาย หรือพฤติกรรมของกายโดยไม่ต้องคิดเม ื่ อเพงดู่ไปถึงจุดหน ึ่ งแลวความร้ ู้ระดบวั ิชชุญาณก็ เกิดข้ึนเองโดยปัจจุบันทนดั ่วนแบบเดียวกบเป ั ิ ดไฟสวางจ่าข้ ้ึนในหองม้ ืด ความรู้ระดบวั ิชชุญาณแม้ จะเห็นสัจธรรมอนเดั ียวกบทั ิฐิ เห็นไดแจ้ ่มแจงช้ดเจนมากกวั ่าเพราะฉะน้ันจึงก่อให้เกิดการ เปลี่ยนแปลงในจิตใจของผเหู้ ็นไดมากกว้า่ 2.1.6 สัมโพธิญาณ เป็นการหลุดพนจากสภาวะฝ ้ ่ายสงขตะแลัวและอย้ ในู่ สภาวธรรมฝ่ายอสงขตะแลั ้ว ประกาศอิสรภาพจากสภาวธรรมฝ่ายสงขตะได ัเต้มท็ ี่ แล้ว ความรู้ทั้ง 6 ประการน้ีเป็นสิ่งท ี่ เกิดข้ึนเองโดยธรรมชาติไม่จําเป็นตองอาศ ้ ยการเป ั ิดเผย จากเทพเจาหร้ ืออํานาจภายนอกใด สรุปท้ายบท การศึกษาศาสนาในสมยบรรพกาลัอาจศึกษาในเรื่องของโชคลางของขลัง ความเชื่อ เร ื่ องผสางเทวดาีหรือนบถั ือเทพเจาหลายองค้ ์ความศรัทธาแรงกลาในส ้ ิ่งที่ลึกลับ เป็นต้น ความเชื่อ และการนบถั ือปรากฏการณ์ที่อยเหนู่ือธรรมชาติผานมาหลายยุ่คหลายสมยกั มี็การพฒนาเป ั ็นระบบ พิธีกรรมและผประกอบพ ู้ ิธีมีกฎขอห้ามและธรรมเน้ ียมปฏิบัติ ซึ่งถือปฏิบัติสืบต่อกนมาเพั ื่ อความ สงบสุขของสังคมและความเช ื่ อของตน ก่อนจะมีการพัฒนาการมาเป็นคติทางศาสนาอนประณ ั ีตข้ึน ในปัจจุบัน มนุษย์นับถือผสางเทวดาีแบ่งเป็น 4 ประเภท คือ 1. นับถือผีที่เป็นเทวดาอารักษ์ 2. นับถือบูชาบรรพบุรุษ 3. นับถือผีร้าย 4. นับถือไสยศาสตร์ จากวิวัฒนาการของความเช ื่ อของมนุษย์ดังกล่าว จึงเกิดเป็นศาสนาที่มีระบบและมี องคประกอบทางศาสนาส ์ ืบต่อมา ซึ่งสามารถแบ่งได 2 ้ ประเภท คือ ศาสนาประเภทเทวนิยม และ อเทวนิยม การนบถั ือบูชาศาสนาน้นขั้ึนอยกู่บศรั ัทธาอยางแรงกล่ ้า คือ มีจิตสานํ ึกหรือมีความรู้สึก วาตนเองไปรวมอย ่กู่บทัุกสิ่งทุกอยางท่ ี่ ตนเองเช ื่ อลกษณะเชั ่นน้ี เรียกวา่ ประสบการณ์ศาสนาซ ึ่ งมี ความหมายวา่ความรู้วาตนเองไปรวมเป ่ ็นเอกภาพกบทัุกสิ่งทุกอยางไม ่ ่เป็นตวเองเหลั ืออยเลยู่และ
34 แตกต่างกนไปตามความเช ั ื่ อของแต่ละศาสนา เช่น ในศาสนาเทวนิยม เรียกสิ่งท ี่เป็นเอกภาพนี้วา่ “พระเจ้า” หรือชาวฮินดูเรียกวา่ “พรหมัน” ฝ่ายอเทวนิยม เช่น พุทธศาสนาเรียกวา่ “นิพพาน” แมแตกต้ ่างกนแตั ่กหมายถ็ ึงการที่ตัวของผู้มีประสบการณ์สลายตวไปรวมก ับเอกภาพกับสั ิ่งอ ื่ นท ี่ อยู่ เหนือธรรมชาติในเทวนิยมหรือเป็นเอกภาพกบธรรมชาตั ิในอเทวนิยมอาจรวมเรียกวา่ “ธรรมบรรลุ” ในสิ่งสูงสุดแต่ละศาสนา
35 แบบฝึกหัด บทท 2 ี่ วิวัฒนาการของศาสนา 1. จงอธิบายการวิวฒนาการของศาสนามาโดยส ั งเขป ั 2. ประเภทของศาสนามีกี่ประเภทอะไรบาง้จงอธิบายมาพอเขาใจ ้ 3. คําวา่เทวนิยมและอเทวนิยมหมายถึงอะไรและมีความเช ื่ อแตกต่างกนอยั างไร ่จงอธิบาย 4. จงอธิบายคาวํา่ ประสบการณ์ศาสนา มาพอสงเขป ั 5. แหล่งท ี่ มาของความรู้ทางศาสนาน้นมาจากอะไรบ ัาง้อธิบาย
บทท 3 ี่ ความสัมพนธั ์ ระหว่างศาสนากบศาสตรั ์ต่างๆ ความสัมพันธ์ ระหว่างศาสนากบการศั ึกษา การศึกษา คือ กระบวนการพฒนาชั ีวิตเป็นตวพั ฒนาและเป ั ็นเคร ื่ องมือสาหรํ ับการพฒนาั บุคคล คือนามาใช ํ ้พัฒนาคนท้งชั ีวิต ส่วนท ี่เป็นตวพัฒนาคั ือการศึกษา เม ื่ อผเรู้ียนมีการศึกษาแล้ว ก็จะนาเอาคํุณสมบัติหรือกิจกรรมท ี่ไดจากการศ ้ ึกษาน้ันไปเป็นเคร ื่ องมือในการดาเนํ ินชีวิติและ สร้างสรรพสิ่งต่างๆ ขึ้น การศึกษากกลายเป ็ ็นเคร ื่ องมือในการพฒนาั ซึ่งตรงกบหลักศาสนาทั ี่ มุ่งอบรมใหคนพ้ฒนาและตั้งอยั ในค ู่ ุณธรรมอนดั ีงาม ในศาสนาประเภทเทวนิยม จุดมุ่งหมายของการศึกษากคือ็มุ่งสู่ความเป็นความดีใน สายตาของพระเจาเพ้ ื่ อเขาไปเป ้ ็นเอกภาพกบพระเจั าในศาสนาเทวน ้ ิยม แม้จะไม่กล่าวถึงพระเจาแต้ ่ กมีจุ ็ดหมายที่ตัวเอง คือการดบทัุกขหร์ ือทาตํ วให ั เป้ ็นผบรู้ ิสุทธ์ิ นั้นกคื็อท้งเทวนั ิยมและอเทวนิยม ล้วนแต่เห็นการศึกษาคือ เคร ื่ องมือนาไปส ํ ู่การพฒนาัและดาเนํ ินไปสู่จุดมุ่งหมายสูงสุดของชีวิต ด้วยหลัก 2 ประการ คือ 1. ความเช ื่อในเทวนิยม ไดแก้ ่ความเช ื่อในพระผเปู้ ็นเจาว้ าเป่ ็นผู้วิเศษ เป็นองคแห์ ่ง ความดี ความงาม และความสุขในอเทวนิยม อธิบายความเช ื่อเป็นการสร้างความมนใจในธรรมชาต ั่ิ ของมนุษย์วาเป่ ็นสตวั ประเสร ์ ิฐ และสามารถฝึกฝนและพฒนาให ั เป้ ็นผเจรู้ ิญได้และมีวิสัยท ี่ จะ พัฒนาไดอย้ ่างสูงสุด ดังน้ันศาสนาประเภทเทวนิยมจึงมีความเช ื่ อว่าทุกคนมีศักยภาพ หรือ ความสามารถท ี่ จะเขาถ้ ึงพระผเปู้ ็นเจาได ้ ้และฝ่ายอเทวนิยมถือวาการพ่ฒนาคนตามหลั ักศาสนา คือ การดึงเอาศกยภาพทั ี่มีอยในต ู่วมนัุษยแต์ ่ละคนเอาออกมาพฒนาให ังอกงามเต้มท็ ี่และใชให้ ได้ผลด้ ี ที่สุด 2. สัจการแห่งตน หมายถึงการรู้จักตนเอง การศึกษามีจุดมุ่งหมายที่ทําใหมนุ้ษย์รู้จัก ตนเอง ตามความเป็นจริงวาม่ ีรากฐานเป็นมาอยางไร ่ มีพื้นฐานแคไหนม ่ ีความถนัด มีศักยภาพใน ด้านใด ควรลด ควรเสริม ควรขดเกลาและควรฝ ั ึกฝนในดานใดบ ้างควรร้ ู้จักตนเองจะทําใหเก้ ิด ความมนใจในการด ั่าเนํ ินชีวิต ความมนใจ ั่ อาศยความเชั ื่อในสิ่งสูงสุดของตนเป็นสายสมพันธั ์ กล่าวคือในศาสนา ฝ่ายเทวนิยมยอมไว้ ่ ใจในพระผเปู้ ็นเจ้า ซึ่งถือวาเป่ ็นองค์สูงสุดแห่งความดีความเมตา ทรงเป็น สัพพญญัูและเป็นองค์ผู้สร้าง ทรงเป็นท้งพานั าไปส ํ ู่ความสมบูรณ์ส่วนฝ่ายอเทวนิยมหมายถึง
38 ความมนใจในความเป ั่ ็นมนุษยของตน์ ซึ่งมีศักยภาพที่ฝึกฝนอบรม และพร้อมสามารถท ี่ จะตอบรับ สิ่งภายนอกและมีความเช ื่ อมนวั่า่พระพทธเจุาเป้ ็นตวอยั างในการท ่ ี่ มนุษยสามารถพ์ ฒนาตนไปส ั ู่ ความสมบูรณ์สูงสุด การพฒนาชั ีวิตมนุษย์ชาติ ศาสนากบการศั ึกษา คือ กระบวนการพฒนาชั ีวิตมนุษยไปส ์ ู่ความสูงสุด จึงมีความสมพันธั ์ กนอยั างแยกไม ่ ่ออก การพฒนาชั ีวิตน้นสามารถพั ฒนาในด ัานต้ ่างๆ ได้ดังต่อไปน้ี (เดือน คําดี. 2531: 246) 1. พัฒนาด้านกาย คือ ทําให้สุขภาพร่างกายแขงแรงปราศจากโรค ็แต่ในทางศาสนา มีความหมายลึกลงไปอีก คือ เป็นการพัฒนาความสัมพนธั ์กบสั ิ่งแวดลอมทางกายภาพอย้างถ่กตูอง้ ดีงานในทางที่เป็นคุณประโยชน์ทางศาสนาใช้คําว่า กายภาวนาเป็นการพฒนาระหวั ่างมนุษย์กบั ธรรมชาติ รู้จักใชธรรมชาต้ ิอยางม่ ีเหตุผล การพฒนาดัานกายทางศาสนาจ ้ ึงมีความหมายกวางกว้ ่า การพฒนาโลก ั จึงหมายเพียงการอาศยกั ีฬาเป็นเคร ื่ องมือในการพฒนาให ั ้สุขภาพแข็งแรงและ ปราศจากโรคภยไข ัเจ้ ็บ 2. พัฒนาการทางสังคม หมายถึง การพฒนาการทางสังคมคั ือไม่ก่อความเดือดร้อน ไม่เบียดเบียนผู้อื่นและการประพฤติแต่สิ่งท ี่เป็นประโยชน์เก้ือกลแกู่ผู้อื่นและสงคมัการมีระเบียบ วินัยมีความสามคคั ีและมีความขยนหมันเพั่ยรี เป็นการพัฒนาความสัมพนธั ์ในทางสงคมัทางศาสนา เรียกวา่ ศีลภาวนา หมายถึงการพฒนาอยัรู่่วมกนในส ังคมดัวยด้ ีอยางเก่้ือกลเปู็นประโยชนและ์ ประกอบสมมาชั ีพ 3. พัฒนาทางอารมณ์หมายถึงการพฒนาอารมณั ์ คือการฝึกฝนอบรมเสริมสร้างจิตใจ ให้ดีงาม พรั่งพร้อมสมบูรณ์ด้วยคุณสมบัติ 3 ประการ คือ 3.1 คุณภาพจิต คือเสริมสร้างจิตใจให้ดีงามดวยคุ้ณธรรม 3.2 สมรรถภาพจิต คือ ความสามารถของจิต เช่น ความมีสติดี มีวิริยะอุตสาหะ มีความเพยรพยายามสี ู้งาน มีความอดทน มีสมาธิแน่วแน่ เป็นต้น 3.3 สุขภาพจิต คือมีสุขภาพจิตดี มีจิตเป็นสุข สดชื่น เบิกบานไม่ขุ่นมัว ปลอดโปร่ง สงบ ปิ ติปราโมทย ์ไม่ตกเป็นทาสของอารมณ์การศึกษาทาใหํคนม้ ีจิตใจดี มีอารมณ์ แจ่มใส มีความสุขเพราะความสุขเป็นแกนแห่งจริยธรรมและเป็นเป้าหมายสูงสุดของชีวิต ทางศาสนา เรียกวา่ จิตภาวนา 4. การพฒนาทางสตั ิปัญญา หมายถึงการพัฒนาความรู้ความเขาใจในด ้านว้ ิชาการและ วิชาชีพอย่างแทจร้ ิง ถูกตอง้ ปราศจากอคติด้วยความบริสุทธ์ิใจและสามารถแกไขป ้ ัญหาชีวิตได้ โดยเฉพาะหมายถึงการรู้เท่าทนธรรมดาของโลกและช ั ีวิตทางศาสนาเรียกวา่ ปัญญาภาวนา
39 พระพทธศาสนาไดุ้ถือวาการศ่ ึกษาเป็นหวใจของช ั ีวิต เป็นเร ื่ องท ี่ จะตองถ้ ือเป็นแกน ของชีวิตเพราะศาสนาพทธเกุิดข้ึนจากการตรัสรู้ของพระพทธเจุ้า เป็นเร ื่องของปัญญาโดยตรง ดังน้นั กระบวนการศึกษาจึงจดไว ั ้3 ประการ คือ 4.1 ศีล คือ การศึกษาเบ้ืองต้น สอนใหคนละเว้นจากการเบ้ ียดเบียนซ ึ่ งกนและั กนและกันทั้งทางกายั วาจา มีความประพฤติชอบและบริสุทธ์ิ 4.2 สมาธิ คือการทาจํ ิตใจสงบสุข เป็นการศึกษาระดบกลางั เป็นการศึกษาเพื่อ พัฒนาจิต คือ ทําให้จิตประกอบดวยคุ้ณธรรมต่าง ๆ 4.3 ปัญญา ไดแก้ ่การศึกษาช้นสัูง หมายถึงการพฒนาป ั ัญญาเพ ื่ อความรู้แจงเห้ ็น จริงในเชิงวิชาการ และความเป็นธรรมดาของโลกและชีวิต เพ ื่ อทํา คนให้พ้นจากทาสของกิเลส และเพ ื่ อความพนทุ้กข ์ไร้ปัญหาอยางส่ ิ้นเชิง การศึกษาท้งั 3 ระดบนั้ี คือปทสถานแหั ่งการประพฤติปฏิบัติ เพ ื่ อมนุษย์พัฒนามีจิตใจ สูงข้ึน มิให้มุ่งแต่ให้มีความรู้พอสอบไล่ไดอย้างเด่ ียว จะตองหมายถ้ ึงการศึกษาที่มีการฝึกอบรม ทางกาย วาจา ใจ ที่เรียกวาพฤต่ ิกรรมและการยกระดบจั ิตใจให้สูงข้ึน พร้อมท้งการปร ั ับตวให ั ้ เขาก้ บความเป ั ็นอยในช ู่ีวิตประจาวํ นในส ังคมั ซึ่งเนนการประย ้กตุ์ทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติให้ สอดคลองก้ บความเป ั ็นจริงของชีวิต ความสัมพันธ์ระหว่างศาสนากบวัฒนธรรมั คําวา่ “วัฒนธรรม” หมายถึงครรลองแห่งชีวิตอนครอบคลัุมถึงทุกสิ่งทุกอยางท่ ี่ มนุษยได์ ้ สร้างข้ึน คิด หรือประดิษฐ์ขึ้นและความเช ื่ อถือตลอดถึงการปฏิบัติตามความเชื่อถือ ศาสนาจดได ั ้ วาเป่ ็นวฒนธรรมอยัางหน่ ึ่ งตามคติของนกสังคมวั ิทยา เช่น เอดเวิร์ด บี. รอยเตอร์ กล่าววาศาสนา่ ซึ่งไดแก้ ่ความเช ื่ อถือและปฏิบัติตามความเช ื่ อถือน้นั นับเป็นผลสุดทายของว้ฒนธรรมั ทีเดียว 1. ลักษณะของวฒนธรรมั เม ื่ อกล่าวโดยทวไปแล ั่ ้ว วัฒนธรรมมีลักษณะดงนั้ี 1.1 เป็นสิ่งท ี่ไดมาจากการเร้ ียนรู้มนุษยแตกต์ ่างจากสตวั ในการอาศ ์ยสัญชาตญาณั กระทาตํ ่างๆ กล่าวคือสตวัอาศ์ยสัญชาตญาณัมนุษยอาศ์ยเหตัุผลมากกวาและการเร่ ียนรู้เกิดจาก การเรียนรู้จากมนุษย์ด้วยกนเป ั ็นส่วนใหญ่ 1.2 เป็นมรดกทางสงคมั วัฒนธรรมตองม้ ีการเรียนรู้ แม้วาจะเป ่ ็นการเรียนรู้แบบ ไม่รู้สึกตวกัตาม็เพราะวฒนธรรมเป ั ็นสิ่งของมีอยแลู่วแต้ ่ละสงคมั วัฒนธรรมจะตองม้ ีการสอน ไม่วาจะรู้ตั ่วหรือไม่กตาม็ ถ้าวฒนธรรมจะตัองส ้ ิ้นสุดหรือสูญหายไปกแสดงว็าคนรุ่่นก่อนไม่ได้ ถ่ายทอดใหคนรุ้่นใหม่ต่อมา
40 1.3 เป็นวิถีชีวิตหรือแบบของการดารงชํ ีวิต ความคิดในเรื่ องวฒนธรรมทั าใหํ ้ สามารถจาแนกวํฒนธรรมของสังคมเนั ื่ องจากอีกสงคมหนั ึ่ง เป็นวฒนธรรมเฉพาะอยัาง่เพราะ บุคคลเกิดในสงคมใดก ัเร็ ียนรู้วัฒนธรรมของสงคมนั้นั 1.4 เป็นสิ่งไม่คงท ี่ เพราะมนุษย์มีการคิดคนส้ ิ่งใหม่ๆ หรือปรับปรุงของเดิมให้ เหมาะสมกบสถานการณั ์เปลี่ยนแปลงไป จึงทาใหํ ้วัฒนธรรมมีการเปลี่ยนแปลงอยเสมอู่ 2. ประเภทของวฒนธรรมั 2.1 วัฒนธรรมทางวตถัุ ซึ่งไดแก้ ่สิ่งประดิษฐและเทคโนโลย ์ ีต่างๆ เช่น หมอหุ้งขาว้ แกวน้ ้าํ มีด โต๊ะ รถ เคร ื่ องบิน โทรทศนั ์ เป็นต้น 2.2 วัฒนธรรมไม่เก ี่ ยวกบวัตถัุหมายถึงอุดมการณ์ ค่านิยม แนวความคิดในเรื่ อง ของการแข่งขนอยัางม่ ีเหตุผล ประเพณีการปฏิบัติสืบต่อกนมาัและยอมรับกนในกล ัุ่มของตนวาด่ ี งาม เหมาะสม เช่น ศาสนา ความเชื่อ ความสนใจ เป็นต้น วัฒนธรรมตามพระราชบญญั ัติวัฒนธรรมแห่งชาติไดแบ้ ่งเน้ือหาวฒนธรรมออกเป ั ็น 4 อยาง่ คือ 1. คติธรรม คือวฒนธรรมทั ี่ เก ี่ ยวกบหลั กในการด ัาเนํ ินชีวิต ส่วนใหญ่เป็นเร ื่ องของ จิตใจและไดมาจากศาสนา ้หรือกล่าวอีกนยหนั ึ่ งกคื็อวฒนธรรมทางศั ีลธรรมและทางจิตใจ ซึ่งเป็น เร ื่ องของ “คติ” คือทางหรือหลกดัาเนํ ินชีวิต 2. เนติธรรม คือวฒนธรรมทางกฎหมายั รวมท้งระเบั ียบ ประเพณีที่ยอมรับนบถั ือ กนวัาม่ ีความสาคํญพอๆักบกฎหมายั คือบางอยางแม่ ไม้ ่มีกฎหมายหามไว ้ ้แต่ถ้าใครทาเขําก้ เป็ ็นท ี่ รังเกียจของสังคม เป็นที่น่าอบอายขายหนั ้า เพราะถือกนวัาเส่ ียหาย 3. วัตถุธรรม คือวฒนธรรมทางวัตถัุเช่นเก ี่ ยวกบการกั ินดีอยดีู่เคร ื่ องนุ่งห่ม บ้านเรือน เคร ื่องใช ้ถนน หนทาง และสิ่งประกอบความเป็นอยทุู่กชนิด 4. สหธรรม คือวฒนธรรมทางสังคมั นอกจากหมายถึงคุณภาพต่าง ๆ ที่ทําใหคน้ อยรู่่วมกนอยัางม่ ีความผาสุก ถ้อยทีถ้อยอาศยกันแลัวย้ ังรวมทั้งระเบียบ มารยาทท ี่ จะติดต่อเก ี่ ยวของ้ สังคมเป็นต้น 3. ลักษณะของวฒนธรรมไทย ั วัฒนธรรมไทยที่ สะสมสืบทอดกนมาชัานาน้ ชี้บ่งลกษณะเฉพาะของคนไทยใน ั ด้านต่าง ๆ อาจกล่าวไดพอส ้ งเขป ั ดังน้ี 3.1 จิตใจของคนไทย คนไทยมีความเอ้ือเฟ้ือเผอแผ ื่ ่ มีเมตตา กรุณา มีศีลธรรม ยึดมนในหล ั่กพระพัุทธศาสนาอนเป ั ็นศาสนาประจาชาตํ ิ มีความกตญญัูกตเวที ซื่อสัตว์สุจริต
41 ยิมแย้ ้ม แจ่มใส เคารพผู้มีอาวโสุ เป็นต้น ดังจะเห็นไดจากหล้กจารั ึกสุโขทยหลักทั ี่ หนึ่ง เช่น คนในเมืองสุโขทยมั ักมาก มักทรงศีล เป็นต้น 3.2 ขนบธรรมเนียมประเพณีไทย กิริยามารยาทของคนไทย มีลักษณะเฉพาะท้งั ความเรียบร้อย เช่น การไหว้การกราบ ฯลฯ มีประเพณีกรรมเป็นวิถีในการดาเนํ ินชีวิต มีการทาบํุญ ในเทศกาลต่าง ๆ ประเพณีหลวง เช่น ประเพณีเขาพรรษา้ วันออกพรรษา ทอดผาป้ ่ามีประเพณี กรรมเป็นวิถีในการดาเนํ ินชีวิตมีการ ทอดกฐิน ประเพณีราษฎร์ เช่น การเกิด การตาย การบวช การโกนจุก การแต่งงาน เป็นต้น 3.3 ศิลปกรรมไทย มีการดดแปลงผสมผสานให ัเข้าก้บบัุคลิกลกษณะของคนไทย ั เช่น พระพทธรุ ูปปางลีลา มีฝีมือประณีตบรรจงแสดงลวดลายอ่อนนอม้ สลกเสลาวั ิจิตรงดงาม 3.4 ภาษาและวรรณคดีไทย เป็นวฒนธรรมทั ี่มีความยดหยืนุ่คลอยตามค้ ่านิยมของ สังคมไทย เช่น การยกยองสถาบ่นพระมหากษัตรั ิย์ไทย เป็นต้น การใชภาษาก้ เหมาะสมก็บั กาลเทศะและบุคคล การเรียบเรียงถอยค้ากํ โน็มน้าวจ้ ิตใจของผู้อ่าน ทั้งร้อยกรองและร้อยแกว้ 3.5 ค่านิยมไทย ค่านิยมคือแบบแผนในการกาหนดพฤตํ ิกรรมของบุคคลไปตาม จุดมุ่งหมายที่นิยมร่วมกนั ทั้งในความรู้สึก ความเช ื่อและการประพฤติปฏิบัติต่าง ๆ ค่านิยมมีทั้ง ในลกษณะทั ี่พึงประสงคและไม ์ ่พึงประสงค ์ค่านิยมเป็นท้งเปั ้าหมายของชีวิตและเป็นวิถีทางในการ ปฏิบัติที่ถือเป็นเกณฑของส์งคมั คนส่วนใหญ่มีความเห็นพองต้องก้นัค่านิยมของคนไทยที่พึง ประสงคควรปล ์ูกฝังไว ้เช่น การพ ึ่ งตนเองและขยนหมันเพั่ียร รับผดชอบิ ประหยดและซั ื่ อสตยั ์ มีเหตุผลและเคารพผู้ใหญ่ ปฏิบัติตามคุณธรรมในศาสนา จงรักภกดั ีต่อชาติศาสนาและ พระมหากษตรั ิย์สามคคั ีและช่วยเหลือเก้ือกูลกนโดยไม ั ่หวงผลตอบแทนั มีระเบียบปฏิบัติตาม กฎหมายเป็นต้น ความสัมพันธ์ระหว่างศาสนาและปรัชญา เพ ื่อใหเห้ ็นความสมพันธั ์และความแตกต่างกนั จึงขอยกคาอธํ ิบายเก ี่ ยวกบความหมายั บ่อเกิด ขอบเขต ความเป็นเอกภาพระหวางศาสนาก่ บปร ั ัชญาทางตะวันออกพร้อมท้งลักษณะของั ศาสนาทางตะวนตกวัาแยกและส่มพันธั ์กบปร ั ัชญาอยางไร ่ คําวา่ “ปรัชญา” ของตะวนตกัหมายถึง ความรักในความรู้หรือความรักท ี่จะเป็นผรอบร ู้ ู้ เป็นปราชญ์อนึ่ง ถ้าใชความหมายถ้ ึงบุคคล เช่น นักปรัชญา กย็อมหมายถ่ ึงผู้รักความรู้คือผู้รัก จะเป็นปราชญ์ นักปราชญกร์ ีกโบราณชื่อ ไพธากอรัส เป็นผใชู้ ความหมายน้ ้ีเป็นคร้ังแรก แต่นักปรัชญาสมยปั ัจจุบันชาวเยอรมนชั ื่อไฮเดกเกอร์ให้คําจากํดความเสั ียใหม่วา่ “ฉลาดในความรัก” ความแตกต่างในความหมายท้งั 2 นี้กคือ็แต่ละคนพยายามท ี่ จะตีคุณค่าของประสบการณ์แห่งชีวิต
42 ในทุกระดบและทัุกๆ แง่มุม เช่น ประสบการณ์ทางศาสนา ประสบการณ์ทางวิทยาศาสตร์ ประสบการณ์ทางสุนทรียศาสตร์ประสบการณ์ทางสงคมั เป็นต้น ดังน้นเพลโต ั (Plato) นักปรัชญา กรีกโบราณไดให้ ้คําจากํ ดความปร ั ัชญาวา่ เป็นวิชาที่วาด่วยการศ ้ ึกษาความจริงความดีและความงาม เป็นต้น 1. บ่อเกดของปร ิ ัชญา มนุษย์มีธรรมชาติที่จะตองเผช้ ิญกบปั ัญหาชีวิตประจาวํนอยัางมากมาย่ เช่น ปัญหา ในดานเศรษฐก ้ ิจ ปัญหาในดานการเม้ ือง ปัญหาในดานส ้งคมั เป็นต้น มนุษย์จึงมีความจาเปํ ็นตอง้ ดิ้นรนพยายามหาทางแกปั ้ญหาเหล่าน้นัและตองอาศ ้ยการคั ิดทบทวนและความต้งใจในท ัุกสิ่ง ทุกอยางท่ ี่ ตนเองยงไม ั ่รู้ ไม่เขาใจมาก ้ ่อน เพ ื่ อแกปั้ญหาชีวิต ดวงจิตและปัญญาของมนุษย์จึงพฒนาั ขึ้นมาโดยลาดํ ับ ประสบการณ์ต่าง ๆ เหล่าน้นได ั กลายเป ้ ็นบ่อเกิดแห่งปรัชญาต่อมา แต่ทั้งน้ีมิได้ หมายความวาปร ่ ัชญายอมเก่ ิดข้ึนจากมนุษย์ทุก ๆ คน และแนวความคิดท ี่ จะอยในข ู่้นจั ดได ั ้วาเป่ ็น ปรัชญาน้นจะตัองเก้ ิดจากบุคคล ผู้มีความพยายามอย่างสูงท ี่ จะรู้ความจริงข้นสัูงสุด แต่อาจจะ กล่าวได้วาปร ่ ัชญามีบ่อเกิดจากสาเหตุต่อไปน้ี 1.1 ความรู้สึกประหลาดใจ มนุษยอย์กู่บธรรมชาตั ิ ไดพบปรากฏการณ ้ ์ธรรมชาติ อยางเช่ ่นฝนตก ฟ้าร้อง แผนด่ ินถล่ม ภูเขาไฟระเบิด เป็นต้น เกิดความประหลาดใจ หรือไดเห้ ็น เหตุการณ์บางอยางอ่ นเป ั ็นเหตุแห่งความประหลาดใจแลวน้ามาคํ ิด มาพิจารณา มีผู้เห็นเป็นปัญหา น่าสืบคนหาค้าตอบํ ดังน้นแนวความคั ิดน้นจั ึงกลายเป็นปรัชญา 1.2 ความสงสัย คร้ันเม ื่ อมนุษยได์พบก้บเหตัุการณ์ ปรากฏการณ์ต่าง ๆ ของโลก และชีวิตท้งทั ี่เป็นส่วนของธรรมชาติทัวไปและส ่่วนของมนุษยเอง์ โดยเฉพาะเกิดความสงสยใครท ั ี่ จะรู้คําตอบ และตรวจสอบความเช ื่ อทุกๆ อยาง่สงสยในท ัุกสิ่งท ี่เป็นปรากฏการณ์ของโลก เพื่อ แสวงหาคาตอบทํ ี่น่าเช ื่ อถือเก ี่ ยวกบปรากฏการณ ั ์เหล่าน้นและตัวมนัุษยเอง์เช่น ปรัชญาของเดการ์ต ที่เริ่มจากความสงสยทัุกอยาง่ 1.3 การทดสอบเชิงวิจารณ์ การทดสอบดวยการพ้ ิจารณาสิ่งใดสิ่งหน ึ่งในลักษณะ ทบทวนวิพากษ์วิจารณ์ เทียบเคียง เพอให ื่ ได้ ผลสร ุ้ปในเรื่ องน้นๆั ให้คําตอบท ี่ เก ี่ ยวกบปั ัญหาท ี่ กาหนดไว้นั ํ้น กลายเป็นความหมายท ี่ จะคนหาความจร้ ิงอนสัูงสุดของขอก้าหนดดํวย้ โดยเขาถ้ ึง บทสรุปอยางม่ ีเหตุผลแลววางแนวความค้ ิดเป็นหลกการของตนเองขั้ึน กลายเป็นทฤษฎีต่างๆ ต่อมา 1.4 ความเขาใจกว ้าง้ นักปราชญ์ยอมม่ ีทัศนะทีกวางไกลในการพ ้จารณาริูปลักษณะ ของปัญหาที่มีความหลากหลาย โดยเปิดมโนทศนั ์ใหกว้างและยอมร้ ับขอมู้ลต่าง แลวน้ าไปส ํ ู่การ วิพากษ์วิจารณ์ในภายหลัง
43 1.5 ยอมรับขอมู้ล ดานประสบการณ ้ ์และเหตุผลเป็นเคร ื่ องช้ีแนวทาง โดยปกติ แลวน้ กปราชญ ั ์ยอมค่ ิดตรึกตรองในขอบเขตแห่งประสบการณ์ของตน ในขณะเดียวกนกั คิ็ดพิจารณา ด้วยเหตุของตนเองเป็นแรงสนบสนัุน แต่จะไม่วนสรุปเชื่อในดานประสบการณ ้ ์และเหตุผลของ ตนเองเลยทีเดียว พร้อมเสมอท ี่ จะเขาถ้ ึงเหตุผลท้งั ที่เหตุผลน้นอาจจะกระทบกระเทั ือนต่อความเชื่อ เดิมของตนที่มีอยกู่่อน 1.6 ความไม่ยึดอุปาทาน นักปราชญไม์ ่มีลักษณะแนวความคิดท ี่ แบบยดมึนดั่นทั ุรัง แต่จะยอมรับเหตุผลท ี่ อยเหนู่ืออารมณ์กล่าวคือไม่ถืออารมณ์เป็นเคร ื่ องตรวจสอบความคิดและ การวิจารณ์ 1.7 ความเพยรไม ี ่ลดละ เม ื่ อนกปราชญ ั ์ยังไม่ได้ข้อสรุป หรือคาตอบทํ ี่น่าพอใจ หรือมีเหตุผลเพียงพอท ี่ เหนือไปกวาประสบการณ ่ ์และเหตุผลของตนเองแล้ว กจะย็นยืนทฤษฎั ีหรือ แนวความคิดของตนน้นวัาถู่กตอง้ ในขณะเดียวกนกัจะพยายามแสวงหาค็นคว้าค้าตอบทํ ี่ดีกวา่ ต่อไปอยางไม ่ ่ลดละตลอดชีวิตตน 1.8 ความไม่ด่วนสรุป นักปราชญไม์ ่ด่วนสรุปเอาอยางว่ ิธีง่าย ๆ เดดขาด็นอกจาก จะได้มีข้อพิสูจน์อยางแน่ ่นหนามนคงถั่ ี่ถ้วนเสียก่อน จะไม่กงวลหรั ือเป็นห่วงวาจะก่ ินเวลาเร็วหรือ ข้าเพียงใดในการที่ จะนําแนวความคิดและขอพ้ ิสูจน์ของตนไปสู่ขบวนการแห่งปรัชญา เน้ือหาและขอบเขตของปรัชญาสามารถแยกออกไดเป้ ็น 2 ส่วนคือ 1. ส่วนท ี่เป็นเน้ือหาวาด่วยศาสตร ้ ์ทั้งหลายท ี่เป็นปรัชญา ขอบเขตของปรัชญาในส่วนน้ี รวมเอาศาสตร์ต่าง ๆ ทั้งหลายท ี่เป็นปรัชญาลวน้ๆ เขาด้วย้อภิปรัชญา ญาณวิทยา คุณวิทยา สุนทรีศาสตร์จริยศาสตร์และตรรกวิทยา นอกจากน้ียังรวมกบปร ั ัชญาประยกตุ์คือ การเอาปรัชญา บริสุทธ์ิไปตีด่านผลสรุปของวิชาต่างๆ เขาด้วย้เช่น ปรัชญาศาสนา ปรัชญาการปกครอง ปรัชญา การศึกษา ปรัชญาประวัติศาสตร์ปรัชญาเศรษฐศาสตร์ปรัชญาสงคมั ปรัชญาวิทยาศาสตร์ ปรัชญา ภาษา เป็นต้น ศาสตร์ทั้งหลายเหล่าน้ีล้วนแต่ที่เป็นส่วนสาคํญทางเนั้ือหาของปรัชญา 2. ส่วนท ี่เป็นเน้ือหาของปรัชญาในฐานะเป็นศาสตร์อันกวางขวาง้ ขอบเขตของปรัชญา ในลกษณะนั้ีหมายถึง ปรัชญาท ี่เป็นศาสตร์แห่งศาสตร์ทั้งหลาย กล่าวคือ เม ื่ อแรกน้นวั ิทยาการ ต่างๆ ล้วนแลวแต้ ่รวมอยในเน ู่้ือหาปรัชญา ยังไม่แยกตวออกจากปร ั ัชญา มีขอบเขตและวิธีการอยาง่ เดียวกบปร ั ัชญา ต่อมาเม ื่ อวิชาแต่ละเน้ือหาสมบูรณ์ขึ้นจึงแยกตวออกจากปร ั ัชญาอาศยวั ิธีการของ ตนโดยเฉพาะ ฉะน้นขอบเขตของปร ั ัชญาในลกษณะนั้ีจึงมีลักษณะเป็นแม่บทแห่งศาสตร์ต่างๆ แมจะแยกออกไปแล ้ ้วแต่ผลสรุปกยั็งจดวั าเป่ ็นปรัชญาอยนั ู่นเอง่